กัมพูชาและญี่ปุ่นจะกระชับความร่วมมือกันมากขึ้นในหลากหลายมิติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชากับญี่ปุ่นได้มีการพบหารือกันเป็นครั้งที่ 3 ในรอบปี 2568 ระหว่างนอกรอบการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อ 25 กันยายน 2568 โดยเมื่อพฤษภาคม 2568 พบกันในโอกาสที่นายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเยือนญี่ปุ่น และเมื่อกรกฎาคม 2568 พบกันที่การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่มาเลเซีย ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดและความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายจะเพิ่มมากขึ้นในหลาย ๆ ด้าน สำหรับในการพบกันครั้งที่ 3 นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นยังได้กล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย ในการพบหารือระหว่าง นายปร๊ะ สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กับนายทาเคชิ อิวายะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นที่นครนิวยอร์ก ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันมากขึ้น ซึ่งจะทำให้กัมพูชาจะมีความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรม และดิจิทัล เช่น ญี่ปุ่นจะเข้าไปส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมในกัมพูชา ในโครงการ Economic Co-Creation Package การพัฒนาท่าเรือสีหนุวิลล์  และการพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคมหลัก รวมถึง 5G เป็นต้น นายอิวายะได้แสดงความเสียใจต่อนายปร๊ะ สุคน กรณีเหยื่อชาวกัมพูชาเสียชีวิตจากการปะทะทางทหารกับไทย พร้อมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และใช้การเจรจา  ญี่ปุ่นจะยังพยายามสนับสนุนลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ทั้งนี้…

กระทรวงสงครามของสหรัฐฯ เข้มงวดกับการเผยแพร่ข่าวสารของสื่อประจำกระทรวง

กระทรวงสงคราม หรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ชี้แจงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องเข้มงวดในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร หลังจากได้ออกบันทึกข้อตกลง (memorandum) เกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับต่อผู้สื่อข่าวที่มีใบอนุญาตประจำกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ เมื่อ 19 กันยายน 2568  ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ข้อมูลรั่วไหล และมีความถูกต้อง แม้ไม่ใช่ข้อมูลที่มีชั้นความลับ อย่างไรก็ดี สมาคมผู้สื่อข่าว และสื่อมวลชนทั่วไปเห็นว่าการออกระเบียบดังกล่าวเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีความยาวถึง 17 หน้า โดยกระทรวงสงครามกำหนดให้ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงต้องทำข้อตกลงกับกระทรวงฯ ว่าจะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เฉพาะที่ได้รับการอนุมัติให้เปิดเผยต่อสาธารณะโดยเจ้าหน้าที่แล้วเท่านั้น  หากฝ่าฝืนจะถูกยึดใบอนุญาต นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดพื้นที่การเข้าถึงของผู้สื่อข่าวกระทรวงสงครามอีกด้วย โดยนายปีเตอร์ เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามยังแจ้งผ่านทางโซเชียลมีเดีย X ว่า ผู้สื่อข่าวต้องแขวนป้าย และปฏิบัติตัวตามกฎ หากต้องเข้าถึงบริเวณทางเดินไปยังห้องโถงของกระทรวง ความเข้มงวดต่อสื่อมวลชน ซึ่งรวมทั้งผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงฯ ยังจะนำไปใช้ในฐานทัพต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล และปกป้องมาตรการรักษาความปลอดภัยของประเทศอีกด้วย ซึ่งความเข้มงวดดังกล่าว ได้เริ่มมาเป็นระยะ ๆ แล้ว เพื่อมิให้กระทรวงฯ ถูกแอบอ้าง หรือมีการรั่วไหลของข้อมูลผ่านสื่อมวลชน เช่น เมื่อมีนาคม 2568 มีข้อมูลที่อ่อนไหวรั่วไหลกรณีการโจมตีกบฏฮูตีในเยเมน รวมทั้งข้อมูลข่าวกรองรั่วกรณีความเสียหายของโรงงานพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ โจมตีเมื่อมิถุนายน…

3 ประเด็นสำคัญจากการประชุม UNGA วันแรก

ผู้นำต่างประเทศใช้การประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เป็นเวทีแสดงจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศและกระตุ้นให้สมาชิกสหประชาชาติ 192 ประเทศร่วมมือกันรักษาสันติภาพในระยะยาว โดยเมื่อ 23 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่ผู้นำประเทศต่าง ๆ จะได้กล่าวถ้อยแถลง หรือ high-level General Debate มีประเด็นที่น่าสนใจจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่ทั่วโลกจัดตามอง และกรณีประเทศยุโรปประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเด็นแรกที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก คือ ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เนื่องจากจะเป็นสัญญาณแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถ้อยแถลงเป็นระยะเวลา 55 นาที เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการเน้นย้ำนโยบาย Make America Great Again ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกันและเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม ผลงานด้านการยุติความขัดแย้ง พร้อมทั้งวิจารณ์นโยบายของประเทศอื่น ๆ เช่น วิจารณ์นโยบายรับผู้อพยพของประเทศยุโรปเชิงลบ ให้ความเห็นว่าองค์กรสหประชาชาติ (UN) ล้มเหลวในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ และโจมตีนโยบายพลังงานสะอาดว่าเป็นปัจจัยทำลายโลกเสรีและเป็นการหลอกลวง (green energy scam) ประธานาธิบดีทรัมป์ยังใช้เวลากว่า 10 นาทีย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งตอกย้ำมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ไม่เชื่อเรื่องสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด…

จีนและฮ่องกงประกาศอพยพประชาชน เฝ้าระวังพายุรากาซา

เมื่อ 23 กันยายน 2568 มีรายงานว่าจีนสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศ รวมทั้งฮ่องกง ตลอดจนสั่งปิดทำการโรงเรียนและธุรกิจบางประเภท เพื่อป้องกันความสูญเสียจาก “พายุรากาซา” ที่เป็นภัยพิบัติระดับซุปเปอร์ไต้ฝุ่น หรือพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบปี เทียบเท่าพายุเฮอร์ริเคนระดับ 5 ความเร็วลมก่อนหน้านี้อยู่ที่ 230 กิโลเมตร/ชั่วโมง เคลื่อนตัวจากทะเลจีนใต้ฝั่งตะวันออกไปยังตะวันตก โดยฟิลิปปินส์กับไต้หวันได้รับผลกระทบจากพายุรากาซาไปแล้ว รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังฝนตกหนัก ลมแรง คลื่นสูง และเหตุดินถล่มในหลายพื้นที่ เฉพาะอย่างยิ่งในเมืองทางตอนเหนือของประเทศ ทางการฮ่องกงประกาศให้พายุดังกล่าวมีความรุนแรงที่ระดับ 8 จาก 10 ระดับ  รายงานเกี่ยวกับพายุดังกล่าวทำให้ชาวจีนและฮ่องกงวิตกอย่างมากและเริ่มกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะกลัวว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากพายุดังกล่าว ขณะที่สายการบินจำนวนมากที่เดินทางผ่านฮ่องกงต้องยกเลิกเที่ยวบิน เพราะเสี่ยงอันตราย จีนและฮ่องกงเผชิญภัยพิบัติครั้งรุนแรงหลายครั้ง เช่นเมื่อปี 2561 ฮ่องกงเผชิญผลกระทบจากพายุมังคุด มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 200 คน โครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้รับความเสียหายประมาณ 4,600 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง รัฐบาลจีนประกาศเตือนให้พลเรือนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมกับพายุรากาซา โดยมีรายงานว่าทางการเมืองเซินเจิ้น เมืองศูนย์กลางเทคโนโลยีทางตอนใต้ของจีน ประกาศอพยพประชาชนมากกว่า 400,000 คน ทางการเมืองกวางตุ้งประกาศให้กิจการต่าง ๆ ยุติชั่วคราว เนื่องจากเป็นเมืองติดชายฝั่ง อาจได้รับผลกระทบจากคลื่นสูงและพายุฝนรุนแรง นักวิเคราะห์เชื่อว่าสภาวะโลกร้อนมีผลทำให้พายุและภัยพิบัติต่าง ๆ…

จับตาท่าทีผู้นำสหรัฐฯ ในการประชุม UNGA

  สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจติดตามการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 22 กันยายน 2568 และจะมีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม รวมทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงครั้งแรกในการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความขัดแย้งในหลายพื้นที่ เฉพาะอย่างยิ่งในฉนวนกาซาและยูเครน ที่นานาชาติคาดหวังให้สหรัฐฯ แสดงบทบาทนำในการสร้างสันติภาพและยุติสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์คาดว่าจะกล่าวถ้อยแถลงโดยเน้นย้ำความสำเร็จในบทบาทการเป็นตัวกลางการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งในหลาย ๆ พื้นที่ เช่น อาร์เซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย และอินเดีย-ปากีสถาน เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นผู้สร้างสันติภาพ และต่อยอดสู่การได้รับเสนอชื่อให้ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพต่อไป นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์จะกระตุ้นให้องค์กรระหว่างประเทศและนานาชาติ สนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ตลอดจนเสนอให้ประเทศต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะยุโรป ในกรณียูเครน และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในกรณีฉนวนกาซาและอิสราเอล พิจารณาจากการที่ก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าพร้อมจะเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย หากสมาชิกสหภาพยุโรปและเนโตไม่ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันและพลังงานจากรัสเซียอย่างเด็ดขาด รวมทั้งระบุว่าจะเสนอแผนให้ประเทศตะวันออกกลางดำเนินการแก้ไขปัญหาระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ถ้อยแถลงของผู้นำสหรัฐฯ ต่อ UNGA ยังมีขึ้นในห้วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีความขัดแย้งกันหลายประเด็น อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาเดียวกันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าบรรลุข้อตกลงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเรื่องการให้บริการแอปพลิเคชัน TikTok และทั้ง…

นายกรัฐมนตรีอินเดียรณรงค์ให้ประชาชนสนับสนุนสินค้า Made in India

  นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดียกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณชน เมื่อ 21 กันยายน 2568 เรียกร้องให้ประชาชนชาวอินเดียหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในต่างประเทศและกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ในอินเดีย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเอง แนวทางดังกล่าวมีขึ้นภายหลังความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ เริ่มเสื่อมถอยจากการประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอินเดียถึงร้อยละ 50 นอกจากนี้ อินเดียยังดำเนินมาตรการปฏิรูปภาษีสินค้าและบริการ (GST) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนของโครงสร้างภาษี ลดราคาสินค้า และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีอินเดียกระตุ้นให้ชาวอินเดียกว่า 1,400 ล้านคนภาคภูมิใจในผลิตภัณฑ์ของอินเดียและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอินเดีย (Made in India) สอดคล้องตามหลักการ Swadeshi (การพึ่งพาตนเอง) โดยขอประชาชนให้ความสำคัญกับสินค้าอินเดียในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ว่า “ของขวัญควรเป็นของที่ทำในอินเดีย เครื่องแต่งกายควรเป็นผ้าทอในอินเดีย ของตกแต่งควรทำจากวัสดุที่ผลิตในอินเดีย” รวมถึงขอให้เจ้าของกิจการร้านค้ามุ่งเน้นการขายสินค้าที่ผลิตในอินเดียเป็นหลัก เพื่อช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีโมดิไม่ได้ประกาศให้ “แบน” สินค้าต่างชาติประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นพิเศษ แต่กลุ่มผู้สนับสนุนรณรงค์ให้คว่ำบาตรสินค้าอเมริกัน ตั้งแต่ McDonald’s Coca-Cola Amazon และ Apple ปัจจุบันความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ยังคงดำเนินไปตามปกติ แม้จะมีความตึงเครียดบางประการเกิดขึ้นเป็นระยะ รวมทั้งอินเดียเข้าไปใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียมากขึ้น แต่ยังคงเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการถึงการยุติความร่วมมือหรือมาตรการคว่ำบาตรร้ายแรงใด…

กัมพูชาเจาะความสัมพันธ์ด้านการทหารกับระดับรัฐของสหรัฐฯ

  กัมพูชาเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทด้านความมั่นคงในกัมพูชามากขึ้นด้วยการใช้ช่องทางระดับรัฐของสหรัฐฯ โดยเฟซบุ๊กของสถานเอกอัครทูตสหรัฐฯ/พนมเปญโพสต์ภาพที่กัมพูชาให้การต้อนรับพลตรี Timothy Donnellan ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองของรัฐไอดาโฮ (Idaho National Guard -IDNG) ของสหรัฐฯ เมื่อ 15-16 กันยายน 2568 นอกจากนี้ พลตรี Donnellan ยังเยือนโรงเรียนฝึกกองกำลังผสมระหว่างประเทศ (Training School for Multinational Peacekeeping Forces) หรือ PKO School รวมทั้งได้พบกับพลโท Hout Kimsan รองผู้อำนวยการของศูนย์  National Center for Peacekeeping Force Mine and ERW Clearance และผู้อำนวยการ PKO School ของกัมพูชาอีกด้วย ในระหว่างการเยือน พลตรี Donnellan ได้มีการรื้อฟื้นการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการรักษาสันติภาพ ที่ชื่อ The Subject Matter Expert…

สหราชอาณาจักร แคนาดาและออสเตรเลียรับรองรัฐปาเลสไตน์ ผู้นำอิสราเอลคัดค้าน

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ของสหราชอาณาจักรเมื่อ 21 กันยายน 2568 แถลงว่าสหราชอาณาจักรจะรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ เพื่อสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ตามแนวทาง 2 รัฐ (two-state solution) ซึ่งเป็นแนวทางที่นานาชาติเห็นด้วยว่าจะเป็นการสร้างสันติภาพและการอยู่ร่วมกันระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ได้ รวมทั้งเป็นผลดีต่อความมั่นคงของอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ ตลอดจนบรรยากาศด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ปัจจุบันเผชิญความไม่แน่นอนและความตึงเครียดสูงจากความรุนแรงและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตุลาคม 2566 ท่าทีของสหราชอาณาจักรมีขึ้นพร้อมกับที่ออสเตรเลียและแคนาดา ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์เช่นกัน โดยทั้ง 3 ประเทศต้องการส่งสัญญาณให้นานาชาติสนับสนุนแนวทางดังกล่าวด้วย เนื่องจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตลอดจนไม่เป็นผลดีต่อความพยายามในการช่วยเหลือตัวประกันที่ยังอยู่ในฉนวนกาซา ก่อนหน้านี้ แคนาดาและออสเตรเลียเคยประกาศว่าจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ในห้วงสัปดาห์นี้ พร้อมกับโน้มน้าวให้ประเทศอื่น ๆ พิจารณารับรองรัฐปาเลสไตน์ เพื่อรักษาสันติภาพร่วมกัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรประกาศไว้ตั้งแต่ 29 กรกฎาคม 2568 ว่า จะรับรองรัฐปาเลสไตน์ เพื่อกดดันให้อิสราเอลยุติปฏิบัติการทางทหารและความรุนแรงในฉนวนกาซา หรือลงนามในข้อตกลงหยุดยิง รวมทั้งเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในฉนวนกาซา แลกกับที่กลุ่มฮะมาสต้องปล่อยตัวประกันทั้งหมด ตลอดจนปลดอาวุธและไม่มีบทบาทด้านการเมืองในฉนวนกาซา แต่อิสราเอลไม่รับข้อเสนอดังกล่าว ทำให้ผู้นำสหราชอาณาจักรตัดสินใจประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ โดยเลือกประกาศก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวยิว หรือ Rosh Hashanah ระหว่าง 22-24 กันยายน 2568 มีรายงานว่าฝรั่งเศส…

การประท้วงในฟิลิปปินส์ เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม

  มีรายงานเมื่อ 21 กันยายน 2568 ว่า ชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันประท้วงเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชันและเรียกร้องประชาธิปไตย ที่กรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ โดยผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในประเทศ ดำเนินคดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างจริงจัง รวมทั้งวิจารณ์โครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากที่คาดว่าเป็นโครงการที่ทำให้เกิดการทุจริต เนื่องจากโครงการมากกว่า 9,000 โครงการไม่ประสบความสำเร็จและใช้งบประมาณจำนวนมากกว่า 9,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งตั้งคำถามเกี่ยวกับผู้ชนะการประมูลโครงการ ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์ในหลายพื้นที่ยังคงต้องประสบภัยน้ำท่วมอย่างรุนแรง การชุมนุมครั้งนี้มีการปลุกกระแสผ่านสื่อสังคมออนไลน์มาก่อนหน้านี้ ประกอบกับมีองค์กรคริสต์ศาสนา องค์กรสนับสนุนแนวคิดเสรียนิยม และกลุ่มนักศึกษาสนับสนุนการชุมนุม ทำให้มีผู้ประท้วงรวมตัวกันมากกว่า 50,000 คน เจ้าหน้าที่และหน่วยความมั่นคงจึงเตรียมความพร้อมรับมือกับผู้ประท้วง เพราะวิตกว่าจะเกิดเหตุรุนแรงเหมือนการประท้วงในประเทศอื่น ๆ เช่น เนปาล รวมทั้งเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายแสวงประโยชน์จากการชุมนุมครั้งนี้ด้วย สาเหตุที่ทำให้เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าการปะทะเกิดขึ้นหลังจากผู้ชุมนุมบางส่วนไม่พอใจ เริ่มเผายางรถยนต์ ก่อเหตุทำลายทรัพย์สินสาธารณะ และขว้างหินใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้เริ่มมีการปะทะและควบคุมตัวผู้ชุมนุมประท้วง ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ปืนแรงดันน้ำกดดันผู้ชุมนุม เพื่อควบคุมพื้นที่ ทำให้เกิดการปะทะระหว่างกัน ปัจจุบันผู้ชุมนุมบางส่วนถูกควบคุมตัว 72 คน เป็นเยาวชน 20 คน และมีรายงานเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 39 คน ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์…

รัสเซียปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งเครื่องบินรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย

รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซียเมื่อ 20 กันยายน 2568 ปฏิเสธกรณีเอสโตเนียรายงานว่าพบเครื่องบินรบรุ่น MIG-31 ของรัสเซียจำนวน 3 เครื่อง ปฏิบัติการรุกล้ำน่านฟ้าของเอสโตเนีย บริเวณหมู่เกาะ Vaindloo ในอ่าวฟินแลนด์ เมื่อ 19 กันยายน 2568 เป็นเวลา 12 นาที พร้อมวิจารณ์รัสเซียว่าปฏิบัติการดังกล่าวไม่รับอนุญาตและเสี่ยงอันตรายอย่างมาก แต่รัสเซียยืนยันว่าไม่มีการส่งเครื่องบินรบไปปฏิบัติการรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย อย่างไรก็ดี เอสโตเนียยืนยันว่ามีหลักฐาน พร้อมให้ความเห็นว่ารัสเซียเริ่มปฏิบัติการรุกล้ำน่านฟ้าประเทศอื่น ๆ ในยุโรปอย่างต่อเนื่อง เป็นเทคนิคเพื่อทำให้ประเทศตะวันตกเปลี่ยนความสนใจจากสถานการณ์ในยูเครน ที่รัสเซียเริ่มยกระดับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ ท่าทีของรัสเซียต่อเอสโตเนีย มีขึ้นหลังจากเอสโตเนียเตรียมใช้กลไกเนโตตอบโต้ โดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเอสโตเนียระบุเมื่อ 20 กันยายน 2568 ว่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา รัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนียแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง แต่ครั้งล่าสุดที่เข้ามาทางตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งติดกับรัสเซีย สร้างความวิตกกังวลอย่างมากเพราะส่งเครื่องบินเข้าไปปฏิบัติการถึง 3 เครื่อง และเป็นเหตุผลให้เอสโตเนียต้องจัดการประชุมหารือประเด็นนี้กับสมาชิกเนโต ตามมาตรา 4 หรือกรณีที่ประเทศสมาชิกรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามจากประเทศอื่น จึงขอให้รัฐบาลประเทศสมาชิกอื่น ๆ ร่วมกันพิจารณาภัยคุกคามนั้นว่ามีจริงหรือไม่ และร่วมกันกำหนดมาตรการตอบโต้ คาดว่าสมาชิกเนโตทั้ง 32…