การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

S&P Global สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มีชื่อเสียงระดับโลกของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความ เรื่อง Global oil shock offers boost for EV switching, fossil phaseout: IEA เมื่อ 30 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle-EV) ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันว่า แรงผลักดันจากวิกฤตราคาน้ำมันจากผลกระทบของสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น (เริ่มเมื่อปลาย กุมภาพันธ์ 2569) เป็นตัวเร่งให้คนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กันมากขึ้น ซึ่งตามการวิเคราะห์ของทบวงพลังงานระห่างประเทศ (International Energy Agency-IEA) ระบุว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลให้ผู้ใช้รถ EV ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 – 45 เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมัน บทความดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นสถิติและการคาดการณ์การเติบโตของการใช้งานรถ EV ว่า 1)  ในปี 2568 การใช้งานรถ EV ทั่วโลกช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันลงได้ถึง 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ IEA…

ไทยและสหรัฐฯ เพิ่มความร่วมมือในการกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์

สำนักงานสอบสวนกลาง (Federal Bureau of Investigation-FBI) ของสหรัฐฯ พยายามสกัดกั้นไม่ให้ชาวอเมริกันในประเทศต้องได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมข้ามชาติที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการให้ความสำคัญอันดับแรก ๆ ทั้งเครือข่ายสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด สหรัฐฯ จึงรุกความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการอาชญากรรมข้ามชาติ เฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยนอกจาก FBI ร่วมมือกับทั้งไทยในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติมาต่อเนื่องแล้ว นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI ยังให้ความสำคัญกับไทยที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Summit for the Scam Centers ระหว่าง  20–21 กรกฎาคม 2569 ที่กรุงเทพ ฯ  ที่มีเกือบ 20 ประเทศเข้าร่วมประชุม และได้พบหารือกับนายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่พบหารือกับนายพาเทล ผู้อำนวยการ FBI  เมื่อ 21 กรกฎาคม 2569 ได้สะท้อนความจริงจังของไทยในการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ ด้วยการยืนยันว่า ประเด็นนี้ เป็น”วาระแห่งชาติ” ของไทย ซึ่งครอบคลุมทั้งการปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมระหว่างประเทศ…

สถานการณ์ภัยพิบัติทั่วโลก

สถานการณ์ภัยพิบัติและภัยธรรมชาติทั่วโลกในห้วงปลาย กรกฎาคม 2569 สะท้อนว่ารัฐบาลแต่ละประเทศจะเผชิญความท้าทายในการจัดการกับภัยพิบัติที่มีลักษณะรุนแรงมากขึ้น ปัจจุบันมีรายงานว่าญี่ปุ่นเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขนาด 6.8 ริกเตอร์ เมื่อ 29 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่จังหวัดคุมาโมโตะบนเกาะคิวชูทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ล่าสุดเมื่อ 30 กรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ราย รัฐบาลได้เร่งระดมเจ้าหน้าที่กู้ภัยและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนมากกว่า 4,600 นาย รวมทั้งเปิดศูนย์อพยพจำนวน 450 แห่งเพื่อบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนผู้ประสบภัยกว่า 7,700 คน ญี่ปุ่นมีที่ตั้งอยู่บริเวณแนวภูเขาไฟใต้น้ำและรอยแยกเปลือกโลก ทำให้เผชิญเหตุแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ประสบภัยชาวญี่ปุ่นให้ความเห็นว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้รุนแรงมากกว่าที่ผ่านมา และแม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็เชื่อว่าญี่ปุ่นเสี่ยงเผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หรือ ระดับ megathrust earthquake แผ่นดินไหวที่มีขนาดใหญ่และทรงพลังที่สุดในโลก โดยมีขนาดความรุนแรง (Moment Magnitude) มากกว่า 9.0 ขึ้นไป นอกจากสถานการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่น ปัจจุบันมีรายงานสถานการณ์ไฟป่าลุกลามในฝรั่งเศส สเปน และตุรกี ซึ่งเป็นผลจากสภาพอากาศร้อนจัดและคลื่นความร้อนในยุโรป อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงในยุโรปส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ไฟป่ายุคปัจจุบันรุนแรงและควบคุมยากกว่าในอดีต เนื่องจากวิกฤตสภาพอากาศโลกแปรปรวน ทำให้สหภาพยุโรป (EU)…

สเปนเผชิญความท้าทายรับมือกับผู้อพยพและขบวนการค้ามนุษย์

ปัญหาผู้อพยพทางเรือและอาชญากรรมจากขบวนการค้ามนุษย์เป็นความท้าทายของประเทศทั่วโลก ล่าสุด สเปนเผชิญความท้าทายดังกล่าว โดยมีรายงานเมื่อ 30 กรกฎาคม 2569 ว่า ผู้อพยพชาวแอฟริกันจำนวนมากกว่า 3,000 คน ซึ่งเดินทางไปจากประเทศแอฟริกาตอนใต้ พยายามเดินทางไปยังเมือง Ceuta ที่เป็นเขตปกครองตนเองของสเปน ตั้งอยู่ในแอฟริกาเหนือ ทำให้หน่วยงานความมั่นคงชายแดนเมือง Ceuta และโมร็อกโก ต้องเร่งควบคุมชายแดนและจัดการกับผู้อพยพจำนวนมากที่ใช้วิธีการเดินทางเข้าพื้นที่ดังกล่าวด้วยเรือเล็กและว่ายน้ำ จนทำให้มีรายงานผู้อพยพเสียชีวิตจากการจมน้ำอย่างน้อย 15 ราย และเสี่ยงเกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม รวมทั้งความรุนแรงจากมาตรการควบคุมผู้อพยพ ปัจจุบันรัฐบาลสเปนส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความช่วยเหลือบริเวณพรมแดนเมือง Ceuta กับโมร็อกโก เพื่อควบคุมสถานการณ์ ทั้งบริเวณพรมแดนทางบก ทางน้ำ และการจัดการศูนย์ผู้อพยพ และป้องกันไม่ให้ขบวนการค้ามนุษย์แสวงประโยชน์จากผู้อพยพจำนวนมากที่ต้องการเดินทางไปยังยุโรป สาเหตุที่ทำให้ผู้อพยพจำนวนมากเร่งเดินทางเข้าเมือง Ceuta รวมทั้งเมือง Melilla ที่เป็นดินแดนของสเปนในห้วงนี้ เนื่องจากต้องการได้รับสิทธิคุ้มครองและได้โอกาสขอสถานะผู้ลี้ภัย หลังจากศาลสูงสุดสเปนเมื่อต้น กรกฎาคม 2569 ประกาศนโยบายว่าจะให้สิทธิคุ้มครองและคัดกรองผู้อพยพที่เดินทางไปยังเมือง Ceuta และเมือง Melilla ทำให้ผู้อพยพจากแอฟริกาเล็งเห็นโอกาสที่จะได้รับความปลอดภัยและได้สถานะผู้ลี้ภัยในยุโรปต่อไป สเปนเคยรับมือกับวิกฤตผู้อพยพบริเวณพรมแดนเมือง Ceuta และโมร็อกโกแล้วเมื่อปี 2564 มีผู้อพยพจากแอฟริกาพยายามเดินทางจากโมร็อกโกข้ามไปยังเมือง Ceuta จำนวนประมาณ 8,000…

นาอูรูเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐนาโอเอโร

นาอูรูซึ่งประเทศในภูมิภาคแปซิฟิก เมื่อ 31 กรกฎาคม 2569 เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการจาก “นาอูรู” เป็น “สาธารณรัฐนาโอเอโร” หรือ Naoero ตามชื่อในภาษาถิ่น เพื่อให้ตรงกับอัตลักษณ์ของประชาชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น ก่อนหน้านี้ รัฐสภาของประเทศผ่านร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อ พฤษภาคม 2569 เพื่อเดินหน้าการเปลี่ยนชื่อประเทศ โดยไม่ผ่านกระบวนการประชามติ และรัฐบาลได้แจ้งให้องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งประเทศอื่น ๆ รับทราบเกี่ยกับการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้แล้ว สาเหตุที่ทำให้รัฐบาลนาโอเอโรต้องการเปลี่ยนชื่อจากนาอูรู เพราะนาอูรูเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ยุคที่ยุโรปเป็นประเทศเจ้าอาณานิคม และเรียกประเทศดังกล่าวว่า “นาอูรู” เนื่องจากออกเสียงง่ายกว่าสำหรับชาวตะวันตก ปัจจุบัน นาโอเอโรเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากนครรัฐวาติกันและโมนาโก มีประชากรประมาณ 12,000 คน ทั้งนี้ รัฐบาลนาโอเอโรย้ำว่าการเปลี่ยนชื่อประเทศไม่มีวาระแอบแฝงทางการเมือง แต่ดำเนินการเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และส่งต่ออัตลักษณ์ดั้งเดิมสู่ประชากรรุ่นต่อไปในอนาคต นาโอเอโรเป็นประเทศขนาดเล็กในภูมิภาคแปซิฟิก แต่มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกเป็นระยะ ๆ เช่น การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวันเมื่อปี 2567 โดยนาโอเอโรตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน เพื่อดำเนินนโยบายใกล้ชิดจีน และเมื่อปี 2568 นาโอเอโรประกาศมาตรการระดมทุนและงบประมาณด้วยการขายสิทธิครอบครองหนังสือเดินทาง (passport) เพื่อช่วยเหลือประชาชนและแก้ไขปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ที่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนเป็นอันตรายและภัยคุกคามต่อประเทศ นอกจากนี้…

ซาอุดีอาระเบียสร้างกลุ่มพันธมิตร 13 ประเทศปกป้องเส้นทางเดินเรือ

ซาอุดีอาระเบียแสดงบทบาทนำในการปกป้องความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ โดยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียประกาศเมื่อ 30 กรกฎาคม 2569 ตั้งกลุ่มพันธมิตรประเทศที่จะร่วมกันส่งกองทัพและกองเรือทหาร เพื่อปกป้องความมั่นคงเส้นทางเดินเรือในบริเวณช่องแคบ Bab al-Mandeb ทะเลแดงและอ่าวเอเดน มีประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมอีก 13 ประเทศ ทั้งนี้ ประเทศที่เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรด้านการทหารเพื่อคุ้มครองความมั่นคงในพื้นที่ดังกล่าว ย้ำว่าจะให้ความสำคัญกับการค้ำประกันเสรีภาพในการเดินเรือ การปกป้องเส้นทางการค้าและการขนส่งพลังงานที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประเทศที่เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรของซาอุดีอาระเบีย เช่น เยเมน คูเวต บาห์เรน กาตาร์ จอร์แดน อียิปต์ ตุรกี ปากีสถาน และบังกลาเทศ แต่มีรายงานว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และโอมาน ไม่เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรดังกล่าว ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียเชิญประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมกลุ่มจำนวน 51 ประเทศ มีผู้แทนจาก 43 ประเทศเข้าร่วมการหารือเพื่อสร้างกลุ่มความร่วมมือด้านการทหาร รวมทั้งประเทศในยุโรป ที่ปัจจุบันมีภารกิจร่วมด้านการป้องกันอันตรายในพื้นที่ทะเลแดงอยู่แล้ว หรือปฏิบัติการ EUNAVFOR Aspides ครอบคลุมการลาดตระเวน และสกัดกั้นภัยคุกคาม โดย Aspides มีความหมายว่าโล่ เริ่มต้นภารกิจตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2567…

ความมั่นคงในฉนวนกาซาและประเทศรอบอ่าว

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางเมื่อ 31 กรกฎาคม 2569 มีพัฒนาการที่สำคัญในอย่างน้อย 2 พื้นที่ ได้แก่ ความขัดแย้งในฉนวนกาซา โดยมีความเปลี่ยนแปลง คือ กลุ่มฮะมาสประกาศยินยอมปลดอาวุธ หากอิสราเอลถอนกำลังออกจากฉนวนกาซา และปฏิบัติตามข้อตกลงที่กลุ่มความร่วมมือ Board of Peace เสนออย่างเป็นขั้นตอนและจริงจัง ทั้งนี้ แม้ว่ากลุ่มฮะมาสจะย้ำว่าอิสราเอลต้องถอนกำลังทหารออกจากฉนวนกาซาก่อน แต่ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศให้ทั่วโลกเข้าใจว่ากลุ่มความร่วมมือ Board of Peace ประสบความสำเร็จในการจัดการความมั่นคงและสันติภาพในฉนวนกาซา พร้อมระบุว่าการที่กลุ่มฮะมาสยอมปลดอาวุธ ครอบคลุมทั้งการปลดอาวุธหนักและการควบคุมอุโมงค์ใต้ดิน จะเป็นขั้นตอนสำคัญสู่การยุติสงครามในพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งจัดตั้งรัฐบาลบริหารฉนวนกาซาต่อไปในอนาคต แม้ว่ากลุ่มความร่วมมือ Board of Peace จะประกาศความสำเร็จ แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่เชื่อมั่นว่ากลุ่มฮะมาส รวมทั้งอิสราเอลจะปฏิบัติตามข้อตกลง เนื่องจากยังมีความขัดแย้ง และต้องใช้ระยะเวลานานจนกว่าจะยืนยันความเคลื่อนไหวของทั้ง 2 ฝ่ายได้ ขณะที่ประเทศผู้ประสานงาน ได้แก่ อียิปต์ กาตาร์ ตุรกี และสหรัฐฯ จะติดตามความเคลื่อนไหวของคู่ขัดแย้งอย่างใกล้ชิดเพื่อให้บรรลุขั้นตอนตามข้อตกลง ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮะมาสประกาศยอมให้มีกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลบริหารฉนวนกาซา และยังยินยอมจะปลดอาวุธในครั้งนี้ จึงอาจเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้อิสราเอลเป็นฝ่ายยอมทำตามเงื่อนไขและข้อตกลง เพื่อให้นานาชาติเข้าไปมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูฉนวนกาซาที่ได้รับความเสียหายจากสงครามเป็นระยะเวลานาน ความมั่นคงในฉนวนกาซาจึงมีสัญญาณเชิงบวก แต่ยังไม่แน่นอน…

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ตอบโต้กรณีโจมตีจอร์แดน

สหรัฐฯ ปฏิบัติการปะทะอิหร่านด้วยเครื่องมือทางทหารรอบใหม่ที่มีความรุนแรง และมีความคืบหน้าสำคัญ เมื่อ 29 กรกฎาคม 2569 โดยสหรัฐฯ โจมตีพื้นที่ตอนใต้ของอิหร่าน ได้แก่ เมือง Qeshm, Kish, Bandar Abbas, Abadan และเมือง Bushehr ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของอิหร่านในการควบคุมความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ มีรายงานว่าสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีฐานกำลังของอิหร่านในอิรักด้วย ส่งผลให้มีสมาชิกระดับสูงของรัฐบาลอิหร่านเสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และทำให้กองกำลัง Popular Mobilisation Forces ของอิรักเสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย ทำให้อิรักประณามการการโจมตีของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน การที่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ครั้งนี้ เป็นไปเพื่อตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนเมื่อกลาง กรกฎาคม 2569 ทำให้มีทหารอเมริกันเสียชีวิต ทั้งนี้ แม้ว่าหน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ จะยืนยันว่าการปฏิบัติการของสหรัฐฯ จะเน้นการโจมตีทางอากาศ ทำลายเป้าหมายอย่างแม่นยำ และไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือน รวมทั้งยังคงต้องการใช้เครื่องมือการทูตแก้ไขปัญหา แต่นานาชาติวิตกว่า การโจมตีครั้งนี้จะทำให้อิหร่านโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางมากขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าอิหร่านจะตอบโต้เพื่อให้ทั่วโลกเห็นว่าไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนต่อการจัดการความขัดแย้งครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศประเมินขีดความสามารถในการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ…

กัมพูชาศึกษาเทคโนโลยีพยากรณ์อากาศของฟินแลนด์

กัมพูชากำลังพยายามหาหนทางช่วยเหลือเกษตรกร และพัฒนาแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรในประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สภาพภูมิอากาศโลกแปรปรวนอย่างมาก ซึ่งเมื่อ 28 กรกฎาคม 2569 เลขาธิการบริหารอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เตือนว่า โลกกำลังเผชิญสัญญาณเตือนภัยด้านสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง ซึ่งล่าสุด กัมพูชาได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการประเมินภัยพิบัติทางธรรมชาติกับฟินแลนด์ นาย Thor Chetha รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำและอุตุนิยมวิทยาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และประธานคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติกัมพูชา ได้เยือนฟินแลนด์เมื่อ 27-29 กรกฎาคม 2569 เพื่อศึกษาเทคโนโลยีการคาดการณ์และพยากรณ์สภาพอากาศของบริษัทฟินแลนด์ ได้แก่ บริษัท Vaisala และสถาบัน Finnish Meteorological Institute  นอกจากนี้  ยังได้รับความรู้และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการประเมินภัยพิบัติทางธรรมชาติของฟินแลนด์ เช่น ระบบเรดาร์ และระบบพยากรณ์สภาพอากาศ เพื่อนำไปพัฒนาระบบของกัมพูชาให้ทันสมัย สามารถช่วยเหลือเกษตรกรและการบริหารจัดการทรัพยากรในประเทศ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำแผนรับมือกับสภาวะวิกฤตช่วงเผชิญภัยพิบัติ กัมพูชาเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เผชิญภัยพิบัติรุนแรงจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน และมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบ เพราะเป็นประเทศเกษตรกรรมและยังต้องการเทคโนโลยีที่ช่วยแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการลดระดับความรุนแรงของภัยพิบัติต่อประชาชนได้ สำหรับภัยธรรมชาติที่กัมพูชาเผชิญบ่อยครั้ง ได้แก่ อุทกภัย ภัยแล้ง ดินถล่ม และพายุฝน กัมพูชายอมรับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของฟินแลนด์ และคาดหวังว่าการเยือนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มพูนความร่วมมือกับฟินแลนด์ในมิติอื่น ๆ  สำหรับการเยือนครั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาเตรียมความพร้อมที่จะนำเทคโนโลยี และความร่วมมือที่ได้จากฟินแลนด์ไปช่วยเหลือประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลันและรุนแรงจากภาวะเอลนีโญ ซึ่งเคยส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติของกัมพูชาเมื่อช่วงปี…

ญี่ปุ่นจะนำเข้าน้ำมันดิบจากแคนาดา  

สถานการณ์ความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่แน่นอน และการที่กลุ่มฮูษี จะเพิ่มการปิดล้อมช่องแคบ Bab El-Mandeb ในทะเลแดง ด้วยการเก็บค่าธรรมเนียม ทำให้ญี่ปุ่นเตรียมหาแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน เพื่อทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือการแสวงหาอุปทานน้ำมันที่หลากหลาย โดยสื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 กรกฎาคม 2569 ว่า ญี่ปุ่นจะนำเข้าน้ำมันดิบจากแคนาดาเพิ่มขึ้น และแคนาดาได้ส่งเรือ Freedom Glory บรรทุกน้ำมันดิบจำนวน 750,000 บาร์เรล ที่มาจากระบบท่อส่งน้ำมันทรานส์เมาน์เทน ของรัฐบาลแคนาดา ออกไปยังญี่ปุ่น เพื่อให้บริษัท Eneos นำไปกลั่นใช้เป็นพลังงานต่อไป เพิ่มขึ้น  ทั้งนี้ แคนาดาส่งออกน้ำมันดิบให้ประเทศในเอเชียห้วง มกราคม-มิถุนายน 2569 ร้อยละ 77 เมื่อเทียบกับห้วงเดียวกัน เมื่อปี 2569 ร้อยละ 51 ญี่ปุ่นแก้ไขปัญหาพลังงานในประเทศด้วยการหาแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ควบคู่กับใช้กลไกการทูตเจรจากับอิหร่านเพื่อขอให้เรือขนส่งน้ำมันของญี่ปุ่นได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัย ญี่ปุ่นจึงทำข้อตกลงซื้อ-ขายน้ำมันดิบจากแคนาดา ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบร้อยละ 95 จากภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ นอกจากญี่ปุ่น ยังมีประเทศอื่น ๆ…