อิสราเอลโจมตีฉนวนกาซา ก่อนการเจรจาที่อียิปต์

  ทั่วโลกติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ความมั่นคงในฉนวนกาซา เนื่องจากจะมีการเจรจาระหว่างผู้แทนอิสราเอลและกลุ่มฮะมาสที่อียิปต์ใน 6 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอ 20 ประการเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาส และกลุ่มฮะมาสแสดงท่าทีตอบรับข้อเสนอบางส่วนเมื่อ 3 ตุลาคม 2568 ส่งผลให้นานาชาติคาดหวังให้มีการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งเพื่อให้ยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม มีรายงานเมื่อ 5 ตุลาคม 2568 ว่า กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศในพื้นที่ฉนวนกาซาอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ด้านโฆษกรัฐบาลอิสราเอลระบุว่าไม่มีการทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน ดังนั้น กองทัพอิสราเอลมีสิทธิปฏิบัติการโจมตีในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อปกป้องความมั่นคง สหรัฐฯ ไม่พอใจและวิจารณ์ว่าปฏิบัติการการที่อิสราเอลโจมตีฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง และทำให้มีรายงานชาวปาเลสไตน์ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จะเป็นอุปสรรคต่อการเจรจา เพื่อช่วยเหลือตัวประกันในฉนวนกาซา เพราะการโจมตีจะขัดขวางกระบวนการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้ตัวประกันที่คาดว่ายังมีอยู่ชีวิตอยู่อีก 20 คน รวมทั้งเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าแผนสร้างสันติภาพ ตลอดจนทำให้ความพยายามของประเทศในตะวันออกกลางที่โน้มน้าวให้กลุ่มฮะมาสยอมรับข้อตกลงดังกล่าวได้ล้มเหลว แม้อิสราเอลจะยังปฏิบัติการโจมตีต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซาแล้วอย่างน้อย 67,000 คน แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับการเจรจา โดยส่งคณะผู้แทนไปร่วมการเจรจาที่อียิปต์ ซึ่งจะได้พบหารือกับผู้แทนจากสหรัฐฯ และกาตาร์ สหรัฐฯ และประชาคมระหว่างประเทศ คาดหวังให้การเจรจาครั้งนี้ เป็นขั้นตอนสำคัญสู่การทำข้อตกลงหยุดยิง  แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่เชื่อมั่นว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากกลุ่มฮะมาสยังไม่ตอบรับเงื่อนไขการวางอาวุธ ส่วนอิสราเอลก็ยังไม่ตอบรับว่าจะถอนกำลังทหารออกจากฉนวนกาซาทั้งหมด เพื่อให้กองกำลังของประเทศอาหรับเข้าไปรักษาความมั่นคงในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์การประท้วงต่อต้านอิสราเอลและสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในหลายประเทศ…

ซีเรียจัดการเลือกตั้งครั้งแรก หลังการโค่นล้มอดีตผู้นำ

ซีเรียจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกใน 5 ตุลาคม 2568 หลังจากการโค่นล้มอำนาจอดีตประธานาธิบดีบะชาร อัลอะซัด เมื่อ ธันวาคม 2567 การเลือกตั้งครั้งนี้จะยังไม่จัดขึ้นทั่วประเทศ และไม่ใช่การลงคะแนนเสียงจากประชาชนโดยตรง เนื่องจากจะมีคณะผู้เลือกตั้ง (electoral colleges) ทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนไปลงคะแนนเลือกผู้แทนทำหน้าที่ในรัฐสภา จำนวน 140 ที่นั่งจาก 210 ที่นั่ง ส่วนอีก 70 ที่นั่งจะเป็นผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลรักษาการ นำโดยประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์ ซึ่งครองตำแหน่งผู้นำทางการเมืองของซีเรียมาตั้งแต่โค่นล้มอำนาจอดีตประธานาธิบดี ประธานาธิบดีบะชาร อัลอะซัด และยุติสงครามกลางเมืองที่ยาวนานกว่า 13 ปี การเลือกตั้งดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเมืองซีเรีย รวมทั้งการแสดงจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากรักษาการประธานาธิบดีซีเรียกล่าวย้ำในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) เมื่อกันยายน 2568 ว่า จะฟื้นฟูซีเรียขึ้นใหม่ให้มีกฎหมายชัดเจนและให้เป้นประเทศที่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน แต่อาจถูกวิจารณ์เชิงลบจากนานาชาติ เนื่องจากซีเรียไม่ได้จัดการเลือกตั้งดังกล่าวในบางพื้นที่ที่พิจารณาแล้วว่ามีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น ในพื้นที่ที่มีกองกำลังต่อต้านรัฐบาลปกครองอยู่ ในจังหวัด Sweida  ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มชาวดรูซ (Druze) รวมทั้งจังหวัด Raqqa และเมือง Hassakeh ซึ่งบางส่วนกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (Syrian Democratic Forces-SDF) ของชาวเคิร์ด…

การค้ามนุษย์ในกัมพูชาเชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางออนไลน์

รายงานประจำปีของสหรัฐฯ เกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ และ Amnesty International (AI) ยืนยันว่า การค้ามนุษย์ในกัมพูชามีความเชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยรายงานประจำปีของสหรัฐฯ เกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ ซึ่งเผยแพร่เมื่อ 29 กันยายน 2568 จัดให้กัมพูชาอยู่ในกลุ่มต่ำสุดที่ไม่ได้มาตรฐานในการกวาดล้างการค้ามนุษย์ หรือ Tier 3  ซึ่งกัมพูชาอยู่ในกลุ่มนี้ต่อเนื่องเป็นปี ที่ 4  ทำให้เป็นสัญญาณว่า สหรัฐฯ จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการกดดันกัมพูชา เช่น การให้ความช่วยเหลือ และความร่วมมือ และรุนแรงจนถึงการคว่ำบาตร เป็นต้น รายงานฯ ของสหรัฐฯ เห็นว่า การค้ามนุษย์ในกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางออนไลน์ นั้น มีเจ้าหน้าที่ของรัฐทำการข่มขู่ เหยื่อ และพยาน รวมทั้งมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยการเข้าไปปกป้องการทำธุรกิจนี้  นอกจากนี้ กัมพูชายังไม่มีความคืบหน้าในการใช้นโยบายเกี่ยวกับการกวาดล้างการค้ามนุษย์อย่างชัดเจน   ผู้ดำเนินธุรกิจนี้ในกัมพูชามีการกักเหยื่อค้ามนุษย์ไว้ทำงาน หรือหาผลประโยชน์ด้วยให้หลอกลวงเหยื่อทางออนไลน์ พร้อมกับได้รับการเตือนล่วงหน้า หากเจ้าหน้าที่เข้าไปกวาดล้าง หรือหากมีการกวาดล้างได้ ธุรกิจการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ก็กลับไปเปิดใหม่ธุรกิจผิดกฎหมายดังกล่าวได้อีกในไม่นานนัก หลังจากจ่ายค่าปรับ รายงานของสหรัฐฯ อ้างตัวเลขของ NGOs ว่า มีแรงงานที่เป็นเหยื่อจากการถูกบังคับใช้แรงงานถึง 150,000 ราย ใน 350…

ปาปัวนิวกินีลงนามสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกับออสเตรเลีย

นายกรัฐมนตรีเจมส์ มาราเป ของปาปัวนิวกินี แถลงเมื่อ 2 ตุลาคม 2568 ว่า คณะรัฐมนตรีปาปัวนิวกีนีอนุมัติให้ผู้นำเตรียมลงนามสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกับออสเตรเลีย (Mutual Defence Treaty) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สนธิสัญญา Pukpuk” (Pukpuk Treaty) โดยสนธิสัญญานี้จะยกระดับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศให้เป็น “พันธมิตรอย่างเป็นทางการ“ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาพันธมิตรใหม่ฉบับแรกของออสเตรเลียในรอบกว่า 70 ปี (สนธิสัญญาพันธมิตรอื่น ๆ คือ ANZUS กับสหรัฐฯ และนิวซีแลนด์) ซึ่งนายกรัฐมนตรีของปาปัวนิวกีนีและออสเตรเลียจะลงนามร่วมกันใน 6 กันยายน 2568 และรัฐสภาทั้งสองประเทศจะต้องผ่านการให้สัตยาบันจึงจะมีผลบังคับใช้ สนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วม หรือ Pukpuk Treaty กำหนดให้ทั้งออสเตรเลียและปาปัวนิวกีนีต้องให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกรณีที่มีการโจมตีทางทหารเกิดขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยสนธิสัญญาดังกล่าวยังเพิ่มการบูรณาการด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และบุคลากรทางทหารระหว่างออสเตรเลีย และปาปัวนิวกีนี ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ชาวปาปัวนิวกีนีมากถึง 10,000 คนสามารถเข้าร่วมกับกองกำลังป้องกันประเทศออสเตรเลีย (Australian Defence Force – ADF) ภายใต้ “ข้อตกลงคู่ขนาน” (dual arrangements) และอาจเป็นช่องทางสู่การได้รับสัญชาติออสเตรเลีย ทั้งนี้ กองทัพปาปัวนิวกีนีจะได้ประโยชน์จากสนธิสัญญานี้…

รัฐบาลฝรั่งเศสส่งเสริมให้ใช้แอปแชท “Tchap” เพื่อรักษาความปลอดภัยข้อมูลสำคัญ

              นายกรัฐมนตรีฟรองซัวส์ เบย์รู ของฝรั่งเศสออกมาตรการ เมื่อห้วงกันยายน 2568 บังคับให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐใช้งานแอปพลิเคชันแชท “Tchap” ที่พัฒนาโดยฝรั่งเศส สำหรับการสื่อสารในงานราชการทั้งหมด เพื่อปกป้องและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล รวมถึงส่งเสริมความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากที่ทางการฝรั่งเศสสั่งห้ามการใช้แอปพลิเคชันส่งข้อความจากต่างประเทศ อาทิ WhatsApp Signal หรือ Telegram สำหรับการสื่อสารที่เป็นทางการเนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย Tchap (อ่านว่า ‘แช็ป’) แอปพลิเคชันส่งข้อความโต้ตอบแบบทันทีที่มีการเข้ารหัส (Secure Instant Messaging App) ที่รัฐบาลฝรั่งเศสพัฒนาขึ้นเป็นการภายในและเป็นของรัฐ (Home-grown, State-owned) โดย DINUM หรือหน่วยงานกลางของรัฐบาลฝรั่งเศส ที่มีบทบาทเป็นผู้นำด้านดิจิทัลของประเทศ และกำกับดูแลด้วยหน่วยงานแห่งชาติเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศของฝรั่งเศส หรือ ANSSI อย่างไรก็ดี แอปพลิเคชันดังกล่าวยังสงวนไว้เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการพลเรือนของฝรั่งเศสเท่านั้น การลงทะเบียนจะต้องใช้อีเมลที่ออกให้หน่วยงานของรัฐบาล (เช่น @gouv.fr) ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Tchap แล้วประมาณ 300,000 คน ให้แพร่หลายมากขึ้นในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีอยู่ประมาณ 5.7 ล้านคน นอกจากแอปพลิเคชันดังกล่าว ฝรั่งเศสยังมีแอปแชทที่พัฒนาโดยตนเองอีก คือ…

ผลกระทบจากภาวะ Government Shutdown ต่อสหรัฐฯ

  รัฐบาลสหรัฐฯ ประสบภาวะ Government Shutdown ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ไม่อนุมัติงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐ ทำให้หน่วยงานภาครัฐบางส่วนต้องยุติการให้บริการประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐต้องยุติการทำงานชั่วคราว นอกจากนี้ สื่อสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าภาวะ Government Shutdown ครั้งนี้จะยืดเยื้อจนถึงห้วงสัปดาห์หน้า เพราะฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ จะยังไม่อนุมัติงบประมาณ แม้ว่าจะมีการประชุมใน 3 ตุลาคม 2568 เพราะความเห็นต่างระหว่างสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการผลักดันงบประมาณเพื่อดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อฐานเสียงทางการเมือง ชาวอเมริกัน และชาวต่างชาติอาจได้รับผลกระทบจากภาวะ Government Shutdown เนื่องจากการให้บริการภาครัฐบางส่วนจะต้องยุติไปก่อน จนกว่าจะมีงบประมาณจัดสรร เช่น สวนสาธารณะ รวมทั้งการให้บริการในท่าอากาศยาน โดยประธานสมาคม U.S. Travel Association ให้ความเห็นเมื่อ 2 ตุลาคม 2568 ว่า หากภาวะปิดทำการชั่วคราวครั้งนี้ยืดเยื้อ จะทำให้เจ้าหน้าที่และพนักงานที่ปฏิบัติงานในท่าอากาศยานต้องหยุดงานชั่วคราวและไม่มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ มีรายงานว่าโครงการช่วยเหลือด้านอาหาร โรงเรียนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง การออกเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา การตรวจสอบอาหาร และการดำเนินงานในอุทยานแห่งชาติจะถูกจำกัดหรือปิดการให้บริการ จนกว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะเห็นชอบงบประมาณได้ กระทรวงต่าง…

นานาชาติคัดค้านกรณีอิสราเอลสกัดเรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

  ผู้แทนประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนคัดค้านและประณามอิสราเอล กรณีใช้เรือรบสกัดกั้นกองเรือของกลุ่ม Global Sumud Flotilla นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่อยู่ระหว่างพยายามเข้าไปยังฉนวนกาซา เพื่อมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อชาวปาเลสไตน์ เมื่อ 1 ตุลาคม 2568 โดยมีรายงานว่าเรือรบของอิสราเอลใช้ปืนฉีดน้ำสกัดกั้นขบวนเรือของกลุ่มเคลื่อนไหวดังกล่าว และขึ้นไปควบคุมตัวนักเคลื่อนไหวเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชน อิสราเอลยืนยันว่านักเคลื่อนไหวชาวต่างชาติทั้งหมดประมาณ 100 คนมีสุขภาพแข็งแรงดี และไม่ได้รับอันตราย แต่อิสราเอลจำเป็นต้องดำเนินคดี เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวฝ่าฝืนมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้านนานาชาติมีมุมมองว่าน่านน้ำดังกล่าวเป็นน่านน้ำนานาชาติ ดังนั้น กองทัพอิสราเอลไม่มีความชอบธรรมตามกฎหมายที่จะเข้าไปสกัดกั้นความเคลื่อนไหวของกองเรือที่ต้องการเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ปัจจุบันปรากฏท่าทีของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศต่าง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการสกัดกั้นเรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ควบคู่กับเรียกร้องให้อิสราเอลปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและคุ้มครอบสิทธิขององค์กรระหว่างประเทศที่พยายามเข้าไปปฏิบัติงานในฉนวนกาซา รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกีให้ความเห็นเมื่อ 2 ตุลาคม 2568 ว่าพฤติกรรมของอิสราเอลต่อกลุ่ม Global Sumud Flotilla เข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและคุกคามต่อพลเรือน  รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรระบุว่าเร่งติดต่อกับฝ่ายอิสราเอล เพื่อย้ำให้มั่นใจว่าอิสราเอลจะแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ความปลอดภัยและสิทธิของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ให้ความเห็นเชิงลบต่ออิสราเอล โดยมีมุมมองว่าการสกัดกั้นเรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สะท้อนว่าอิสราเอลพร้อมจะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและมีเป้าหมายทำให้ชาวปาเลสไตน์เผชิญวิกฤต นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงท่าทีเชิงลบต่ออิสราเอล โดยระบุว่าการปิดกั้นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเท่ากับการละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์ รวมทั้งจะสนับสนุนกลุ่ม Global Sumud Flotilla ต่อไป ผู้ชุมนุมในหลายประเทศรวมตัวกันประท้วงคัดค้านอิสราเอล เช่น ฝรั่งเศส เบลเยียม…

จีนเริ่มใช้วีซ่าประเภท K ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

  สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 ว่า รัฐบาลจีนเริ่มใช้วีซ่าประเภท K เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเดินทางและพำนักในจีนได้นานขึ้น โดยจีนประกาศเตรียมใช้วีซ่าดังกล่าวเมื่อ สิงหาคม 2568 เป้าหมายเพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลกกับชาวจีน โดยวีซ่าประเภท K จะลดขั้นตอนการทำเอกสารเพื่อขอวีซ่าเดินทางเข้าจีน เช่น ไม่ต้องมีสถาบันหรือต้นสังกัดรับรอง แต่ต้องมีคุณสมบัติด้านความรู้และประสบการณ์ทำงานที่ตรงตามความต้องการของจีน เช่น มีวุฒิการศึกษาสาขา STEM ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ซึ่งรัฐบาลจีนคาดหวังให้การใช้วีซ่าประเภทใหม่นี้ตอบสนองความต้องการของจีนที่จะเป็นผู้นำด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก รัฐบาลจีนเคยใช้มาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีทักษะที่จีนต้องการให้เดินทางเข้าประเทศมากขึ้น เช่น เมื่อปี 2556 จีนออกวีซ่าประเภท R หรือ Talent Visa เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีความสามารถและทักษะสูง โดยเป็นทักษะที่จีนต้องการเป็นพิเศษ สามารถเดินทางเข้า-จีนได้หลายครั้งและมีระยะเวลา 5-10 ปี รวมทั้งสามารถทำงานในจีนได้ สำหรับวีซ่าประเภท K ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติอย่างมาก เนื่องจากเป็นมาตรการที่สวนทางกับนโยบายของสหรัฐฯ ที่จำกัดการรับชาวต่างชาติเข้าไปทำงานด้านเทคโนโลยีในสหรัฐฯ มากขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการปกป้องความมั่นคง และวิตกว่าการให้ชาวต่างชาติเข้าไปมีบทบาทด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบต่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจีนจะออกวีซ่าประเภท…

สหรัฐฯ ค้ำประกันความมั่นคงให้กับกาตาร์

  ทั่วโลกให้ความสนใจการกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับกาตาร์ โดยมีรายงานเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามในคำสั่งผู้บริหารเมื่อ 29 กันยายน 2568 ที่มีเนื้อหาเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับกาตาร์ให้ใกล้ชิดมากขึ้น โดยสหรัฐฯ จะค้ำประกันความมั่นคงให้กาตาร์ หากกาตาร์เผชิญการโจมตี หรือการคุกคามจากปัจจัยภายนอก ก็จะถือว่าเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงและสันติภาพของสหรัฐฯ เช่นกัน คำสั่งผู้บริหารดังกล่าว เป็นการยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านการทหารอันดับ 1 ของโลก กับกาตาร์ ซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความร่วมมือส่งเสริมบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคมาโดยตลอด เพราะกาตาร์เป็นที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ รวมทั้งสนับสนุนนโยบายของสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบัน คือ การเป็นตัวกลางการเจรจาระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮะมาส ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการให้รัฐมนตรีกระทรวงสงคราม หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศและผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ วางแผนและนโยบายร่วมกับหน่วยงานของกาตาร์ เพื่อปกป้องกาตาร์จากภัยคุกคามและการโจมตีจากต่างชาติ รวมทั้งให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประสานงานกับกาตาร์อย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการส่งสัญญาณให้นานาชาติเห็นว่า ประเทศที่ร่วมมือกับสหรัฐฯ จะได้รับการปกป้อง แม้ว่าจะไม่ใช่พันธมิตรในกรอบเนโต พร้อมกับป้องปรามไม่ให้คู่ขัดแย้งของสหรัฐฯ กาตาร์ หรือประเทศใดก็ตามปฏิบัติการทางทหารโจมตีกาตาร์ และเป็นการมอบอำนาจตามกฎหมายของสหรัฐฯ ให้สามารถใช้ทุกเครื่องมือเพื่อปกป้องความมั่นคงของกาตาร์ได้ ทั้งการทูต การทหาร และเศรษฐกิจ เนื่องจากความปลอดภัยของกาตาร์จะเท่ากับความปลอดภัยของสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า…

สมาชิก EU จะเพิ่มความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับรัสเซีย

  ผู้นำสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) รวมตัวกันที่กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์กเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงและป้องกันภัยคุกคามสำคัญของภูมิภาค เฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย  การประชุมครั้งนี้ มีนาย António Costa ประธานสภาสหภาพยุโรปและนายกรัฐมนตรี Mette Frederiksen ของเดนมาร์กเป็นเจ้าภาพ และมีผู้นำประเทศยุโรปเข้าร่วม ทุกประเทศเห็นพ้องว่ายุโรปกำลังเผชิญสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำประเทศยุโรปจึงควรเพิ่มความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและตอบโต้กับภัยคุกคาม โดยพื้นที่สำคัญ คือ ยูเครนและน่านฟ้าฝั่งตะวันออกของยุโรป เนื่องจากปัจจุบันเผชิญภัยคุกคามจากปฏิบัติการทางหทารของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กเน้นย้ำให้ทุกประเทศตระหนักว่ารัสเซียกำลังทำสงครามลูกผสม (hybrid warfare) และใช้เครื่องมือทางไซเบอร์ในการโจมตีเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของยุโรปด้วย การประชุมดังกล่าวสะท้อนความเป็นเอกภาพของ EU และความพยายามในการป้องกันภูมิภาคจากภัยคุกคามร่วมกัน ซึ่งผลของการประชุมครั้งนี้ มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ สมาชิก EU ได้ย้ำเป้าหมายร่วมกันที่จะเสริมสร้างความมั่นคงของภูมิภาคให้แข็งแกร่งมากขึ้นภายในปี 2573 ด้วยการระดมงบประมาณป้องกันภูมิภาคจำนวนอย่างน้อย 150,000 ล้านยูโร ผ่านกรอบความร่วมมือ Security Action for Europe หรือ SAFE ที่ริเริ่มขึ้นในปี 2568…