อาชญากรรมข้ามแดนบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย

อาชญากรรมข้ามแดนบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซียยังคงเป็นปัญหาของทั้งสองประเทศ เนื่องจากยังมีปัญหาทั้งการลักลอบค้ายาเสพติด การลักลอบเข้าเมืองที่ผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ กระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ชายแดนไทย-มาเลเซียยังเป็นทางผ่านของอาชญากรรมข้ามชาติ เฉพาะอย่างยิ่งการค้ามนุษย์ ซึ่งเมื่อ ปลายเมษายน 2569  มีรายงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซียที่ทำการกวาดล้างเครือข่ายค้ามนุษย์แรงงานชาวอินโดนีเซียที่ใช้ไทยและสิงคโปร์เป็นทางผ่านเพื่อลักลอบเข้ามาเลเซีย ลักษณะสำคัญของอาชญากรรมข้ามแดนที่สำคัญ และเห็นได้ชัด คือ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการ เป็นวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น มีรายงานเมื่อต้น กรกฎาคม 2569 ว่า ตำรวจชายแดนมาเลเซียพบว่า เครือข่ายการค้ามนุษย์ที่เคลื่อนไหวบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซียใช้วิธีการนำพาแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา โดยในแต่ละครั้ง นำพาจำนวนน้อย ๆ  ประมาณ 2-4 คน จากเดิม ประมาณ 10-20 คน โดยลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ และท่าข้ามผิดกฎหมายตามแนวแม่น้ำโก-ลก เฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และตำบลรันเตาปันยัง รัฐกลันตัน เพื่อเดินทางเข้าเมืองโดยรถ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของมาเลเซียยังตรวจพบรูปแบบการปฏิบัติการของเครือข่ายค้ามนุษย์ที่ใช้ช่องทางชายแดนไทย-รัฐกลันตันใช้ว่า พยายามหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ ด้วยการใช้คนท้องถิ่นที่เป็นสตรีมากขึ้นในการเป็นผู้นำทาง หรือนำพาเหยื่อ และผู้บัญชาการตำรวจรัฐเกดะห์ มาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 21 กรกฎาคม 2569…

กัมพูชารับความช่วยเหลือด้านการทหาร และความมั่นคงจากญี่ปุ่น

การที่กัมพูชาได้รับความช่วยเหลือด้านการทหารและความมั่นคงจากญี่ปุ่นครั้งล่าสุดเมื่อ 19 กรกฎาคม 2569 ตอกย้ำความสัมพันธ์ด้านการทหารระหว่างสองประเทศว่ามีความใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศในภาพรวมอยู่ในกรอบการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ที่ได้ลงนามกันเมื่อ 2566  นอกจากนี้ หลังจากที่กัมพูชาปรับปรุงฐานทัพเรือเรียม จังหวัดพระสีหนุ แล้วเสร็จ และจะเริ่มใช้งานเมื่อ เมษายน 2568 กัมพูชายังได้เชิญเรือญี่ปุ่นจอดเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียมเป็นประเทศแรกอีกด้วย สำหรับความช่วยเหลือที่นาย Ueno Atsushi เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชากับ พลเอก เตีย เซยฮา รอง นายกรัฐมนตรี เมื่อ 19 กรกฎาคม 2569 ลงนามร่วมกันที่ราชธานีพนมเปญ เป็นโครงการช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างเป็นทางการ (Official Security Assistance-OSA) จากญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นจะจัดหาอุปกรณ์การสื่อสารแก่กองทัพบกกัมพูชา และเรือตรวจการณ์แก่กองทัพเรือกัมพูชา มูลค่าทั้งหมดประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านความมั่นคงและการป้องปรามของกัมพูชา  ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเคยให้ความช่วยเหลือผ่านโครงการ OSA กับฟิลิปปินส์ และเมื่อ มีนาคม 2569 ก็ให้ความช่วยเหลือแก่ไทยให้รับมือกับภัยพิบัติ นาย Ueno…

ไทยเตรียมรับมือกับภาวะขาดแคลนแรงงานต่างด้าว

ภาวการณ์ขาดแคลนแรงงานต่างด้าวของไทย แม้จะไม่อยู่ในระดับวิกฤต แต่ไทยก็ต้องเตรียมทุกแนวทางในการรับมือกับปัญหานี้ เนื่องจากต้องเป็นที่ยอมรับว่า แรงงานต่างด้าวจะเข้าไปทำงานในไทยในงานที่แรงงานไทยไม่ค่อยทำ เช่น แรงงานที่ยากลำบาก นอกจากนี้ ไทยยังไม่รับแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาจากความขัดแย้งชายแดน อย่างไรก็ดี ไทยยังมีแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของไทยในระดับหนึ่ง ไทยจึงมีการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับคนต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานต่อไปอีก 1 ปี  ทั้งนี้ ไทยมีคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับอนุญาตทำงานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2568  ประมาณ 720,000 คน คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 การต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับคนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนามที่อนุญาตให้อยู่และทำงานอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ถึง 11 ธันวาคม 2569 (แต่ยังไม่สามารถจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางและไปดำเนินการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวและประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) โดยผ่อนผันให้อยู่และทำงานได้ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 แต่ต้องปฏิบัติภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น จ่ายค่าธรรมเนีนม และทำประกันสุขภาพ ให้ทันเวลาตามที่กำหนด…

สหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน และ 3 ประเด็นน่าติดตาม

การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความตึงเครียด และเริ่มมีรายงานปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรืออนุสัญญาเจนีวา (1949 Geneva Conventions) โดยอิหร่านระบุเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 ว่า กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน ที่ไม่ใช่เป้าหมายด้านการทหาร ได้แก่ สะพาน สถานีรถไฟและท่าอากาศยาน โรงงานผลิตพลังงาน และสิ่งปลูกสร้างในเมือง กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าปฏิบัติการโจมตีทั้งหมดมุ่งเน้นทำลายเป้าหมายด้านการทหารในอิหร่าน เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต้องการสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารเพื่อชิงความได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ และมีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (information warfare) เป็นเครื่องมือเพิ่มความชอบธรรมในการวางกลยุทธและดำเนินยุทธวิธีการต่อสู้ต่อไป สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปะทะรอบใหม่นี้ คือ สิทธิการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสหรัฐฯ ต้องไม่แทรกแซงช่องแคบฮอร์มุซ และต้องถอนกำลังออกจากภูมิภาค เพื่อแลกกับการทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับไปมีสถานะเหมือนช่วงก่อนสงคราม ซึ่งอิหร่านจะยอมรับโอมานเป็นอีก 1 ประเทศที่มีสิทธิบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซร่วมกับอิหร่านเท่านั้น ประเด็นที่น่าจับตามองจากการปะทะรอบใหม่นี้ ได้แก่ 1) ขีดความสามารถของอิหร่านที่จะต้านทานมาตรการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบัน มีรายงานว่าอิหร่านสามารถต้านทานมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ ได้อย่างน้อย 90 วัน เนื่องจากได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์และมียุทโธปกรณ์เพียงพอ 2)…

องค์กรระหว่างประเทศกังวลความปลอดภัยชาวโรฮีนจา

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แสดงความกังวลเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับความปลอดภัยของชาวโรฮีนจาที่อพยพออกจากเมียนมาทางเรือ เนื่องจากมีรายงานว่าเรือของผู้อพยพจำนวน 2 ลำสูญหาย และอาจทำให้ชาวโรฮีนจาจากรัฐยะไข่ของเมียนมา และบางส่วนเดินทางมาจากค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองค็อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ  จำนวน 500 คน เสียชีวิต ตั้งแต่ปลาย มิถุนายน 2569 สำหรับสาเหตุที่ทำให้องค์กร IOM และ UNHCR แสดงความกังวล เนื่องจากไม่สามารถติดต่อเรือดังกล่าวได้ และมีรายงานเรือจมบริเวณชายฝั่งเมียนมา แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด ในห้วงปี 2569 มีชาวโรฮีนจาที่เสียชีวิตระหว่างการอพยพจากเมียนมาไปทางเรือ จำนวนอย่างน้อย 300 คน โดยเป็นชาวโรฮีนจาที่ต้องการอพยพหนีภัยความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าเหตุการณ์ด้านความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมทั้งชาติพันธุ์ในเมียนมายังไม่มีเสถียรภาพ ยังคงมีความรุนแรงและทำให้ชาวโรฮีนจาต้องการอพยพออกจากพื้นที่ แม้ว่าจะเผชิญความเสี่ยงสูงในการเดินทาง เพราะการเดินทางด้วยเรือในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้การเดินทางไปปลอดภัย ความปลอดภัยของชาวโรฮีนจาที่ต้องการอพยพจากเมียนมาไปยังมาเลเซีย ยังคงเป็นประเด็นที่องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศให้ความสนใจ และติดตามรายงานต่อเนื่อง พร้อมกับเชื่อมโยงกับมาตรการแก้ไขปัญหาของไทย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านเมียนมา และเคยมีส่วนร่วมในการป้องกันการค้ามนุษย์ รวมทั้งการแสวงประโยชน์จากชาวโรฮีนจา ชาวโรฮีนจามีแนวโน้มอพยพออกจากเมียนมามากขึ้น เนื่องจากการตั้งถิ่นฐานในเมียนมาและบังกลาเทศนั้นไม่ปลอดภัย ทำให้ประเด็นชาวโรฮีนจาจะได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง พิจารณาจากสหประชาชาติ (UN) เคยเรียกร้องให้ประเทศต่าง…

จีนไม่พอใจสหราชอาณาจักรกรณีเปลี่ยนผู้บริหารบริษัทเหล็ก

กรณีสหราชอาณาจักรซื้อกิจการบริษัท British Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศ ที่ก่อนหน้านี้มีบริษัทกลุ่มจิงเย่ (Jingye) ของจีนเป็นผู้บริหาร ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมาก โดยกระทรวงการต่างประเทศของจีนเมื่อ 17 กรกฎาคม 2569 ประณามความเคลื่อนไหวดังกล่าว พร้อมระบุว่าเป็นการลดสิทธิตามกฎหมายของบริษัทจีน รวมทั้งส่งผลเสียต่อมุมมองนักธุรกิจจีนที่ต้องการไปลงทุนในสหราชอาณาจักรในอนาคต สำหรับสาเหตุที่รัฐบาลจีนไม่พอใจ เนื่องจากมองว่าที่ผ่านมา บริษัทกลุ่มจิงเย่ของจีน ได้เข้าไปบริหารและทุ่มเทงบประมาณเพื่อฟื้นฟูกิจการของบริษัท British Steel ที่เคยประสบปัญหาการเงิน แต่รัฐบาลสหราชอาณาจักรออกกฎหมายเพื่อยึดกิจการคืนเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 โดยอ้างเหตุผลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ห่วงโซ่การผลิตและปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ รัฐบาลจีนเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรทบทวนมาตรการดังกล่าว เคารพสิทธิของบริษัทกลุ่มจิงเย่ของจีน และปฏิบัติตามข้อตกลง China-UK Investment Protection Agreement รวมทั้งกฎหมายด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนปฏิบัติต่อนักลงทุนและนักธุรกิจของจีนในสหราอาณาจักรอย่างยุติธรรม บริษัทกลุ่มจิงเย่ของจีน ซึ่งเป็น 1 ใน 100 บริษัทขนาดใหญ่ของจีน เข้าซื้อกิจการบริษัท British Steel ให้เป็นบริษัทในเครือเมื่อปี 2563 มูลค่าประมาณ 94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากบริษัท British Steel ประสบปัญหาด้านการเงินและเสี่ยงล้มละลาย แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูกำไร…

ผลสำรวจมุมมอง 36 ประเทศ ชื่นชอบจีนมากกว่าสหรัฐฯ

การแข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นหนึ่งในประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อนานาชาติ ขณะเดียวกัน นโยบายและมาตรการของทั้ง 2 ประเทศที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของโลก ก็ส่งผลต่อมุมมองของนานาชาติต่อบทบาทของทั้ง 2 ประเทศเช่นกัน ล่าสุด สถาบัน Pew Research Center ของสหรัฐฯ เมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 เผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของบุคคล 42,000 คน จาก 36 ประเทศ เมื่อห้วง กุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2569 เกี่ยวกับมุมมองต่อสหรัฐฯ กับจีน พบว่าเป็นครั้งแรก ที่ผู้ตอบแบบสอบถามใน 25 ประเทศจาก 36 ประเทศ ชื่นชอบจีนมากกว่าสหรัฐฯ และพบว่าในหลายประเทศมีมุมมองต่อจีนเชิงบวกเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังได้รับคะแนนสูงกว่าด้านการเคารพสิทธิและเสรีภาพของบุคคล แต่จีนได้คะแนนมากกว่าด้านการไม่แทรกแซงกิจการของประเทศอื่น ๆ การสำรวจดังกล่าวอ้างถึงมุมมองของผู้ตอบแบบสอบถามในไทยด้วย โดยเป็น 1 ใน 25 ประเทศที่ผู้ตอบแบบสอบถามมีมุมมองเชิงบวกต่อจีนเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกันกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ สถาบัน Pew Research…

ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ยอมรับบทบาทศาลอาญาระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลสหรัฐฯ แสดงจุดยืนไม่ยอมรับบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศที่มีแนวปฏิบัติไม่เป็นผลดีต่อชาวอเมริกันและพันธมิตร โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 15 กรกฎาคม 2569 ประกาศคว่ำบาตรรกศาลอาญาระหว่างประเทศ International Criminal Court (ICC) เนื่องจากมีมุมมองว่า ICC ข่มขู่และคุกคามระบบกฎหมายและการเมืองของสหรัฐฯ โดยใช้กฎหมายระหว่างประเทศมาเป็นเครื่องมือหรือ “กระสุน” ทำลายความมั่นคงของสหรัฐฯ ดังนั้น สหรัฐฯ จำเป็นต้องปกป้องอำนาจอธิปไตยและชาวอเมริกันด้วยการทำให้ ICC ไม่มีอิทธิพล ซึ่งท่าทีของของนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ค่อนข้างแข็งกร้าว และมีขั้นตอนระบุชัดเจนที่จะโน้มน้าวให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อลดความชอบธรรมและบทบาทของ ICC นอกจากนี้ หากประเทศใดที่รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ อยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านการกดดัน ICC ก็อาจเผชิญมาตรการตอบโต้จากสหรัฐฯ ด้วย กรณีสหรัฐฯ ไม่พอใจท่าทีและบทบาทของ ICC เป็นผลจาก ICC รับทำคดีสอบสวนชาวอเมริกันในต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งชาวอเมริกันที่ปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอัฟกานิสถาน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับประธานาธิบดีทรัมป์ นอกจากนี้ กลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางส่วนเรียกร้องให้ ICC…

สหรัฐฯ ขยายการโจมตีในอิหร่าน ไม่มีสัญญาณการเจรจา

สหรัฐฯ ขยายพื้นที่ปฏิบัติการโจมตีในอิหร่านเมื่อ 15 กรกฎาคม 2569 จากที่ก่อนหน้านี้เน้นทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหารและพลังงานบริเวณภาคตะวันตกและตอนใต้ของอิหร่าน ล่าสุด สหรัฐฯ ใช้การโจมตีทางอากาศไปทั่วประเทศ ได้แก่ เมือง Bandar Abbas, Chabahar และเมือง Ahvaz โดยสหรัฐฯ ยืนยันว่าโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและเหมาะสม พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ เพิ่มจำนวนเรือที่ใช้ในปฏิบัติการปิดล้อมกองเรือของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซด้วย เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า สหรัฐฯ พร้อมปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านในระยะยาว และต้องการกดดันอิหร่านมากขึ้น ด้านอิหร่านระบุว่าพร้อมจะทำสงครามกับสหรัฐฯ เพื่อค้ำประกันความอยู่รอด โดยประกาศว่าสงครามครั้งนี้เป็น “existential war” หรือสงครามที่กำหนดอนาคตความอยู่รอดของอิหร่าน ดังนั้น รัฐบาลอิหร่านจึงให้อำนาจกองทัพอิหร่านหรือ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ตัดสินใจยุทธศาสตร์การรบและปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องความมั่นคงชองชาติและประชาชน รวมทั้งจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน ท่าทีของอิหร่านจึงอาจเป็นสัญญาณว่าการเจรจาทางการทูต เพื่อจัดทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้เร็ว ๆ นี้ เนื่องจากอิหร่านมุ่งปกป้องประเทศ มากกว่าจะส่งผู้แทนไปเจรจาในประเทศที่ 3 ขณะที่สหรัฐฯ ก็กลับไปใช้มาตรการกดดันอิหร่านโดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและการคว่ำบาตร ควบคู่กับใช้กำลังทหารปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แม้อิหร่านจะยืนยันว่าไม่ต้องการทำสงคราม แต่ก็ย้ำเช่นกันว่า สหรัฐฯ…

ผู้นำเมียนมาจะเยือนไทยใน สิงหาคม 2569

นายมินอองไลง์  ประธานาธิบดีเมียนมา จะเยือนไทยอย่างเป็นทางการใน สิงหาคม 2569 โดยเป็นการเยือนประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศที่ 2 ต่อจากการเดินทางเยือน สปป.ลาว เมื่อต้น กรกฎาคม 2569 สะท้อนว่าผู้นำเมียนมาให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือกับไทย ทั้งนี้ สื่อมวลชนเมียนมารายงานเกี่ยวกับกำหนดการเยือนดังกล่าว โดยระบุว่ามีขึ้นหลังจากไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วาระพิเศษ เมื่อ 12 กรกฎาคม 2569 โดยเชิญผู้แทนเมียนมาเข้าร่วมด้วยเป็นครั้งแรก หลังจากไม่ได้รับเชิญเข้าประชุมเพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาเมื่อปี 2564 กรณีผู้นำเมียนมาเยือนไทยจะได้รับความสนใจจากสมาชิกอาเซียนและทั่วโลก เนื่องจากปัจจุบัน แม้ผู้นำรัฐบาลเมียนมาจะมาจากการเลือกตั้ง แต่นานาชาติยังมีมุมมองว่าสถานการณ์ความมั่นคงในเมียนมาเปราะบางและความความขัดแย้ง รวมทั้งใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมือง ตลอดจนยังมีรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง นายมินอองไลง์เยือนไทยครั้งล่าสุดเมื่อ เมษายน 2568 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกรอบความร่วมมือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางเศรษฐกิจและวิชาการ (BIMSTEC) ที่กรุงเทพฯ เป็นโอกาสของไทยและเมียนมาที่ได้หารือประเทศความสัมพันธ์ทวิภาคี การส่งเสริมสันติภาพในเมียนมา การขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน รวมทั้งการสร้างความมั่นคงบริเวณชายแดน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกัน โดยเฉพาะขบวนการสแกมเมอร์และยาเสพติด