ช่องแคบฮอร์มุชทำให้สหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาตอบโต้ด้านการทหาร

ประเด็นการปกป้องช่องแคบฮอร์มุช เพื่อแสดงการมีอิทธิพลในการควบคุมเส้นทางเดินเรือดังกล่าวทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาโจมตีทางทหารกันอีกครั้ง เนื่องจากต่างฝ่ายไม่ยอมให้ฝ่ายใดมีอิทธิพลบริเวณเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลกดังกล่าว  นักวิเคราะห์คาดว่า การโจมตีทางทหาร เพื่อตอบโต้กันครั้งนี้ จะไม่ยืดเยื้อ แต่ก็สะท้อนให้เห็นแนวโน้มว่า สหรัฐฯ จะไม่สามารถยุติสงครามครั้งนี้ได้โดยเร็ววัน หากไม่ยอมให้อิหร่านคุมอิทธิพลในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ การตอบโต้ระหว่างกันเช่นนี้ อาจมีเป็นระยะ ๆ หากเงื่อนไขในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถตกลงกันได้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM แถลงว่า เมื่อ 7 กรกฎาคม 2569 ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายหลายจุดทางตอนใต้ของอิหร่านกว่า 80 เป้าหมาย เพื่อลดศักยภาพของอิหร่าน ทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ เครือข่ายระบบการบัญชาการ ฐานเรดาร์ ฐานปล่อยขีปนาวุธต่อต้านเรือ และเรือรบขนาดเล็กกว่า 60 ลำ รวมถึงโครงสร้างต่าง ๆ ของท่าเรือตามแนวชายฝั่งอิหร่าน ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ เมือง Bandar Abbas, Sirik และ เกาะ Qeshm นอกจากนี้ CENTCOM พร้อมจะปฏิบัติการอีกครั้ง หากอิหร่านยังดำเนินการที่ละเมิดความเข้าใจที่ร่วมทำกันไว้กับสหรัฐฯ ข้ออ้างที่ CENTCOM ระบุว่า…

เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวสูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

เวียดนามเป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงในอาเซียน ทั้งที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และการหยุดชงักของสินค้าจากการขนส่ง จากวิกฤตในตะวันออกกลางที่เริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และการขึ้นอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ โดยอัตราการขยายตัวของ GDP ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 8.18 อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นตามที่เวียดนามตั้งเป้าหมายไว้ว่าครึ่งแรกของปี จะอยู่ที่ ร้อยละ 11.9 และตลอดปี 2569 อัตราการขยายตัวของ GDP จะอยู่ที่ตัวเลข 2 หลัก หรือประมาณที่ ร้อยละ 10 นอกจากตัวเลขการขยายตัวของ  GDP จะสูงแล้ว ตัวเลขการท่องเที่ยวยังเป็นเชิงบวกอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดรายได้เข้าประเทศ โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในเวียดนาม มีประมาณ 10.7 ล้านคน เพิ่มจากห้วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 20.7  เวียดนามคาดหวังว่า ตัวเลขทั้งปี 2569 จะมากกว่า เมื่อปี 2568 ที่มีจำนวน 21.2 ล้านคน…

กระแสอพยพของชาวเมียนมาเข้ามาในไทย

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (United Nations’ International Organization for Migration-IOM) เปิดเผยว่า ในช่วง มกราคม– เมษายน 2569 มีชาวเมียนมาเดินทางเข้าสู่ไทยผ่านจุดผ่านแดน บริเวณ จังหวัดตาก จังหวัดระนอง  จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัด เชียงราย ประมาณ 687,000 คน สะท้อนแนวโน้มการอพยพที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะเวลาเพียง 4 เดือน มีจำนวนคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของผู้เดินทางเข้าไทยตลอดปี 2568 ที่มีมากกว่า 2 ล้านคน โดยผู้เดินทางส่วนใหญ่มีจุดหมายปลายทางเป็นกรุงเทพฯ   รองลงมาคือ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัด เชียงใหม่  จังหวัดตาก และจังหวัดระนอง แนวโน้มการเดินทางของชาวเมียนมาที่ออกนอกประเทศสะท้อนว่า ปัญหาในเมียนมายังคงมีอยู่ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หลังจากทหารยึดอำนาจเมื่อปี 2564 IOM ระบุด้วยว่า แรงกดดันที่ให้ชาวเมียนมาเดินทางออกนอกประเทศมากขึ้นในช่วงนี้ นอกจากต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยังอาจมาจากแรงกดดันจากภายในประเทศ เช่น การบังคับให้เกณฑ์ทหาร ขณะที่ร้อยละ 11 ของจำนวนชาวเมียนมาที่เดินทางเข้าไทยข้างต้น มีแนวโน้มจะพำนักในไทยในระยะยาว…

อิหร่านจะจัดพิธีไว้อาลัยอดีตผู้นำสูงสุด

รัฐบาลและประชาชนชาวอิหร่านเตรียมพิธีไว้อาลัยและพิธีศพอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอมะนะอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับพิธีศพของอดีตผู้นำสูงสุดจะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการที่กรุงเตหะราน ใช้เวลา 6 วัน ระหว่าง 4-9 กรกฎาคม 2569 เป้าหมายเพื่อแสดงความอาลัยและระลึกถึงอดีตผู้นำสูงสุดที่ปกครองประเทศนานถึง 36 ปี รวมทั้งส่งสัญญาณให้นานาชาติและคู่ขัดแย้งเห็นว่าอิหร่านยังคมมีเอกภาพและสามารถฟื้นตัวได้หลังจากเผชิญสงคราม เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงมีมาตรการควบคุมการจราจรและอาคารสถานที่บริเวณที่จัดพิธีศพ รวมทั้งมีมาตรการปิดน่านฟ้าเหนือกรุงเตหะรานบางส่วนด้วย ทั้งนี้ พิธีศพจะจัดขึ้นในอย่างน้อย 3 เมือง ได้แก่ กรุงเตหะราน เมือง Qom และเมือง Mashhad ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอดีตผู้นำสูงสุด และจะเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเหมาะสมต่อไป คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมพิธีดังกล่าวรวมมากกว่า 20 ล้านคน นอกจากนี้ มีรายงานว่าในพื้นที่บางส่วนของอิรัก ได้แก่ เมือง Najaf และเมือง Karbala จะมีพิธีไว้อาลัยให้กับอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และเคลื่อนขบวนไว้อาลัยไปที่อิรักด้วย ขณะที่รัฐบาลอิหร่านให้ความสำคัญกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้กับอดีตผู้นำสูงสุด ก็ส่งสัญญาณเตือนสหรัฐฯ ให้ยุติความเคลื่อนไหวที่เป็นการยั่วยุทางทหาร ข่มขู่อิหร่าน และบ่อนทำลายความมั่นคงในภูมิภาค พร้อมเตือนให้ประเทศอื่น ๆ…

สัญญาณความใกล้ชิดระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชาเพิ่มขึ้น

สัญญาณความใกล้ชิดระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชาที่เพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นจากท่าทีของนาง Aleksandra Zittle รักษาการอุปทูตสหรัฐฯ ประจำกัมพูชากล่าวในงานวันชาติอเมริกัน ( 4 กรกฎาคม 2569) ที่พนมเปญ เมื่อ 1 กรกฎาคม 2569 ว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่ครบรอบ 75 ปี แข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา พร้อมยืนยันว่าจะมีข้อตกลงระหว่างกันตามมาอีก ทั้งด้านการทหาร การค้า การบิน และการสาธารณสุข นาง Aleksandra Zittle ยังกล่าวถึงประเด็นไทย-กัมพูชาว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังยึดมั่นในข้อตกลงสันติภาพที่กัวลาลัมเปอร์ กัมพูชาและสหรัฐฯ ได้ลงนามข้อตกลง Open Skies (Open Skies Air Transport Agreement) เมื่อ 1 กรกฎาคม 2569  มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างกัน เพื่อปรับการทำงานให้ Techo International Airport (KTI) ได้มาตรฐานระหว่างประเทศ โดยกัมพูชาหวังผลโอกาสในการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการทำข้อตกลงทางการบินดังกล่าว…

จีนฉลองวันครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน

รัฐบาลจีน ฉลองวันครบรอบ 105 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Communist Party of China-CPC) เมื่อ 1 กรกฎาคม 2569 ที่กรุงปักกิ่ง จีน สื่อมวลชนจีนพร้อมกันเผยแพร่ประวัติศาสตร์และความสำเร็จของการดำเนินนโยบายของพรรค CPC ที่เป็นกลไกสำคัญของชาติ ทั้งด้านการพัฒนา แก้ไขปัญหายากจน เสริมสร้างความมั่งคั่งทางสังคมในทุกมิติ รวมทั้งทำให้จีนเป็นประเทศที่ทันสมัยภายใต้หลักคิด “socialism with Chinese characteristics” ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ การรวมชาติ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำของพรรค CPC ระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะยังคงให้ความสำคัญกับประชาชนมากกว่าสิ่งอื่น ๆ พร้อมย้ำว่าแนวนโยบายในประเทศของจีนจะเน้นมุ่งสู่ความทันสมัย (modernization) ส่วนนโยบายต่างประเทศ จีนจะส่งเสริมหลักโลกาภิวัตน์ (globalization) และความร่วมมือแบบพหุภาคี (multilateralism) กับทุกประเทศทั่วโลก เพื่อรับมือและจัดการกับความท้าทายในอนาคต ผู้นำจีนยังคงให้ความสำคัญกับหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 5 ประการ (Five Principles of Peaceful Coexistence) ซึ่งเป็นหลักการที่จีนยึดถือในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ มาโดยตลอด รวมทั้งการที่จีนจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มต้นสงคราม…

ผู้ชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติคนใหม่เยือนจีน

นาง María Fernanda Espinosa Garcés อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติคนใหม่ แทนที่นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส ชาวโปรตุเกส ที่จะหมดวาระในปลายปี 2569 เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง จีน เมื่อ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อพบหารือกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน โดยมีรายงานว่าทั้ง 2 ฝ่ายหารือกันประเด็นการเพิ่มพูนบทบาทของสหประชาชาติ (UN) ให้เป็นกลไกกลางแก้ไขปัญหาสำคัญระดับโลกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งขยายความร่วมมือระหว่างสหประชาชาติกับจีน พร้อมกันนี้ นาง Espinosa ใช้โอกาสนี้ย้ำจุดยืนสนับสนุนหลักการจีนเดียว (one-China principle) รวมทั้งสนับสนุนข้อริเริ่มของรัฐบาลจีนที่จะส่งเสริมสันติภาพโลก ตลอดจนชื่นชมบทบาทของจีนที่ส่งเสริมความร่วมมือแบบพหุภาคี และปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด ผู้ชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติคนใหม่ ยังแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนจีนให้มีบทบาทด้านการขับเคลื่อนความร่วมมือ 3 เสาหลักของสหประชาชาติ ได้แก่ สันติภาพและความมั่นคง การพัฒนา และการปกป้องสิทธิมนุษยชน ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน สนับสนุนให้สหประชาชาติแสดงบทบาทมากขึ้นเพื่อปกป้องสมาชิกทุกฝ่าย พร้อมเห็นพ้องว่าการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติคนใหม่ จะมีความสำคัญอย่างมากต่ออนาคตขององค์กร รวมทั้งผลประโยชน์ของประเทศสมาชิก ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ลงสมัครชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ ทยอยแสดงวิสัยทัศน์และบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ โดยมีผู้ลงสมัครแล้วอย่างน้อย 7 คน ซึ่งนาง…

ความเคลื่อนไหวของประเทศในตะวันออกกลาง เพื่อลดความขัดแย้งในภูมิภาค

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางใน ต้นกรกฎาคม 2569  น่าจับตามองไปที่ความเคลื่อนไหวของประเทศในภูมิภาค เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศรอบอ่าว เนื่องจากมีความพยายามหลากหลายรูปแบบที่จะจัดการความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่เป็นคู่ขัดแย้งที่ยังไม่บรรลุการเจรจาสันติภาพระหว่างกัน ทำให้ประเทศที่อยู่ในภูมิภาค เฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีที่ตั้งใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ จุดขัดแย้งสำคัญ ต้องแสดงบทบาทเพื่อรักษาบรรยากาศความมั่นคง ล่าสุดเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 มีรายงานว่า โอมานเสนอร่างแผนการบริหารการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของอิหร่าน ที่เสนอให้เรือขนส่งสินค้าทุกประเภทจ่ายค่าใช้บริการ (service fee) ให้โอมานและอิหร่านด้วย พร้อมยืนยันว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ใช่ค่าธรรมเนียมผ่านทาง อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานว่าสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับร่างแผนนี้ และจะหารือกับโอมานต่อไปในสัปดาห์นี้ แต่สื่อมวลชนบางสำนักระบุว่า อิิหร่านและโอมานกำลังมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับการจัดตั้งระบบบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากทั้งสองฝ่ายจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมช่องแคบฮอร์มุซกับโอมานเป็นครั้งแรกที่กรุงมัสกัต เมื่อ 29 มิถุนายน 2569 นอกจากความเคลื่อนไหวของโอมาน กาตาร์ก็จัดการหารือกับผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยมีรายงานเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 ว่า นายกรัฐมนตรีกาตาร์พบหารือกับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ผู้แทนการเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ที่กรุงโดฮา จากนั้นหารือกับคณะผู้แทนฝ่ายอิหร่าน และเปิดเผยว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านจะหารือกันต่อไปที่กาตาร์ ทั้งรูปแบบการพบหารือโดยตรงและโดยอ้อม แต่จะไม่ใช่การเจรจาระหว่างผู้แทนระดับสูง…

มาเลเซียเผชิญภาวะทุเรียนล้นตลาด 

สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 29 มิถุนายน 2569 ให้ความสนใจรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าในมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันเผชิญภาวะ “ทุเรียนล้นตลาด” จนทำให้ผู้ค้าทุเรียนในประเทศต้องลดราคาร้อยละ 50 หรือจัดกิจกรรมแจกจ่ายทุเรียน ตั้งแต่ห้วงกลาง มิถุนายน 2569 ซึ่งแม้ว่าจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค แต่ผู้ค้าขายและเกษตรกรอาจได้รับผลกระทบเนื่องจากสูญเสียกำไร ก่อนหน้านี้ เกษตรกรชาวมาเลเซียให้ความสนใจและเลือกปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีราคาสูงและสามารถส่งออกไปยังจีนได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกและผลิตทุเรียนจำนวนมาก ทำให้มีการแข่งขันสูงทั้งด้านราคาและคุณภาพ ขณะที่จีนและตลาดรับซื้อทุเรียนเกรดส่งออก จะคัดเลือกสินค้าอย่างเข้มงวด ทำให้ทุเรียนที่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐานส่งออก ตกค้างในประเทศปริมาณมากกว่าที่คาดการณ์ เกษตรกรต้องตัดสินใจขายสินค้าดังกล่าวในราคาที่ไม่ได้กำไร โดยแม้ว่าจะเป็นทุเรียนสายพันธุ์ Musang King ที่ได้รับความนิยมสูง แต่ราคาก็ตกต่ำลงเช่นกัน สื่อต่างประเทศให้ความสนใจวิธีการจัดการกับปัญหาทุเรียนล้นตลาดของร้านค้า Durian Ninja ในสิงคโปร์ ซึ่งแจกจ่ายทุเรียนไม่จำกัดจำนวนในราคา 24 ดอลลาร์สหรัฐ และมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งผู้ประกอบการระบุว่าต้องการคืนกำไรให้ผู้บริโภค และคาดหวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยเพิ่มฐานผู้บริโภคทุเรียนมากขึ้น ควบคู่กับทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจกับราคาทุเรียน เนื่องจากก่อนหน้านี้ ทุเรียนเป็นผลผลิตเกษตรกรรมที่มีราคาค่อนข้างสูงในประเทศ จึงมีข้อจำกัดในการขยายฐานผู้นิยมบริโภคผลไม้ดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ นอกจากความท้าทายจากการจัดการกับภาวะทุเรียนล้นตลาดแล้ว เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในมาเลเซียยังเผชิญความท้าทายในการเพาะปลูก เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและแปรปรวนด้วย เฉพาะอย่างยิ่งเหตุฝนตกหนัก ลมแรง และสภาพอากาศเย็นกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตในปี…

สหรัฐฯ แคนาดาและเม็กซิโกทบทวนข้อตกลงการค้า USMCA

ผู้แทนจากรัฐบาลสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโกจะรวมตัวกันเพื่อทบทวนและหารือประเด็นความร่วมมือด้านการค้าในกรอบ USMCA หรือข้อตกลงสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก-แคนาดา ใน 1 กรกฎาคม 2569 โดยทั่วโลกกำลังจับตามมองท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจไม่ต่ออายุข้อตกลงดังกล่าว เพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านการค้าและเพิ่มพูนอำนาจต่อรองทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อแคนาดาและเม็กซิโก ตามนโยบาย America First ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ทั่วดลกคาดการณ์ว่าแคนาดากับเม็กซิโกต้องการต่ออายุข้อตกลงดังกล่าว เพื่อใช้เป็นกรอบป้องกันมาตรการการค้าหรือมาตรการภาษีฝ่ายเดียวจากสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศทบทวนข้อตกลงดังกล่าวเมื่อปี 2568 และใช้การเจรจาทวิภาคีกับแคนาดาและเม็กซิโก เพื่อปรับปรุงอุปสรรคการค้า เนื่องจากรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์เชื่อว่าการเจรจาทวิภาคีจะได้ผลดีมากกว่าการเจรจรา 3 ฝ่าย อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกัน ผู้ประกอบการ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่สนับสนุนให้รัฐบาลต่ออายุข้อตกลง USMCA ต่อไป โดยผลสำรวจความคิดเห็น พบว่าชาวอเมริกัน ร้อยละ 75 มีมุมมองว่าข้อตกลง USMCA เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ การเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-แคนาดามีแนวโน้มเป็นอุปสรรคในการต่ออายุข้อตกลง USMCA เนื่องจากที่ผ่านมามีความคืบหน้าน้อย ขณะที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-เม็กซิโกมีผลผลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่า ปัจจุบัน สหรัฐฯ ต้องการให้แคนาดาเปิดตลาดผลิตภัณฑ์จากนม ยกเลิกภาษีธุรกิจและอุตสาหกรรมการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Streaming) และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ ด้านแคนาดาต้องการให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการภาษีต่อสินค้าสำคัญ…