พรรครัฐบาลญี่ปุ่นแพ้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

  ผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาญี่ปุ่นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2568 เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญทางการเมือง เนื่องจากผลการเลือกตั้ง พรรครัฐบาลผสมระหว่างพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และพรรคโคเมโตะ แพ้การเลือกตั้งเป็นครั้งแรก โดยได้รับเลือก 47 ที่นั่งจากทั้งหมด 248 ที่นั่งในสภาวุฒิสมาชิก ต่ำกว่า 50 ที่นั่งซึ่งเป็นจำนวนที่จะเพียงพอต่อการคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาต่อไปอีกอย่างน้อย 6 ปี ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีชิเกรุ อิชิบะ หัวหน้าพรรค LDP จะเผชิญความท้าทายทางการเมืองและการกำหนดนนโยบายบริหารประเทศอย่างมาก การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นเป็นการเลือกตั้งใหม่ 125 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์การเมืองญี่ปุ่น เนื่องจากคะแนนนิยมของพรรคโคเมโตะตกต่ำลงอย่างชัดเจนจากการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงโตเกียวก่อนหน้านี้ ขณะที่พรรคซันเซโตะ ซึ่งมีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งต่าง ๆ เพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีชิเกรุ อิชิบะ ของญี่ปุ่นประกาศว่ายอมรับการตัดสินใจของประชาชน และจะดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลต่อไปเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ วิกฤตราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าจากต่างประเทศ  รวมทั้งเตือนว่าญี่ปุ่นอาจกำลังเผชิญการแทรกแซงจากต่างชาติ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่นมีมุมมองว่าพรรค LDP จะต้องปรับตัวและแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากชาวญี่ปุ่น เพราะเป็นครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พรรค LDP ได้คะแนนน้อยจนเสียการควบคุมในวุฒิสภา ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองญี่ปุ่นจับตามองพรรคซันเซโตะ นำโดยนาย Sohei…

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับงบประมาณช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาน้อยลงในปี 2569

สถาบันวิชาการ Lowy Institute ของออสเตรเลียเมื่อ 20 กรกฎาคม 2568 เผยแพร่รายงานคาดการณ์ความร่วมมือด้านการให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาของประเทศตะวันตกต่อกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า จะปรับลดลงมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 เนื่องจากประเทศตะวันตกที่เคยเป็นผู้ช่วยเหลือรายใหญ่ต่างก็ปรับลดงบประมาณดังกล่าวลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อทบทวนรายจ่ายของประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งกรณีสหรัฐฯ ที่ระงับการดำเนินงานของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (USAID) และกรณีสมาชิกเนโตจะต้องผันงบประมาณที่เคยใช้สำหรับโครงการพัฒนาในต่างประเทศ ไปสนับสนุนงบประมาณด้านความมั่นคงของเนโตแทน โดยมีรายงานว่าสหภาพยุโรปและประเทศในยุโรปอย่างน้อย 7 ประเทศ รวมทั้งสหราชอาณาจักรประกาศลดงบประมาณให้ความช่วยเหลือในต่างประเทศแล้วต่อเนื่องไปถึงปี 2572 นอกจากนี้ สถาบันดังกล่าวยังคาดการณ์ว่าประเทศที่มีรายได้ต่ำจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้มากที่สุด เนื่องจากขาดเงินทุนในการดำเนินโครงการช่วยเหลือด้านสังคม สาธารณสุข การศึกษา และส่งเสริมบทบาทของภาคประชาสังคม ปัจจุบันสถาบัน Lowy Institute สำรวจความช่วยเหลือของต่างประเทศต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในห้วงปี 2558-2566 เพื่อศึกษารูปแบบและแนวทางให้ความช่วยเหลือต่อภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อการเมือง ประชากรและเศรษฐกิจโลกให้มีประสิทธิภาพต่อไป โดยรวบรวมข้อมูลจากโครงการช่วยเหลือมากกว่า 130,000 โครงการ พบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศมากที่สุด ส่วนมากเป็นโครงการด้านการคมนาคม พลังงาน และภาคประชาสังคม สถาบัน Lowy Institute เชื่อว่าประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะเข้ามาแสดงบทบาททดแทนประเทศตะวันตก…

พายุโซนร้อน “วิภา” ส่งผลกระทบต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮ่องกง และจีน

  ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งฮ่องกงและพื้นที่ตอนใต้ของจีน จะได้รับผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศจากพายุ WIPHA หรือ “วิภา” ซึ่งมีแนวโน้มยกระดับจากพายุโซนร้อนและไต้ฝุ่น ปัจจุบันศูนย์กลางพายุพัดอยู่บริเวณทะเลจีนใต้และเวียดนาม ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 93 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีรายงานเมื่อ 19 กรกฎาคม 2568 ว่าเรือท่องเทียวในอ่าวฮาลองเบย์ ทางตอเหนือของเวียดนามประสบอุบัติเหตุ เนื่องจากสภาพอากาศย่ำแย่จากพายุดังกล่าว ทำให้เรือท่องเที่ยวพลิกคว่ำและมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 37 ราย สูญหายอีกจำนวนมาก ปัจจุบันทางการเวียดนามเร่งให้ความช่วยเหลือและตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุดังกล่าว รวมทั้งออกคำเตือนภัยสภาพภูมิอากาศแปรปรวนจากพายุดังกล่าวทั่วประเทศ เนื่องจากจะทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ตลอดช่วงสัปดาห์หน้า อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย รวมทั้งพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ พายุดังกล่าวจะส่งผลต่อสภาพอากาศของไทย โดยกรมอุตุนิยมวิทยาเมื่อ 20 กรกฎาคม 2568 เตือนว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากพายุดังกล่าวที่จะขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนระหว่าง 20-24 กรกฎาคม 2568 โดยอาจมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก นอกจากนี้ หน่วยงานเฝ้าระวังอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางได้ออกคำเตือนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากพายุดังกล่าว เนื่องจากอาจเกิดน้ำท่วมเฉียบพลัน น้ำท่วมขังในเขตชุมชนที่มีน้ำท่วมขังเป็นประจำและระบายไม่ทัน และน้ำป่าไหลหลาก ด้านหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยเตรียมความพร้อมตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมความพร้อมและตรวจสอบอุปกรณ์และเครื่องมือให้ความช่วยเหลือให้พร้อมใช้งาน ตลอดจนประชาสัมพันธ์ประชาชนให้ทราบเกี่ยวกับความเสี่ยงต่าง ๆ ผ่านทุกช่องทาง ในช่วงเวลาเดียวกัน ฟิลิปปินส์แจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบจากภายุดังกล่าว…

ผู้นำยูเครนพร้อมเจรจาสันติภาพกับผู้นำรัสเซีย

  ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีของยูเครนระบุเมื่อ 19 กรกฎาคม 2568 ว่า พร้อมจะเจรจาสันติภาพกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย โดยมอบหมายให้นาย Rustem Umerov ผู้แทนสภาความมั่นคงของยูเครนเสนอการพบปะกันระหว่างผู้นำทั้ง 2 เพื่อเจรจากันในห้วงสัปดาห์หน้า พร้อมกันนี้ประธานาธิบดี เซเลนสกี ย้ำว่าการเจรจาครั้งนี้ต้องบรรลุผลที่สำคัญ เฉพาะอย่างยิ่งการทำข้อตกลงหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ผู้นำยูเครนย้ำว่าต้องเป็นการเจรจาระหว่างผู้นำประเทศเท่านั้น จึงจะนำไปสู่สันติภาพระยะยาวได้ ซึ่งรัสเซียต้องเป็นฝ่ายตัดสินใจ แต่ปัจจุบันยังไม่มีท่าทีตอบรับจากฝ่ายรัสเซีย ท่าทีดังกล่าวมีความสำคัญต่อทิศทางสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากการเจรจาสันติภาพระหว่างทั้ง 2 ประเทศหยุดชะงักและไม่มีความคืบหน้ามาตั้งแต่มิถุนายน 2568 นอกจากนี้ ยังสะท้อนว่ายูเครนพยายามส่งสัญญาณให้นานาชาติเห็นว่าเป็นฝ่ายต้องการสันติภาพ และมีการเตรียมพร้อมเพื่อการเจรจาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่าเป็นโอกาสที่ผู้นำยูเครนจะทำให้นานาชาติให้การสนับสนุน ก่อนหน้านี้ ผู้นำยูเครนแต่งตั้งนาย Rustem Umerov อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้อำนวยการสภาความมั่นคงและการป้องกันประเทศ เพื่อให้เป็นผู้แทนประสานงานการเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย เนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์สูง แนวโน้มและทิศทางการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซียยังไม่แน่นอน เพราะต้องรอการตอบรับจากรัสเซีย ซึ่งที่ผ่านมา รัสเซียเสนอเงื่อนไขที่ยูเครนไม่สามารถยอมรับได้ ทั้งเรื่องการปลดปล่อยดินแดน 4 แคว้นในยูเครนให้อยู่ภายใต้อธิปไตยของรัสเซีย หรือการห้ามไม่ให้ยูเครนรับความช่วยเหลือด้านการทหารจากประเทศตะวันตก อย่างไรก็ตาม ทั่วโลกอาจได้เห็นความพยายามในการเจรจากันระหว่างยูเครนและรัสเซียอีกครั้ง พิจารณาจากการที่ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียเปิดเผยเมื่อ 18 กรกฎาคม 2568 ว่าเห็นด้วยกับยูเครนว่าทั้ง 2…

การชุมนุมประท้วงทั่วสหราชอาณาจักรเพื่อคัดค้านการคว่ำบาตรกลุ่ม Palestine Action

  หน่วยความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ตำรวจสหราชอาณาจักรเมื่อ 19-20 กรกฎาคม 2568 เผชิญความท้าทายในการควบคุมและจัดการการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่เห็นด้วยที่ศาลสูงสุดของสหราชอาณาจักร (High Court) จะพิจารณาคว่ำบาตรกลุ่ม Palestine Action ตามกฎหมายต่อต้านก่อการร้าย เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักรเชื่อว่ากลุ่ม Palestine Action มีพฤติกรรมก่อเหตุรุนแรงก่อความไม่สงบ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ และทำลายทรัพย์สินสาธารณะ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา มีรายงานการก่อเหตุก่อกวนหลายครั้ง ซึ่งกลุ่ม Palestine Action ประกาศว่ามีอุดมการณ์สนับสนุนสิทธิชาวปาเลสไตน์ และขัดขวางการกระทำที่เป็นการสนับสนุนรัฐบาลอิสราเอลให้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประชาชนในสหราชอาณาจักรคัดค้านการคว่ำบาตรกลุ่ม Palestine Action เนื่องจากมีมุมมองว่าการคว่ำบาตรและปราบปรามกลุ่ม Palestine Action  สะท้อนว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรสนับสนุนอิสราเอลให้ทำสงครามในฉนวนกาซา รวมทั้งยังมีความเห็นว่าการใช้กฎหมายต่อต้านก่อการร้ายต่อกลุ่ม Palestine Action รุนแรงเกินกว่าเหตุ เพราะจะส่งผลให้ผู้ที่เคยสนับสนุนกลุ่ม Palestine Action ได้รับโทษอาญาในระดับเดียวกันกับผู้ที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายสากล นอกจากนี้ ยังวิตกว่า รัฐบาลจะเริ่มใช้กฎหมายต่อต้านก่อการร้ายเป็นข้ออ้างในการควบคุมความเคลื่อนไหวของกลุ่มภาคประชาสังคมหรือองค์กรอิสระที่รวมกลุ่มกันประท้วงคัดค้านการดำเนินนโยบายของรัฐบาล หน่วยความมั่นคงของสหราชอาณาจักรจับตาและติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่ม Palestine Action ตั้งแต่กลุ่มเริ่มก่อตั้งและเคลื่อนไหวเมื่อปี 2565 เนื่องจากมีศักยภาพในการรวมกลุ่มผู้สนับสนุนให้ออกไปประท้วงในพื้นที่สาธารณะเพื่อคัดค้านความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรกับอิสราเอล โดยเฉพาะความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นอกจากนี้ กลุ่ม Palestine…

ซีเรียและอิสราเอลบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว

นาย Tom Barrack เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำตุรกี เปิดเผยเมื่อ 19 กรกฎาคม 2568 ว่า ซีเรียและอิสราเอลบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว หลังจากทั้ง 2 ประเทศปะทะกันอย่างต่อเนื่องและมีการโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรงในพื้นที่ภูมิภาค Suwayda ทางตอนใต้ของซีเรีย สำหรับข้อตกลงดังกล่าว เป็นผลจากการประสานงานของสหรัฐฯ โดยได้รับการสนับสนุนจากตุรกีและจอร์แดน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการจากซีเรียและอิสราเอล แต่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของอิสราเอลให้ความเห็นว่า อิสราเอลเห็นด้วยที่จะเปิดพื้นที่ภูมิภาค Suwayda ให้ชาวซีเรียเดินทางเข้า-ออกได้เป็นระยะเวลา 48 ชั่วโมง หลังจากอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในภูมิภาคดังกล่าว รวมทั้งกระทรวงกกลาโหมของซีเรียในกรุงดามัสกัส เมืองเหลวงของซีเรีย โดยอ้างว่าอิสราเอลโจมตีเพื่อปกป้องชนกลุ่มน้อยชาว Druze ในภูมิภาค Suwayda ที่มีความขัดแย้งกับชนกลุ่มน้อยชาว Bedouin และกองกำลังทหารของรัฐบาลซีเรีย ซึ่งสำหรับอิสราเอล ชาว Druze ในซีเรียที่มีจำนวนประมาณ 700,000 คนในซีเรียถือว่าเป็นพี่น้องของชาวอิสราเอล ก่อนหน้านี้เมื่อ 16 กรกฎาคม 2568 สหรัฐฯ ตุรกี และประเทศอาหรับประสบความสำเร็จในการผลักดันให้กองกำลังชาว Druze และรัฐบาลซีเรียบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยังโจมตีซีเรียอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลซีเรียที่นำโดยรักษาการประธานาธิบดี…

UNESCO ขึ้นทะเบียนอนุสรณ์สถานยุคเขมรแดงเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ในกัมพูชา

  องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ประกาศในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 47 ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อ 11 กรกฎาคม 2568 ให้ “อนุสรณ์สถานแห่งกัมพูชา: จากศูนย์กลางการปราบปรามไปสู่สถานที่แห่งสันติภาพและการรำลึก” (Cambodian Memorial Sites: From centres of repression to places of peace and reflection) เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของกัมพูชาอย่างเป็นทางการ โดยกลุ่มอนุสรณ์สถานแห่งกัมพูชาดังกล่าว ประกอบด้วยสถานที่สำคัญ 3 แห่งที่สะท้อนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในยุคการปกครองภายใต้ระบอบเขมรแดงระหว่างปี พ.ศ. 2514-2522 ได้แก่ 1) พิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง (Tuol Sleng Genocide Museum) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “คุกความมั่นคง 21” (Security Prison 21-S21) ตั้งอยู่ในราชธานีพนมเปญ ในอดีตเป็นโรงเรียนมัธยม “Tuol…

สหรัฐฯ จะส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศให้ยูเครน พร้อมเจรจากับเนโต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 14 กรกฎาคม 2568 ประกาศว่า สหรัฐฯ พร้อมจะส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีศักยภาพสูง หรือระบบ Patriot ให้ยูเครน เพื่อตอบสนองความต้องการของยูเครนและขยายขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของยูเครนให้แข็งแกร่งมากขึ้น นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังระบุว่าจะหารือกับนาย Mark Rutte เลขาธิการเนโตที่อยู่ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ใน 14-15 กรกฎาคม 2568 เพื่อพิจารณาแนวทางปกป้องสันติภาพและการส่งความช่วยเหลือด้านการทหารให้ยูเครนเพิ่มเติมด้วย ซึ่งสื่อมวลชนสหรัฐฯ คาดว่าอาจหมายถึงการส่งยุทโธปกรณ์เชิงรุกให้ยูเครนใช้ในการตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย ประธานาธิบดีทรัมป์ยังใช้โอกาสนี้วิจารณ์รัสเซียเชิงลบ เนื่องจากไม่ยอมรับข้อตกลงยุติสงครามตามที่สหรัฐฯ เสนอ โดยให้ทั้ง 2 ฝ่ายยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดเป็นระยะเวลา 30 วัน พร้อมกับพาดพิงประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียว่าเป็นผู้นำที่สร้างความปะหลาดใจให้ผู้อื่นเสมอ โดยมีท่าทีระหว่างการเจรจาเป็นมิตร และกลับสั่งทิ้งระเบิดไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ไม่พอใจท่าทีดังกล่าว เพราะทำให้ความพยายามของผู้นำสหรัฐฯ ไม่มีความคืบหน้า จึงแสดงความผิดหวังต่อประธานาธิบดีปูติน การเปลี่ยนแปลงท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนครั้งนี้ด้วยการสนับสนุนยุทโธปกรณ์  เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียให้ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อให้เป็นผลงานด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์เคยส่งสัญญาณว่าอาจลดความช่วยเหลือด้านการทหารต่อยูเครน เนื่องจากส่งผลกระทบต่องบประมาณของสหรัฐฯ และจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเจรจาแทน นอกจากนี้ ในการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดียูเครนที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อมีนาคม 2568…

TACO Trump : ชาวอเมริกันวิจารณ์ท่าทีผู้นำสหรัฐฯ  

  สื่อมวลชนสหรัฐฯ และชาวอเมริกันบางส่วนวิจารณ์การเปลี่ยนแปลงท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อการประกาศเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หรือมาตรการภาษีตอบโต้ ว่า เป็นปรากฏการณ์ TACO Trump หรือ Trump Always Chickens Out (TACO) ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมของผู้นำสหรัฐฯ ที่ขี้ขลาด เพราะใช้วิธีการข่มขู่ประเทศคู่ค้าสลับกับขยายเวลาการใช้มาตรการดังกล่าวออกไป รวมทั้งเปลี่ยนใจมากกว่า 28 ครั้งตั้งแต่ประกาศนโยบายนี้เมื่อ เมษายน 2568 พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ทั่วโลกสับสนและไม่เชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ รวมทั้งอาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความน่าเชื่อถือในการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ สื่อสหรัฐฯ เปิดเผยสถิติว่า ปรากฏการณ์ TACO Trump สะท้อนจากการเปลี่ยนแปลงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ อย่างน้อย 28 ครั้งเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการภาษี เริ่มตั้งแต่เมื่อ 2 เมษายน 2568 ที่ประกาศนโยบายภาษีต่อสินค้านำเข้าทุกประเภทเพื่อเสรีภาพของชาวอเมริกัน จากนั้นก็เปลี่ยนรายละเอียดโดยระบุว่าสินค้าประเภทเซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ จะได้รับการยกเว้น สะท้อนว่า ผู้นำสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังแสดงมุมมองแตกต่างจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้วย เช่น นาย Peter Navarro ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าอัตราภาษีที่สหรัฐฯ กำหนดจะไม่สามารถต่อรองได้…

ผู้นำสหรัฐฯ หารือเลขาธิการเนโต เพิ่มความช่วยเหลือยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์หารือกับนายมาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการเนโตเมื่อ 14 กรกฎาคม 2568 พร้อมเปิดเผยนโยบายเพิ่มความช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครน โดยระบุว่าจะให้สมาชิกเนโตซื้อยุทโธปกรณ์สำคัญด้านการป้องกันภัยทางอากาศ หรือระบบ Patriot รวมทั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธจากสหรัฐฯ เพื่อมอบให้ยูเครน ซึ่งบริษัทผู้ผลิตอาวุธของสหรัฐฯ มีความพร้อมสนับสนุนนโยบายนี้อย่างมาก นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังประกาศว่าจะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด ด้านเลขาธิการเนโตเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเพื่อช่วยเหลือยูเครนด้วย นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อความร่วมมือในกลุ่มพันธมิตรเนโตและรักษาเอกภาพของกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงท่าทีและทิศทางดำเนินนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ เพราะก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์วิจารณ์การให้ความช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครนเชิงลบ ด้านนักวิเคราะห์ต่างประเทศเชื่อว่าการเจรจากับรัสเซียเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนใจ เพราะการเจรจาไม่เป็นผล ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการทำให้รัสเซียเห็นว่าจะได้รับผลกระทบหากไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านประเทศยุโรปพอใจกับการเปลี่ยนแปลงท่าทีดังกล่าว และพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อเสริมขีดความสามารถด้านการทหารแก่ยูเครนทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่านายรุตเตอร์ เลขาธิการเนโต เป็นผู้มีอิทธิพลต่อมุมมองของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในกรณีนี้ หรือได้ฉายาว่า “Trump whisperer” เนื่องจากในระหว่างที่นายนายรุตเตอร์เคยดำรงตำแหน่งผู้นำเนเธอร์แลนด์ ได้เยือนสหรัฐฯ และพบหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงรับตำแหน่งสมัยแรกบ่อยครั้ง มีรายงานว่ามีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดกับผู้นำสหรัฐฯ นอกจากนี้ หลังจากรับตำแหน่งเลขาธิการเนโตเมื่อ ตุลาคม 2567 นายรุตเตอร์แสดงความคิดเห็นในเชิงบวกต่อท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมทั้งเคยเรียกประธานาธิบดีทรัมป์ ว่า “Daddy” จึงคาดว่านายรุตเตอร์น่าจะได้รับความไว้วางใจจากผู้นำสหรัฐฯ อย่างมาก…