แก๊งสแกมเมอร์ย้ายฐานไปเคลื่อนไหวในศรีลังกา

แก๊งสแกมเมอร์ที่ถูกกวาดล้างจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะอย่างยิ่งจากกัมพูชา และเมียนมากำลังย้ายฐานปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ ไปยังศรีลังกา เนื่องจากมีปัจจัยที่เอื้อต่อการทำธุรกิจหลอกลวง ทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต  การให้วีซ่าเข้าประเทศ และลักษณะทางกายภาพ เช่น อาคารสถานที่ และโรงแรม  อย่างไรก็ดี ฐานการปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ในศรีลังกาเป็นเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นและศรีลังกากำลังกวาดล้างอย่างหนัก ซึ่งจีนก็ให้การสนับสนุน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ในการดำเนินธุรกิจในศรีลังกา ตั้งแต่ต้นปี 2569 ศรีลังกาจับกุมชาวต่างชาติในข้อหาการหลอกลวงออนไลน์ มากกว่า 1,000 ราย เพิ่มจากปี 2567 ที่ตลอดปีมีเพียง 430 ราย และเมื่อ มีนาคม 2569 จับกุมได้กว่า 134 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน รวมทั้งมีชาวเมียนมา และไต้หวัน พร้อมยึดอุปกรณ์ทางที่ใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ เช่น โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์  นอกจากนี้ เมื่อกลาง พฤษภาคม 2569   จับกุมชาวต่างชาติได้อีก 198 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียซึ่งเป็นการจับกุมขนาดใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ ตุลาคม 2567 ที่จับกุมคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนได้ 230 คน แก๊งสแกมเมอร์หลอกลวงในศรีลังกาในขณะนี้ส่วนใหญ่มาจากประเทศในเอเชีย เช่น…

ลาวประสบปัญหาจากทุนจีนเพิ่มขึ้น 

แก๊งหลอกลวงออนไลน์ หรือแก๊งสแกมเมอร์ของกลุ่มทุนจีนเทามีการปฏิบัติการในลาวอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะปราบปรามอย่างรุนแรง โดยปัจจุบันมีการย้าย/ขยายฐานปฏิบัติการจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำไปยังพื้นที่อื่น ๆ ที่ติดชายแดนไทย โดยเฉพาะนครหลวงเวียงจันทน์ (ตรงข้ามจังหวัดหนองคาย) และแขวงสะหวันนะเขต (ตรงข้ามจังหวัดมุกดาหาร) และใช้พื้นที่โรงแรมหรืออาคารขนาดเล็กเพื่อปฏิบัติการและมีการย้ายพื้นที่บ่อยครั้งเพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งมีการจ้างให้คนไทยลักลอบข้ามไปทำงานให้กับแก๊งหลอกลวงออนไลน์อย่างต่อเนื่อง คนไทยก็ไปเป็นแอดมินชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ และเป็นแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งลาวได้ทำการจับกุมหลายระลอก และส่งกลับไทย  โดย เมื่อ 21 พฤษภาคม 2569 ได้นำตัวคนไทย 307 คน  ส่งกลับไทย หลังกวาดล้างฐานเว็บพนันออนไลน์ และแก๊งสแกมมเมอร์ จากแขวงสะหวันนะเขต และนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งพบว่าคนไทยเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเคยถูกกวาดล้างมาจากเมียนมา และกัมพูชา โดยลักลอบเข้าลาว เพื่อไปดำเนินธรุกิจผิดกฎหมายดังกล่าว ลาวยังเป็นพื้นที่ที่จีนสนใจเข้าไปลงทุน โดย Stimson Center ซึ่งเป็นสถาบันทางวิชาการที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่ระบุว่าลาวมีแหล่งแร่แรร์เอิร์ธ   นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการจีนเข้าไปประกอบกิจการเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในลาวเพิ่มขึ้น โดยพบพื้นที่ต้องสงสัยว่ามีการลักลอบทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธเพิ่มขึ้นกว่า 517 จุดทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแขวงเชียงขวาง แขวงหัวพัน และพื้นที่ตามริมแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลกระทบให้มีปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำโขงตามมา นักวิเคราะห์ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่ทุนจีนจะทำธุรกิจเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในลาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมาผลิตได้ลดลง จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์ยังไม่แน่นอน ขณะที่รัฐบาลลาวยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายห้ามทำเหมืองแร่ได้จริง  นอกจากนี้ ลาวยังต้องพึ่งพาการลงทุน…

องค์กรสิทธิมนุษยชนกังวลกรณีเมียนมากระตุ้นให้เยาวชนสมัตรเป็นกำลังพล

สถานการณ์ความมั่นคงและพัฒนาการทางการเมืองในเมียนมาได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศและองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อ 21 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่าปัจจุบัน รัฐบาลเมียนมาสนับสนุนให้เยาวชนอายุระหว่าง 16-19 ปี สมัครโครงการฝึกอบรมเพื่อเป็นกำลังพลในกองทัพเมียนมา โดยรัฐบาลเมียนมารณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้เยาวชนทั่วประเทศ สมัครหลักสูตรของกองทัพ ที่กรุงเนปยีดอ และเมืองใกล้เคียง โดยหลักสูตรดังกล่าวจะเริ่มเปิดเรียน รวมทั้งฝึกอบรมระหว่างปีการศึกษา 2569-2570 โดยรัฐบาลและกองทัพสร้างแรงจูงใจด้วยการให้เยาวชนเข้าร่วมหลักสูตรดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีโอกาสได้รับการศึกษาต่อในโรงเรียนของกองทัพต่อไป องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งในเมียนมาและต่างประเทศ มีมุมมองว่าโครงการดังกล่าวเป็นไปเพื่อจูงใจให้เยาวชนเมียนมาเป็นกำลังพลในกองทัพ ที่ต้องปฏิบัติการรักษาความมั่นคงในประเทศต่อไปในระยะยาว ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาสูญเสียกำลังพลระหว่างการสู้รบกับกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองและชนกลุ่มน้อยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องเร่งรับสมัครทหารรุ่นใหม่ รวมทั้งอาจใช้หลักสูตรดังกล่าวแพร่กระจายอุดมการณ์ความมั่นคงทางการเมืองของกองทัพเมียนมา โดยใช้โอกาสจากระบบการศึกษาที่ล้มเหลวในช่วงสงครามกลางเมือง ฟื้นฟูระบบการศึกษารูปแบบใหม่ที่จะเอื้อประโยชน์ต่ออำนาจทางการเมืองของกองทัพ นอกจากนี้ รัฐบาลและกองทัพเมียนมาใช้โรงเรียนทหารรูปแบบใหม่นี้โน้มน้าวให้เยาวชนชาวเมียนมาร่วมมือกับกองทัพมากขึ้น แทนที่จะเดินทางออกนอกประเทศหรือไปประกอบอาชีพอื่น ที่ผ่านมา สถานการณ์ความไม่มั่นคงในเมียนมา และแรงกดดันจากรัฐบาล รวมทั้งกองทัพเมียนมาที่ต้องการให้ชาวเมียนมาอายุระหว่าง 18-35 ปี เกณฑ์ทหาร โดยประกาศใช้กฎหมายเมื่อปี 2567 ที่กำหนดให้พลเมืองเพศชายและหญิงต้องเข้าเกณฑ์ทหารเป็นระยะเวลา 2 ปี ทำให้ชาวเมียนมาบางส่วนต้องการอพยพออกจากประเทศ เพราะมีมุมมองว่านโยบายดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิและความปลอดภัย ทั้งนี้ มาตรการของเมียนมาทำให้มีการเกณฑ์ทหารเพิ่มแล้วอย่างน้อย 110,000 คน  

รัฐมนตรีต่างประเทศสมาชิกกลุ่ม QUAD จะหารือกันที่อินเดีย

สหรัฐฯ อินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จะจัดการหารือระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกันที่อินเดีย ใน 26 พฤษภาคม 2569 เพื่อกระชับความร่วมมือและความสัมพันธ์ของสมาชิกกลุ่มความร่วมมือ 4 ฝ่าย หรือ QUAD โดยสื่อต่างประเทศจับตามองท่าทีและบทบาทของนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่จะเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการระหว่าง 23-26 พฤษภาคม 2569 เพื่อเพิ่มพูนความเชื่อมั่นต่อประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ว่าสหรัฐฯ จะยังให้ความสำคัญกับการเสริมความร่วมมือพหุภาคีและการสนับสนุนความมั่นคงของพันธมิตรและหุ้นส่วน เฉพาะอย่างยิ่งอินเดีย เนื่องจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าชาวอินเดียมีมุมมองเชิงลบต่อบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีโลก รวมทั้งมีมุมมองว่านโยบายภาษีของสหรัฐฯ บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างกัน สำหรับกลุ่ม QUAD ที่ผ่านมามีความร่วมมือด้านความมั่นคงต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การขยายความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ และการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 4 ประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดียค่อนข้างเผชิญความท้าทาย จากการที่ทั้ง 2 ประเทศดำเนินนโยบายแตกต่างกันประเด็นสงครามยูเครน รวมทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ใช้มาตรการภาษีตอบโต้อินเดียในอัตราที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การประชุมหารือของกลุ่ม QUAD ครั้งนี้จะเป็นการส่งสัญญาณให้จีนเห็นว่าพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ รวมทั้งญี่ปุ่นและออสเตรเลียยังแข็งแกร่ง คาดว่าจะเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือ 4 ประเทศเพื่อส่งเสริมห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยี…

ผู้นำจีนจะเยือนเกาหลีเหนือ

สื่อมวลชนเกาหลีใต้รายงานเมื่อ 21 พฤษภาคม 2569 ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะเดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการในห้วงปลาย พฤษภาคม หรือต้น มิถุนายน 2569 เพื่อแสดงบทบาทเป็นตัวกลางการเจรจาปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนส่งทีมรักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปเยือนกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือ เพื่อเตรียมพร้อมการเยือน ปัจจุบัน รัฐบาลจีนยังไม่ยืนยันกำหนดการเยือนดังกล่าว แต่สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจและประเมินความเป็นไปได้สูง เนื่องจากผู้จีนต้องการสร้างผลงานในการส่งเสริมความสัมพันธ์และแก้ไขปัญหาตึงเครียดระหว่างประเทศ ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน พบหารือกับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือบ่อยครั้ง ล่าสุดเมื่อปี 2568 ในระหว่างที่นายคิม จองอึน เยือนกรุงปักกิ่ง จีน สำหรับการเยือนเกาหลีเหนือครั้งนี้ สื่อมวลชนเกาหลีใต้คาดหวังให้ผู้นำจีน แสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์เพื่อโน้มน้าวเกาหลีเหนือให้รักษาสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจากปัจจุบันเกาหลีเหนือเพิ่มท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีใต้ ปฏิเสธการเจรจาระหว่างกัน และมีแนวโน้มจะใช้เครื่องมือทางทหารกดดันและยั่วยุเกาหลีใต้ในพื้นที่แนวหน้าระหว่าง 2 ประเทศ ทั่วโลกจะจับตามองบทบาทของผู้นำจีนต่อบรรยากาศความมั่นคงและสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจากจีนเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงและการค้าที่สำคัญของเกาหลีเหนือมาโดยตลอด เฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนามนุษย์ นอกจากนี้ การเยือนดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือ-เกาหนีใต้ตกต่ำ จากกรณีผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเมื่อ 18 พฤษภาคม 2569 ยกเลิกข้อความเกี่ยวกับเป้าหมายการรวมชาติกับเกาหลีใต้ (reunification) ในรัฐธรรมนูญของประเทศ และระบุชัดเจนว่าเกาหลีใต้เป็นรัฐศัตรู กำหนดอธิปไตยเหนือดินแดนแยกประเทศเป็นเกาหลีเหนืออย่างชัดเจน…

เยอรมนีพร้อมเป็นผู้นำกลุ่มพันธมิตรเนโต

เยอรมนีแสดงความพร้อมเป็นประเทศผู้นำของกลุ่มพันธมิตรเนโต ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงและการทหาร โดยนาย Johann Wadephul รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนระหว่างเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกเนโต ที่เมือง Helsingborg สวีเดน ระหว่าง 21-22 พฤษภาคม 2569 ว่า เยอรมนีพร้อมยกระดับบทบาทเป็นผู้นำเนโต เป้าหมายเพื่อให้ความมั่นคงของยุโรปเสริมสร้างความปลอดภัยให้เยอรมนี และประเทศอื่น ๆ โดยคาดว่าเยอรมนีจะใช้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นจุดแข็ง ท่าทีของเยอรมนีมีขึ้นในห้วงที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณจะลดบทบาทและกระตุ้นให้พันธมิตรในยุโรปให้ความสำคัญกับการปกป้องความมั่นคงของตนเอง รวมทั้งปัจจุบัน เยอรมนีกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ตึงเครียดขึ้นจากกรณีผู้นำเยอรมนีวิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านเชิงลบ และยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ไม่ชัดเจนทำให้เศรษฐกิจเยอรมนีได้รับความเสียหายไปด้วย จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ตัดสินใจถอนทหารจำนวน 5,000 นายออกจากเยอรมนี ทั้งนี้ นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุม และย้ำให้สมาชิกเนโตปฏิบัติตามข้อตกลงเพิ่มงบประมาณสนับสนุนเนโต และวิจารณ์ว่าสมาชิกเนโตบางส่วนเชิงลบว่าไม่ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน การประชุมเนโตที่สวีเดน มีผู้แทนจากประเทศสมาชิกเข้าร่วม 32 ประเทศ จะเป็นการหารือเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประชุมสุดยอดใน 7-8 กรกฎาคม 2569 ที่กรุงอังการา ตุรกี คาดว่าประเด็นสำคัญที่สมาชิกเนโตจะหารือกันอย่างต่อเนื่องก่อนถึงการประชุมดังกล่าว ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณสนับสนุนเนโต การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การรับมือกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน…

ญี่ปุ่นสนับสนุนโครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในกัมพูชา

ญี่ปุ่นดำเนินโครงการช่วยเหลือและสนับสนุนด้านมนุษยธรรมในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อ 18 พฤษภาคม 2569 มีรายงานรัฐบาลญี่ปุ่น ส่งนาย Ueno Atsushi เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น/พนมเปญ เป็นผู้แทนมอบงบประมาณจำนวน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เหยื่อทุ่นระเบิดในกัมพูชา ซึ่งเป็นโครงการของ Cambodian Mine Action Centre (CMAC) ที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2549 ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในโครงการดังกล่าวผ่านกรอบการให้ความช่วยเหลือของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และการมอบงบประมาณจำนวน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งนี้เป็นไปตามความร่วมมือระยะที่ 2 ของโครงการ และจะมีการมอบระยะที่ 3 เร็ว ๆ นี้ ญี่ปุ่นให้งบประมาณดำเนินโครงการดังกล่าวรวมจำนวน 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเก็บกู้ทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่อในพื้นที่จังหวัด Battambang จังหวัด  Pursat และจังหวัด Pailin ของกัมพูชา เริ่มตั้งแต่ปี 2565 ที่ผ่านมา สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้มากถึงร้อยละ 127 ของพื้นที่เป้าหมาย โดยทำลายทุ่นระเบิดได้ประมาณ 27,847 ทุ่น…

ผู้นำจีนต้อนรับผู้นำรัสเซีย ลงนามในความร่วมมือหลายมิติ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนต้อนรับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียที่เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ เมื่อ 19 พฤษภาคม 2569  ผู้นำจีนต้อนรับผู้นำรัสเซียอย่างสมเกียรติ จากนั้นได้หารือกันประเด็นการกระชับความร่วมมือ และลงนามในข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อขยายความสัมพันธ์ด้านการค้า ความมั่นคงพลังงาน และการทูต พร้อมกับร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 25 ปี ความสัมพันธ์ตามสนธิสัญญา Treaty of Good-Neighborliness and Friendly Cooperation ที่เป็นข้อตกลงแก้ไขปัญหาขัดแย้งประเด็นพรมแดนจีน-รัสเซีย และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้นตั้งแต่ปี 2544 และปัจจุบัน จีนกับรัสเซียเห็นพ้องจะขยายอายุสนธิสัญญาดังกล่าวด้วย สื่อมวลชนต่างประเทศวิเคราะห์ว่าปัจจัยที่ทำให้บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างจีน-รัสเซียในปัจจุบันใกล้ชิดและแน่นแฟ้นกันมากขึ้น อาจเป็นผลจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีปูติน เพราะทั้ง 2 ผู้นำมีอำนาจปกครองประเทศยาวนาน จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อกัน และได้พบหารือกันมาแล้วมากกว่า 40 ครั้ง นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศร่วมมือกันเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งมีมุมมองว่าจีนและรัสเซียเป็นความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์มาโดยตลอด ทำให้จีนและรัสเซียใช้หลักการร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อรับมือกับสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันผู้นำรัสเซียต้องพึ่งพาผู้นำจีนมากกว่าในอดีต เพราะรัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติจากกรณีสงครามในยูเครน อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมีมุมมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียในปัจจุบันเป็นรูปแบบการพึ่งพาอาศัย เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศในช่วงที่สถานการณ์โลกผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บรรยากาศการพบหารือระหว่างผู้นำจีนและผู้นำรัสเซียที่ราบรื่น ยังสะท้อนว่าปัจจุบันจีนพร้อมร่วมมือกับต่างประเทศทุกฝ่าย…

มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย

ในห้วง17-18 พฤษภาคม 2569 สื่อต่างประเทศรายงานมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การลงทุน และอุตสาหกรรมความงาม สำนักข่าว Bloomberg ของสหรัฐฯ Reuters ของสหราชอาณาจักร และ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น รายงานเศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าคาดการณ์ กรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เมื่อไตรมาสที่ 1/2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 2.8 สูงกว่าคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ โดยมีปัจจัยหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น สำนักข่าว Bloomberg ยังนำเสนอว่าไทยเตรียมลดกฎระเบียบทางธุรกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศกรณีที่รัฐบาลมีแผนปฏิรูปกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับ ที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจมายาวนาน เพื่อแข่งขันในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ความพยายามดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมของไทยจะผลักดันการปรับตำแหน่งให้ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นสำหรับบริษัทข้ามชาติที่กำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ส่วน South China Morning Post ของฮ่องกง เผยแพร่บทความเกี่ยวกับอุตสาหกรรมความงามของไทยกำลังเติบโต โดยระบุว่าอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เฉพาะอย่างยิ่ง ไทยและเวียดนามกำลังได้รับความนิยมและขยายตัวในหลายภูมิภาคของเอเชีย และสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาด ซึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นเจ้าของตลาดหลัก โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการมีบุคลากรที่มีทักษะและบริการด้านเวชศาสตร์ความงามจำนวนมาก ต้นทุนแรงงาน และค่าบริการที่ต่ำกว่าประเทศตะวันตก ทำให้ลูกค้าจากทั่วโลกเดินทางมาใช้บริการด้านความงามที่ไทย รัฐบาลไทยหนุนภาคเอกชนให้เดินหน้าการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ …

คิวบาเผชิญความเสี่ยงหลังสหรัฐฯ เพิ่มการคว่ำบาตร

คิวบาเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทางการเมืองและพลังงานมากขึ้น หลังจากสหรัฐฯ เมื่อ 18 พฤษภาคม 2569 เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล รวมทั้งหน่วยงานความมั่นคงและข่าวกรอง เพื่อกดดันคิวบาให้เปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้ตระกูลคาสโตร ยุติอิทธิพลทางการเมือง เพราะไม่สามารถบริหารจัดการความมั่นคงและเศรษฐกิจของคิวบาได้ เป้าหมายสำคัญของสหรัฐฯ คือ อดีตประธานาธิบดี Raúl Castro ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ต้องการยื่นฟ้องร้องข้อหาเกี่ยวข้องกับการสั่งยิงเครื่องบินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เมื่อปี 2539 ซึ่งทั่วโลกคาดการณ์ว่าการยื่นฟ้องจะเป็นขั้นตอนแรก สู่การที่สหรัฐฯ จะส่งทหารไปแทรกแซงและควบคุมคิวบา ปัจจุบัน ประธานาธิบดี Miguel Díaz-Canel ของคิวบายังไม่ยอมอ่อนข้อให้สหรัฐฯ โดยประกาศเตือนสหรัฐฯ หากใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อคิวบา จะได้รับผลกระทบตามมาอย่างรุนแรง พร้อมส่งสัญญาณให้ทั่วโลกเข้าใจสถานการณ์ว่า ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ข่มขู่และกดดันคิวบามาโดยตลอด ทั้งมาตรการคว่ำบาตรและตัดช่องทางขนส่งพลังงาน ทำให้ประชาชนคิวบาต้องเผชิญวิกฤตขาดแคลนพลังงาน และเสี่ยงเผชิญวิกฤตด้านมนุษยธรรม เพราะมีรายงานว่าเรือขนส่งสินค้าประเภทเครื่องอุปโภคและบริโภคจำนวนมาก จะไม่สามารถเดินทางไปยังคิวบาได้ เนื่องจากมาตรการของสหรัฐฯ กรณีดังกล่าวทำให้รัฐบาลคิวบาต้องประกาศตอบโต้ ด้วยการย้ำว่าคิวบามีสิทธิจะป้องกันตนเอง หากสหรัฐฯ เตรียมปฏิบัติการทางทหารในคิวบา สถานการณ์ความมั่นคงในคิวบายังไม่แน่นอน เนื่องจากก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่าต้องการครอบครองคิวบา จากนั้นก็เพิ่มมาตรการกดดันรัฐบาลคิวบาด้วยการคว่ำบาตรและระงับการส่งพลังงานจากเวเนซุเอลาไปยังคิวบา คาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการคิวบาเนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่สำคัญของสหรัฐฯ และภูมิภาคละตินอเมริกาที่ปัจจุบันเป็นภูมิภาคที่สหรัฐฯ…