แนวทางของไทยในการรับมือกับการเข้ามาของสหรัฐฯ ในเรื่องแร่หายาก

สหรัฐฯ มีโครงการสร้างคลังสำรองแร่ธาตุสำคัญ (critical minerals) หรือแร่หายากตาม Project Vault เพื่อลดความเสี่ยงในการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อากาศยาน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมถึงเพื่อรับประกันวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในประเทศ และลดการพึ่งพาจีนในระยะยาวด้วย ปัจจุบันโครงการนี้อยู่ในช่วงเริ่มดำเนินการ แต่มีการเริ่มจัดหาแร่สำคัญเพื่อเข้าคลังสำรองแล้ว หลังจากสหรัฐฯ ประกาศเริ่มโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569 นอกจากนี้ ยังได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจไทย-สหรัฐฯ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เมื่อ 26 ตุลาคม 2568  ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นอกรอบการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่มาเลเซีย ซึ่งอาจมีข้อสังเกตจากการดำเนินนโยบายเชิงรุกในการแสวงหาและครอบครองแร่หายาก ดังนี้ – สหรัฐฯ อาจดึงไทยเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุใหม่ และใช้ไทยเป็นฐานการผลิตแร่ธาตุใหม่ เข้ามาลงทุนเพื่อวิจัย พัฒนา หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิตแร่ธาตุ ไม่ว่าจะเป็นการขุดเจาะ การสกัด และการแปรรูปแร่ในไทย ซึ่งหากประสบผลสำเร็จ จะส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานแร่โลก ทั้งยังทำให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย เปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดแร่ธาตุสำคัญและมีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่มีศักยภาพและสำคัญมากขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างประเทศให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตได้มากขึ้น…

เส้นทางขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยมากขึ้น

เส้นทางขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่ปลอดภัยมากขึ้น จะยิ่งทำให้ปริมาณน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางออกสู่ในตลาดโลกลดลงไปอีก โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ข่มขู่อิหร่าน เมื่อ 10 มีนาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ จะทวีความรุนแรงในการโจมตีอิหร่านขึ้นอีก 20 เท่า หากยังปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน อิสราเอลระเบิดคลังน้ำมันของอิหร่านกว่า 30 แห่ง จากที่อิหร่านระเบิดคลังน้ำมันของซาอุดีอาระเบียและคูเวตเสียหายอย่างหนัก หลังคำขู่ของผู้นำสหรัฐฯ ช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นช่องทางส่งออกน้ำมันไปสู่ตลาดโลกประมาณ ร้อยละ 20 เริ่มไม่ปลอดภัยในการขนส่งมากขึ้น เนื่องจากมีรายงานเมื่อ 11 มีนาคม 2569 ว่า กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (Central Command-CENTCOM) ของสหรัฐฯ ได้ทำลายเรือรบวางทุ่นระเบิดใต้น้ำของอิหร่าน จำนวน 16 ลำ หลังจากได้รับรายงานจากสำนักข่าวกรองกลาง หรือ CIA ของสหรัฐฯ ว่า อิหร่านได้เริ่มปฏิบัติการวางทุ่นระเบิดใต้น้ำในบริเวณดังกล่าว เพื่อขัดขวางไม่ให้เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่าน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังไม่ออกมาตรการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ จากที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมปฏิเสธข้อเรียกร้องของบริษัทขนส่งทางเรือ ที่เรียกร้องให้ส่งเรือรบไปคุมกันเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซที่ยังมีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกันยังไม่มีรายงานว่ามีประเทศใดรับข้อเสนอของอิหร่านที่เสนอก่อนหน้านี้ ว่าให้ประเทศในยุโรปและตะวันออกกลางขับเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และอิสราเอลออกจากประเทศ เพื่อแลกกับสิทธิในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ…

ท่าทีทั่วโลกหลังจากอิหร่านแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่

สถานการณ์การเมืองอิหร่านมีพัฒนาการที่สำคัญ โดยสภาผู้เชี่ยวชาญอิหร่านจำนวน 88 คน เห็นชอบเมื่อ 8 มีนาคม 2569 แต่งตั้งอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด มอจญ์ตะบา คอมะนะอี บุตรชายคนที่ 2 ของอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่แทนอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอมะนะอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ในช่วงที่อิหร่านยังเผชิญสถานการณ์สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ทั้งนี้ มอจญ์ตะบา อายุ 56 ปี ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 8 มีนาคม 2569 เป็นบุคคที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC และกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองรุ่นเก่า คาดว่าการขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดครั้งนี้จะทำให้การเมืองอิหร่านมีความต่อเนื่องและสามารถรักษาอำนาจทางการเมืองได้ในระยะยาว ทั่วโลกให้ความสนใจการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนใหม่ โดยมีประเทศที่แสดงความยินดีกับผู้นำสูงสุดคนใหม่ ได้แก่ โอมาน อิรัก และรัสเซีย นอกจากนี้ รัฐบาลอิรักแสดงความเชื่อมั่นในความสามารถของอิหร่านที่จะจัดการกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีความอ่อนไหวสูงได้ ขณะที่รัฐบาลจีนให้ความเห็นว่าการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดครั้งนี้ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของอิหร่าน และยืนยันไม่สนับสนุนการแทรกแซงการเมือง รวมทั้งอธิปไตยของประเทศอื่น ๆ กลุ่มฮูษีในเยเมน ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่รัฐบาลอิหร่านสนับสนุน แถลงแสดงความยินดี และประกาศว่าเป็นชัยชนะของการปฏิวัติอิหร่าน เนื่องจากมอจญ์ตะบามีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมและไม่ประนีประนอม  ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มีมุมมองว่า…

สหรัฐฯ อาจเข้ายึดครองคิวบาแบบเป็นมิตร

สถานการณ์กลางตะวันออกกลางที่ใกล้จะมีทางออก หากพิจารณาท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุเมื่อ 9 มีนาคม 2569 ว่า สงครามกับอิหร่านใกล้ยุติลงแล้ว และจะไม่ยินยอมให้อิหร่านนำโลกเป็นตัวประกัน ซึ่งหมายถึงกรณีปิดช่องแคบฮอร์มุช  แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็พร้อมจะเปิดสมรภูมิขัดแย้งใหม่ โดยย้ายกลับมาภูมิภาคอเมริกา ที่คิวบา ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ในอ่าวเม็กซิโก และอยู่ใกล้กับรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เพียง 150 กิโลเมตร อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับคิวบาจะยอมเจรจาผลประโยชน์กับสหรัฐฯ หรือไม่ ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการเข้าไปเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในคิวบา ทั้งการเมือง และระบบเศรษฐกิจ โดยอ้างว่าคิวบากำลังจะเป็นรัฐที่ล้มเหลว และถูกปกครองแบบผูกขาดมานาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวต่อที่ประชุมกลุ่มประเทศละตินอเมริกาและแคริบเบียน ที่รัฐฟลอริดา เมื่อ 5 มีนาคม 2569  ว่า คิวบาต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งตอนนี้ได้มอบหมายให้นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ไปเจรจากับคิวบา รวมทั้งคิวบาต้องมีการเปลี่ยนแปลง หลังจากสหรัฐฯ เสร็จภารกิจในอิหร่าน ซึ่งใกล้จะบรรลุเป้าหมายแล้ว มีรายงานว่านายรูบิโอได้ไปเจรจากับ นาย Raul Guillermo Rodriguez Castro ซึ่งเป็นหลานอดีตประธานาธิบดีฟิเดล คาสโตร โดยไม่ผ่านประธานาธิบดีประธานาธิบดีมิเกล…

เวียดนามช่วยประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อิหร่านยังไม่ยุติ และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เมื่อ 9 มีนาคม 2569  เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ กรกฎาคม 2565 โดยเกิน100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มจะสูงถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากที่อิหร่านยังเดินหน้าตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมกับมีการตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่เมื่อ 8 มีนาคม 2569  ซึ่งเป็นบุตรชายของผู้นำคนก่อนที่ถูกสหรัฐฯ สังหาร คือ อายะตุลลอฮ์ ซัยยิด มอจญ์ตะบา คอมะนะอี อายุ 56 ปี บุตรชายคนที่ 2 ของอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอมะนะอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้รัฐบาลเวียดนามต้องช่วยพยุงราคาพลังงานภายในประเทศ ที่ปรับขึ้นแล้วกว่าร้อยละ 21–32 ตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง น้ำมันดีเซลของเวียดนาม ราคาเพิ่มขึ้นแล้ว ร้อยละ 30 ซึ่งสูงที่สุดนับแต่ กรกฎาคม 2565 นอกจากนี้ เมื่อ 7 มีนาคม…

การชุมนุมประท้วงไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

แนวโน้มการปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีอิหร่านมาตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ยังไม่มีแนวโน้มยุติ จากที่ยังไม่เห็นทางออกในการที่จะมีการเจรจากัน จากที่อิหร่านยืนยันเมื่อ 8 มีนาคม 2569 จะไม่มีการยอมแพ้ ตามที่สหรัฐฯ ต้องการ ขณะที่ก็เกิดการประท้วงต่อต้านการกระทำของสหรัฐฯ ในจุดต่าง ๆ ของโลก แม้การประท้วงจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติการโจมตีอิหร่าน แต่ก็สะท้อนว่า ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่า เป็นการกระทำที่เกินไป แม้สหรัฐฯ และอิสราเอลจะมีข้ออ้างว่าการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย มีผลต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันก็มีรายงานการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนรัฐบาลกับต่อต้านรัฐบาลในอิหร่าน แต่ไม่มีเหตุรุนแรงหรือขยายวงกว้าง ส่วนการประท้วงนอกอิหร่าน เพื่อให้ยุติการโจมตีอิหร่าน ยังมีอยู่ เช่น หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำลอนดอน และที่นครนิวยอร์กก็มีการชุมนุมของกลุ่มขวาจัด รวมทั้งยังมีการชุมนุมในเมืองสำคัญ ๆ ของสเปน ซึ่งผู้จัดการชุมนุมประมินว่า เมื่อ 8 มีนาคม 2569 มีจำนวน 180,000 โดยมีการ 2 การชุมนุม ควบคู่กันคือ ในวันสตรีโลก (International Women’s…

ไทยกับภารกิจอพยพประชาชนท่ามกลางวิกฤตอิหร่าน

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล และสหรัฐฯ สถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาค และความปลอดภัยของคนไทยที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง เช่น แรงงาน นักศึกษา แม่บ้าน และผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย ทำให้เผชิญกับความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัย และการดำรงชีวิตประจำวัน คนไทยบางกลุ่มที่ได้รับความเสี่ยง มีความประสงค์ในการเดินทางกลับประเทศไทย ความเสี่ยง ได้แก่ ความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัย และการปิดน่านฟ้า  ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานว่าการโจมตีของฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้อิหร่านตอบโต้กลับโดยมีเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการทางทหารในกรุงเตหะราน และเมืองอื่น ๆ เที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิก หรือบังคับเปลี่ยนเส้นทางอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ผู้โดยสารติดค้างและเผชิญความไม่แน่นอนของการเดินทาง อีกทั้งยังมีรายงานการยิงโดรนโจมตีบริเวณสถานกงสุลของ สหรัฐอเมริกา ในเมืองดูไบ แม้ไม่มีคนไทยได้รับบาดเจ็บ แต่สะท้อนถึงความไม่ปลอดภัยของพื้นที่ และเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อประชาชน และชุมชนเมืองโดยรอบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พลเรือน รวมทั้งชาวต่างชาติ ต้องพิจารณาการอพยพโดยด่วน หน่วยงานด้านความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่น ๆ ของไทย ติดตามระดับพัฒนาการในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอลยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองทัพอากาศไทยได้เตรียมพร้อมอพยพชาวไทยหากจําเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิหร่านซึ่งมีคนไทยอาศัยอยู่ประมาณ 250 คน และทั่วภูมิภาคประมาณ 70,000 คน หลายหน่วยงานได้เริ่มแผนฉุกเฉิน กระทรวงการต่างประเทศได้จัดตั้ง War…

ราคาน้ำมันในลาวสูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง

เหตุการณ์ในตะวันออกกลางที่ทำให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องลดกำลังการผลิต ทำให้ไม่สามารถส่งออกได้เต็มที่ เฉพาะอย่างยิ่งซาอุดิอาระเบีย ประเทศที่ส่งออกน้ำมันดิบ อันดับ 1 ของโลก จากที่อิหร่านยังปิดเส้นทางส่งออกช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2569 และการที่ประเทศดังกล่าวไม่สามารถมีคลังเก็บสำรองน้ำมันได้เพียงพอเพื่อรอการส่งออก ขณะที่บางประเทศ เช่น อิรักต้องระงับการผลิตน้ำมันบางแห่ง เนื่องจากถูกอิหร่านโจมตี และกาตาร์ประกาศเมื่อ 6 มีนาคม 2569 จะเพิ่มการลดการผลิตน้ำมันลงอีก ลาวก็เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่บางประเทศ เช่น ไทยได้มีนโยบายช่วยเหลือประชาชน ด้วยการตรึงราคาน้ำมันไว้ เป็นระยะเวลา 15 วัน สำหรับลาว ราคาน้ำมันในประเทศเมื่อ 6 มีนาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุผลตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ราคาน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 เป็นประมาณ 43.53 บาท น้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เป็นประมาณ 40.21 บาท อนึ่ง ลาวไม่มีระบบสำรองน้ำมันในประเทศ…

ความเคลื่อนไหวกองกำลังชาวเคิร์ดในอิหร่าน

กองกำลังชาวเคิร์ด หรือกลุ่มชาวเคิร์ด (Kurdish) ที่อยู่ในอาศัยพื้นที่กึ่งปกครองตนเองและพื้นที่ภูเขาบริเวณชายแดนอิรักกับอิหร่าน กำลังได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลก เนื่องจากอาจกลายเป็น “ไพ่ใบสำคัญ” หรือปัจจัยในสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน สาเหตุที่ทั่วโลกกำลังสนใจความเคลื่อนไหวของกองกำลังชาวเคิร์ด เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 5 มีนาคม 2569 สนับสนุนกองกำลังติดอาวุธชาวเคิร์ดหลายกลุ่มให้ต่อสู้กับกองกำลังของอิหร่าน โดยมีรายงานที่ยังไม่ยืนยันด้วยว่า ผู้นำสหรัฐฯ ได้หารือและติดต่อกับกองกำลังชาวเคิร์ดอย่างน้อย 3 กลุ่มในพื้นที่กึ่งปกครองตนเอง รวมทั้งในอิรัก และกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้กองกำลังชาวเคิร์ดเป็นเครื่องมือสนับสนุนสหรัฐฯ ในสงครามครั้งนี้ ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้กองกำลังชาวเคิร์ดเป็นแนวหน้าในการบุกโจมตีภาคพื้นดินต่ออิหร่าน แต่ยังไม่ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะใช้ปฏิบัติการทางอากาศคุ้มครองหรือสนับสนุนปฏิบัติการของชาวเคิร์ดหรือไม่ มีรายงานว่าผู้นำสหรัฐฯ ได้หารือกับผู้นำชาวเคิร์ดกลุ่ม Kurdistan Democratic Party กลุ่ม Democratic Party of Iranian Kurdistan (KDPI) และกลุ่ม Patriotic Union of Kurdistan (PUK) ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าชาวเคิร์ดกลุ่มอื่น ๆ บริเวณชายแดนอิรัก-อิหร่าน รวมกลุ่มกันเป็นพันธมิตร Coalition…

ฝรั่งเศส และ EU สนับสนุนท่าทีสเปน คัดค้านมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส แสดงท่าทีเมื่อ 4 มีนาคม 2569 สนับสนุนกรณีนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ  ของสเปน คัดค้านการทำสงครามของสหรัฐฯ ในอิหร่าน หรือ “NO TO WAR” และปฏิเสธถ้อยแถลงของทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่าสเปนจะร่วมมือด้านการทหารให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพ Rota และฐานทัพ Morón  ทางตอนใต้ของสเปนเพื่อปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง กรณีดังกล่าวทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ไม่พอใจอย่างมาก และขู่ว่าจะยกเลิกความสัมพันธ์ทางการค้า เพื่อลงโทษสเปนที่ไม่ให้ความร่วมมือด้านการทหาร ทั้งนี้ ผู้นำสเปนยืนยันว่าไม่เคยเปลี่ยนท่าทีต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และยืนยันหลักการของสเปนที่จะไม่เข้าร่วมในกิจกรรมหรือความเคลื่อนไหวที่จะบั่นทอนความมั่นคงและสเถียรภาพของโลก ซึ่งสเปนก็ปฏิเสธคำเชิญของประธานาธิบดีทรัมป์ในการเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) เพราะไม่สอดคล้องกับบทบาทของสหประชาชาติ ท่าทีของผู้นำสเปนอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างสเปนกับสหรัฐฯ ตลอดจนเป็นการตอกย้ำว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ พร้อมใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นกลไกกดดันพันธมิตรให้ดำเนินนโยบายตามความต้องการของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การคัดค้านของสเปน กลับได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส รวมทั้งคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (EU commission) ซึ่งมีถ้อยแถลงสนับสนุนสเปนและพร้อมร่วมมือกับสเปนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก EU นอกจากนี้ ยังส่งสัญญาณให้สหรัฐฯ เข้าใจว่าความสัมพันธ์ทางการค้าในปัจจุบันสำคัญต่อทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากทั้ง EU…