เวียดนามจะจัดการประชุมสำคัญทางการเมืองในมกราคม 2569

เวียดนามเตรียมการจัดประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญทางการเมือง และจัดขึ้นทุก ๆ 5 ปีเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ใน 19-25 มกราคม 2569 โดยการประชุมดังกล่าวจะมีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เข้าประชุมจำนวนรวมประมาณ 1,600 คน ในฐานะผู้แทนของสมาชิกพรรคกว่า 5 ล้านคนทั่วประเทศ วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ คัดเลือกผู้ตำรงตำแหน่งคณะกรรมาธิการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม จำนวน 200 คน ซึ่งจะเป็นผู้บริหารและกำหนดนโยบายสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ จะมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งโปริตบูโรจำนวน 17-19 ตำแหน่ง ที่นับว่าเป็นสถาบันที่ทรงอิทธิพลและมีอำนาจมากที่สุดในระบบการเมืองเวียดนาม โดยร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ผู้ที่เป็นตำแหน่งสำคัญสูงสุดทางการเมือง ปัจจุบันผู้ตำรงตำแหน่งดังกล่าว คือ นาย To Lam อายุ 68 ปี การประชุมสำคัญดังกล่าวอาจเป็นจุดเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ขณะที่ต่างประเทศจะติดตามการประชุมดังกล่าวเพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ของเวียดนาม ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์ระหว่างประเทศ และการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน สำหรับนโยบายที่น่าติดตามของเวียดนาม เช่น การต่างประเทศ การรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย การพัฒนาเศรษฐกิจมีการปรับตัวกับการเติบโตของเทคโนโลยีและยุคดิจิทัล เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในประเทศ และตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญเพื่อกระตุ้นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ คาดว่าจะให้ GDP เวียดนามขยายตัวร้อยละ…

สหรัฐฯ เปลี่ยนนักการทูตในต่างประเทศ รวมทั้ง สปป.ลาว เวียดนาม และฟิลิปปินส์

สื่อมวลชนสหรัฐฯ เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนการปรับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในการดำเนินนโยบายการทูตของสหรัฐฯ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย America First ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจะเรียกตัวผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการทูตจาก 29 ประเทศทั่วโลก กลับสหรัฐฯ ในต้นปี 2569 ซึ่งสื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า นักการทูตระดับสูงที่อยู่ในบัญชีถูกเรียกตัวกลับนี้ เป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อและดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ หรือผู้แทนสหรัฐฯ ระดับสูงสุดในต่างประเทศตั้งแต่สมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน และปกติจะต้องดำรงตำแหน่งอยู่ครั้งละเวลา 3-4 ปี กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันจำนวนหรือรายชื่อนักการทูต หรือเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในต่างประเทศที่จะถูกเรียกตัวกลับ แต่ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานที่ทุกรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ ตลอดจนเน้นย้ำว่า เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในต่างประเทศ หรือนักการทูตระดับสูง เท่ากับผู้แทนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในต่างประเทศ ดังนั้น จึงเป็นตำแหน่งสำคัญ และต้องมั่นใจว่าผู้ดำรงตำแหน่งนั้นสนับสนุนนโยบาย America First ของผู้นำรัฐบาล มาตรการดังกล่าวส่งผลต่อเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ทีประจำการใน สปป.ลาว เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เนื่องจากมีรายงานว่าอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ที่ต้องเดินทางกลับประเทศ ส่วนประเทศในภูมิภาคเอเชียอื่น ๆ ได้แก่ ศรีลังกา เนปาล…

สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา เพิ่มแรงกดดันทางการเมือง

หน่วยยามชายฝั่งของสหรัฐฯ เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 เปิดเผยกับสื่อมวลชนต่างประเทศว่าได้ปฏิบัติการยึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา เป็นลำที่ 3 เนื่องจากสหรัฐฯ เชื่อว่าเรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “dark fleet” หรือ “shadow fleet” ซึ่งหมายถึงเรือบรรทุกสินค้าผิดกฎหมาย เรือที่ติดธงปลอม เรือที่ขึ้นทะเบียนไม่ถูกต้อง รวมทั้งเรือที่จงใจบิดเบือนและปิดบังข้อมูลระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (AIS) เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ที่เวเนซุเอลาใช้สำหรับละเมิดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เริ่มจับตาความเคลื่อนไหวของกระบวนการดังกล่าว และประเมินว่าเวเนซุเอลามีแนวโน้มใช้ dark fleet เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้เมื่อ 11 ธันวาคม 2568 หน่วยยามชายฝั่งสหรัฐฯ ปฏิบัติการสกัดกั้นและยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Skipper ที่เดินเรือออกจากเวเนซุเอลา และอยู่ในน่านน้ำสากล เป็นครั้งแรก สะท้อนว่า ปัจจุบัน หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ เฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของเรือขนส่งสินค้าในภูมิภาคอเมริกาใต้อย่างใกล้ชิด และกำลังจะยกระดับการสกัดกั้นภัยคุกคามจากการเฝ้าระวัง ไปสู่การปฏิบัติการตอบโต้ด้วยการยึดเรือไว้ตรวจสอบ เพื่อขยายผลและป้องกันภัยคุกคามจากการเดินเรือสินค้าผิดกฎหมายต่อไป ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค และปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ เนื่องจากมีมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา ตลอดจนปรามปรามการกระทำผิดกฎหมายในน่านน้ำสากล ด้านผู้นำเวเนซุเอลาระบุว่าสหรัฐฯ ต้องการบั่นทอนเศรษฐกิจ ความมั่นคง…

สื่อต่างประเทศติดตามการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนประเด็นไทย-กัมพูชา

สำนักข่าวต่างประเทศยังคงให้ความสนใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชาใน 22 ธันวาคม 2568 โดยรายงานกรณีการปะทะทางการทหารที่ยังคงตึงเครียด ขณะที่มาเลเซียผลักดันให้อาเซียนมีกำหนดจัดการประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ใน 22 ธันวาคม 2568 เพื่อหารือแนวทางการทำความตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชาอีกครั้ง หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการมีส่วนร่วมในการทำให้ไทย-กัมพูชาลงนามในความตกลงไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ สื่อรายงานท่าทีและความคาดหวังของผู้แทนฝ่ายไทยและกัมพูชา โดยรายงานว่าฝ่ายไทยมีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะกำหนดเงื่อนไขระหว่างประเทศเพื่อนบ้านให้ชัดเจน พร้อมยืนยันว่ากัมพูชาต้องหยุดยิงก่อน ด้านผู้แทนฝ่ายกัมพูชาให้ความเห็นว่าการพูดคุยครั้งนี้อาจฟื้นฟูสันติภาพ เสถียรภาพและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านได้ พร้อมย้ำว่าการแก้ไขปัญหาต้องดำเนินการตามแนวทางสันติภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีการปะทะ และไม่มีการเจรจาสองฝ่าย ทำให้อาเซียนเผชิญความท้าทายอย่างมาก เพราะรัฐบาลของไทยและกัมพูชายังไม่ส่งสัญญาณว่าจะยุติปฏิบัติการทางทหารและเจรจากัน แม้ว่าจะมีรายงานว่าประชาชนจำนวนมากต้องกลายเป็นผู้อพยพ โดยฝั่งไทยมีประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่จำนวน 400,000 คน ส่วนกัมพูชามีจำนวน 525,000 คน การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษ ที่มาเลเซียครั้งนี้ จะเป็นการเผชิญหน้ากันโดยตรงครั้งแรกระหว่างผู้แทนทางการทูตของไทยและกัมพูชา หลังจากความขัดแย้งที่เริ่มขึ้นเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะมีนาย Mohamad Hasan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเป็นประธาน คาดหวังให้อาเซียนยังคงเป็นกลไกกลางในการผ่อนคลายความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิก และต้องการให้มีการประกาศยุติการปะทะทางทหารระหว่างกัน เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการแก้ไขข้อพิพาทอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ทั้งนี้ สหรัฐฯ แสดงการสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในครั้งนี้ด้วย โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีถ้อยแถลงเมื่อ 21 ธันวาคม 2568…

สื่อต่างชาติรายงานการปะทะทางทหารระหว่างไทย-กัมพูชาลดลง

สื่อต่างชาติเมื่อ 20-21 ธันวาคม 2568 ลดการรายงานการปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาลดลง แต่ไปเน้นการรายงานความพยายามของฝ่ายที่ 3 นอกเหนือจากไทยและกัมพูชาที่เรียกร้องและกดดันให้ทั้งสองฝ่ายยุติความขัดแย้งระหว่างกัน โดยเห็นว่าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษที่จะมีขึ้นที่มาเลเซีย ใน 22 ธันวาคม 2568 จะมีการผลักดันให้มีการหารือเรื่องการหยุดยิงของทั้งสองประเทศ สื่อรายงานว่าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษ ดังกล่าวเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับแรงกดดันของมหาอำนาจทั้งสองประเทศ คือจีนและสหรัฐฯ ที่ออกมามีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งจีน มีท่าทีจากทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ และยังส่งผู้แทนพิเศษฝ่ายกิจการตะวันออกของจีนพบหารือกับไทย และกัมพูชา พร้อมกับยืนยันท่าทีของจีนในความพร้อมที่จะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของจีนในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจา ขณะที่สหรัฐฯ ก็มีท่าทีจากรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อ 20 ธันวาคม 2568 ที่เชื่อมั่นว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะสามารถหาทางออกในเรื่องการหยุดยิงได้ในสัปดาห์หน้า  และมีภารกิจสำคัญที่จะนำทั้งสองฝ่ายเข้าสู่การเจรจาให้ได้ นอกจากสื่อต่างประเทศรายงานประเด็นดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีท่าทีจากนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียซึ่งโพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อ 21 ธันวาคม 2568 ว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษจะเป็นไทยกับกัมพูชาเจรจากันได้อย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดระหว่างกัน และหาทางออกสู่สันติภาพอย่างยุติธรรมและยั่งยืน การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และการเกี่ยวพัน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ ความมั่นคงในภูมิภาค และความเป็นเอกภาพของอาเซียน สำหรับสื่อกัมพูชา นอกจากรายงานกรณีโฆษกของกัมพูชาประณามไทยกรณีกองทัพอากาศของ ใช้ F-16…

ผู้นำรัสเซียมั่นใจจะได้รับชัยชนะในสงคราม

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียมีถ้อยแถลงประจำปีเมื่อ 19 ธันวาคม 2568 โดยสาระสำคัญส่วนใหญ่แสดงความเชื่อมั่นว่ารัสเซียจะได้รับชัยชนะในการปฏิบัติการทหารในยูเครน เพราะปัจจุบันมีความคืบหน้าอย่างมากและเชื่อว่าจะสามารถยึดพื้นที่ในยูเครนได้เพิ่มเติมภายในปี 2568 และจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในอนาคตอันใกล้ ซึ่งมีนัยหมายถึงการผนวกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครน นอกจากนี้ ประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากถ้อยแถลงดังกล่าว เช่น ย้ำเงื่อนไขของรัสเซียที่จะนำไปสู่การยุติสงคราม ซึ่งหากยูเครนและประเทศตะวันตกยังไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว รัสเซียก็พร้อมจะยกระดับการปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกมากขึ้น รวมทั้งยังขู่ยูเครนว่ารัสเซียจะขยายพื้นที่กันชนระหว่างรัฐ หรือ buffer zone เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติในระยะยาวด้วย ถ้อยแถลงประจำปีของผู้นำรัสเซียครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ประชาชนชาวรัสเซียส่งคำถามเข้าไปถามผู้นำประเทศด้วย มีรายงานว่าประชาชนส่งคำถามเข้าไปมากกว่า 3 ล้านข้อความ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการถาม-ตอบเกี่ยวกับสถานการณ์ยูเครน ซึ่งกลยุทธ์แบบนี้ของรัฐบาลรัสเซียเป็นโอกาสให้ประชาชนชาวรัสเซียทั้งในประเทศและในต่างประเทศ รู้สึกใกล้ชิดกับผู้นำ ผู้นำรัสเซียยังเปิดเผยด้วยว่า ปัจจุบันรัสเซียมีขีดความสามารถด้านการทหารที่แข็งแกร่งและเพิ่มขึ้น เนื่องจากพร้อมจะใช้ระบบขีปนาวุธรุ่น Oreshnik, Burevestnik และ Poseidon เพื่อป้องกันภัยคุกคามทางการทหาร อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีปูตินปฏิเสธคำกล่าวโทษของยุโรปที่ประเมินว่า รัสเซียมีแผนจะโจมตีและรุกรานยุโรปก่อน โดยผู้นำรัสเซียยืนยันว่าไม่เป็นความจริงและเป็นเรื่องไร้สาระที่มาจากนักการเมืองในยุโรป ที่มีอาการจิตผิดปกติและใช้ความหวาดกลัวข่มขู่คุกคามประชาชน ท่าทีของผู้นำรัสเซียมีขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเร่งประสานงานระหว่างรัสเซียและยูเครน เพื่อโน้มน้าวให้ทั้ง 2 ประเทศเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง และทำข้อตกลงตามแผนการที่สหรัฐฯ เสนอ โดยมีรายงานว่า…

สหภาพยุโรปจะให้ยูเครนกู้เงิน 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นาย Antonio Costa ประธานสภาสหภาพยุโรประบุเมื่อ 19 ธันวาคม 2568 ว่า สหภาพยุโรปมีมติเห็นชอบทำข้อตกลงให้ยูเครนกู้เงินจำนวนอย่างน้อย 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 90,000 ล้านยูโร เพื่อใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมทั้งพัฒนากองทัพและต่อต้านการรุกรานจากรัสเซีย โดยสหภาพยุโรป (EU) จะสรรหาเงินทุนจากกองทุนต่าง ๆ ในกลไกของ EU เพื่อสนับสนุนให้ยูเครนเป็นระยะเวลา 2 ปี ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลสสกียินดีที่ EU จะสนับสนุนและช่วยเหลือยูเครนต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้นำยูเครนโน้มน้าวให้ EU จัดสรรความช่วยเหลือให้ยูเครน จากทรัพย์สินที่อายัดจากรัสเซียไว้ มูลค่าประมาณ 200,000 ล้านยูโร เพื่อเป็นการลงโทษรัสเซียที่ทำสงครามในยูเครน และมีความเคลื่อนไหวที่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคยุโรป ความช่วยเหลือของ EU จะสามารถบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงทางการเงินของยูเครนได้มาก เนื่องจากสภาวะสงครามที่ยาวนานยืดเยื้อ ทำให้รัฐบาลยูเครนเผชิญความเสี่ยงทีจะเผชิญวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรง และมีความเป็นไปได้สูงที่จะแพ้ในการทำสงครามกับรัสเซีย ซึ่ง EU หารือกันเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งสมาชิกบางส่วนเสนอให้ใช้สินทรัพย์ที่อายัดได้จากรัสเซียไปสนับสนุนยูเครน แต่ความคิดเห็นของสมาชิก EU แตกต่างกันอย่างมากในประเด็นดังกล่าว ทำให้การหารือยืดเยื้อมาโดยตลอด การเจรจาที่ยืดเยื้อในกลุ่มสมาชิก EU…

สื่อต่างประเทศรายงานเน้นการปฏิบัติการทางอากาศของไทยที่กรุงปอยเปต 

  สื่อต่างประเทศเมื่อ 18- 19 ธันวาคม 2568 รายงานการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาลดลง แต่ทั้งสื่อตะวันตกและเอเชียกลับเน้นรายงานเฉพาะการปฏิบัติการทางอากาศของไทยอีกครั้ง ที่ใช้เครื่องบิน F-16 ทิ้งระเบิดกาสิโน ที่กรุงปอยเปต ซึ่งเป็นแหล่งคลังอาวุธของกัมพูชา และรายงานอ้างรัฐมนตรีกลาโหมของกัมพูชาที่เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศประณามไทยว่าเป็นการก่ออาชญากรรมทางสงคราม และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาก็ออกมาชี้ให้เห็นว่าการกระทำของไทยทำให้ชาวกัมพูชาเกิดผู้พลัดถิ่นมากกว่า 476,000 คน สื่อต่างชาติ เช่น สื่อตุรกี และสื่อท้องถิ่นกัมพูชายังรายงานประเด็นที่ทำให้เกิดภาพเชิงบวกต่อกัมพูชาในเวทีโลก โดยรายงานการเดินขบวนเรียกร้องสันติภาพกลางกรุงพนมเปญ โดย Union of Youth Federations of Cambodia (UYFC) ซึ่งมีนายฮุนมานี เป็นหัวหน้ากลุ่มและเป็นน้องชายนายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นแกนนำในการเดินขบวนเรียกร้องสันติภาพ และให้มีการหยุดยิง จากที่เกิดการปะทะครั้งใหม่กับไทยตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568  สื่อรายงานว่า ชาวกัมพูชาที่เข้าร่วมมีจำนวนหลายพันคน Volker Turk หัวหน้าข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Human Rights-UNHCR) ได้เรียกร้องให้ไทย-กัมพูชาหยุดหยิง  เนื่องจากมีรายงานว่าสิ่งก่อสร้างทางวัฒนธรรม…

เมียนมาดำเนินคดีต่อประชาชนที่ละเมิดกฎหมายก่อนการเลือกตั้ง

รัฐบาลเมียนมาเมื่อ 18 ธันวาคม 2568 ดำเนินคดีต่อประชาชนชาวเมียนมาจำนวน 229 คน เนื่องจากละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็นชาย 201 คน และหญิง 28 คน บางส่วนประกอบอาชีพนักแสดง ผู้ผลิตภาพยนต์และสมาชิกกองกำลังป้องกันประชาชน หรือ People’s Defense Forces (PDF) โดยกระทำความผิดเนื่องจากพยายามบ่อนทำลายกระบวนการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีขึ้นใน 28 ธันวาคม 2568 เช่น การทำลายป้ายประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ป้ายหาเสียง ข่มขู่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ทำงานในหน่วยเลือกตั้ง และวิจารณ์การเลือกตั้งเชิงลบผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สำหรับกฎหมายเลือกตั้งของเมียนมาฉบับนี้ รัฐบาลเมียนมาเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ กรกฎาคม 2568 กำหนดห้ามไม่ให้มีการจัดการชุมนุมประท้วงหรือกระจายแนวคิดที่จะเป็นอุปสรรคต่อขั้นตอนและกระบวนการเลือกตั้ง หากใครฝ่าฝืนจะได้รับโทษจำคุกระหว่าง 3-10 ปี รวมทั้งมีค่าปรับด้วย ในห้วงที่ผ่านมา มีชาวเมียนมารวมตัวกันชุมนุมประท้วงและวิจารณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ว่าไม่ยุติธรรมและไม่โปร่งใส จึงเรียกร้องให้ชาวเมียนมาคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ตลอดจนขอให้นานาชาติกดดันรัฐบาลเมียนมามากขึ้น เช่น กรณีการชุมนุมประท้วงคัดค้านการเลือกตั้งเมื่อ 3 ธันวาคม 2568 ที่เมืองมัณฑะเลย์ ที่มีชาวเมียนมาชุมนุมคัดค้านการเลือกตั้ง รวมทั้งกฎหมายเกณฑ์ทหาร และเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง การเลือกตั้งในเมียนมาได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก เนื่องจากมีขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ความมั่นคงในเมียนมายังไม่แน่นอน…

ผู้นำสหรัฐฯ สัญญาว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตในปี 2569

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 17 ธันวาคม 2568 แถลงจากทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อชาวอเมริกัน สาระสำคัญ คือ ประกาศความสำเร็จของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ทำให้ภาพลักษณ์สหรัฐฯ กลับไปแข็งแกร่งและได้รับการยอมรับมากขึ้น เพราะสามารถยุติสงครามในฉนวนกาซาได้ และให้คำมั่นว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่สื่อสหรัฐฯ ให้ความสนใจ เช่น การกล่าวโทษว่าผู้อพยพทำให้สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจชะลอตัว การมอบเงินปันผลจำนวน 1,776 ดอลลาร์สหรัฐแก่สมาชิกกองทัพสหรัฐฯ จำนวนกว่า 1,500,000 คน เพื่อเป็นการตอบแทนในโครงการ “warrior dividend” โดยอ้างว่าสหรัฐฯ ได้รับผลตอบแทนจากมาตรการภาษีตอบโต้ โจมตีอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน และรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดก่อนหน้านี้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตเงินเฟ้อ ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งสัญญาว่าในปี 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ จะร่วมมือกับฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อปฏิรูปอสังหาริมทรัพย์ และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่มีผลการสำรวจความนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ตกต่ำลงเหลือ ร้อยละ 36 สะท้อนว่าชาวอเมริกันอาจไม่เห็นด้วยกับนโยบาย Make America Great Again ของผู้นำสหรัฐฯ…