จีน-รัสเซียฝึกร่วมทางทหารบริเวณน่านฟ้าทะเลตะวันออก

กระทรวงกลาโหมจีน-รัสเซียเปิดเผยเมื่อ 29 มิถุนายน 2569 ว่า กองทัพจีน-รัสเซียเสร็จสิ้นการฝึกร่วมทางอากาศ เหนือน่านฟ้าทะเลตะวันออก และแปซิฟิกตะวันตก เมื่อ 27 มิถุนายน 2569  การฝึกร่วมครั้งนี้เป็นไปตามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงของ 2 ประเทศ และจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 11 เน้นเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันทางอากาศทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ได้แก่ ปฏิบัติการลาดตระเวนร่วมในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็นระยะเวลา 6 ชั่วโมง การช่วยเหลือและสนับสนุนระหว่างปฏิบัติการ และการเตรียมความพร้อมปฏิบัติการตอบโต้เมื่อเผชิญเหตุ โดยจีนส่งเครื่องบินรบเข้าร่วมการฝึก ได้แก่ เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น H-6K เครื่องบินรบรุ่น J-16, J-10C และ J-11B รวมทั้งเครื่องบินลาดตระเวนรุ่น KJ-500A ที่มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการในสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนเครื่องบินที่รัสเซียส่งเข้าร่วมการฝึก ได้แก่ เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น Tu-95 และเครื่องบินลาดตระเวนรุ่น Tu-142 กระทรวงกลาโหมจีนระบุว่าการฝึกร่วมดังกล่าวจะส่งเสริมความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค และย้ำว่าการปฏิบัติการของจีนและรัสเซียสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการทหารของจีนตั้งข้อสังเกตว่า จีนส่งเครื่องบินหลากหลายรุ่นเพื่อใช้ในการปฏิบัติการและฝึกร่วมกับกองทัพประเทศอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการและการปฏิบัติภารกิจร่วมกับต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งภารกิจลาดตระเวนร่วมที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นภารกิจที่ช่วยให้จีนได้สำรวจความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค รวบทั้งได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวที่อาจเป็นผลกระทบต่อความมั่นคงของจีน ซึ่งการที่จีนส่งเครื่องบินรุ่น KJ-500A ซึ่งมีความสามารถในการแจ้งเตือน และรวบรวมข่าวกรอง…

ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง และปรากฏการณ์ “Omega Block”

สถานการณ์ภูมิอากาศในภูมิภาคยุโรป ซึ่งเผชิญคลื่นความร้อนสูงต่อเนื่องตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2569 ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ และมีโอกาสเสียชีวิต โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ที่มีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตเนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดแล้วประมาณ 1,000 คน ทำให้กระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศสประกาศเตือนให้ผู้ที่มีอายุระหว่าง 65 ปีขึ้นไป ระมัดระวังผลกระทบจากคลื่นความร้อน สำหรับปรากฏการณ์คลื่นความร้อนในปัจจุบันที่เกิดขึ้นในยุโรป เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับปรากฏการณ์ “Omega Block” หรือปรากฏการณ์ที่ความกดอากาศแตกต่างกันเกิดขึ้นในพื้นที่ จนทำให้เกิดพื้นที่ความกดอากาศสูงขนาดใหญ่ สภาพอากาศร้อนจัด บริเวณกลาง และมีพื้นที่ความกดอากาศต่ำล้อมรอบ จนทำให้มีสภาพคล้ายโดมความร้อนรูปร่างเหมือนตัวอักษรโอเมกา (Ω) ในภาษากรีก คาดว่าปรากฎการณ์ Omega Block จะอยู่ในภูมิภาคยุโรปต่อเนื่องจนถึงกลาง กรกฎาคม 2569 โดยชาวยุโรปมากกว่า 100 ล้านคนต้องเผชิญอากาศประมาณ 35 องศาเซลเซียส หรือสูงถึง 40 องศาเซลเซียส หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย สถานการณ์คลื่นความร้อนรุนแรงในพื้นที่อื่น ๆ ของยุโรป ได้แก่ เยอรมนี สาธารณรัฐเชก ฮังการี โปแลนด์ และสหราชอาณาจักร ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความมั่นคงทางพลังงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ…

สหรัฐฯ-อิหร่านจะเจรจากันที่กาตาร์ หาแนวทางลดความตึงเครียด

สถานการณ์ความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังไม่แน่นอน จากกรณีมีรายงานว่าทั้ง 2 ฝ่ายใช้การโจมตีทางทหารตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะอยู่ระหว่างการทำข้อตกลงหยุดยิง สะท้อนว่ากองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่เชื่อมั่นในกระบวนการเจรจาหยุดยิงที่เป็นขั้นตอนสู่การสร้างสันติภาพในระยะยาว โดยตั้งแต่สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลงระดับบันทึกความเข้าใจ (MoU) เมื่อกลาง มิถุนายน 2569 เพื่อหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยตามปกติ แต่ยังคงมีรายงานความเคลื่อนไหวด้านการทหารของทั้ง 2 ฝ่ายที่เป็นอันตรายต่อการเดินเรือ ทั้งนี้ เช่น กรณีเรือพาณิชย์ติดธงชาติปานามา ถูกโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อ 27 มิถุนายน 2569 สหรัฐฯ กับอิหร่านต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกันว่าละเมิด MoU หยุดยิงก่อน ทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคยังไม่แน่นอนและยังคงมีการโจมตีตอบโต้กันในพื้นที่ ซึ่งอาจสะท้อนว่ากองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายยังมีความพร้อมเพียงพอที่จะใช้กำลังทหารตอบโต้กัน มีข้อสังเกตว่า นอกจากความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ กรณีอิสราเอลยังคงโจมตีกองกำลังติดอาวุธในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคตึงเครียด เพราะเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้อิหร่านไม่พอใจ และพร้อมจะใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และการทหาร ควบคุมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่แจ้งสหรัฐฯ ล่วงหน้า ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่าอิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นข้อต่อรองและกดดันสหรัฐฯ ให้ไปยุติปฏิบัติการของอิสราเอลในพื้นที่อื่น ๆ แม้ว่าอิหร่านจะใช้ช่องแคบฮอร์มุซ กดดันสหรัฐฯ แต่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่มีท่าทีว่าจะยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบหรือต้องทำตามแรงกดดันจากอิหร่าน พิจารณาจากกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์…

รัสเซีย-ยูเครนยกระดับการปะทะบริเวณพรมแดน

สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงยืดเยื้อและไม่มีสัญญาณว่าจะยุติได้ในเร็ว ๆ นี้ ผลจากกรณียูเครนใช้อากาศยานไร้คนขับปฏิบัติการโจมตีรัสเซียอย่างรุนแรงและต่อเนื่องตั้งแต่ 18 มิถุนายน 2569 ทั้งในพื้นที่สำคัญทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และพรมแดนระหว่างกัน ทำให้รัสเซียจำเป็นต้องตอบโต้ ปัจจุบัน พื้นที่ปะทะสำคัญอยู่ที่บริเวณพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศ ได้แก่ ภูมิภาค Leningrad ภูมิภาค Bryansk กับภูมิภาค Dnipro และมีรายงานว่าพลเรือนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น โรงกลั่นน้ำมันในรัสเซียได้รับความเสียหาย รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะและโจมตีใกล้เคียงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ Zaporizhzhia ซึ่งปัจจุบันกองทัพรัสเซียควบคุมพื้นที่อยู่ด้วย การที่ยูเครนยกระดับการโจมตีรัสเซียในห้วงนี้ อาจเป็นไปเพื่อกดดันผู้นำรัสเซียให้ยอมรับและเข้าสู่กระบวนการเจรจาที่ผู้นำยูเครนเคยเสนอ เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อกว่า 5 ปี และไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของทั้ง 2 ฝ่าย นอกจากนี้ ปฏิบัติการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับของยูเครน ยังทำให้ทั่วโลก รวมทั้งรัสเซียเห็นว่ายูเครนยังมีขีดความสามารถและยุทโธปกรณ์ในการต่อสู้ เฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมอากาศยานไร้คนขับจากระยะไกล สามารถทำให้รัสเซียตกอยู่ในอันตรายและไม่ปลอดภัยได้ แม้ว่ายูเครนจะยังไม่สามารถยึดคืนพื้นที่ในภาคตะวันออก ที่รัสเซียควบคุมไว้ก่อนหน้านี้ รัสเซียยืนยันว่าสามารถสกัดกั้นอากาศยานไร้คนขับของยูเครนส่วนใหญ่ไว้ได้ แต่ผู้นำยูเครนประกาศชัดเจนว่ายุทธศาสตร์การต่อต้านรัสเซียต่อจากนี้ไป จะเน้นการใช้ปฏิบัติการโจมตีจากระยะไกล เพื่อกดดันรัสเซียให้ยุติสงคราม โดยเชื่อว่าการโจมตีด้วยยุทธศาสตร์นี้จะตัดเส้นทางการขนส่งด้านการทหารและพลังงานของรัสเซียได้ และจะทำให้รัสเซียไม่มีขีดความสามารถหรือความพร้อมในการปฏิบัติการเชิงรุกช่วงฤดูร้อน หรือ Summer Offensive จึงอาจเป็นโอกาสให้ยูเครนได้เปรียบในเชิงพื้นที่ พร้อมกันนี้ ผู้นำยูเครนระบุว่าการยกระดับการโจมตีครั้งใหญ่นี้เป็นไปเพื่อตอบโต้รัสเซียที่โจมตีทำลายวิหารเปเชอร์สค์…

ช่องแคบฮอร์มุซทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาตอบโต้ทางทหารกันอีก

การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซเป็นสาเหตุทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาตอบโต้ทางทหารกันอีกครั้ง ทั้งที่การเจรจาด้านเทคนิคเพื่อทำข้อตกลงสันติภาพยังดำเนินอยู่ และทั้งสองฝ่ายยืนยันว่ายังยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง โดย เมื่อ 26 มิถุนายน 2569  กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐ (CENTCOM) ได้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน เช่น ที่เก็บขีปนาวุธและโดรน รวมถึงฐานเรดาร์ตามแนวชายฝั่งของอิหร่าน บริเวณเมือง Sirik และเกาะ Qeshm เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีเรือ M/V Ever Lovely ที่ชักธงชาติสิงคโปร์ ด้วยโดรนพลีชีพเมื่อ 25 มิถุนายน 2569 ขณะแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ เมื่อ 26 มิถุนายน 2569   CENTCOM ได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านเพิ่มเติมต่อเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน หลังจากอิหร่านส่งโดรนโจมตีเรือพาณิชย์อีกครั้ง ได้แก่ เรือบรรทุกน้ำมัน Kiku ซึ่งติดธงปานามา ขณะกำลังแล่นผ่านบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันดิบมากกว่า 2 ล้านบาร์เรล และย้ำว่า สหรัฐฯ ได้เปิดโอกาสให้อิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แต่อิหร่านเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตาม การบริหารจัดการบริเวณช่องแคบฮอร์มุซมีแนวโน้มที่จะยังทำให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้อ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่ยินยอมกัน โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านระบุว่า…

สถานการณ์ยาเสพติดโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น

รายงาน World Drug Report 2026.ของ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime-UNODC) ที่เผยแพร่เมื่อ 26 มิถุนายน 2569 ว่า สถานการณ์ยาเสพติดโลกมีแนวโน้มมีความรุนแรง และซับซ้อนมากขึ้น จากการที่เครือข่ายอาชญากรรมแสวงประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยี ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์  รวมทั้งมีการใช้วิธีการ และเส้นทางขนส่งใหม่ ๆ พร้อมกับมีการพัฒนายาเสพติดสังเคราะห์ชนิดใหม่ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายและขยายตลาด แต่ความรุนแรงของสถานการณ์ยาเสพติดก็มีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และสังคมด้วย รายงานชี้ให้เห็นความสูญเสียจากยาเสพติด ทั้งเสียชีวิตก่อนอันควร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยิ่งยวด รวมทั้งนำไปสู่ความรุนแรง และความไม่มั่นคงในสังคม ขณะที่จำนวนผู้ใช้ยาเสพติดทั่วโลก เพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อปี 2567 มีประมาณ 331 ล้านคน ซึ่งประชากรอายุ 15–64 ปี ในกลุ่มดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6.2 เพิ่มจาก ร้อยละ 5.2 เมื่อปี 2557…

กู้ชีพไทย : จากผู้ป่วยแห่งเอเชียเป็นผู้แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการเติบโต

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยเผยแพร่บทความเรื่อง กู้ชีพคนป่วยแห่งเอเชียด้วยแนวคิด Productivism เมื่อ 21 พฤษภาคม 2569 กล่าวถึงไทย ที่มีสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้าและไม่มีศักยภาพเพียงพอในการแข่งขันกับประเทศทั้งในและนอกภูมิภาค จนเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย สาเหตุสำคัญมาจากการยึดติดกับการดำเนินงานและการพัฒนาทางเศรษฐกิจรูปแบบเดิม ขณะที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนยากจะตามทัน ซึ่งการนำแนวคิดผลิตภาพนิยม (Productivism) มาใช้ จะมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูปัญหาดังกล่าวได้ ปัจจุบันไทยประสบปัญหาการก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง สาเหตุสำคัญมาจากการยึดติดกับการดำเนินงานและการพัฒนาทางเศรษฐกิจรูปแบบเดิม การใช้จ่ายและจัดสรรงบประมาณภาครัฐที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ จากการนำไปสนับสนุนการลงทุน ที่ยากต่อการพัฒนาเป็นขีดความสามารถใหม่ของไทย ยิ่งไปกว่านั้น ยังสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจได้ในระดับต่ำ การจะทำให้ไทยก้าวข้ามขีดจำกัดดังกล่าว อาจต้องอาศัยแนวคิดผลิตภาพนิยม (Productivism) ของนาย Dani Rodrik นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง สถาบัน Harvard Kennedy School สหรัฐฯ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างเศรษฐกิจให้สามารถสร้างงานที่ดี ยกระดับธุรกิจในประเทศสู่ระดับที่ใหญ่กว่า ไม่ใช่เพียงปล่อยให้พัฒนาไปตามความต้องการของตลาด โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างสอดประสานในด้านการผลิต การลงทุน การพัฒนาทักษะ และการสร้างนวัตกรรมจะมีส่วนสำคัญ การดำเนินการลักษณะดังกล่าวเปรียบได้กับการเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งระบบ จากการพิจารณาหรือทบทวนการจัดสรรทรัพยากร แรงงาน และการลงทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะการไม่มุ่งเฉพาะการมอบสิทธิประโยชน์ด้านภาษี…

อินโดนีเซียมุ่งมั่นจะเป็นแหล่งผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซียมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้อินโดนีเซียเป็นแหล่งผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก ด้วยการจะนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเกษตร รวมทั้งให้ความสำคัญด้านการวิจัย และพัฒนาด้วย เพื่อให้มีอัตราการเพิ่มของผลผลิตทางการเกษตร ประธานาธิบดีซูเบียนโตแสดงทัศนะเมื่อ 24 มิถุนายน 2569 ด้วยว่า ประเด็นความมั่นคงทางอาหารที่อินโดนีเซียกำลังผลักดันนั้น จะช่วยให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างมั่นคง และมีระบบเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นในการจะรับมือกับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัจจุบัน อินโดนีเซียสามารถผลิตข้าวและข้าวโพดได้เป็นจำนวนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่าผลผลิตข้าวอินโดนีเซีย อยู่อันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับที่ 4 ของโลก รองจากอินเดีย จีน และบังกลาเทศ แต่รัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายอย่างยั่งยืนที่ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการที่เกษตรกรต้องมีสวัสดิการและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ FAO คาดว่า ในฤดูการผลิต 2569-2570 อินโดนีเซียจะมีปริมาณข้าวสำรองอยู่ที่ 7.8 ล้านตัน จากที่รัฐบาลระบุว่ามีประมาณ มากกว่า 5 ล้านตันในช่วงนี้ ขณะที่ผลผลิตข้าวก็จะเพิ่มขึ้นจากที่ผลิตได้ 34.69 ล้านตัน เมื่อปี 2568 ซึ่งเพิ่มจากปี 2567 ร้อยละ 13.2…

ซูเปอร์เอลนีโญมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดขึ้น

Council on Foreign Relations (CFR) คลังสมองและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของสหรัฐฯ ด้านนโยบายต่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เผยแพร่บทวิเคราะห์ เรื่อง A Super El Niño Looks Likely This Year. Here’s How to Limit the Worst of Its Deadly Heat เมื่อ 22 มิถุนายน 2569 โดยประเมินว่าปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดขึ้นในช่วง พฤศจิกายน 2569 -มกราคม 2570 ซึ่งเมื่อรวมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว จะทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นทำลายสถิติ และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและวิถีชีวิตของผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก ความร้อนจัดเป็นภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่อันตรายที่สุด ทำให้ทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตผู้คนอย่างน้อย 545,000 คนต่อปี และคาดว่าจะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั่วโลกมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2573 หากไม่มีการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ…

สหรัฐฯ ต้องยุติการทำสงครามกับอิหร่าน

วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เห็นชอบให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้องยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎหมาย War Powers Act ปี 2516 ที่ทั้งสองสภาของสหรัฐฯ ผ่านมติเรียกร้องให้ประธานาธิบดีถอนกำลังสหรัฐฯ ออกจากการสู้รบ โดยวุฒิสภาเห็นชอบเมื่อ 23 มิถุนายน 2569 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรผ่านมติดังกล่าวเมื่อต้น มิถุนายน 2569 อย่างไรก็ดี มติดังกล่าวมีผลเชิงสัญลักษณ์มากกว่าผลทางปฏิบัติ และมตินี้ก็ไม่ได้ต้องส่งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนาม ประธานาธิบดีทรัมป์ และทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมตินี้ พร้อมอ้างว่าสหรัฐฯ ได้ทำข้อตกลงยุติสงครามไปตั้งแต่ 7 เมษายน 2569 พร้อมเห็นว่า การผ่านมตินี้เอื้อประโยชน์ให้อิหร่าน ส่วนการที่พรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ผ่านมติครั้งนี้ พรรครีพับลิกันอ้างว่าเป็นเพราะมีสมาชิกพรรคบางคนไม่เข้าร่วม แต่ความเป็นจริงแล้ว สะท้อนว่าสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนเริ่มไม่เห็นด้วยกับนโยบายการทำสงครามของรัฐบาล และอาจเป็นอุปสรรคสำคัญในขณะที่รัฐบาลเตรียมขออนุมัติงบประมาณจากฝ่ายนิติบัญญัติอีกประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อใช้จ่ายในสงคราม มติที่ทั้งสองสภาผ่านข้างต้นตอกย้ำการบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ชาวอเมริกันเห็นชอบลดลง ซึ่งผลการสำรวจความนิยมเมื่อ กลาง มิถุนายน 2569 ของหลายสำนักพบว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับความนิยมต่ำมาก โดยมากกว่าร้อยละ 30 เพียงเล็กน้อย ซึ่งต่ำสุดนับแต่การบริหารประเทศในทรัมป์ 2.0 จากที่ได้รับความนิยมเกือบร้อยละ 50…