FBI จะย้ายสำนักงานใหญ่

สำนักงานใหญ่ของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (Federal Bureau of Investigation-FBI) จะย้ายจากอาคาร J. Edgar Hoover ไปยังอาคาร Ronald Reagan Building และ International Trade Center ซึ่งเคยเป็นที่ทำการของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (U.S. Agency for International Development – USAID) ก่อนที่จะถูกปิดตัวไปในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วาระ 2 นี้ นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI ประกาศปิดสำนักงานใหญ่ในอากคารดังกล่าวเมื่อ 26 ธันวาคม 2568 สาเหตุที่ย้ายก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ FBI มีสถานที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัย  ปลอดภัยทางโครงสร้าง และระบบต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแผนที่จะกระจายบุคคลากรออกไปยังรัฐต่าง ๆ ซึ่งเป็นการประหยัดเงินภาษีประชาชน รวมทั้งให้บรรลุเป้าหมายในภารกิจของ FBI ในการปกป้องมาตุภูมิ และต่อสู้กับอาชญากรที่ก่อความรุนแรง ในการดำเนินงานปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากนี้ อาคาร…

มุมมองการรายงานของสื่อต่างประเทศต่อการหยุดยิงไทย-กัมพูชา

สื่อต่างประเทศเมื่อ 27-28 ธันวาคม 2568 รายงานไปทิศทางเดียวกันถึงความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 โดยเริ่มตั้งแต่ 12.00 น. เป็นเวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการสังเกตการณ์จากอาเซียนให้ทำตามข้อตกลง ทั้งนี้ หากเป็นไปการดำเนินการตามข้อตกลง ไทยจะส่งคืนทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย กลับกัมพูชา อย่างไรก็ดี ในมุมมองของสื่อส่วนใหญ่ แม้จะไปในทิศทางบวกที่ไทย-กัมพูชา สามารถทำข้อตกลงหยุดยิงได้เป็นการชั่วคราว แต่ก็มีการสอดแทรกความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งว่า หลังจากพ้น 72 ชั่วโมง เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการไปอยู่ที่พักพิงจะสามารถกลับถิ่นฐานเดิมได้เมื่อไร รวมทั้งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระยะยาว นอกจากนี้ ยังรายงานบทบาทของไทยที่พร้อมจะกลับมาปฏิบัติการทหารอีกครั้ง หากถูกรุกราน สื่อยังวิจารณ์ถึงบทบาทของสหรัฐฯ ที่ไม่ได้เข้ามาเป็นสักขีพยานในการทำข้อตกลงเหมือนกับที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมเมื่อ กรกฎาคม 2568 ที่มาเลเซีย แต่บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็มีมากขึ้นทั้งก่อน และหลังข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้  รวมทั้งมีแถลงการณ์แสดงความยินดีที่ทั้งสองประเทศมีข้อตกลงหยุดยิง จากนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศปฏิบัติตามการตกลงครั้งนี้ และข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ “Kuala Lumpur Peace Accords” ด้วย…

ความสัมพันธ์กัมพูชา-รัสเซีย และท่าทีรัสเซียต่อความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

  การแถลงข่าวของนาย Anatoly Borovik เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำพนมเปญเมื่อ 16 ธันวาคม 2568 ต่อผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน และสถาบันทางวิชาการ ส่วนหนึ่งของการแถลงข่าวดังกล่าวกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันอย่างมากระหว่างกัมพูชา-รัสเซีย และจะมีมากขึ้นในโอกาสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 70 ปี ในปี 2569  ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ 13 พฤษภาคม 2499 นาย Borovik เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำพนมเปญย้ำการเป็นหุ้นส่วนระยะยาว และขยายความร่วมมือในทุก ๆ ด้าน ทั้งการทูต การค้า การศึกษา การทหาร และระดับประชาชน กับกัมพูชา นอกจากนี้ ยังไล่เลียงความสัมพันธ์ในระดับการทูตที่ได้มีการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองฝ่าย เช่น ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกับรองนายกรัฐฒนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่มาเลเซียเมื่อกรกฎาคม 2568 ซึ่งในโอกาสดังกล่าวทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามแผนการหารือร่วมกันระหว่างกันระหว่างปี 2568-2570 ด้วย ส่วนนอกรอบการกระชุมสุดยอดอาเซียน ที่มาเลเซียในตุลาคม 2568 นายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็พบกับรองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ซึ่งก็มีการให้คำมั่นในความร่วมมือ และเพิ่มการค้าระหว่างกัน ขณะที่รัสเซียก็เพิ่มความมั่นใจให้กับกัมพูชาว่าจะให้ความช่วยเหลือให้กัมพูชามีความมั่นคงด้านอาหารและความมั่นคงทางพลังงาน รวมทั้งจะส่งออกปุ๋ยไปให้กัมพูชามากขึ้นด้วย สำหรับในเวทีการประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ก็ได้มีการพบหารือระหว่างผู้แทนรัสเซียกับกัมพูชาบ่อยครั้ง…

บริษัทจีนลงทุนพัฒนาท่าเรือในคูเวต เชื่อมโยงในกรอบ BRI

จีนยังคงแสดงบทบาทมหาอำนาจของโลกที่จะเข้าไปลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและเป็นจุดยุทธศาสตร์ในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ตามข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative หรือ BRI ล่าสุดเมื่อ 24 ธันวาคม 2568 มีรายงานว่า บริษัท  China Communications Construction Company Limited (CCCC) ของจีนลงนามในความร่วมมือกับรัฐบาลคูเวต เพื่อพัฒนาและสร้างท่าเรือ Mubarak Al-Kabeer ในพื้นที่เกาะบูบิยัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคูเวต โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 3,970 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรัฐบาลคูเวตระบุว่าบริษัท CCCC ของจีนจะมีบทบาทด้านการก่อสร้าง และวิศวกรรมในการพัฒนาท่าเรือ Mubarak Al-Kabeer ในระยะแรก โดยรัฐบาลคูเวตตั้งเป้าหมายให้ท่าเรือดังกล่าวเป็นท่าเรือพาณิชย์ที่สำคัญของภูมิภาค รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจของคูเวต ขณะที่จีนจะใช้ประโยชน์จากท่าเรือดังกล่าวเพื่อเชื่อมโยงการค้าและการเดินเรือ ความร่วมมือระหว่างจีนกับคูเวตใกล้ชิดกันมากขึ้นตามความร่วมมือที่ลงนามระหว่างกันเมื่อปี 2566 ปัจจุบัน การก่อสร้างท่าเรือ Mubarak Al-Kabeer ในระยะแรกสำเร็จแล้วประมาณร้อยละ 50 และจากนี้ไปจะมีบริษัทจีนเข้าร่วมการลงทุนและกระบวนการก่อสร้าง ซึ่งนอกจากท่าเรือ Mubarak Al-Kabeer คูเวตกับจีนยังมีแนวโน้มจะร่วมมือกันในการพัฒนาและก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ระดับ Mega…

เมียนมาเผชิญเหตุรุนแรงมากขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไป

สถานการณ์ความมั่นคงและความปลอดภัยในเมียนมาได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งทั่วไปใน 28 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อปี 2564  ปัจจุบัน นานาชาติห่วงกังวลเหตุรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีแนวโน้มตึงเครียดขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเลือกตั้งและความน่าเชื่อถือ โดยเมื่อ 24 ธันวาคม 2568 นาย Volker Türk ผู้อำนวยการ UN Human Rights เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมายุติการใช้มาตรการรุนแรงต่อประชาชนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง รวมทั้งระงับการควบคุมตัวประชาชนที่แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ท่าทีของผู้อำนวยการ UN Human Rights มีขึ้นหลังจากมีรายงานว่า รัฐบาลและกองทัพเมียนมาควบคุมตัวชาวเมียนมาจำนวนมากที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์และวิจารณ์การเลือกตั้งในเชิงลบ โดยรัฐบาลเมียนมาระบุว่าประชาชนกลุ่มดังกล่าวทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดโทษผู้กระทำความผิดไว้ค่อนข้างรุนแรง เช่น ผู้ที่เผยแพร่ภาพหรือใบปลิววิจารณ์การเลือกตั้ง อาจต้องโทษจำคุกนานถึง 49 ปี นอกจากนี้ สื่อต่างประเทศรายงานว่า ชาวเมียนมาบางส่วนเผชิญการข่มขู่คุกคาม หากไม่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ขณะที่ชาวเมียนมาในชนทบทได้รับข้อมูลขากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลว่าไม่ให้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพื่อทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ล้มเหลว ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมของพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา กรณีที่รัฐบาลและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลข่มขู่ประชาชนในห้วงก่อนการเลือกตั้ง ทำให้บรรยากาศความมั่นคงไปมีเสถียรภาพและไม่ปลอดภัย เสี่ยงกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อพัฒนาการทางการเมืองในเมียนมา และอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้รับการยอมรับว่าเสรีและยุติธรรม อย่างไรก็ตาม คาดว่ารัฐบาลเมียนมาและกองทัพจะเดินหน้าผลักดันให้มีการเลือกตั้งต่อไปตามกำหนดการ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับนานาชาติให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of…

รัสเซียยกระดับการโจมตีพื้นที่ตอนใต้ของยูเครน ตัดเส้นทางเชื่อมต่อทางทะเล

การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียด โดยมีรายงานเมื่อ 23 ธันวาคม 2568 ว่า รัสเซียยกระดับปฏิบัติการโจมตีภูมิภาค Odesa ทางตอนใต้ของยูเครน เพื่อตัดเส้นทางเชื่อมต่อทางทะเล ด้านยูเครนเปิดเผยว่าการโจมตีของรัสเซียทำให้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า และท่าเรือ หลังจากการโจมตี ประชาชนมากกว่า 120,000 คนประสบปัญหาไม่มีพลังงานไฟฟ้าใช้ และอาคารเก็บสินค้าในพื้นที่ก็ถูกทำลายด้วยเช่นกัน ยูเครนคาดว่ารัสเซียอาจเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติการโจมตีจากภูมิภาคตะวันออกของยูเครน ไปเน้นภูมิภาคทางตอนใต้มากขึ้น เพื่อทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของยูเครนในระยะยาว ตลอดจนกดดันยูเครนให้ยอมรับเงื่อนไขที่รัสเซียเสนอในแผนสันติภาพ ปัจจุบัน กองทัพรัสเซียควบคุมพื้นที่ในภูมิภาคตะวันออกและบางส่วนทางตอนใต้ของยูเครน ได้แก่ ภูมิภาคโดเนสก์ เคอร์ซอน ไครเมีย และกำลังขยายการควบคุมพื้นที่ไปยังภูมิภาค Odesa ติดกับทะเลดำ และเป็นทางเชื่อมต่อทางทะเลที่สำคัญของยูเครนใช้ในการส่งออกสินค้าตั้งแต่ สิงหาคม 2566 เนื่องจากยูเครนไม่สามารถเข้าไปใช้งานท่าเรืออื่น ๆ ได้ เช่น ท่าเรือในภูมิภาค Zaporizhzhia, Kherson และ Mykolayiv เพราะรัสเซียโจมตีและเข้าไปควบคุมด้านความมั่นคงไว้แล้ว รัสเซียระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นไปเพื่อตอบโต้กรณียูเครนใช้อากาศยานไร้คนขับโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียในทะเลดำ เมื่อต้น ธันวาคม 2568 ซึ่งประธานาธิบดีรัสเซียประกาศแล้วว่าจะเอาคืน เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียมีความสำคัญและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก ผู้นำยูเครนใช้กรณีดังกล่าวเรียกร้องให้นานาชาติเพิ่มแรงกดดันรัสเซียให้ยุติปฏิบัติการทางทหารที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเรือนยูเครน และชี้ให้เห็นว่า กระบวนการเจรจาแผนสันติภาพในปัจจุบันไม่ได้ช่วยให้รัสเซียลดระดับความรุนแรงและความมุ่งมั่นที่จะทำลายความมั่นคงของยูเครน สะท้อนว่ารัสเซียไม่ได้ต้องการสันติภาพ ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากผู้แทนยูเครน…

เดนมาร์กไม่พอใจสหรัฐฯ กรณีแต่งตั้งผู้แทนพิเศษประจำกรีนแลนด์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 แสดงท่าทีไม่พอใจกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่แต่งตั้งนาย Jeff Landry ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนา สังกัดพรรครีพับลิกัน เป็นผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ประจำกรีนแลนด์ และกล่าวย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ จากนั้น นาย Landry โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีความภูมิใจ และพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ด้านรัฐบาลเดนมาร์กไม่ยอมรับกระบวนการดังกล่าว คัดค้านท่าทีของนาย Landry และจะประท้วงด้วยการเรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/โคเปนเฮเกน ไปชี้แจง ด้านนายกรัฐมนตรีกรีนเลนด์ระบุว่าประเทศต่าง ๆ ต้องเคารพอธิปไตยของกรีนแลนด์ และชาวกรีนแลนด์จะตัดสินใจอนาคตด้วยตนเอง ปัจจุบัน กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายในราชอาณาจักรเดนมาร์ก มีสภาพภูมิศาสตร์เป็นเกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก ถือว่าเป็นดินแดนเหนือสุดของโลก มีประชากรประมาณ 57,000 คน ทั้งนี้ จากผลสำรวจความเห็นของชาวกรีนแลนด์เมื่อ มกราคม 2568 ชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่ต้องการเป็นอิสระจากเดนมาร์ก แต่ก็ไม่ต้องการเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์อาจเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในยุโรป เนื่องจากสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ส่วนใหญ่สนับสนุนเดนมาร์ก รวมทั้งมีจุดยืนร่วมกันในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเดนมาร์ก ตลอดจนความปลอดภัยและสิทธิของชาวกรีนแลนด์ด้วย โดยย้ำว่า EU จะสนับสนุนการปกป้องเดนมาร์กและกรีนแลนด์ โดยเป็นสิทธิที่ชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ…

สื่อต่างประเทศติดตามการประชุมครั้งต่อไปไทย-กัมพูชา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ สมัยพิเศษระหว่างผู้แทนไทยและกัมพูชา ผ่านกลไกอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 โดยระบุว่าผู้แทนทางการทูตของอาเซียนโน้มน้าวให้ทั้ง 2 ประเทศยับยั้งชั่งใจ และเร่งขั้นตอนหยุดยิงโดยเร็ว ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องจะพบหารือกันอีกครั้งใน 24 ธันวาคม 2568  ผ่านกลไกคณะกรรมาธิการชายแดน หรือ General Border Committee (GBC) ที่เป็นการประชุมสองฝ่าย ระหว่างฝ่ายกองทัพและกลาโหม เพื่อพิจารณาการกลับไปปฏิบัติตามความตกลงหยุดยิง คาดว่าการประชุมจะจัดที่จังหวัดจันทบุรี มีข้อสังเกตว่าสื่อมวลชนต่างประเทศยังคงเชื่อมโยงความตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชากับบทบาทของผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย ซึ่งล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีมุมมองเชิงบวกกับความคืบหน้าสถานการณ์และท่าทีของไทย นอกจากนี้ สื่อฝรั่งเศสยังรายงานกรณีฝ่ายกัมพูชาเปิดเผยว่าฝ่ายไทยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศภายหลังการประชุมดังกล่าว สะท้อนว่าเหตุการณ์ด้านความมั่นคงยังไม่แน่นอน ขณะเดียวกันก็รายงานท่าทีฝ่ายไทยที่ยืนยันว่าการหยุดยิงจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากยังไม่มีการเจรจาระหว่างกัน และการตัดสินใจหยุดยิงจะต้องขึ้นอยู่กับการกระทำมากกว่าแค่การประกาศเท่านั้น สำนักข่าว Aljazeera รายงานความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ในต่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะประเมินว่าเครื่องมือทางการทูตและอาเซียนจะสามารถบรรเทาความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศได้หรือไม่ โดยนักวิเคราะห์และนักวิชาการที่ร่วมแสดงความเห็น ได้แก่ นาย Chheang Vannarith ประธาน Angkor Social Innovation Park นาย Ilango…

เวียดนามจะจัดการประชุมสำคัญทางการเมืองในมกราคม 2569

เวียดนามเตรียมการจัดประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญทางการเมือง และจัดขึ้นทุก ๆ 5 ปีเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ใน 19-25 มกราคม 2569 โดยการประชุมดังกล่าวจะมีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เข้าประชุมจำนวนรวมประมาณ 1,600 คน ในฐานะผู้แทนของสมาชิกพรรคกว่า 5 ล้านคนทั่วประเทศ วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ คัดเลือกผู้ตำรงตำแหน่งคณะกรรมาธิการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม จำนวน 200 คน ซึ่งจะเป็นผู้บริหารและกำหนดนโยบายสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ จะมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งโปริตบูโรจำนวน 17-19 ตำแหน่ง ที่นับว่าเป็นสถาบันที่ทรงอิทธิพลและมีอำนาจมากที่สุดในระบบการเมืองเวียดนาม โดยร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ผู้ที่เป็นตำแหน่งสำคัญสูงสุดทางการเมือง ปัจจุบันผู้ตำรงตำแหน่งดังกล่าว คือ นาย To Lam อายุ 68 ปี การประชุมสำคัญดังกล่าวอาจเป็นจุดเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ขณะที่ต่างประเทศจะติดตามการประชุมดังกล่าวเพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ของเวียดนาม ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์ระหว่างประเทศ และการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน สำหรับนโยบายที่น่าติดตามของเวียดนาม เช่น การต่างประเทศ การรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย การพัฒนาเศรษฐกิจมีการปรับตัวกับการเติบโตของเทคโนโลยีและยุคดิจิทัล เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในประเทศ และตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญเพื่อกระตุ้นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ คาดว่าจะให้ GDP เวียดนามขยายตัวร้อยละ…

สหรัฐฯ เปลี่ยนนักการทูตในต่างประเทศ รวมทั้ง สปป.ลาว เวียดนาม และฟิลิปปินส์

สื่อมวลชนสหรัฐฯ เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนการปรับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในการดำเนินนโยบายการทูตของสหรัฐฯ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย America First ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจะเรียกตัวผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการทูตจาก 29 ประเทศทั่วโลก กลับสหรัฐฯ ในต้นปี 2569 ซึ่งสื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า นักการทูตระดับสูงที่อยู่ในบัญชีถูกเรียกตัวกลับนี้ เป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อและดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ หรือผู้แทนสหรัฐฯ ระดับสูงสุดในต่างประเทศตั้งแต่สมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน และปกติจะต้องดำรงตำแหน่งอยู่ครั้งละเวลา 3-4 ปี กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันจำนวนหรือรายชื่อนักการทูต หรือเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในต่างประเทศที่จะถูกเรียกตัวกลับ แต่ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานที่ทุกรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ ตลอดจนเน้นย้ำว่า เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในต่างประเทศ หรือนักการทูตระดับสูง เท่ากับผู้แทนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในต่างประเทศ ดังนั้น จึงเป็นตำแหน่งสำคัญ และต้องมั่นใจว่าผู้ดำรงตำแหน่งนั้นสนับสนุนนโยบาย America First ของผู้นำรัฐบาล มาตรการดังกล่าวส่งผลต่อเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ทีประจำการใน สปป.ลาว เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เนื่องจากมีรายงานว่าอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ที่ต้องเดินทางกลับประเทศ ส่วนประเทศในภูมิภาคเอเชียอื่น ๆ ได้แก่ ศรีลังกา เนปาล…