กัมพูชาร่วมมือกับสิงคโปร์ในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร

การดำเนินนโยบายเกี่ยวพันกับสิงคโปร์ด้วยการร่วมมือในสร้างความมั่นคงด้านอาหาร เป็นกลยุทธ์หนึ่งของกัมพูชาที่ใช้เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์กับสิงคโปร์  โดยในช่วง เมษายน 2569 กัมพูชาใช้จุดแข็งในด้านการเกษตร ด้วยการทำข้อตกลงกับสิงคโปร์ในการส่งออกข้าว ขณะเดียวกันก็แลกเปลี่ยนการเยือนกับผู้ค้าปลีกของสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มโอกาสขายปลีกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารในสิงคโปร์ ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 กัมพูชาส่งออกข้าวสารเพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2567  ร้อยละ 45.59 และส่งออกข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 32.43 ตลาดหลัก ได้แก่ จีน ฮ่องกง อาเซียน (8 ประเทศ) แอฟริกา ตะวันออกกลาง สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ กัมพูชาเป็นประเทศที่สิงคโปร์จัดทำลงนามในบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Cooperation-MOC) เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและการค้าข้าวระหว่างกันเมื่อ 10 เมษายน 2569  จากที่ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2568 สิงคโปร์ได้ทำข้อตกลงลักษณะนี้กับเวียดนาม และไทย โดยสิงคโปร์ต้องการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซอุปทานอาหาร เพราะสิงคโปร์พึ่งพาการนำเข้าอาหารถึงร้อยละ 90 และเพื่อลดความเสี่ยงความมั่นคงด้านอาหารที่ต้องเผชิญกับภูมิรัฐศาสตร์โลกตึงเครียด เช่น กรณีความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อระหว่างอิสราเอล และสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เกิดขึ้นเมื่อ 28…

มาเลเซียจะรับมือกับวิกฤตพลังงานที่จะท้าทายมากขึ้น

มาเลเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ใกล้ชิด และเป็นมิตรกับอิหร่าน จึงใช้ข้อได้เปรียบดังกล่าวพยายามนำเรือขนส่งพลังงานของประเทศ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กลับประเทศให้ได้  แม้มาเลเซียจะเป็นประเทศหนึ่งที่ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว แต่การที่มาเลเซียต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางถึงร้อยละ 70 ทำให้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น มาเลเซียจึงเจรจากับอิหร่าน เพื่อนำเรือขนส่งน้ำมันที่ยังค้างอย่างน้อยจำนวน 7 ลำ ผ่านช่องแคบฮอร์มุช ควบคู่ไปกับวางแผนด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียยืนยันว่าได้หารือกับทั้งประธานาธิบดีอิหร่านเมื่อ 5 เมษายน 2569  และเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ในประเด็นเรือขนส่งน้ำมันของมาเลเซีย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ได้โพสต์แสดงความยินดีเมื่อ 6 เมษายน 2569 ว่า เรือขนส่งน้ำมันของมาเลเซีย ซึ่งบรรทุกน้ำมันจากอิรักได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่าเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ Petronas ที่บรรทุกน้ำมันดิบจากอิรักจะเดินทางถึงท่าเรือ Pengerang รัฐยะโฮร์ ในกลางเมษายน 2569 อย่างไรก็ดี เรือขนส่งน้ำมันของมาเลเซีย อีก 6 ลำ ที่ค้างอยู่ช่องแคบฮอร์มุซ ที่อิหร่านแจ้งกับมาเลเซียว่าจะสามารถค่อย ๆ เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ อาจไม่ราบรื่น เนื่องจากสถานการณ์ล่าสุด เมื่อ 9 เมษายน 2569  อิหร่านกลับมาปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อตอบโต้การที่อิสราเอลโจมตีเลบานอน ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่สหรัฐฯ…

สิงคโปร์รับมือราคาพลังงาน : หากความขัดแย้งยืดเยื้อ

สิงคโปร์เตรียมการและวางแผนรับมือล่วงหน้าในการรับมือกับราคาพลังงาน และอาหารระยะยาว เนื่องจากประเมินว่าไม่ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อ หรือจะผ่อนคลายลง ราคาพลังงานยังมีแนวโน้มผันผวน และอาจเผชิญภาวะราคาอาหารสูงตามไปด้วย การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะไม่ทำให้การส่งออกพลังงานทำได้รวดเร็ว เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการผลิตพลังงานถูกทำลายไปมากจากการโจมตีของอิหร่าน เช่น ในซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และคูเวต ขณะที่ ร้อยละ 50 สิงคโปร์ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง นาย K. Shanmugam รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์ชี้แจงต่อสภาผู้แทน ฯ ของสิงคโปร์ เมื่อ 7 เมษายน 2569 ถึงการวางแผนรับมือกับราคาพลังงาน และค่ากระแสไฟฟ้าที่อาจมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากกระแสไฟฟ้าของสิงคโปร์ร้อยละ 95 ใช้ก๊าซธรรมชาติผลิต โดยจุดยืนคือ แม้สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายหรือไม่ก็ตาม สิงคโปร์จะไม่นำพลังงานสำรองออกมาใช้  แต่ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลและบริษัทผู้ผลิตพลังงานจะเพิ่มการสำรองพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดีเซล แม้ต้องเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นในช่วงนี้ ควบคู่ไปกับรักษาระดับราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศไม่ให้ผันผวน รวมทั้งรัฐบาลจะใช้งบประมาณ 780 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแจกเงินสดและคูปองเติมน้ำมันแก่ชาวสิงคโปร์เพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น อย่างไรก็ดี สิงคโปร์ไม่เห็นด้วยที่จะมีมาตรการการปันส่วนการใช้น้ำมัน และระงับการส่งออก เนื่องจากสิงคโปร์มีความพร้อม และได้วางแผนระยะยาวไว้แล้วในการนำเข้าพลังงานจากหลากหลายแหล่ง จากการที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางซื้อ-ขายน้ำมันขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก หาแหล่งอาหาร เพื่อเพิ่มการสำรองอาหาร แต่ในชั้นนี้ ยังไม่ได้ประสบปัญหา…

นานาชาติประณามอิสราเอลกรณีโจมตีเลบานอน

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและเปราะบางสูง แม้ว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านตกลงกันว่าจะหยุดยิงชั่วคราว และมีการเจรจาระหว่างกันเมื่อ 8 เมษายน 2569 แต่กรณีอิสราเอลเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกองกำลังติดอาวุธหรือกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 254 คน และได้รับบาดเจ็บ 1,165 คน ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลเลบานอนโจมตีอิสราเอลว่าเป็นการก่ออาชญากรรม พร้อมร้องเรียนให้ประชาคมระว่างประเทศกดดันอิสราเอลให้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ด้านอิสราเอลย้ำว่า การโจมตีในเลบานอนเป็นไปเพื่อทำลายเป้าหมายทางทหารของกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ขณะที่ผู้นำอิสราเอลระบุว่า เลบานอนไม่อยู่ในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) และองค์การกาชาดสากล (ICRC) ประณามการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน ส่วนประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น กาตาร์ อียิปต์ และตุรกี คัดค้านการโจมตีของอิสราเอลต่อเลบานอน เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตยของเลบานอน และกฎหมายระหว่างประเทศ ด้านสเปนเสนอให้ความมั่นคงของเลบานอนอยู่ในข้อตกลงหยุดยิง และเรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศประณามอิสราเอลที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่อิตาลีให้ความเห็นว่าการโจมตีของอิสราเอลไม่ยุติธรรมและยอมรับไม่ได้ พร้อมกังวลว่าสถานการณ์ในเลบานอนจะเป็นเหมือนในฉนวนกาซา ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยังมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากยังมีปฏิบัติการทางทหารและการโจมตีตอบโต้ระหว่างกองกำลังที่อิหร่านให้การสนับสนุน ซึ่งกระจายอยู่ในหลายประเทศในภูมิภาค และอิหร่านยังมีมุมมองว่ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธดังกล่าวเป็นพันธมิตรและเป็นความมันคงของอิหร่าน ดังนั้น สถานการณ์ในเลบานอนอาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เนื่องจากความปลอดภัยของพันธมิตรอิหร่าน เป็น 1 ในเงื่อนไขที่อิหร่านกำหนดไว้ในข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ ด้วย นอกจากนี้ อิหร่านได้นำประเด็นนี้มาเป็นเงื่อนไขในการกลับมาปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง    

สส.สหรัฐฯ ยื่นถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครตจำนวนอย่างน้อย 85 คน ร่วมกันยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐฯ (impeachment) ออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ล้มเหลวในการจัดการความมั่นคงระหว่างทำสงครามกับอิหร่าน และข่มขู่อิหร่านจนทำให้มาตุภูมิสหรัฐฯ และชาวอเมริกันตกอยู่ในภาวะอันตราย จึงไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำประเทศ ทั้งนี้ สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติติสหรัฐฯ มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เคยถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง เมื่อปี 2562 ด้วยเหตุผลการใช้อำนาจเกินขอบเขต และขัดขวางการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ นาย John Larson สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครต รัฐคอนเนตทิกัต ยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อ 8 เมษายน 2569 โดยใช้เหตุผลเรื่องการทำสงครามอิหร่าน ซึ่งนาย John Larson ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพรรคเดโมแครตที่มีอิทธิพล เช่น นางแนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ระหว่างโน้มน้าวให้สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล รวมทั้งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ สนับสนุนการถอดถอนผู้นำสหรัฐฯ เนื่องจากบทบาทและท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์อาจสร้างผลเสียต่อภาพลักษณ์ของพรรครีพับลิกัน และส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรค ซึ่งกำลังเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งทั่วไป กลางสมัยในปลายปี 2569 สมาชิกพรรคเดโมแครตจะเดินหน้ายื่นถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ต่อไป แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ ตกลงทำข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์แล้ว แต่กรณีที่ผู้นำสหรัฐฯ…

เวียดนามคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

สภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประชุมสมัยสามัญ และลงมติคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและผู้นำประเทศ เมื่อ 7 เมษายน 2569 ที่กรุงฮานอย ผลการคัดเลือก คือ  พล.ต.อ. โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกlสภาแห่งชาติ ทั้งนี้ พล.ต.อ. โต เลิม อายุ 59 ปี เป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามคนที่ 3 ที่ได้ควบตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้ ได้แก่ ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนาม และประธานาธิบดี เหวียน ฟู้ จ่อง ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2567 จึงเป็นสัญญาณว่าประธานาธิบดีโต เลิมของเวียดนามจะเป็นนักการเมืองคนสำคัญของประเทศต่อไปในระยะ 5 ปี ประธานาธิบดีโต เลิม เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเป็นการชั่วคราว เมื่อปี 2567 หลังจากอดีตประธานาธิบดีหวอ วัน เถือง ลาออกจากตำแหน่ง และอดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เหวียน ฟู้ จ่อง เสียชีวิต ที่ผ่านมา…

การรักษาสมดุลด้านการทหารของกัมพูชา : สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย

กัมพูชาประสบความสำเร็จในการส่งสัญญาณตอกย้ำความใกล้ชิดทางทหารกับมหาอำนาจ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย โดยสามารถโน้มน้าวสหรัฐฯ ให้กลับมารื้อฟื้นการซ้อมรบร่วมทางทหารอีกครั้ง หลังจากระงับไปเมื่อปี 2560  ด้วยการจะมีการซ้อมรบร่วมระหว่างกัน ภายใต้รหัส Angkor Sentinel ในต้นปี 2570 ขณะที่สหรัฐฯ ก็จะสามาถเข้าใกล้ชิดกัมพูชาที่เป็นเขตอิทธิพลของจีนได้มากขึ้น  กัมพูชาไม่ได้เดินเกมความใกล้ชิดทางทหารกับสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว จีนยังได้ส่งมอบเรือลาดตะเวนให้ และเรือรบรัสเซียก็แวะเทียบท่า การซ้อมรบร่วมภายใต้รหัส Angkor Sentinel ที่กัมพูชาเสนอต่อสหรัฐฯ เมื่อปี 2568 ประสบความสำเร็จ โดย เมื่อ 31 มีนาคม 2569 รองผู้บัญชาการกองทัพบกของกัมพูชากับรองผู้บัญชาการกองทัพบกภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐฯ ตกลงว่า ทั้งสองประเทศจะกลับมาซ้อมรบร่วมอีกครั้ง ในต้นปี 2570  ภายใต้ธีมที่มีชื่อว่า“Together for Relief, Peace, and Recovery” ซึ่งจะเป็นการฝึกด้านมนุษยธรรม การวางแผน และการปฏิบัติการในป่า เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เกิดการปูทางไปสู่ความร่วมมือทางทหารกันมากขึ้น ทั้งนี้ เมื่อ มกราคม 2569 เรือรบของสหรัฐฯ ได้เทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม…

นานาชาติยินดีกับข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ -อิหร่าน

กรณีสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อยุติสงครามที่เริ่มตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ทั่วโลกประกาศยินดีและสนับสนุนให้คู่ขัดแย้งปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาบรรยากาศสันติภาพโลกและฟื้นฟูความตึงเครียดในภูมิรัฐศาสตร์  รวมทั้งคาดว่าราคาพลังงานในตลาดโลกจะลดลง เนื่องจากประเด็นหนึ่งในเงื่อนไขที่จะตกลงกันคือ อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยสิ้นเชิง ผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านจะเดินทางไปพบหารือกับผู้แทนปากีสถานที่อิสลามาบัด ปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศตัวกลางในการเจรจา ใน 10 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อจัดทำข้อตกลงให้สมบูรณ์ คาดว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะนำโดยรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ พร้อมด้วยนายสตีฟ วิตต์คอฟ ที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้านตะวันออกกลาง ด้านอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดและสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ครั้งนี้มาโดยตลอด ระบุว่าสนับสนุนการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ และเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ จะสามารถลดศักยภาพด้านการทหารของอิหร่านได้ อย่างไรก็ตาม อิสราเอลจะโจมตีกองกำลังติดอาวุธในเลบานอนที่อิหร่านให้การสนับสนุนต่อไป เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงหยุดยิง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว เมื่อ 7 เมษายน 2569 พร้อมประกาศชัยชนะ และชี้แจงต่อประชาคมระหว่างประเทศว่าอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สามารถเป็นเส้นทางเดินเรือได้ตามปกติ ฝ่ายอิหร่านประกาศข้อเสนอ 10 ประการในข้อตกลงหยุดยิง ที่สำคัญ คือ ให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดต่ออิหร่าน…

พลังงานโลกยังอ่อนไหวสูง แม้กลุ่ม OPEC+ 8 จะเพิ่มกำลังการผลิต

กลุ่มพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หรือ OPEC+ จำนวน 8 ประเทศ ประกาศเมื่อ 5 เมษายน 2569 ว่าจะปรับโควตาการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบสู่ตลาดโลก อีก 206,000 บาร์เรล/วัน ในห้วง พฤษภาคม 2569 ต่อเนื่องจากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตใน เมษายน 2569 สะท้อนว่า กลุ่ม OPEC+ ยังมีศักยภาพในการควบคุมอุปทานการผลิตและควบคุมปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มกำลังการผลิตอีก 206,000 บาร์เรล/วัน เป็นการปรับเพิ่มเพียงเล็กน้อย หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ทำให้นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานประเมินไม่เพียงพอที่จะทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง และไม่มีผลต่อวิกฤตพลังงานในปัจจุบันที่ส่วนใหญ่เป็นผลจากอุปสรรคด้านการขนส่ง มากกว่าเรื่องปริมาณน้ำมันโลก ดังนั้น ความมั่นคงด้านพลังงานของโลกยังคงอ่อนไหวและเปราะบางจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ แต่ความเคลื่อนไหวของ OPEC+8 มีผลเชิงสัญลักษณ์ว่ากลุ่มยังมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการการผลิตน้ำมัน แต่ยังไม่สามารถบรรเทาวิกฤตการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือใช้ช่องทางขนส่งน้ำมันอื่นแทนได้ แม้จะมีการปรับไปส่งออกทางทะเลแดงอยู่บ้าง นอกจากประเด็นการปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพียงเล็กน้อย ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสมาชิกสำคัญและเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในกลุ่ม OPEC+ 8 เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และคูเวต ยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามและไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากสภาวะสงครามและโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตบางส่วนถูกทำลายระหว่างความขัดแย้ง ทำให้ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบยังอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ…

ผู้นำสหรัฐฯ กดดันอิหร่านให้รับข้อเสนอหยุดยิง

สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านอยู่ในช่วงสำคัญ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 6 เมษายน 2569 กดดันให้อิหร่านยอมรับข้อเสนอหยุดยิง และเปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบเต็มรูปแบบ ภายใน 7 เมษายน 2569 ไม่เช่นนั้นสหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านทั้งประเทศภายในวันเดียว รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ด้านคมนาคมและพลังงานในอิหร่านด้วย ท่าทีดังกล่าวมีขึ้น เนื่องจากอิหร่านตอบรับข้อเสนอแล้ว แต่กำหนดเงื่อนไขและข้อแลกเปลี่ยนจำนวนมากที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เห็นว่า “ยังไม่ดีพอ” ดังนั้น หากรัฐบาลอิหร่านไม่ทำตามข้อเสนอ ประชาชนอิหร่านก็จะต้องได้รับผลกระทบด้วย ปัจจุบันอิหร่านยังไม่ประกาศว่าจะยอมดำเนินการตามข้อเสนอของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ตอบโต้กลับไปว่าหากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนของอิหร่าน สงครามครั้งนี้จะขยายขอบเขตไปถึงระดับภูมิภาค ด้านอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด มอจญ์ตะบา คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ย้ำว่ากองทัพอิหร่านยังมีความแข็งแกร่งและไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีพลเอก Majid Khademi เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านเสียชีวิตระหว่างสงคราม ส่วนกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ซึ่งเป็นกองทัพหลักของอิหร่านประเมินว่าคำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์นั้น “ไร้เหตุผล” สะท้อนว่า ฝ่ายอิหร่านไม่กังวลต่อคำขู่ของสหรัฐฯ และพร้อมปฏิบัติการทางทหารต่อไป แนวโน้มการตอบรับและปฏิบัติตามข้อเสนอหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับอย่างน้อย 3  ปัจจัย ได้แก่ 1) การตัดสินใจของผู้นำและผู้บัญชาการทหารทั้ง 2…