จับตาบทบาทประธานาธิบดีทรัมป์ที่เร่งแก้ไขความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

สื่อสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 13 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ที่จะให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พบหารือกับประธานาธิบดีวาลดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียที่เมือง Anchorage รัฐอะแลสกา ใน 15 สิงหาคม 2568 โดยล่าสุด ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะหารือทางโทรศัพท์กับผู้นำยูเครนก่อนใน 13 สิงหาคม 2568 คาดว่าเพื่อให้ผู้นำยูเครนเข้าใจสถานการณ์และการพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำรัสเซียที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ ปรากฏกระแสวิจารณ์เชิงลบและตั้งข้อสังเกตว่า การที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะไปพบกับประธานาธิบดีปูตินเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้นำรัสเซียเสริมสร้างภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ จึงทำให้ยูเครนและประเทศยุโรปบางส่วนไม่สบายใจ ดังนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์จะพูดคุยกับประธานาธิบดียูเครนและผู้นำประเทศยุโรปบางส่วนก่อนเพื่อให้มั่นใจบทบาทของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการพบกับผู้นำรัสเซียครั้งนี้จะเป็นไป เพื่อรับฟังข้อเสนอของรัสเซียต่อการสร้างสันติภาพในยูเครนและยุโรป สถานที่ที่น่าจะใช้เป็นพื้นที่จัดการพบกันของผู้นำระดับโลกครั้งนี้ คือ ฐานทัพ Elmendorf-Richardson เพราะน่าจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียเข้าถึงฐานทัพของสหรัฐฯ ได้ ทั้งนี้ การพบกันที่รัฐอะแลสกาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยและประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันมีหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ตั้งแต่ปี 2566 เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า นอกจากยูเครนและยุโรปจะหวาดระแวงและไม่เชื่อมั่นบทบาทของผู้นำสหรัฐฯ…

จีน-สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเลื่อนการใช้ภาษีตอบโต้ออกไปอีก 90 วัน

จีนและสหรัฐฯ ประชุมและตกลงร่วมกันว่า จะเลื่อนการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ระหว่างกันออกไปอีก 90 วัน โดยเริ่มใน 12 สิงหาคม 2568 และจะสิ้นสุดใน 10 พฤศจิกายน 2568  โดยจะใช้อัตราภาษีที่ร้อยละ 30 ต่อสินค้านำเข้าจากจีน และสินค้าที่ส่งไปจีนจะเสียที่ร้อยละ 10 การบรรลุข้อตกลงร่วมกันครั้งนี้ เป็นผลจากการประชุม U.S.-China Economic and Trade Meeting ที่สต็อกโฮล์ม สวีเดน ระหว่าง 28-29 กรกฎาคม 2568 เพื่อให้ปฏิบัติตาม Geneva Joint Statement ที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไปเมื่อ 12 พฤษภาคม 2568 และการพบที่ลอนดอนเมื่อ 9-10 มิถุนายน 2568 การที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนสามารถตกลงกันได้ในเรื่องการตอบโต้ทางภาษีตอบโต้ ถือเป็นเป็นพัฒนาการที่สำคัญและเป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สะท้อนว่า จีนและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะลดระดับความขัดแย้งในประเด็นการค้าและเศรษฐกิจระหว่างกัน ตลอดจนช่วยส่งเสริมบรรยากาศความมั่นคงเศรษฐกิจโลก สำหรับขั้นตอนต่อไป จีนกับสหรัฐฯ จะใช้กลไกทีมเจรจาและที่ปรึกษาเพื่อหารือกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นนโยบายการค้า และการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ จีนมีท่าทีเชิงบวกต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในประเด็นการค้า…

กลุ่มชาติพันธุ์เมียนมาประกาศขัดขวางการเลือกตั้งในพื้นที่ควบคุม

  โฆษกกองทัพอาระกัน (Arakan Army – AA) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพลสูงสุดในเมียนมา ได้ประกาศเมื่อ 11 สิงหาคม 2568 ถึงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งทั่วไป ที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของตน โดยปฏิเสธว่าการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมากำลังผลักดันนั้น เป็นหนทางยุติสงครามกลางเมืองได้จริง กองทัพอาระกันให้เหตุผลว่า การเลือกตั้งที่ขาดการสนับสนุนจากประชาชนจะไม่เป็นประโยชน์ใด ๆ และจะยิ่งเพิ่มความสับสนวุ่นวาย การประกาศนี้สอดคล้องกับท่าทีของกลุ่มอื่น ๆ ทั้งนักการเมืองที่ถูกโค่นล้มในการรัฐประหารและกลุ่มต่อต้านอื่น ๆ ซึ่งมองว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ เป็นเพียงความพยายามของรัฐบาลทหารเมียนมาที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของตนเอง ปัจจุบัน กองทัพอาระกันสามารถควบคุมพื้นที่ได้ถึง 14 จาก 17 เมืองในรัฐยะไข่ และย้ำว่าการเลือกตั้งจะสามารถจัดได้เฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหารเท่านั้น กองทัพอาระกัน (AA) เป็นกองกำลังติดอาวุธที่เคลื่อนไหวในรัฐยะไข่ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเรียกร้องการปกครองตนเองและปกป้องสิทธิของชาวยะไข่ นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 กองทัพอาระกันได้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ท้าทายอำนาจของรัฐบาลทหารมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง โดยมีกำลังพลประมาณ 45,000 นาย และมีการฝึกกำลังพลด้วยตนเอง รวมถึงมีรายงานว่ามีการเกณฑ์ทหารจากประชาชนในพื้นที่ที่ควบคุมด้วย พลเอกอาวุโส มินอองไลง์ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาประกาศกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปในห้วง ธันวาคม 2568 หรือ มกราคม 2569 ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ชัดเจนครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหาร ก่อนหน้านี้ เตรียมการเลือกตั้ง…

จีนซ้อมรบร่วมกับหลายประเทศรวมทั้งรัสเซียในปี 2568

การซ้อมรบร่วมทางทหารระหว่างสองประเทศเป็นสัญญาณหนึ่งที่สำคัญในการมีความสัมพันธ์ด้านการทหารอย่างใกล้ชิดระหว่างกัน และการขยายอิทธิพลด้านการทหาร  ในช่วงปี  2568 จีนซ้อมรบกับทั้งประเทศในภูมิภาคหลาย ๆ ประเทศ ด้วยเป้าหมายดังกล่าว ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไกลถึงยุโรปในภูมิภาคบอลข่าน รวมถึงรัสเซีย อย่างไรก็ดี จีนก็ใช้การซ้อมรบฝ่ายเดียวเพื่อแสดงแสนยานุภาพทางการทหารด้วยดังเช่นกรณีซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน เวียดนามเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะซ้อมรบร่วมทางการทหารกับจีนเป็นครั้งแรกเมื่อ 21-30กรกฎาคม 2568 โดยจะจัดขึ้นที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงในภาคใต้ของจีน ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดเตวียนกวาง จังหวัด กางบั่ง  จังหวัดหลั่งเซิน และจังหวัดกว๋างนิญ ของเวียดนาม  จากที่ก่อนหน้านี้แค่เพียงลาดตระเวนทางทะเล และทางบกร่วมกัน ซึ่งเมื่อปลายเมษายน 2568 ได้มีการลาดตะเวนร่วมของทหารเรือของทั้งสองประเทศเป็นครั้งที่ 38  การซ้อมรบทางการทหารกับจีนครั้งแรกครั้งนี้ เป็นการซ้อมรบทางบกภายใต้การฝึกลาดตระเวนชายแดนร่วมกัน การซ้อมรบร่วมทางการทหารระหว่างเวียดนามกับจีนครั้งนี้ ยังเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 75 ปี ระหว่างกันด้วย ส่วนการซ้อมรบร่วมทางการทหารกับกัมพูชาก็เป็นอีกประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีความใกล้ชิดเป็นอย่างมาก และเมื่อพฤษภาคม 2568 ก็มีการฝึกซ้อมรบร่วมประจำปีของระหว่างกัมพูชากับจีนภายใต้รหัส Golden Dragon โดยกองกำลังทางทะเลและอากาศของจีนและกัมพูชาฝึกร่วมกันเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ บริเวณฐานทัพเรือเรียมก็จะถูกใช้เป็นพื้นที่หนึ่งในการฝึกซ้อมรบร่วมด้วยการมีการใช้งานศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมกัมพูชา-จีนที่ฐานทัพเรือเรียมเป็นครั้งแรก จีนยังซ้อมรบร่วมทางทหารกับประเทศนอกภูมิภาค เพื่อขยายอิทธิพลด้านการทหาร ควบคู่กับด้านเศรษฐกิจ เช่น เมื่อช่วงกลางกรกฎาคม 2568 ได้ซ้อมรบร่วมทางทหารกับเซอร์เบีย ภายใต้รหัส “Peacekeeper…

ลาว-รัสเซียกระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในฐานะพันธมิตรดั้งเดิม

  ดร.ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาวพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ณ กรุงมอสโก เมื่อ 31 กรกฎาคม 2568 ระหว่างการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการระหว่าง 30 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2568  ประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวต้อนรับประธานประเทศลาวอย่างอบอุ่น ย้ำถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศซึ่งมีรากฐานมาจากมิตรภาพอันยาวนานในฐานะพันธมิตรดั้งเดิมตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียตที่ช่วยเหลือลาวต่อสู้เพื่อเอกราช พร้อมกับขอบคุณที่ลาวให้ความสำคัญกับการ รำลึกถึงวันแห่งชัยชนะในมหาสงครามแห่งความรักชาติ ซึ่งปี 2568 กองทัพลาวเข้าร่วมพิธีสวนสนามที่จัตุรัสแดงด้วย ผู้นำทั้งสองประเทศหารือกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือต่าง ๆ โดยการเยือนครั้งนี้มีการลงนามเอกสารและข้อตกลงความร่วมมือ 7 ฉบับ อาทิ ข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าลาวกับบริษัท Rosatom ของรัสเซีย มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติในการแพทย์ การเกษตร รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรซึ่งจะช่วยให้ลาวมีแหล่งพลังงานราคาไม่แพงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือด้านสาธารณสุข ลงนาม MOU ด้านสุขอนามัยและระบาดวิทยาเพื่อวิจัยโรคติดเชื้อ การช่วยเหลือด้านเทคนิคและการฝึกอบรมบุคลากร ความร่วมมือด้านการศึกษา ระหว่างสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งรัฐมอสโก (Moscow State Institute of International Relations-MGIMO) กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว (National University…

นานาชาติกังวลกรณีผู้นำอิสราเอลระบุว่าตั้งใจจะควบคุมพื้นที่ฉนวนกาซาทั้งหมด

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลเมื่อ 8 สิงหาคม 2568 เปิดเผยความตั้งใจระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อ Fox News ของสหรัฐฯ ว่า รัฐบาลอิสราเอลต้องการใช้ปฏิบัติการทหารควบคุมพื้นที่ฉนวนกาซาทั้งหมด เพื่อปราบปรามกลุ่มฮะมาสและกองกำลังติดอาวุธที่เป็นภัยคุกคามของอิสราเอล รวมทั้งมีแผนการจะให้ประเทศอาหรับในภูมิภาคเข้าไปควบคุมการบริหารจัดการ ทั้งนี้ ท่าทีของผู้นำอิสราเอลมีขึ้นในห้วงการประชุมคณะรัฐมนตรีความมั่นคงของประเทศ ที่มีการหารือประเด็นแผนการของอิสราเอลต่อฉนวนกาซา และแนวทางช่วยเหลือตัวประกันอีกประมาณ 20 คนที่ยังอยู่ในฉนวนกาซา ชาวอิสราเอลบางส่วนไม่เห็นด้วยกับแผนการยกระดับปฏิบัติการทางทหารเพื่อควบคุมพื้นที่ทั้งหมด เฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของตัวประกันวิตกว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลจะทำให้ตัวประกันไม่ปลอดภัย จึงรวมตัวกันคัดค้านผู้นำอิสราเอลและเรียกร้องต่อรัฐบาลอิสราเอลให้เน้นการเจรจาเพื่อช่วยเหลือตัวประกันมากขึ้น ทั้งนี้ มีรายงานจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนระบุว่า แผนการควบคุมฉนวนกาซาของผู้นำอิสราเอลจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมุ่งจะเข้าไปควบคุมพื้นที่ที่เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮะมาส ได้แก่ พื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา และ Gaza City ซึ่งเมื่ออิสราเอลกำจัดกลุ่มฮะมาสได้แล้ว ก็ไม่ต้องการจะบริหารจัดการต่อ นานาชาติแสดงความกังวลเกี่ยวกับแผนการและความมุ่งมั่นของอิสราเอล เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของชาวปาเลสไตน์ และไม่เป็นผลดีต่อการสร้างสันติภาพระยะยาวในภูมิภาค โดยจอร์แดนซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ประกาศว่า ประเทศอาหรับขอไม่มีส่วนร่วมในแผนการของอิสราเอล ไม่ว่าจะในช่วงสงครามหรือหลังสงคราม ปัจจุบัน อิสราเอลปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่องในฉนวนกาซา ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากสงครามจนไม่สามารถเป็นที่อยู่อาศัยได้ นอกจากนี้ สงครามที่ยืดเยื้อกว่า 22 เดือนทำให้ชาวปาเลสไตน์ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นและเผชิญวิกฤตด้านมนุษยธรรม กลุ่มฮะมาสมีมุมมองว่าท่าทีของผู้นำอิสราเอลเป็นสัญญาณว่าสถานการณ์การสู้รบและการโจมตีฉนวนกาซาจะรุนแรงขึ้น ตลอดจนโจมตีนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูว่าไม่สนใจความปลอดภัยของตัวประกัน แต่สนใจเฉพาะผลประโยชน์และความต้องการของตัวเอง และสะท้อนชัดเจนว่าผู้นำอิสราเอลมีแนวคิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมสงครามต่อชาวปาเลสไตน์

สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้า รวมทั้งไทย

มาตรการภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อประเทศคู่ค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 โดยแต่ละประเทศเผชิญอัตราภาษีตอบโต้ที่แตกต่างกัน อัตราต่ำสุดอยู่ที่ร้อยละ 10 สำหรับไทยเผชิญภาษีร้อยละ 19 เช่นเดียวกันกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ส่วนประเทศที่เผชิญอัตราภาษีสูงสุดที่ร้อยละ 50 คือ อินเดีย รองลงมาเป็นลาวและเมียนมาที่ร้อยละ 40 ปัจจุบันทั่วโลก รวมทั้งนักธุรกิจสหรัฐฯ ติดตามผลการใช้มาตรการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่กังวลว่ามาตรการภาษีตอบโต้จะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เอง นอกจากนี้ ยังประเมินว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้สหรัฐฯ ได้เปรียบในการเจรจาข้อตกลงการค้ากับต่างประเทศ ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์คาดหวัง เพราะตลอดช่วงระยะเวลาตั้งแต่ เมษายน-สิงหาคม 2568 ผู้นำสหรัฐฯ บรรลุการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับ 2 ประเทศคู่ค้า นอกนั้นเป็นเพียงคำมั่นที่จะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าผู้นำสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่ นักวิเคราะห์ในสหรัฐฯ กังวลว่ามาตรการภาษีจะทำให้สินค้าในสหรัฐฯ ปรับราคาสูงขึ้น และเป็นปัจจัยเชิงลบต่อสภาพเศรษฐกิจในประเทศ ซ้ำเติมปัญหาตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ล่าสุดเมื่อ 5 สิงหาคม 2568 สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานในประเทศเมื่อห้วง กรกฎาคม…

จับตาความร่วมมือกลุ่ม QUAD สร้างห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก และความมั่นคงไซเบอร์

สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังคงเดินหน้าความร่วมมือที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะกรอบความร่วมมือกลุ่ม QUAD หรือกลุ่ม 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดียและญี่ปุ่น ที่ยังคงจัดการประชุมหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อให้นานาชาติเห็นว่าทั้ง 4 ประเทศมีความสัมพันธ์อันดีและมียุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกัน ปัจจุบัน ทั้ง 4 ประเทศของกลุ่ม QUAD ให้ความสนใจในความร่วมมือที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการควบคุมห่วงโซ่อุปทานการผลิต  rear earth  หรือแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ในการทำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตและการซื้อขายที่แข็งแกร่ง รวมทั้งลดการพึ่งพาจีน โดยความร่วมมือใหม่นี้เกิดขึ้นเมื่อ กรกฎาคม 2568 ภายใต้ชื่อ Quad Critical Minerals Initiative เป็นผลจากการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากทั้ง 4 ฝ่าย ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กลุ่ม QUAD ร่วมกันแสดงจุดยืนว่าการที่จีนครอบครองห่วงโซ่อุปทานแร่หายากนั้น อาจไม่เป็นผลดีต่อสมดุลอำนาจของประเทศต่าง ๆ และความมั่นคงในภูมิภาค ดังนั้น กลุ่ม QUAD พร้อมจะแสวงหาแหล่งทรัพยากรแร่สำคัญใหม่ ๆ จากทั่วโลก เพื่อลดการพึ่งพาจีน ความก้าวหน้าของ QUAD ที่สนับสนุนห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก แม้ว่าจะเป็นโอกาสในการพัฒนาและแสวงหาแร่หายากจากถิ่นอื่น…

จับตามองบทบาทของสหรัฐฯ ที่จะกลับมาในอาเซียนอีกครั้ง

การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับประเทศอาเซียน (U.S.-ASEAN Meeting Summit) ครั้งที่ 13 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียในปลายตุลาคม 2568 น่าจะเป็นสัญญานที่ดีต่ออาเซียนว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับความร่วมมือในกรอบพหุภาคี คืออาเซียน นอกจากนี้ ในการประชุมครั้งนี้ นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็จะต้องเดินทางมาด้วย เพื่อเข้าร่วมประชุมในกรอบสำคัญ ๆ กับอาเซียน เช่นเดียวกับนักธุรกิจของสหรัฐฯ ก็จะมีการประชุมกับนักธุรกิจของอาเซียนด้วย แต่สิ่งที่น่าจับตามองในเรื่องนี้คือ หากประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับอาเซียนจริง ก็น่าจะจับตามองถึงการที่สหรัฐฯ จะเพิ่มบทบาทและการเกี่ยวพันกับประเทศในภูมิภาคมากขึ้นจากที่มีอิทธิพลด้านการทหาร แนบแน่นกับหลายประเทศในภูมิภาคนี้  เฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชาว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพลิกประวัติศาสตร์เยือนกัมพูชาหรือไม่ เพราะกัมพูชาเปิดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ มากขึ้น เช่น เพิ่มความโปร่งใสในการเปิดฐานทัพเรือเรียมให้ต่างประเทศเข้าแวะเทียบท่ามากขึ้น รวมทั้งการเยือนของเรือรบสหรัฐฯ ที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ ในรอบ 8 ปี เมื่อ ธันวาคม 2567 พร้อมผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นอินโดแปซิฟิก (USINDOPACOM) ของสหรัฐฯ กองทัพกัมพูชายังเพิ่มความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ในกรอบการเจรจาในกรอบ Bilateral Defense Dialogue ระหว่างกองทัพกัมพูชากับ USINDOPACOM เมื่อ 24-25 กรกฎาคม…

นานาชาติรำลึกครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

  สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 สิงหาคม 2568 เนื่องในวันครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ใช้เครื่องบินรุ่น B29 ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ Little Boy ที่เมืองฮิโรชิมา ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกเมื่อ 6 สิงหาคม 2488 และครั้งที่ 2 ที่เมืองนางาซากิ ใน 9 สิงหาคม 2488 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 110,000 คน และจำนวนมากได้รับผลกระทบจากรังสีนิวเคลียร์ สำหรับประเด็นสำคัญที่สื่อและนานาชาติให้ความสนใจ คือ มุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศที่เชื่อว่าปัจจุบัน โลกเผชิญความเสี่ยงที่ประเทศมหาอำนาจจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งการใช้อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี และหัวรบนิวเคลียร์ในการข่มขู่คุกคามระหว่างกัน เช่น สมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน นอกจากนี้ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศต่าง ๆ ยังเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายการโจมตีและคุกคามจากต่างประเทศ เช่น กรณีสหรัฐฯ – อิหร่าน ตลอดจนมีรายงานจากสถาบัน Stockholm International Peace Research การสำรวจจำนวนหัวรบและอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก พบว่าจำนวนอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว…