เกิดเหตุยิงกลางเมืองแมนฮัตตัน และมีผู้เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เร่งสอบสวนเหตุคนร้ายยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กและประชาชนที่กลางเมืองแมนฮัตตัน เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 18.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐฯ พื้นที่ก่อเหตุ คือ ล็อบบี้และบริเวณชั้น 33 ของอาคาร Rudin Management เลขที่ 345 Park Avenue ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจขนาดใหญ่และบริษัทที่มีชื่อเสียง เช่น บริษัท Blackstone ซึ่งเป็น hedge fund  บริษัท KPMG ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบบัญชี และสำนักงานใหญ่ National Football League  เป็นต้น ผู้ก่อเหตุยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บริเวณล็อบบี้ของอาคารก่อนที่จะขึ้นไปยังชั้น 33 ผู้ก่อเหตุ คือ นาย Shane Devon Tamura ชาวอเมริกันอายุ 27 ปี ภูมิลำเนาจากรัฐเนวาดา ใช้อาวุธปืนรุ่น M4 ในการก่อเหตุ และเตรียมอาวุธปืนอื่น…

เหตุอุทกภัยรุนแรงในกรุงปักกิ่งของจีน มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 คน

เกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่ตอนเหนือของกรุงปักกิ่งของจีน โดยมีรายงานเมื่อ 29 กรกฎาคม 2568 ว่า อุทกภัยดังกล่าวเกิดจากฝนตกหนักสะสมตั้งแต่ 23 กรกฎาคม 2568 และน้ำท่วมเฉียบพลัน มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ราย ต้องอพยพประชาชนชาวจีนในพื้นที่ 80,332 คน โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในเขต Miyun, Huairou และ Fangshan เนื่องจากคาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะยังรุนแรงและเสี่ยงอันตรายจนถึงปลาย กรกฎาคม 2568 เพราะคาดว่าจะมีฝนตกอีก ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนสั่งให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและค้นหาผู้สูญหายอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ กรุงปักกิ่งของจีนเคยเผชิญเหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงและสร้างความเสียหายอย่างมากเมื่อ กรกฎาคม 2555 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 79 ราย ปัจจุบันสภาพอากาศในกรุงปักกิ่งยังคงมีฝนตกหนัก ประชาชนจำนวนมากต้องอยู่อาศัยโดยไม่มีไฟฟ้าใช้เพราะได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม รวมทั้งไม่สามารถเดินทางหรืออพยพออกจากพื้นที่ได้ รัฐบาลต้องเร่งให้ความช่วยเหลือโดยมีการใช้อากาศยานไร้คนขับเพื่อส่งมอบสิ่งของเครื่องใช้และอาหารในช่วงที่ยังไม่สามารถส่งทีมกู้ภัยเข้าไปช่วยเหลือได้ นอกจากนี้ รัฐบาลจีนสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยประกาศว่าได้เตรียมงบประมาณ 200 ล้านหยวน หรือประมาณ 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบรรเทาสาธารณภัยครั้งนี้ โดยจะใช้งบประมาณดังกล่าวเพื่อการฟื้นฟูและซ่อมแซมสถานที่ที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน  เช่น ถนน สะพาน แหล่งน้ำสะอาด และโรงพยาบาล…

สื่อต่างประเทศรายงานกรณีไทย-กัมพูชาหยุดยิง แต่การเจรจาระดับกองบัญชาการทหารยังไม่เกิดขึ้น

สื่อต่างประเทศเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 รายงานกรณีผู้นำไทยและกัมพูชาพบหารือกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เพื่อทำข้อตกลงหยุดยิง โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเข้าร่วมด้วย ผลการหารือ ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะหยุดยิงในเวลา 00.00 น.ของ 28 กรกฎาคม 2568 และตั้งกลไกหารือกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับฟื้นฟูช่องทางการติดต่อระหว่างกันทั้งในมิติการทูตและการทหาร

การเจรจาไทย-กัมพูชาที่มาเลเซียเป็นประเด็นที่สื่อต่างชาติติดตาม

สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 ให้ความสนใจติดตามสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เฉพาะอย่างยิ่งกรณีผู้นำรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศจะพบและเจรจากันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เพื่อแก้ไขปัญหาความตึงเครียดบริเวณพรมแดนที่มีการปะทะและตอบโต้กันด้วยมาตรการทางทหารอย่างต่อเนื่องจนทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยจำนวนมาก สำหรับการเจรจาจะมีขึ้นในเวลา 15.00 น.

EU บรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ

  สหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนสก็อตแลนด์และพบหารือกับนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ที่คลับกอล์ฟ Turnberry ในเขต South Ayrshire  สาระสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว คือ สหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศที่อัตราร้อยละ 15 ลดลงจากร้อยละ 30 ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่สหภาพยุโรปจะต้องเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และสินค้าบางประเภทจะได้รับอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 0 เช่น เครื่องบินและสินค้าเกษตรกรรมบางประเภท นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า EU จะลงทุนในสหรัฐฯ ประมาณ 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งจะลงทุนในภาคอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐฯ เพิ่มอีกมูลค่า 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้าด้วย แม้ว่าอัตราภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจะยังไม่เปลี่ยนแปลงและคงไว้ที่ร้อยละ 50 แต่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปมีมุมมองเชิงบวกต่อข้อตกลงดังกล่าว…

บทบาทผู้นำสหรัฐฯ กรณีไทย-กัมพูชา เสริมยุทธศาสตร์แข่งขันอิทธิพลกับจีน

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 ว่าได้หารือกับไทยและกัมพูชาเพื่อให้หยุดยิงระหว่างกัน รวมทั้งได้รับการตอบรับจากผู้นำกัมพูชาเมื่อ 27 กรกฎาคม 2568 ว่าพร้อมจะหยุดยิงกับไทย ทำให้บทบาทผู้นำโลกของสหรัฐฯ

ประเด็นสำคัญที่สื่อต่างชาติรายงานถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา : การปะทะ ผลกระทบ และแนวโน้ม

สถานการณ์ความตึงเครียดและการปะทะทางทหารบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชาระหว่าง 24-27 กรกฎาคม 2568 ยังคงได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศที่เน้นรายงานท่าทีอย่างเป็นทางการของรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายที่ปัจจุบันแสดงจุดยืนว่าต้องการสันติภาพและหยุดยิงระหว่างกัน ตลอดจนมีการประเมินว่าไทยยังคงเป้นฝ่ายได้เปรียบทางการทหารและเศรษฐกิจมากกว่ากัมพูชมหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

Timeline ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ต่อความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

มหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯ ติดตามและแสดงบทบาทในสถานการณ์ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา โดยสหรัฐฯ มีท่าทีทันทีในวันที่ไทยกับกัมพูชาเริ่มปะทะกันทางทหารบริเวณพรมแดน เมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 โดยเริ่มจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ เมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 เผยแพร่แถลงการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว 2 ฉบับ และต่อมาเมื่อ 25 กรกฎาคม 2568

ประเด็นสำคัญที่สื่อต่างชาติรายงานถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา : การปะทะ ผลกระทบ และแนวโน้ม

สถานการณ์ความตึงเครียดและการปะทะทางทหารบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชาระหว่าง 24-27 กรกฎาคม 2568 ยังคงได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศที่เน้นรายงานท่าทีอย่างเป็นทางการของรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายที่ปัจจุบันแสดงจุดยืนว่าต้องการสันติภาพและหยุดยิงระหว่างกัน ตลอดจนมีการประเมินว่าไทยยังคงเป้นฝ่ายได้เปรียบทางการทหารและเศรษฐกิจมากกว่ากัมพูชม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในพื้นที่พรมแดนยังน่าห่วงกังวล เพราะมีรายงานการยิงตอบโต้และการปะทะทางทหาร รวมทั้งมีรายงานการยึดครองพื้นที่บริเวณพรมแดนเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการทหาร ปฏิบัติการทางทหารต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานว่าปัจจุบันคนไทยประมาณ 140,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ชาวกัมพูชาประมาณ 38,000 ต้องอพยพออกจากพื้นที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกัน ประชาชนชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบและต้องอพยพจากพื้นที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ โดยวิตกว่าสถานการณ์ที่ยืดเยื้อจะทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารและของใช้ที่จำเป็น เนื่องจากปัจจุบันความช่วยเหลือจากรัฐบาลค่อนข้างจำกัด แม้ว่าจะมีความพยายามระดมความช่วยเหลือจากพื้นที่ใกล้เคียงแล้วก็ตาม นอกจากนี้ สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานมาตรการของฝ่ายไทยที่ประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่เสี่ยงเพื่อควบคุมสถานการณ์ มีการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวช่วยเหลือประชาชน ขณะที่ภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่อื่น ๆ อยู่ระหว่างระดมความช่วยเหลือไปให้ผู้ทีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ผู้นำต่างประเทศแสดงบทบาทโน้มน้าวและไกล่เกลี่ยให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิง ตลอดจนเข้าสู่กระบวนการเจรจายุติความขัดแย้ง ทั้งผู้นำมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน และที่สำคัญเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 คือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยว่าได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำไทยและกัมพูชาเพื่อโน้มน้าวให้หยุดยิงทันที รวมทั้งแก้ไขปัญหาความตึงเครียดและสร้างสันติภาพด้วยการเจรจา โดยผู้นำสหรัฐฯ  โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีนัยถึงการใช้นโยบายภาษีตอบโต้เป็นเงื่อนไขโน้มน้าวไทย-กัมพูชาให้ยุติการปะทะ โดยระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันบังเอิญเกิดขึ้นพร้อมกับที่ไทยและกัมพูชาเจรจาเรื่องการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ จะไม่ทำข้อตกลงใด ๆ กับทั้ง 2 ฝ่าย จนกว่าสถานการณ์ปะทะและต่อสู้จะยุติลง…

ฮ. SH-3 อิหร่านเผชิญหน้ากับเรือพิฆาตสหรัฐฯ ในอ่าวโอมาน

กองทัพอิหร่านเปิดเผยเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 ว่า กรณีกองทัพเรือสหรัฐฯ ส่งเรือพิฆาต USS Fitzgerald ปฏิบัติการทางทะเลใกล้น่านน้ำของอิหร่านในอ่าวโอมานเมื่อ 23 กรกฎาคม 2568 นั้น เสี่ยงอันตรายและเกือบทำให้เกิดการเผชิญหน้าทางการทหาร เนื่องจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้อิหร่านจำเป็นต้องส่ง ฮ.รุ่น SH-3 หรือ Sea King ออกไปสกัดกั้นและแจ้งเตือนให้เรือพิฆาตของสหรัฐฯ เปลี่ยนเส้นทาง พร้อมกันนี้ อิหร่านระบุว่าสหรัฐฯ ตั้งใจยั่วยุทางการทหาร และทำให้บรรยากาศด้านความมั่นคงในภูมิภาคตึงเครียดขึ้น เพราะแม้ว่ากองทัพอิหร่านจะแจ้งเตือนเรือพิฆาตของสหรัฐฯ แล้ว ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนเส้นทาง อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ โดยกองบัญชาการกลาง หรือ Central Command ยืนยันว่าปฏิบัติการของเรือพิฆาตดังกล่าวเป็นไปอย่างมืออาชีพและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งอยู่ในน่านน้ำสากล และไม่มีความตึงเครียดเกิดขึ้นระหว่างการเผชิญหน้าดังกล่าว รวมทั้งย้ำว่าปฏิบัติการของเรือพิฆาต USS Fitzgerald บรรลุผลเป็นอย่างดี การเผชิญหน้าระหว่างกันดังกล่าว ทำให้ทั่วโลกวิตกว่าบทบาทของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะทำให้บรรยากาศความมั่นคงในพื้นที่ตึงเครียดขึ้น เพราะอิหร่านระแวงว่าสหรัฐฯ จะโจมตีผลประโยชน์ของอิหร่านเพื่อสนับสนุนอิสราเอล นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ แสดงแสนยานุภาพทางการทหารใกล้อิหร่านอาจเป็นการข่มขู่และกดดันให้อิหร่านยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ซึ่งปัจจุบันนานาชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม E 3 หรือสหราชอาณาจักร…