จีนสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศ ผ่านการประชุม CDF ประจำปี 2569

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และเป้าหมายของจีนที่ต้องการเป็นหุ้นส่วนด้านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีร่วมกับประเทศอื่น ๆ อย่างเท่าเทียม โดยเมื่อ 22-23 มีนาคม 2569 จีนจัดการประชุม China Development Forum (CDF) ประจำปี 2569 ที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศ และเชิญผู้ประกอบการและนักลงทุนรายใหญ่ของโลกไปเข้าร่วม เพื่อรับฟังแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ นโยบายด้านการตลาด และโอกาสการลงทุนในจีน โดยมีนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียงของจีน เป็นประธานในการประชุมและต้อนรับผู้ร่วมการประชุม เช่น ผู้บริหารบริษัท Apple บริษัท Volkswagen Group  บริษัท Mercedes-Benz และบริษัท Samsung Electronics จีนใช้การประชุม CDF เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพิ่มการลงทุนและขยายความร่วมมือกับจีน เนื่องจากปัจจุบันจีนให้ความสำคัญกับการผลิตที่มีคุณภาพสูง และจีนเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง รวมทั้งการกำหนดนโยบายที่โปร่งใส ให้ความสำคัญกับการแข่งขันอย่างยุติธรรม ดังนั้น  จีนจึงเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อใจได้ จีนยังใช้การประชุม CDF โจมตีนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในเชิงลบ พร้อมกับย้ำว่าจีนจะเป็นผู้ปกป้องตลาดโลกให้มีเสถียรภาพ โดยพาดพิงถึงการใช้มาตรการและเครื่องมือทางเศรษฐกิจฝ่ายเดียว (unilateralism) เพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านการค้า ไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศความร่วมมือระหว่างประเทศ ขณะที่จีนให้ความสำคัญกับระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ธรรมาภิบาล…

การโจมตีคลังและโรงกลั่นน้ำมันในตะวันออกกลางลุกลามมากขึ้น  

ความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ตอกย้ำวิกฤตความมั่นคงพลังงาน เนื่องจากเมื่อ 19-20 มีนาคม 2569 มีรายงานว่าคลังและโรงกลั่นน้ำมัน รวมทั้งท่าเรือขนส่งน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลางตกเป็นเป้าหมายโจมตีทางการทหาร โดยเฉพาะในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) กาตาร์ โอมาน และอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ไปยังยุโรปและเอเชีย สำหรับเหตุการณ์ที่อาจทำให้สถานการณ์ยกระดับความรุนแรง คือ เมื่อ 18 มีนาคม 2569 อิสราเอลโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและผลิตก๊าซธรรมชาติและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องของอิหร่าน หรือ South Pars ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ North Dome ของกาตาร์ ซึ่งทั้ง 2 แห่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้อิหร่านไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจาก South Pars  ซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย เป็นแหล่งผลิตก๊าซที่สำคัญของประเทศ จึงตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศอื่น ๆ ในอ่าวอาหรับ สร้างความเสียหายต่อโรงกลั่นน้ำมัน ท่าเรือขนส่งน้ำมัน และท่าขนส่งน้ำมันผ่านท่อใต้ทะเล อิหร่านยืนยันว่าการโจมตีกลับดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ และก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ประกาศเตือนแล้วว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านถูกโจมตี อิหร่านก็มีสิทธิจะตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความปลอดภัยของชาติเช่นกัน การตอบโต้ของอิหร่านทำให้สหรัฐฯ กดดันอิสราเอลไม่ให้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเพิ่มเติม เพื่อควบคุมความเสียหายไม่ให้ลุกลามบานปลายไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค…

ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ บรรลุแผนโครงการเสริมความมั่นคงพลังงาน

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ นำคณะเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเมื่อ 19 มีนาคม 2569 เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผลการพบหารือที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ วอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ บรรลุแผนการดำเนินโครงการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในสหรัฐฯ แลกเปลี่ยนกับให้ผู้นำสหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีตอบโต้สินค้าจากญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นให้คำมั่นว่าจะลงทุนมากกว่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการผลิตพลังงาน รวมทั้งโรงกลั่นน้ำมัน ในสหรัฐฯ เช่น รัฐโอไฮโอ รัฐเพนซิลเวเนีย และรัฐเทกซัส และจะเพิ่มการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในรัฐแอละแบมา และรัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ ด้วย เท่ากับว่าญี่ปุ่นจะลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสหรัฐฯ อย่างน้อย 3 โครงการใหญ่ ๆ ที่จะเป็นผลดีต่อการจ้างงานและความมั่นคงพลังงานในสหรัฐฯ ระยะยาว นอกจากความร่วมมือด้านการผลิตพลังงานในสหรัฐฯ มีรายงานว่า ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ จะเพิ่มความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตแร่หายากร่วมกัน รวมทั้งปฏิบัติการสำรวจแร่หายากในทะเลลึก ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่าญี่ปุ่นสำรวจพบแร่หายากที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง บริเวณเกาะ Minamitori ของญี่ปุ่น โดยมีรายชื่อบริษัทของทั้ง 2 ประเทศที่พร้อมดำเนินการทันที ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อสหรัฐฯ ที่ต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าแร่หายากจากจีน ผู้นำญี่ปุ่นหารือกับผู้นำสหรัฐฯ…

ศรีลังกาประกาศให้วันพุธเป็นวันหยุด เพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงาน

ประเทศในเอเชียจำนวนมากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้การขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน หยุดชะงัก และไม่เป็นผลดีต่อการสำรองน้ำมันในประเทศ เนื่องจากสงครามส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในช่องแคบฮออร์มุซที่เป็นช่องทางขนส่งน้ำมันร้อยละ 90 ไปยังเอเชีย ดังนั้น หลายประเทศทยอยออกมาตรการบรรเทาความตึงเครียดในวิกฤตพลังงาน รัฐบาลศรีลังกา เมื่อ 17 มีนาคม 2569 ประกาศให้วันพุธเป็นวันหยุดชั่วคราว มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ เพื่อลดการใช้พลังงานในห้วงที่ศรีลังกาเสี่ยงเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมัน ด้านประธานาธิบดี Anura Kumara Dissanayake ของศรีลังกายอมรับว่ารัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่สุด แต่ก็ยังมีความหวังว่าจะแก้ไขปัญหาได้ นอกจากนี้ ยังให้สถาบันการศึกษาเปิดทำการเป็นเวลา 4 วัน แทน 5 วัน รวมทั้งชี้แจงว่าเลือกประกาศวันหยุดทุกวันพุธ เพื่อให้หน่วยงานรัฐบาลยังคงเปิดทำการได้ต่อเนื่อง ไม่นานกว่า 2 วัน เพราะจะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน นอกจากนี้ ศรีลังกายังประกาศจำกัดการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ซึ่งทำให้ประชาชนบางส่วนไม่พอใจ เพราะการกำจัดการเติมน้ำมันที่ 15 สิตร/คัน นั้นไม่เพียงพอต่อการเดินทาง ศรีลังการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันกลั่นจากต่างประเทศมากเป็นอันดับที่ 55 ของโลก หรือมูลค่าประมาณ 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี  ศรีลังกามีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ แต่มีกำลังการผลิตเพื่อการอุปโภคภายในประเทศได้ร้อยละ 40 ทำให้ยังคงพึ่งพาการน้ำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศร้อยละ 60 นอกจากศรีลังกา…

สหรัฐฯ ต้องการให้คิวบาแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ แลกเปลี่ยนกับการคว่ำบาตร

คิวบาซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกาจะตกเป็นเป้าหมายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นลำดับถัดไป ซึ่งจะใช้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเครื่องมือ โดยมีรายงานเมื่อ 17 มีนาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันรัฐบาลคิวบาให้เปลี่ยนแปลงผู้นำ ด้วยการคงมาตรการยกเลิกการส่งน้ำมันและพลังานไปให้คิวบา ส่งผลให้คิวบาเผชิญวิกฤตขาดแคลนพลังงานและเศรษฐกิจพร้อม ๆ กัน แรงกดดันของสหรัฐฯ ที่เข้มขึ้นขึ้นตั้งแต่ มกราคม 2569 ทำให้คิวบาเผชิญวิกฤตพลังงานรุนแรงขึ้นทั่วประเทศ ประชาชนจำนวนมากไม่มีพลังงานใช้ในการอุปโภค ประสบเหตุการณ์ไฟดับทั้งประเทศ รวมทั้งกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยในการใช้ชีวิต และนักศึกษาไม่สามารถเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากไม่มีไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่น ๆ  ประชาชนบางส่วนต้องการเดินทางออกจากประเทศเพราะไม่ต้องการเผชิญความไม่แน่นอน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่าคิวบากำลังเผชิญสถานการณ์เลวร้าย และสหรัฐฯ เตรียมดำเนินการบางอย่างเพื่อแทรกแซงคิวบา โดยอ้างว่าจำเป็นต้องเข้าไปฟื้นฟูเศรษฐกิจและการเมืองให้ประเทศ เพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งสหรัฐฯ มีเป้าหมายชัดเจนต่อคิวบา คือ ต้องการให้ประธานาธิบดี Miguel Díaz-Canel ลาออกจากตำแหน่ง และเปิดเศรษฐกิจให้บริษัทของสหรัฐฯ เข้าไปลงทุน รวมทั้งสหรัฐฯ จะวางแผนปฏิรูปเศรษฐกิจให้คิวบา สหรัฐฯ ย้ำเป้าหมายดังกล่าวในการเจรจากับรัฐบาลคิวบาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการเจรจาในแต่ละครั้ง หรือรายชื่อบุคคลที่สหรัฐฯ ต้องการสนับสนุนให้เป็นผู้นำคิวบาคนใหม่ ด้านประชาชนชาวคิวบาจำนวนมาก เห็นต่างกับสหรัฐฯ…

เวียดนามเพิ่มโอกาสความมั่นคงทางพลังงานกับหุ้นส่วนต่างประเทศ

เวียดนามได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงาน ซึ่งในระดับระหว่างประเทศ เวียดนามได้มีการหารือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งมีโรงกลั่นขนาดใหญ่ จำนวน 2 โรง และสามารถผลิตตอบสนองความต้องการใช้ในประเทศได้ร้อยละ 70 โดยน้ำมันดิบส่วนใหญ่ นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง  ในห้วงสถานการณ์ปกติ และเมื่อปี 2568 เวียดนามนำเข้าน้ำมันดิบ จำนวน 14.2 ล้านตัน เพิ่มจากปี 2567 ร้อยละ 5.3 เวียดนามเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในระยะสั้น และยะยาวควบคู่กันไป โดยรัฐมนตรีด้านการค้าและอุตสาหกรรมของเวียดนามได้หารือนอกรอบการประชุมสุดยอดด้านพลังงานที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น กับผู้แทนของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เมื่อ14-15 มีนาคม 2569 ถึงความเป็นไปได้ที่เวียดนามจะนำเข้าน้ำมันดิบจากทั้งสองประเทศ หรือหาช่องทางช่วยให้เวียดนามสามารถนำเข้าน้ำมันดิบได้มากขึ้น พร้อมกับวางแผนเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการเชิญชวนให้ญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนเกี่ยวกับการผลิตก๊าซธรรมชาติ และ พลังงานนิวเคลียร์ในเวียดนาม เวียดนามยังเชิญชวนให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เข้าไปในลงทุนในเวียดนามเพิ่ม โดยในการพบกับเอกอัครราชทูต UAE กับนายกรัฐมนตรีเวียดนามที่ฮานอย เมื่อ 17 มีนาคม 2569 ก็ได้เชิญชวนให้ไปลงทุนด้านการจัดหาน้ำมัน ด้านไฮเทคโนโลยี ดิจิทัล…

อิหร่านยังมีเสถียรภาพทางการเมือง แม้สูญเสียเจ้าหน้าที่ระดับสูง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เมื่อ 18 มีนาคม 2569 ย้ำว่าการเมืองอิหร่านและนโยบายด้านความมั่นคงยังมีเสถยีรภาพ แม้จะสูญเสียนาย นายอะลี ลารีญานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด  พร้อมบุตรชาย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ซึ่งอิหร่านยืนยันเมื่อ 17มีนาคม 2569 เนื่องจากโครงสร้างการเมืองและรัฐบาลอิหร่านไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลเพียงคนเดียว อย่างไรก็ดี อิหร่านจะแก้แค้นเอาคืนเพื่อตอบโต้ความสูญเสียครั้งนี้ เนื่องจากนายลารีญานี อายุ 67 ปี เป็นบุคคลที่มีความสำคัญและสร้างผลงานด้านความมั่นคงให้อิหร่านมาโดยตลอด รวมทั้งมีบทบาทในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับประเทศตะวันตกด้วย นายลารีญานีเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สำคัญลำดับที่ 2 ที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ รองจากอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมระบุว่าอิหร่านไม่ต้องการสงคราม แต่เป็นสหรัฐฯ ที่เริ่มก่อนและต้องเป็นผู้รับผิดชอบผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอิหร่านก็ยิิงขีปนาวุธติดหัวรบแบบกระจายโจมตีอิสราเอล เพื่อตอบโต้การสังหาร ทั้งนี้ นายลารีญานี เป็นผู้มีบทบาทสำคัญด้านยุทธศาตสร์ของอิหร่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางประเมินว่า อิสราเอลจะเดินหน้าแผนการสังหารผู้นำทางการเมืองและการทหารที่สำคัญของอิหร่าน โดยจะเร่งปฏิบัติการในสงครามครั้งนี้ เพื่อหวังผลบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งแม้ว่าอิหร่านจะเชื่อมั่นในโครงสร้างทางการเมืองและยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่แข็งแกร่ง แต่การสูญเสียเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว เนื่องจากขาดบุคลากรที่มีความสามารถสูงอย่างต่อเนื่อง จนอาจกระทบต่อความสามารถในการรักษาความมั่นคงในอนาคต ขณะที่อิหร่านเผชิญความท้าทายในการรับมือกับปฏิบัติการทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล มีรายงานจาก MarineTraffic องค์กรที่ติดตามเรือพาณิชย์ทั่วโลกตั้งข้อสังเกตว่า อิหร่านอนุญาตให้เรือพาณิชย์เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้นเกือบเป็น 2…

ผลของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อพลังงาน ผู้อพยพ และความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับจีน

การปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านปัจจุบันยังมีความรุนแรงและการโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีสัญญาณว่าจะเจรจาเพื่อหยุดยิงหรือไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ล่าสุดเมื่อ 16 มีนาคม 2569 มีรายงานว่าอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางทหารทั้งในอิหร่านและเลบานอน เพื่อทำลายฐานที่มั่นและคลังอาวุธของกองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุน ด้านผู้นำอิหร่านยืนยันว่าไม่ต้องการสงคราม แต่มีสิทธิป้องกันตนเอง พร้อมสั่งการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก จำนวนผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,444 คน และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 18,000 คน นอกจากนี้ ประเทศในตะวันออกกลางรายงานว่าสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สะท้อนว่า สงครามอิหร่านมีแนวโน้มขยายขอบเขตและสร้างความเสียหายให้ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางมากขึ้น การที่ประเทศในตะวันออกกลางเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงจากการปฏิบัติการทางทหารโดยตรง ส่งผลให้วิกฤตด้านความมั่นคงพลังงานมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อ เนื่องจากประเทศในตะวันออกกลางเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เฉพาะอย่างยิ่งเอเชีย และปัจจุบันคลังน้ำมันในประเทศตะวันออกกลางยังคงเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายโจมตีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกในระยะยาวยังเพิ่มขึ้น จากที่ภูมิภาคตะวันออกกลางยังเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สงบเรียบร้อย นอกจากวิกฤตด้านพลังงาน ประเทศในตะวันออกกลางวิตกกับสถานการณ์ผู้อพยพ จากประชาชนในพื้นที่สงคราม โดยองค์การ UNHCR ของสหประชาชาติ ประเมินว่าสงครามครั้งนี้จะทำมีผู้พลัดถิ่นประมาณ 3.2 ล้านคน แม้ว่าอิหร่านจะยืนยันว่าจำนวนผู้อพยพออกนอกประเทศมีปริมาณไม่มาก แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและทวีความรุนแรง อาจทำให้เกิดคลื่นผู้อพยพลี้ภัยสงครามขนาดใหญ่ที่เดินทางออกจากอิหร่านไปยังประเทศเพื่อน้บาน ได้แก่ อัฟกานิสถาน อาร์เมเนีย อาร์เซอร์ไบจาน อิรัก ปากีสถาน…

จีนปฏิบัติการลาดตระเวนบริเวณช่องแคบไต้หวัน

สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 16 มีนาคม 2569 รายงานอ้างไต้หวันว่าพบเครื่องบินลาดตระเวนของกองทัพจีน (PLA) จำนวน 26 เครื่อง ปฏิบัติการในน่านฟ้าบริเวณช่องแคยไต้หวัน โดยเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้ กองทัพจีนลดจำนวนยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการลาดตระเวนใกล้ช่องแคบไต้หวัน โดยในปฏิบัติการลาดตระเวนทางอากาศเหนือน่านฟ้าไต้หวันครั้งล่าสุด เมื่อ 6 มีนาคม 2569 ส่งเครื่องบินรบไปเพียง 2 เครื่อง นอกจากนี้ เครื่องบินทหารอย่างน้อย 16 เครื่องปฏิบัติการลาดตระเวนรุกล้ำเขตระบุตัวตนการป้องกันทางอากาศ หรือ ADIZ ของไต้หวันทั้งบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันตกเฉียงใต้ รวมทั้งพบว่าจีนส่งกองเรือประมาณ 7 ลำ เข้าไปปฏิบัติการใกล้ไต้หวันด้วย ความเคลื่อนไหวของจีนทำให้ไต้หวันสั่งเตรียมพร้อมกำลังพลหน่วยยามชายฝั่ง เพื่อป้องกันการยั่วยุทางทหารหรือการปฏิบัติการของจีน ไต้หวันคาดว่าความเคลื่อนไหวของจีนเกิดขึ้นก็เพื่อป้องปรามความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ มีกำหนดการส่งยุทโธปกรณ์ให้ไต้หวัน ใน 20 มีนาคม 2569 ทำให้จีนต้องการแสดงแสนยานุภาพทางการทหารว่าสามารถทำให้ไต้หวันขาดการติดต่อกับประเทศอื่น ๆ ได้ ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายของจีนต่อไต้หวันระบุว่า ความเคลื่อนไหวของจีนสอดคล้องกับผลการประชุมสองสภาที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนมีความแข็งแกร่งและเสถียรภาพทางการเมือง จึงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารเพื่อส่งสัญญาณให้ไต้หวันและทั่วโลก เฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ เห็นว่าจีนพร้อมจะรวมชาติกับไต้หวัน และเป็นการส่งสัญญาณก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จะเยือนจีนระหว่าง…

เวียดนาม-จีนขยายสาขาความร่วมมือในเชิงยุทธศาสตร์

เวียดนามและจีนขยายสาขาความร่วมมือในเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกัน โดยใน 15-16 มีนาคม 2569 ผู้แทนระดับรัฐมนตรีของจีนและเวียดนามจะจัดการประชุม 3+3 Strategic Dialogue หรือการประชุมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการทูต การทหาร และความมั่นคงสาธารณะ ที่กรุงฮานอย เวียดนาม ซึ่งจะเป็นการประชุมครั้งแรกที่จีนและเวียดนามจะแลกเปลี่ยนด้านความมั่นคงสาธารณะระหว่างกัน สะท้อนความใกล้ชิดระหว่างประเทศเพื่อนบ้านที่มีระบบการปกครองแบบเดียวกัน และต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศที่ประสบความสำเร็จไปแล้วจากการหารือ 3+3 ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของจีนและเวียดนามเมื่อ ธันวาคม 2568 เวียดนามและจีนคาดหวังให้การประชุม 3+3 ครั้งนี้ เป็นขั้นตอนสำคัญสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสร้างสังคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยในปี 2569 จีนส่งสัญญาณให้เวียดนามเห็นว่าให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เช่น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเดินทางเยือนเวียดนามเป็นประเทศแรกในปี 2569 และสนับสนุนการยกระดับการประชุมความร่วมมือในเชิงยุทธศาสตร์จาก 2+2 ให้เป็น 3+3 คือ เพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงสาธารณะ ที่จีนเชื่อว่าจะเป็นรากฐานสำคัญต่อการขยายความไว้วางใจระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ การประชุม 3+3 จะเป็นผลดีต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับจีน และความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของจีนค่อนข้างน่าสนใจ เพราะสาเหตุที่จีนต้องการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงสาธารณะ หรือ public security นั้นย่อมมีเป้าหมายปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และความร่วมมือนี้อาจเปิดโอกาสให้จีนส่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไปปฏิบัติการร่วมในประเทศเพื่อนบ้าน เหมือนกรณีการลาดตระเวนร่วมในแม่น้ำโขง  ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของประเทศเพื่อนบ้านของจีน ปัจจุบัน…