ธนาคารโลกและ IMF กังวลวิกฤตน้ำมันและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

ผลการประชุมในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (Spring Meetings) ของนานาชาติร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระหว่าง 14-19 เมษายน 2569 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกนั้น ที่ประชุมให้ความสำคัญกับสถานการณ์พลังงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ที่มีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยสงครามและความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เฉพาะอย่างยิ่งความไม่มั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นและรุนแรงในระดับนี้มานานหลายปี และทำให้ทั่วโลกต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำมันและสินค้าบางประเภทที่ไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ ขณะที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศมีข้อจำกัดอย่างมากในการใช้กลไกและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อควบคุมผลกระทบจากความขัดแย้งครั้งนี้ ธนาคารโลกและ IMF เสนองบประมาณช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น มูลค่า 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกและ IMF ยอมรับว่าหากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ งบประมาณช่วยเหลือดังกล่าวก็อาจไม่สามารถบรรเทาวิกฤตพลังงานในระยะยาวได้ สะท้อนว่าสถาบันการเงินระหว่างประเทศมีความกังวลต่อสถานการณ์สูงมาก และมีข้อจำกัดในการให้ความช่วยเหลือต่อประเทศต่าง ๆ จึงกระตุ้นให้ผู้นำประเทศ รวมทั้งผู้กำหนดนโยบายการเงินและการคลังในประเทศต่าง ๆ ที่ไปเข้าร่วมการประชุม เรียกร้องให้คู่ขัดแย้งยุติการทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพในช่องแคบฮอร์มุซ และให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการเดินเรือ (freedom of navigation) ผลการประชุมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ธนาคารโลกและ IMF ตั้งเป้าหมายกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ ร้อยละ…

สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซผันผวนมากขึ้น

ก่อนจะถึงเวลาที่จะสิ้นสุดหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ใน 22 เมษายน 2569 สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซผันผวนอย่างมาก ซึ่งมีทั้งผ่อนคลาย และกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง นอกจากนี้ มีแนวโน้มว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบที่ 2 ที่ปากีสถานเป็นตัวกลาง เพื่อให้เกิดสันติภาพ เริ่มไม่ราบรื่น เนื่องจากทั้งสองฝ่ายส่งข้อความไปยังประชาคมโลกไม่เป็นในทิศทางเดียวกัน ขณะที่สหรัฐฯ ก็เพิ่มแรงกดดอันอิหร่านด้านเศรษฐกิจมากขึ้น หลังจากประชาคมระหว่างประเทศได้รับสัญญาณเชิงบวก และราคาน้ำมันในตลาดโลกผ่อนคลายลงบ้าง จากการที่ เมื่อ 16 เมษายน2569 อิสราเอล-เลบานอนสามารถบรรลุข้อตกลงชั่วคราวหยุดยิงระหว่างกัน เป็นเวลา 10 วัน (17-27 เมษายน 2569) รวมทั้งจะมีการเจรจาสันติภาพต่อไป ซึ่งทั้งสองฝ่ายคาดว่าข้อตกลงหยุดยิงถาวรอาจเกิดขึ้นได้ จากการที่จะมีการพบกันอีกครั้งที่สหรัฐฯ ในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ข้อจำกัดยังมีอยู่ เช่น กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ต้องปลดอาวุธของในเลบานอน และอิสราเอลต้องถอนกำลังทั้งหมดออกจากเลบานอน ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวอิสราเอล-เลบานอน ยังส่งผลให้สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เป็นในเชิงบวกในเบื้องต้น และต่อมาก็กลับมาตึงเครียดเช่นเดิม โดยเมื่อ 17 เมษายน 2569 อิหร่านตอบสนอง ด้วยการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์ทุกลำ (ยกเว้นเรือที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ…

การท่องเที่ยวจีนจะเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สถานการณ์การท่องเที่ยวของจีนได้รับความนิยมอย่างมากและมีโอกาสเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในอนาคต โดยสื่อมวลชนจีนเมื่อ 16 เมษายน 2569 รายงานอ้างผลการรวบรวมข้อมูลของ World Travel & Tourism Council พบว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเมื่อปี 2568 การท่องเที่ยวจีนเติบโตมากถึงร้อยละ 9.9 ซึ่งหากรัฐบาลจีนสามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศได้ในระยะยาว อาจทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกด้วย ปัจจัยที่ทำให้การท่องเที่ยวของจีนมีแนวโน้มขยายตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะรัฐบาลจีนใช้มาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและการตรวจคนเข้าเมือง โดยมีข้อตกลงวีซ่าฟรีให้ผู้ที่เดินทางจากประเทศต่าง ๆ แล้วอย่างน้อย 48 ประเทศ นอกจากนี้ จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย สร้างระบบการคมนาคมสะดวกสบาย ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ผ่านผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (influencer) สามารถสร้างปรากฏการณ์ความนิยมวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบคนจีน หรือ China maxxing ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจและต้องการได้รับประสบการณ์เหมือนประชาชนชาวจีน ทำให้เมื่อปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปจีนอย่างน้อย 154 ล้านคน ส่วนใหญ่เดินทางจากประเทศที่ได้รับสิทธิวีซ่าฟรี นอกจากนี้ การที่ผู้นำต่างประเทศจากทั่วโลกเดินทางเยือนจีนมากขึ้น ช่วยเสริมภาพลักษณ์ความปลอดภัยในการท่องเที่ยวจีน เป็นปัจจัยส่งเสริมให้ชาวต่างชาติต้องการเดินทางไปจีนมากขึ้นด้วย รัฐบาลจีนสร้างจุดเด่นในการท่องเที่ยวของประเทศด้วยการผสมผสานความทันสมัยและเทคโนโลยีเข้ากับวัฒนธรรม ทำให้นักท่องเที่ยวสนใจวัฒนธรรมจีนมากขึ้น เช่น การสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างภาพเสมือนจริง และใช้เครื่องมือ virtual…

กัมพูชาอ้างว่าจะแก้ไขข้อพิพาทบริเวณชายแดนกับไทยด้วยกลไกสันติภาพ

สื่อมวลชนกัมพูชาเมื่อ 15 เมษายน 2569 รายงานท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาที่ยืนยันว่าจะใช้กลไกการทูตและการดำเนินการอย่างสันติ เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่พิพาทบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยเฉพาะดินแดนกัมพูชาบางส่วนที่ปัจจุบันฝ่ายไทยเข้าไปสถาปนาความมั่นคงและสร้างแนวป้องกันความขัดแย้ง ทั้งนี้ ประธานวุฒิสภากัมพูชาย้ำว่ารัฐบาลไม่ต้องการใช้เครื่องมือทางทหาร เพราะเสี่ยงสูญเสียและทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบ รวมทั้งเชื่อว่าการปะทะด้วยเครื่องมือทางทหารจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศด้วย ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนาย Seng Sary นักวิชาการชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย วิจารณ์สมเด็จฯ ฮุน เซน เชิงลบ กรณีให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนโดยไม่ให้ความสำคัญกับทหารที่สูญเสียชีวิตระหว่างการปะทะ ทำให้ประธานวุฒิสภาไม่พอใจและตอบโต้ด้วยการยืนยันว่ากัมพูชาจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการทางทหาร และจะให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ ธันวาคม 2568 ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่ารัฐบาลกัมพูชาจะไม่ยอมสูญเสียดินแดนให้ประเทศใด นอกจากนี้ ยังหยิบยกกรณีการเรียกร้องอธิปไตยเพนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นตัวอย่างยืนยันว่าการต่อสู้ด้วยกลไกการทูตนั้นใช้เวลานาน แต่สามารถประสบความสำเร็จได้ ดังนั้น ท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซนในช่วงนี้เกิดขึ้นเพื่อชี้แจงต่อประชาชนและตอบโต้ผู้ที่วิจารณ์นโยบายจัดการความมั่นคงชายแดน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของชาวกัมพูชาต่อรัฐบาล อดีตผู้นำกัมพูชายังใช้โอกาสนี้เตือนประชาชนกัมพูชาว่า ปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวในต่างประเทศที่ต้องการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ และพยายามปลุกระดมให้เกิดความตึงเครียดในประเทศ พร้อมกับประกาศว่ากระบวนการเจรจาด้านความมั่นคงชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงขอให้ประชาชน รวมทั้งฝ่ายค้านรัฐบาล ทำความเข้าใจและเชื่อมั่นว่ารัฐบาลกัมพูชามีความแข็งแกร่งและยุทธศาสตร์ที่จริงจังในการเจรจาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ สื่อมวลชนกัมพูชาในห้วงนี้ยังสนใจและรายงานกรณีรัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธว่าเป็นฝ่ายร้องขอไทยให้เปิดด่านข้ามพรมแดนระหว่างกัน โดยยืนยันว่าการเปิด-ปิดพรมแดนเป็นความรับผิดชอบของไทยฝ่ายเดียว ทั้งนี้ ปัจจุบันด่านข้ามแดนบริเวณไทย-กัมพูชายังปิดทำการและไม่อนุญาตให้มีกิจกรรมข้ามแดน โดยรัฐบาลยืนยันว่ายังไม่มีการเจรจาในเรื่องนี้

อิสราเอลจะหยุดยิงในเลบานอนเป็นระยะเวลา 10 วัน

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่น่าสนใจ แม้สหรัฐฯ กับอิหร่านจะยังไม่บรรลุข้อตกลงหรือการเจรจาสันติภาพ แต่ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนมีแนวโน้มผ่อนคลายลงเล็กน้อย หลังจากอิสราเอลกับเลบานอน ตกลงทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว เมื่อ 16 เมษายน 2569 โดยการหยุดยิงดังกล่าวจะมีระยะเวลา 10 วัน พัฒนาการดังกล่าวทำให้ชาวเลบานอนที่มีถิ่นอาศัยทางตอนใต้ของประเทศรวมตัวกันแสดงความยินดี เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการปะทะระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ส่วนกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุน และมีอิทธิพลทางการเมืองและการทหารในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน ประกาศว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีเงื่อนไขว่าข้อตกลงดังกล่าวจะต้องครอบคลุมการยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด ก่อนหน้านี้ เมื่อ 14 เมษายน 2569 เอกอัครราชทูตอิสราเอล และเลบานอน ประจำวอชิงตัน ดี.ซี. และ พบหารือกันที่วอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นการพบหารือของเจ้าหน้าที่ระดับสูงครั้งแรกในรอบหลายสิบปี สาเหตุที่อิสราเอลยอมบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับเลบานอน อาจเป็นผลจากสหรัฐฯ ที่กดดันอิสราเอลให้ลดระดับความรุนแรงในเลบานอน เพราะนานาชาติ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการของอิสราเอลในเลบานอน รวมทั้งสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ที่เริ่มคัดค้านความเคลื่อนไหวดังกล่าว และใช้เป็นเหตุผลในการยุติโครงการซื้อ-ขายอาวุธให้อิสราเอลด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวจะเป็นโอกาสให้รัฐบาลอิสราเอลเจรจากับรัฐบาลเลบานอนประเด็นการสร้างสันติภาพร่วมกัน อย่างไรก็ตาม อิสราเอลจะประจำการทหารอยู่ในพื้นที่มั่นคง หรือ security zone ระยะประมาณ 10 กิโลเมตร ในทางตอนใต้ของเลบานอน ผู้เชี่ยวชาญมีมุมมองว่าข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวไม่แน่นอนและเปราะบางอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมา…

5 ประเด็นที่ภาคเกษตรและอาหารไทยควรเร่งดำเนินการรับมือ

ไทยซึ่งพึ่งพาภาคเกษตรและอาหาร (Agro-food sector) สูงมากในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ อาจพิจารณารายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization-FAO) ที่เผยแพร่เมื่อกลาง เมษายน 2569 และประเมินว่าภาคเกษตรและอาหารโลกจะได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้นในห้วง พฤษภาคม 2569 จากภาวะชงักงันของการขนส่งพลังงานและปุ๋ยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังจะได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 ข้อเสนอของรายงาน FAO เพื่อรับมือกับผลกระทบดังกล่าว สอดคล้องกับไทยที่มีมาตรการอยู่แล้ว แต่ไทยควรเร่งดำเนินการให้เกิดผลในการรับมือให้ทันท่วงที  ได้แก่ 1) ย้ำให้เกษตรกรพิจารณาเปลี่ยนพันธุ์พืชเพื่อปรับการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับกับปริมาณปุ๋ยที่มีอยู่จำกัด 2) ย้ำการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไบโอดีเซล เพื่อลดต้นทุนการผลิต ควบคู่ไปกับการใช้พลังงานหมุนเวียน (เช่น พลังงานลม และชีวมวล) 3) เตรียมให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 4) ลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มความสำคัญกับการใช้ปุ๋ยที่มีความยั่งยืน เช่น จากธรรมชาติ (green fertilizer) และ 5) ปรับโครงสร้างทางการเกษตร ในระดับระหว่างประเทศ FAO ยังเรียกร้องให้ทุกประเทศหลีกเลี่ยงการระงับการส่งออกพลังงานและปุ๋ย รวมทั้งให้สถาบันระหว่างประเทศช่วยเหลือเงินทุนให้กับประเทศที่ประสบปัญหา เพื่อสร้างห่วงโซ่อาหารของแต่ละประเทศให้แข็งแกร่ง เพิ่มทางเลือกเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างมากประเทศ เนื่องจากปัจจุบันการส่งออกสินค้าเกษตร-อาหาร หรือ agro-food products…

จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาของฟิลิปปินส์ : ทิ้งสารไซยาไนด์ในพื้นที่พิพาททางทะเล

จีนกับฟิลิปปินส์ยังคงมีประเด็นขัดแย้งกันเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ ทั้งความเคลื่อนไหวด้านการทหารและความเคลื่อนไหวอื่น ๆ โดยเมื่อ 14 เมษายน 2569 โฆษกกองทัพเรือฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า กองทัพเรือตรวจพบขวดบรรจุสารไซยาไนด์ที่มีพิษสูง บนเรือประมงของจีนที่รุกล้ำน่านน้ำของฟิลิปปินส์ บริเวณแนวปะการัง Thomas Shoal ที่ 2 และแนวปะการัง Ayungin เมื่อปี 2568  การตรวจพบขวดบรรจุสารไซยาไนด์ดังกล่าว รวมทั้งมีรายงานว่าเรือประมงจีนลักลอบปล่อยสารไซยาไนต์ลงทะเล บ่งชี้ว่า เรือประมงจีนอาจพยายามบ่อนทำลายความมั่นคงและความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศในทะเล และอาจต้องการใช้สารดังกล่าวทำลายเรือรบของฟิลิปปินส์ที่ประจำการหรือตรวจการในพื้นที่ การใช้สารไซยาไนด์ในอุตสาหกรรมประมง เป็นวิธีการที่ชาวประมงใช้เพื่อจับปลาและปะการัง ปัจจุบันฟิลิปปินส์กำหนดให้เป็นการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากส่งผลเสียระยะยาวต่อระบบนิเวศทางทะเล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่าหลักฐานของฟิลิปปินส์ไม่น่าเชื่อถือ และโจมตีฟิลิปปินส์ว่าเป็นฝ่ายใช้อำนาจเกินขอบเขตเข้าไปตรวจและควบคุมเรือประมงของจีน ทั้งที่เข้าไปทำประมงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับพื้นที่พิพาททางทะเลดังกล่าว อยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์ และห่างจากจีนประมาณ 1,300 กิโลเมตร เป็นพื้นที่พิพาทที่จีนกับฟิลิปปินส์ตอบโต้กันบ่อยครั้ง แม้ว่ารัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่ายจะพบหารือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดขั้นตอนที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทร่วมกัน เพราะคาดว่าพื้นที่ดังกล่าวมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นแรงกระตุ้นให้ฟิลิปปินส์ปฏิบัติการลาดตระเวนทางทะเลมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่พิพาทกับจีน เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของจีน รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ที่อาจรุกล้ำน่านน้ำของฟิลิปปินส์  ตลอดจนอาจเพิ่มความร่วมมือในการลาดตระเวนทางทะเลเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง เช่น การลาดตระเวนหรือฝึกรบร่วมกับสหรัฐฯ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส…

UNHCR กังวลต่อการอพยพของชาวโรฮีนจา

ความเคลื่อนไหวและการอพยพของชนกลุ่มน้อยและผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา ยังคงได้รับความสนใจจากองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees – UNHCR) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration- IOM) (IOM) เมื่อ 14 เมษายน 2569 มีถ้อยแถลงแสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของชาวโรฮีนจาที่อพยพจากบังกลาเทศ ไปมาเลเซียผ่านทะเลอันดามัน เนื่องจากเผชิญอันตราย และล่าสุดมีข้อมูลว่าชาวโรฮีนจามากกว่า 250 คน สูญหายระหว่างการอพยพทางทะเล เพราะเผชิญพายุรุนแรง ทำให้เรืออับปาง เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ UNHCR เรียกร้องให้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการปกป้องชนกลุ่มน้อยที่ผลัดถิ่น รวมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาให้ชาวโรฮีนจา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในเมียนมาที่ต้องลี้ภัยไปยังประเทศอื่น ๆ ผ่านการเดินเรือ สาเหตุที่ทำให้ชาวโรฮีนจาต้องเดินทางออกจากบังกลาเทศ ทั้งที่มีค่ายผู้อพยพในเมือง Cox’s Bazar ช่วยเหลือชาวโรฮีนจาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงและการเลือกปฏิบัติในเมียนมา เนื่องจากปัจจุบันค่ายผู้อพยพชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศประสบปัญหาแออัดอย่างมาก ขณะที่องค์กรระหว่างประเทศไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะสนับสนุนการเดินทางอย่างปลอดภัย หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตในค่ายผู้อพยพ ทำให้ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศอื่น ๆ ได้แก่ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ความปลอดภัยและสิทธิของชาวโรฮีนจาได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลเมียนมาปฏิบัติการทางทหารเพื่อความมั่นคงในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560…

แนวโน้มการผลักดันการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านรอบใหม่

ปากีสถานเดินหน้าแสดงบทบาทสนับสนุนและผลักดันแนวทางการเจรจาเพื่อยุติสงครามและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยมีรายงานเมื่อ 15 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลปากีสถานพยายามโน้มน้าวอิหร่านและสหรัฐฯ ให้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการเจรจารอบใหม่ เพื่อลดระดับความตึงเครียด หลังจากการเจรจาครั้งที่ผ่านมาเพื่อยุติความขัดแย้ง ไม่สำเร็จ และทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อกดดันอิหร่านมากขึ้น จนทำให้สถานการณ์ความมั่นคงโลกและพลังงานไม่แน่นอน สหรัฐฯ-อิหร่านอยู่ระหว่างปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง จนถึง 22 เมษายน 2569 คาดว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ปากีสถานต้องเร่งให้ทั้ง 2 ฝ่ายมีความคืบหน้าในการเจรจากัน โดยคาดหวังให้มีการขยายมาตรการหยุดยิง เพื่อควบคุมผลกระทบจากสงคราม ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ปากีสถานเลือกใช้ความสัมพันธ์ทางทหารและกองทัพกับอิหร่าน เป็นช่องทางการประสานงานหลัก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงคุ้นเคยและใกล้ชิดกันเป็นอย่างดี ซาอุดีอาระเบีย มหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง พยายามแสดงบทบาทเช่นกัน โดยมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียได้เจรจากับปากีสถาน เพื่อให้โน้มน้าวผู้แทนของประเทศคู่ขัดแย้งไปเจรจากันทีเมืองเจดดาห์ เมืองสำคัญบริเวณชายฝั่งของซาอุดีอาระเบีย แต่โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้มุมมองว่าการเจรจากับอิหร่านมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นที่กรุงอิสลามาบัดของปากีสถานเช่นเดิม เช่นเดียวกับรองประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ได้มีการหารือกับประธานรัฐสภาอิหร่าน เพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาค นักวิชาการอิหร่านประเมินว่า ความเป็นไปได้ที่รัฐบาลและกองทัพอิหร่านจะเจรจา ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ก็คืออิหร่านต้องมีสิทธิ์ป้องกันตนเอง รวมทั้งยังไม่ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ยืนยันต้องการให้อิหร่านยุติการพัฒนานิวเคลียร์ ขณะเดียวกันอิหร่านก็ยังมีขีดความสามารถด้านการทหารและกองทัพมากพอที่จะต้านทานการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ได้ ล่าสุดเมื่อ 15 เมษายน 2569 ผู้นำสูงสุดของอิหร่านขู่จะจมเรือรบของสหรัฐฯ หากเข้าไปปิดช่องทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยอมรับว่าความตึงเครียดในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและราคาพลังงานในสหรัฐฯ…

ช่องแคบฮอร์มุซ : ตัวประกันของสงคราม

ความเข้มข้นในการใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นตัวประกันของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางกลับมาเข้มข้นอีกครั้ง หลังจากการเจรจาที่ปากีสถานระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เมื่อ 11 เมษายน 2569  ล้มเหลว โดยรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาแถลงว่า สหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับอิหร่านแล้วในเรื่องการระงับการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ แต่อิหร่านปฏิเสธ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ซึ่งได้พบกับผู้แทนอิหร่านที่เข้าร่วมเจรจาภายหลังการหารือ เปิดเผยว่า ปากีสถานยังมีความพยายามหาทางยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้การหารือเมื่อ 11 เมษายน 2569 ไม่ได้ข้อสรุป ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศที่จะเข้าควบคุมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และไม่ต้องการความช่วยเหลือจากประเทศอื่น หลังการเจรจาที่ปากีสถานระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใด ๆ  ซึ่งกองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ (U.S. Central Command – CENTCOM) ได้เริ่มตรวจสอบเรือทุกลำที่เข้า-ออกจากท่าเรือ และชายฝั่งของอิหร่าน รวมถึงท่าเรืออิหร่านในอ่าวอาหรับและอ่าวโอมาน ตั้งแต่ 13 เมษายน 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ด้วยว่าจะโจมตีเรือของอิหร่าน ด้วยความรวดเร็ว และรุนแรง หากเข้าใกล้พื้นที่ปิดล้อมของสหรัฐฯ หลังจากอ้างว่ากองทัพเรือของอิหร่านถูกสหรัฐฯ โจมตีอย่างหนักก่อนหน้านี้ สมาชิกเนโตจะไม่เข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยินดีสนับสนุนภารกิจ  ขณะที่สหราชอาณาจักร…