แผนกลาโหม 15 ปี ของอินเดียเน้นพัฒนากองทัพด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

  กระทรวงกลาโหมอินเดียเปิดเผยแผนงานด้านศักยภาพเทคโนโลยี (Technology Perspective and Capability Roadmap-TPCR-2025) ระยะ 15 ปี เมื่อต้นกันยายน 2568 ซึ่งเป็นแผนงานที่ทะเยอทะยาน จะกำหนดทิศทางและแผนงานการยกระดับกองทัพอินเดียทั้งสามเหล่าทัพ ให้ก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ครอบคลุมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีความเร็วเหนือแสง และระบบไร้คนขับ เป็นต้น มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และสงคราม ยุคใหม่ในทศวรรษข้างหน้า แผน TPCR-2025 มีบทบาทสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศของอินเดีย เน้นการเสริมสร้างความสามารถในการป้องปรามทางนิวเคลียร์และศักยภาพด้านสงครามโดรน โดยเน้นย้ำถึงตามหลักการพึ่งพาตนเองหรืออัตมันนิรภารตะ (Atmanirbharata) ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับโครงการ Make-in-India ของรัฐบาลเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการแสวงหาความร่วมมือหรือการพัฒนา โดยกระทรวงกลาโหมมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลในการสร้างกำลังการผลิตภายในประเทศทั้งในภาครัฐและเอกชน แผน TPCR-2025 ยังกล่าวถึงแผนจัดหายุทโธปกรณ์มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  ทั้งระบบอาวุธและเทคโนโลยีมากกว่า 200 รายการ เมื่อพิจารณารายกองทัพมีรายละเอียด ดังนี้ กองทัพเรือ เรือบรรทุกเครื่องบินซึ่ง คาดว่าจะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกของอินเดีย เรือรบขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์สำหรับเรือรบผิวน้ำในอนาคตอย่างน้อย 10 ลำ ระบบปล่อยอากาศยานด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า (EMALS) เรือดำน้ำไร้คนขับ อย่างน้อย…

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียจะไม่ลาออก แม้การชุมนุมประท้วงมีแนวโน้มยืดเยื้อ

  การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอินโดนีเซียที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2568 มีแนวโน้มยืดเยื้อ จากประชาชนที่ไม่พอใจนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล และมีความรุนแรงเกิดขึ้นในการปราบปรามการชุมนุมจนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ราย จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์การชุมนุมตึงเครียดขึ้น คือ  กรณีนาย  Affan Kurniawan ชายชาวอินโดนีเซียผู้ประกอบอาชีพขับรถรับจ้างในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย เสียชีวิตระหว่างที่เจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อ 29 สิงหาคม 2568 ทั้งที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมและอยู่ระหว่างปฏิบัติงาน เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจรัฐบาลอย่างมากและออกไปรวมตัวกัน เพื่อคัดค้านมาตรการของรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งโจมตีรัฐบาลว่ามีนโยบายเอื้อประโยชน์ให้นายทุนและทหาร มากกว่าประชาชน ไม่ให้ความเท่าเทียมต่อประชาชน และตัดลดงบประมาณด้านการศึกษา การชุมนุมดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวมทั้งไทย ส่วนสถานเอกอัครราชทูตจีน ณ กรุงจาการ์ตา ได้ให้ชาวจีนและหน่วยงานของจีนในอินโดนีเซียเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย กรณีเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในหลายเมืองของอินโดนีเซีย โดย ให้ชาวจีนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อยู่ห่างจากจุดชุมนุม และขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลทันที หากเกิดเหตุร้าย สำหรับผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถรับจ้างบริษัท Grab และ Gojek ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่เคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงในอินโดนีเซีย ตลอดจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มแรงงานที่ไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐที่ดีพอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ ปัจจุบันมีการใช้ #SEAblings…

เมียนมาใช้ล็อบบี้ยิสต์เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ

  เมียนมาลงนามว่าจ้างบริษัท McKeon Group ซึ่งเป็นบริษัทล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯ เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ สิงหาคม 2568-มกราคม 2569  โดยจะจ่ายให้บริษัท เดือนละ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ  เมียนมายังได้ทำสัญญากับบริษัท DCI Group เมื่อ 31 กรกฎาคม 2568 ระยะเวลาว่าจ้าง 1 ปี โดยมีค่าตอบแทน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี  ข้อมูลการจ้างล้อบบี้ยิสต์ของะมียนมาถูกระบุไว้ในหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทล็อบบี้ยิสต์ต้องจดทะเบียน และรายงานผู้จ้างตามกฎหมายของสหรัฐฯ ที่ชื่อ Foreign Agents Registration Act (FARA) เป้าหมายที่เมียนมาจ้างบริษัทล็อบบี้ก็เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ  ที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรเมียนมาอยู่ โดยดำเนินการด้านประสานงานกับฝ่ายนิติบัญญัติ และกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ระยะเวลาที่เมียนมาว่าจ้างบริษัททั้งสองแห่งนั้น น่าจะมีเป้าหมายให้สหรัฐฯ เห็นด้วยว่าเมียนมาก้าวขึ้นเป็นประเทศประชาธิปไตยจากปัจจุบันที่ปกครองโดยรัฐบาลทหาร เพราะระยะเวลาว่าจ้างยาวไปถึงหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่เมียนมาจะจัดการเลือกตั้ง 28 ธันวาคม 2568 ซึ่งเมื่อ 1 กันยายน 2568…

รัฐบาลตอลิบันขอความช่วยเหลือ หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่อัฟกานิสถาน

  รัฐบาลอัฟกานิสถานและองค์กรสหประชาชาติ (UN) เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.0 แมกนิจุด ในพื้นที่จังหวัด Kunar และเมือง Nangarhar ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขา ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถาน และใกล้ชายแดนปากีสถาน  เมื่อ 31 สิงหาคม 2568  ปัจจุบันมีรายงานว่าเหตุดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 800 ราย และเกิดความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้าง ระบบการสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ  ทั้งนี้ สหประชาชาติและรัฐบาลเชื่อว่าจะมีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบมาขึ้น ขณะที่ปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยดำเนินการได้ยาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขา เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวค่อนข้างรุนแรงและสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน รวมทั้งมีรายงานว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถานด้วย ปัจจุบันรัฐบาลตอลิบันของอัฟกานิสถาน เรียกร้องให้นานาชาติช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาสาธารณภัย  ทั้ง การแพทย์ และสิ่งของบรรเทาทุกข์ โดยเมื่อ 1 กันยายน 2568 รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศมอบความช่วยเหลือแล้วจำนวน 1 ล้านปอนด์ โดยจะมอบให้องค์กรระหว่างประเทศที่เข้าไปช่วยเหลืออัฟกานิสถาน เพื่อหลีกเลี่ยงการสนับสนุนรัฐบาลตอลิบันโดยตรง รวมทั้งจีน อินเดีย และสวิตเซอร์แลนด์ก็ประกาศให้ความช่วยเหลือแล้ว เป็นต้น ด้านองค์กรระหว่างประเทศที่เข้าไปในพื้นที่ เช่น สภากาชาด (Red…

นโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในสหรัฐฯ กำลังเผชิญความท้าทาย โดยเมื่อ 2 กันยายน 2568 บริษัทจัดทำข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ในห้วง 6 เดือนแรกของปี 2568 พบว่ามีจำนวนลดลง ขณะที่จำนวนชาวอเมริกันที่ท่องเที่ยวในประเทศก็ลดน้อยลงด้วย โดยเหตุผลเพราะสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ชาวอเมริกันจำนวนมากให้เหตุผลกับบริษัท Travel Weekly ผู้สำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวในประเทศว่า ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะตลาดแรงงานซบเซา และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เหตุผลว่านโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ชาวต่างชาติรู้สึกกังวลและไม่สบายใจ เฉพาะอย่างยิ่งนโยบายต่อผู้อพยพและชาวต่างชาติ การควบคุมตัวชาวต่างชาติและส่งตัวกลับ รวมทั้งอุดมการณ์ขวาจัด ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินทางไปสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในสหรัฐฯ มีความคิดเห็นสอดคล้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่กังวลกับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างไม่เป็นมิตรกับชาวต่างชาติ และผู้นำสหรัฐฯ ที่มักจะใช้วิธีการข่มขู่ประเทศอื่น ๆ เช่น กรณีประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าจะผนวกแคนาดาเป็นรัฐของสหรัฐฯ การขู่ว่าจะซื้อกรีนแลนด์ รวมทั้งการมีท่าทีประนีประนอมต่อผู้นำรัสเซียในประเด็นความมั่นคงและสถานการณ์ในยูเครน ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ และ “แบรนด์” ของสหรัฐฯ จนทำให้ไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ บริษัท HotelPlanner ผู้ให้บริการจองที่พักในสหรัฐฯ เปิดเผยว่ายอดการจองที่พักในสหรัฐฯ ลดลง จากข้อมูลของ US Travel Association พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงประมาณร้อยละ 14…

ผู้นำเกาหลีเหนือเดินทางเยือนจีน เข้าร่วมพิธีรำลึกครอบรอบ 80 ปีสงครามโลกครั้งที่ 2

นายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเดินทางเยือนจีน เพื่อเข้าร่วมพิธีรำลึกครอบรอบ 80 ปีสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ “Victory Day” ที่กรุงปักกิ่ง ใน 3 กันยายน 2568 โดยผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเดินทางไปจีนด้วยรถไฟ ผ่านพรมแดนเกาหลีเหนือ-จีน และจะเข้าร่วมพิธีดังกล่าวร่วมกับผู้นำจากต่างประเทศรวม 26 ประเทศ รวมทั้งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียด้วย สื่อต่างประเทศให้ความสนใจการเดินทางครั้งนี้ เนื่องจากจะเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ อยู่ในพื้นที่เดียวกันกับผู้นำจีนและรัสเซีย สะท้อนว่าจะต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และเป็นการเยือนที่จัดขึ้นหลังจากจีนประสบความสำเร็จในการจัดการประชุมสุดยอดกลุ่ม Shanghai Cooperation Organisation (SCO) ครั้งที่ 25 ที่เมืองเทียนจิน ระหว่าง 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2568 ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเดินทางไปต่างประเทศอย่างจำกัด ตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อปี 2554 เนื่องจากต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ดี นายคิมจองอึนพบหารือและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำจีน รวมทั้งผู้นำรัสเซีย โดยเคยพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงแล้ว 5 ครั้ง และพบกับประธานาธิบดีปูติน…

สหรัฐฯ เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับแฮ็กเกอร์ที่รัฐบาลจีนให้การสนับสนุน

  สำนักงานสอบสวนกลาง (Federal Bureau of Investigation – FBI) ของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับแฮ็กเกอร์ที่รัฐบาลจีนให้การสนับสนุน ได้โจมตีและเจาะระบบของสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เป้าหมายเกือบทุกภาคส่วน รายงานดังกล่าวที่มีชื่อว่า Countering Chinese State-Sponsored Actors Compromise of Networks Worldwide to Feed Global Espionage System มีความยาว 37 หน้า และเผยแพร่เมื่อ 25 สิงหาคม 2568 โดยมีหน่วยงานของประเทศต่าง ๆ 13 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ เรียกร้องให้ร่วมมือกันเฝ้าติดตาม และเสนอแนวทางลดความเสียหายให้เร็วที่สุดจากการถูกโจมตีจากแฮ็กเกอร์ที่จีนให้การสนับสนุน รายงานดังกล่าวเป็นความร่วมมือของหน่วยงานด้านไซเบอร์ของ 13 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย แคนาดา  นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร เช็ก ฟินเลนด์ เยอรมนี…

หอการค้าอเมริกันในกัมพูชาช่วยกัมพูชากระตุ้นการท่องเที่ยว

  กัมพูชาจะเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญกับหอการค้าอเมริกันในกัมพูชา (The American Chamber of Commerce in Cambodia หรือ AmCham Cambodia)  ที่จะช่วยกระตุ้นให้การท่องเที่ยวกัมพูชาเติบโตขึ้น จากที่การท่องเที่ยวของกัมพูชากำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยในการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีการท่องเที่ยวของกัมพูชากับประธาน AmCham Cambodia เมื่อ 22 สิงหาคม 2568  AmCham Cambodia จะร่วมมือกับกัมพูชา ในการพัฒนาธุรกิจการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการลงทุน และทำธุรกิจเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยกัน ในขณะนี้ รัฐมนตรีการท่องเที่ยวของกัมพูชาต้องการแผนระยะสั้น และระยะกลางเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของกัมพูชาที่กำลังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งกับไทย ซึ่งได้ระบุระหว่างพบกับประธาน AmCham Cambodia ถึงความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในประเทศ ความร่วมมือระดับผู้บริหาร ความร่วมมือกับภาคเอกชนในประเทศและกับต่างประเทศ ความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตในกัมพูชา และความร่วมมือระหว่างประเทศ ความร่วมมือกับสื่อสารมวลชน และความร่วมมือและแรงสนับสนุนจากบุคคลทั่วไป เป็นต้น ด้าน AmCham Cambodia ให้คำมั่นว่าจะช่วยส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยว และเพิ่มโอกาสให้กับชาวอเมริกันที่ต้องการเข้ามาท่องเที่ยวและลงทุนในกัมพูชาให้มากขึ้น ทั้งนี้  AmCham Cambodia มีเป้าหมายในการดำเนินภารกิจในกัมพูชา เช่น ส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ…

เวียดนามเตรียมนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ครั้งแรกในปี 2568

  เวียดนามเป็นประเทศที่มีการนำเข้าน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นของประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต ล่าสุดมีรายงานข่าวว่าบริษัท Binh Son Refining and Petrochemical (BSR) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานโรงกลั่นน้ำมัน Dung Quat ของเวียดนาม สั่งซื้อน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) จากบริษัท Mercuria ของสหรัฐฯ จำนวน 1 ล้านบาร์เรล นับเป็นการสั่งซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ครั้งแรกของปี 2568 คาดว่าจะมีสั่งซื้อในกันยายน 2568 และส่งมอบในพฤศจิกายน 2568 ทั้งนี้ West Texas Intermediate (WTI) เป็นน้ำมันดิบชนิดมาตรฐานจากสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งในเกณฑ์อ้างอิงราคาหลักของโลก การสั่งซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ในครั้งนี้ของ บริษัท BSR เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีปัจจัยส่งเสริมในห้วงที่ราคาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและรัสเซียปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทำให้น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ มีราคาที่น่าสนใจ ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดเอเชีย ทั้งนี้ บริษัท BSR ถือเป็นบริษัทที่ปกติแล้วจะใช้น้ำมันดิบในประเทศเป็นหลักในการแปรรูป หากนำเข้าจะมีแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบหลักส่วนใหญ่มาจากคูเวต บรูไน…

แฮกเกอร์ที่รัสเซียให้การสนับสนุนเจาะข้อมูลด้านกำลังพลของยูเครน

ข้อมูลความสูญเสียของฝ่ายตรงข้ามในความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ถูกเปิดเผยโดยแฮกเกอร์ที่รัสเซียให้การสนับสนุน  การที่แฮกเกอร์ยังเจาะข้อมูลของคู่ขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นสงครามไซเบอร์ที่ถูกใช้เป็นยุทธศาสตร์ เพื่อชิงความได้เปรียบจากอีกฝ่ายหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่า cyber warfare strategy ซึ่งทำให้เกิดการตอกย้ำว่า ความขัดแย้งใด ๆ ก็ตาม การตั้งรับสมรภูมิไซเบอร์ของอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่ง ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่เกิดขึ้นในมิติทางทหารและควบคู่ไปกับทางไซเบอร์เป็นที่รับรู้กันตั้งแต่รัสเซียใช้กำลังทหารรุกรานยูเครนเมื่อกุมภาพันธ์ 2564  ล่าสุดมีรายงานว่า แฮกเกอร์กลุ่ม Killnet ที่รัสเซียให้การสนับสนุนได้เข้าไปเจาะฐานข้อมูลของกองบัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน เมื่อ 20 สิงหาคม 2568 ทำให้ได้ข้อมูลสูญเสียกำลังพลกองทัพยูเครน และรายชื่อประเทศ และอาวุธที่ยูเครนได้รับการสนับสนุน ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลการสูญเสียกำลังพลดังกล่าวย่อมหวังผลทางจิตวิทยาที่ชี้ให้เห็นความสูญเสียของยูเครน และการทำงานที่ผิดพลาดของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ ซเลนสกี ของยูเครน ข้อมูลที่แฮกเกอร์สนับสนุนรัสเซียสามารถเจาะเข้าไปได้ เช่น ความสูญเสียของกำลังพลกองทัพยูเครนระหว่างปี 2565-2568 มีทั้งหมด 1,739,000 นาย โดยปี 2568 มีแนวโน้มจะสูญเสียสูงสุด ซึ่งมีจำนวน  621,000 นาย ทั้งที่ยังไม่สิ้นสุดปี  ส่วนปี 2565 มีจำนวน 118,500 นาย ปี 2566 มีจำนวน 405,400 นาย…