อิหร่าน-สหรัฐฯ จะเจรจาประเด็นความมั่นคงทางนิวเคลียร์

บรรยากาศความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ ผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายส่งสัญญาณว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเจรจากันเกี่ยวกับความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ล่าสุด สื่อมวลชนต่างประเทศคาดว่าผู้แทนจากอิหร่านและสหรัฐฯ จะเดินทางไปพบปะหารือกันที่ตุรกี ใน 6 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ อิหร่านจะส่งนายอับบาส อะราคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปพบกับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาและบุตรเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยจะมีผู้แทนจากตุรกี กาตาร์ อียิปต์ และโอมาน สนับสนุนและประสานงานเพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจาหาแนวทางลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาค อย่างไรก็ดี มีรายงานเช่นกันว่าอาจมีการย้ายการประชุมจากตุรกีไปโอมาน ที่ผ่านมา ทั้ง 4 ประเทศพยายามแสดงบทบาทด้านการประสานงานและเป็นตัวกลางผลักดันให้เกิดการเจรจามาโดยตลอด เพราะไม่ต้องการให้ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลเสียต่อบรรยากาศด้านความมั่นคงปลอดภัยของภูมิภาคตะวันออกกลาง และนอกจากทั้ง 4 ประเทศข้างต้น มีรายงานว่าอิหร่านหารือกับซาอุดีอาระเบียในประเด็นการเจรจากับสหรัฐฯ ด้วย สะท้อนว่าประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางร่วมมือกันอยู่เบื้องหลังเพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค ประเด็นสำคัญที่อิหร่านกับสหรัฐฯ จะเจรจากัน คือ โครงการพัฒนานิวเคลียร์ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวที่อิหร่านจะยอมหารือกับสหรัฐฯ เพื่อตกลงเงื่อนไขต่าง ๆ ร่วมกัน แต่ยังคงยืนยันไม่เจราจาเรื่องการพัฒนาขีปนาวุธหรือประเด็นความมั่นคงอื่น ๆ ของอิหร่าน ที่ผ่านมา…

สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดีย ลดอัตราภาษีตอบโต้เหลือร้อยละ 18

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เปิดเผยว่าบรรลุการเจรจาข้อตลงลงการค้ากับอินเดีย หลังจากสนทนาทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิของอินเดียแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากอินเดียที่อัตราร้อยละ 18 จากเดิมที่กำหนดไว้ร้อยละ 50 แลกเปลี่ยนกับการที่อินเดียจะต้องยกเลิกการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย รวมทั้งจะต้องสั่งซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ แทน พร้อมประกาศด้วยว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ทันที ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่าผู้นำสหรัฐฯ จะขายน้ำมันที่ได้จากการบริหารจัดการแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลาให้อินเดีย นอกจากนี้ อินเดียจะต้องซื้อผลผลิตด้านเกษตรกรรม และเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ มูลค่ารวมมากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นายกรัฐมนตรีโมดิของอินเดียใช้สื่อสังคมออนไลน์ตอบรับข้อเสนอและประกาศเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าดังกล่าว โดยกล่าวขอบคุณผู้นำสหรัฐฯ ที่พิจารณาลดอัตราภาษีตอบโต้ให้ และมีมุมมองว่าการลดอัตราภาษีจะช่วยให้อินเดียกลับเข้าไปแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างดี เพราะเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับที่สหรัฐฯ ใช้กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำอินเดียมีท่าทีสอดคล้องกันเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว แต่สื่อมวลชนมีมุมมองว่าข้อตกลงครั้งนี้ยังไม่ชัดเจน เพราะไม่มีการลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร และผู้นำอินเดียยังไม่ให้ความเห็นเรื่องการซื้อน้ำมัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศมหาอำนาจทั่วโลกจับตามอง เนื่องจากที่ผ่านมา อินเดียไม่สนใจมาตรการคว่ำบาตรของประเทศตะวันตกต่อรัสเซีย และเป็นผู้ซื้อน้ำมันจากรัสเซียรายใหญ่ พร้อมกันนี้ สื่อมวลชนจีนตั้งข้อสังเกตว่าประธานาธิบดีทรัมป์พยายามโน้มน้าวและกดดันอินเดียให้ยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซียมาโดยตลอด แต่ไม่สำเร็จ เพราะรัฐบาลอินเดียถือว่าการซื้อน้ำมันจากรัสเซียเป็นผลประโยชน์และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ดังนั้น จึงต้องติดตามนโยบายของอินเดียอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะบริหารการค้าพลังงานกับรัสเซียต่อไปอย่างไร เพื่อให้สมดุลกับการรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ คาดว่าอินเดียกับสหรัฐฯ จะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวมากขึ้น หลังจากนาย Subrahmanyam Jaishankar รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดียเยือนสหรัฐฯ…

แนวโน้มความร่วมมือเศรษฐกิจไต้หวันกับสหรัฐฯ ในปี 2569

เศรษฐกิจไต้หวันเติบโตอย่างมากเมื่อปี 2568 ที่ร้อยละ 8.6 ซึ่งสูงสุดในรอบ 15 ปี โดยมีแรงขับคลื่อนจากการส่งออกเทคโนโลยีอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence -AI) และการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ สำหรับใน ปี 2569 ก็มีแนวโน้มที่ AI ยังช่วยเร่งเครื่องการเติบโตให้กับไต้หวันเช่นกัน และที่น่าจับตามมองคือการเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ในสหรัฐฯ เริ่มตั้งแต่การสร้างโรงงานผลิตชิป เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้การต่อรองในเรื่องการลดภาษีให้ไต้หวัน โดยสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อต้องการพึ่งพาตนเองเกี่ยวกับธุรกิจ AI ให้มากที่สุด การที่ไต้หวันเป็นประเทศที่ผลิตรายใหญ่เกี่ยวกับชิปคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ที่เกี่ยวของกับธุรกิจ AI และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ประกอบกับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำ AI ทำให้มีแนวโน้มว่าในปี 2569 สหรัฐฯ กับไต้หวันจะใกล้ชิดกันมากขึ้น จากปัจจุบันก็อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว เพื่อร่วมมือกันคานอิทธิพลกับจีน เฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ก็ยังขายอาวุธให้กับไต้หวัน โดยสหรัฐฯ เป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดให้กับไต้หวัน เมื่อปี 2568 ไต้หวันส่งออกสินค้าที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร เช่น สินค้าเกี่ยวกับออดิโอและวิดีโอ ชิป และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพิ่มถึงร้อยละ 65-78 ไปยังสหรัฐฯ…

เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามจะเยือน สปป.ลาวและกัมพูชา

สื่อมวลชนเวียดนามรายงานเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า พล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และผู้นำสูงสุดเวียดนามจะเยือน สปป.ลาว ใน 5 กุมภาพันธ์ 2569 และเยือนกัมพูชา อย่างเป็นทางการใน 6 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อร่วมเป็นประธานการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามร่วมคณะเดินทางด้วย ทั้งนี้ การเดินทางดังกล่าวเป็นไปตามคำเชิญของสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานรัฐสภากัมพูชา ซึ่งการประชุมนี้จะจัดขึ้นที่ กรุงพนมเปญ กัมพูชา หลังจากการเข้าร่วมประชุม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ในฐานะผู้นำของประเทศ จะร่วมหารือกับผู้นำกัมพูชา และ สปป.ลาวด้วย ทั้งนี้ การเยือนต่างประเทศครั้งนี้ของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสตฺเวียดนามมีความสำคัญ เพราะ พล.ต.อ.โต เลิม เพิ่งได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของเวียดนามจากการประชุมเมื่อ มกราคม 2569 การประชุมระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อกระชับความสัมพันธ์และหารือนโยบายที่สามารถส่งเสริมร่วมกันได้ เพราะทั้ง 3 ประเทศเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด…

อิสราเอลเปิดเส้นทางข้ามแดนฉนวนกาซา-อียิปต์

นานาชาติให้ความสนใจพัฒนาการสถานการณ์ความมั่นคงในฉนวนกาซา โดยมีรายงานว่ากอิสราเอลจะเปิดเส้นทางข้ามแดนระหว่างฉนวนกาซา-อียิปต์ หรือเส้นทาง Rafah เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสามารถเข้าถึงชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้ชั่วคราว โดยอิสราเอลตั้งหน่วยงาน COGAT ภายใต้การบริหารของกองทัพเพื่อควบคุมดูแลปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่าชาวปาเลสไตน์ที่จะเดินทางข้ามพรมแดนจะใช้วิธีการเดินเท้าเท่านั้น ส่วนอียิปต์ร่วมมือกับสหภาพยุโรปด้านการอำนวยความสะดวกและดูแลปฏิบัติการเปิดเส้นทางครั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มเปิดเส้นทางได้ใน 2 ก.พ.69 อิสราเอลย้ำว่าการเปิดเส้นทาง Rafah เป็นขั้นตอนทดลองเท่านั้น และกองทัพอิสราเอลจำเป็นต้องคัดกรองชาวปาเลสไตน์ที่จเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีสมาชิกกลุ่มฮะมาสใช้ประโยชน์เพื่อการหลบหนี โดยคาดว่าชาวปาเลสไตน์จำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บหรือต้องการความช่วยเหลือ จะเดินทางข้ามไปยังอียิปต์ ก่อนหน้านี้ เขตข้ามแดนเส้นทาง Rafah อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลปาเลสไตน์และรัฐบาลอียิปต์ อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลเข้าประจำการและควบคุมเส้นทางตั้งแต่เมื่อ พฤษภาคม 2567 ทำให้อียิปต์และนานาชาติไม่มีช่องทางลำเลียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทางบกไปยังชาวปาเลสไตน์ เส้นทาง Rafah มีความสำคัญต่อฉนวนกาซา และเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์มาโดยตลอด แม้ว่าอียิปต์จะมีสิทธิบริหารจัดการพรมแดนและเส้นทางดังกล่าว เพราะอยู่ติดกับดินแดนตนเองด้วย แต่เมื่อปี 2543 อิสราเอลลงนามในความร่วมมือกับอียิปต์ที่ตกลงให้อิสราเอลมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการขนส่งสินค้าในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มฮะมาส หรือกองกำลังติดอาวุธในฉนวนกาซาใช้ช่องทางดังกล่าวเพื่อเคลื่อนย้ายและลำเลียงอาวุธที่จะเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลและอียิปต์ การเปิดเส้นทาง Rafah แม้เป็นโอกาสให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนอย่างน้อย 22,000 คน ได้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการแพทย์ แต่ชาวปาเลสไตน์กังวลว่าเมื่อได้เดินทางข้ามพรมแดนไปแล้ว อาจถูกบังคับหรือกดดันไม่ให้เดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาในฉนวนกาซา เพราะปัจจุบัน อิสราเอล รวมทั้งสหรัฐฯ ต้องการย้ายชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซา เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และสร้างเป็นเขตเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คำนึงถึงสิทธิหรือความปลอดภัยของชาวปาเลสไตน์

อิหร่านเตือนสหรัฐฯ หากโจมตีจะเกิดสงครามระดับภูมิภาค  

อายะตุลลอฮ์ อะลี คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อายุ 86 ปี เมื่อ 1 ก.พ.69 ใช้โอกาสร่วมงานกิจกรรมฉลองเนื่องโอกาสครบรอบวันที่อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่มีบทบาทนำในการปฏิวัติอิหร่าน (Iranian Revolution) เดินทางกลับประเทศ กล่าวกับชาวอิหร่านว่า สหรัฐฯ ต้องการทำให้สังคมอิหร่านเกิดความแตกแยก และทำลายความมั่นคงอิหร่าน เพื่อเข้าไปครอบครองทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งระบุว่าสหรัฐฯ ปลุกปั่นและอยู่เบื้องหลังการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน  ซึ่งมีลักษณะเป็นการรัฐประหาร เพราะมีรายงานว่าผู้ชุมนุมประท้วงบุกทำลายสถานที่ราชการ นอกจากนี้ ยังประกาศเดือนสหรัฐฯ หากปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน จะต้องเผชิญกับสงครามระดับภูมิภาค ท่าทีของผู้นำสูงสุดอิหร่านมีขึ้นในช่วงที่กองทัพสหรัฐฯ ทยอยเพิ่มขีดความสามารถด้านการทหารในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ทำให้นานาชาติ รวมทั้งอิหร่าน คาดการณ์ว่าสหรัฐฯ เตรียมปฏิบัติการโจมตีทางทหาร อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของหรัฐฯ แสดงความเห็นต่อท่าทีของผู้นำสูงสุดของอิหร่านว่าเป็นท่าทีที่คาดการณ์ไว้แล้วล่วงหน้า และสหรัฐฯ ต้องการทำข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อแก้ไขปัญหาความตึงเครียดครั้งนี้ต่อไป องค์กรระหว่างประเทศติดตามความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เพราะไม่ต้องการให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายไปกระทบความมั่นคงในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรการปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่าน เพราะมีรายงานว่ารัฐบาลอิหร่านใช้มาตรการรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,000 คน มีทั้งพลเรือนและเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนี้ สหภาพยุโรปกดดันรัฐบาลอิหร่านให้ยุติความรุนแรงด้วยการกำหนดให้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC อยู่ในบัญชีรายชื่อองค์กรก่อการร้าย เมื่อ 30…

อิหร่านพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ แต่ยืนยันปกป้องความมั่นคงของประเทศ

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ล่าสุดเมื่อ 30 มกราคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเปิดเผยระหว่างการเยือนตุรกีว่า อิหร่านพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อลดระดับความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างกัน หากสหรัฐฯ ยกเลิกพฤติกรรมข่มขู่คุกคามในภูมิภาค นอกจากนี้ อิหร่านจำเป็นต้องยืนยันการปกป้องความมั่นคงของชาติ และจะไม่เจรจาประเด็นการพัฒนาขีปนาวุธและขีดความสามารถด้านการทหารของอิหร่าน ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เพิ่มจำนวนเรือและเครื่องบินรบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องเมื่อต้น มกราคม 2569 ทำให้นานาชาติประเมินว่าสหรัฐฯ อาจเตรียมพร้อมปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน เพื่อกดดันให้เปลี่ยนแปลงทางการเมืองและยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ท่าทีของอิหร่านอาจช่วยลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาค และส่วนหนึ่งอาจเป็นผลงานของรัฐบาลตุรกี ที่เสนอเป็นผู้ประสานงานและตัวกลางเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในอนาคต เพราะประเทศในภูมิภาคไม่ต้องการให้ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ขยายตัวจนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศด้านความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันก็เผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ในฉนวนกาซาอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกีพบหารือกับนาย Steve Witkoff ผู้แทนการเจรจาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เมื่อ 29 มกราคม 2569 จึงคาดว่าตุรกีจะมีบทบาทสำคัญในการควบคุมบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ต่อไป ความตึงเครียบดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกผันผวนระยะสั้น และทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีรูปแบบความสัมพันธ์ในลักษณะที่ไม่แน่นอนต่อไป เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังใช้ทฤษฎี madman ด้วยการใช้เครื่องมือทางทหารข่มขู่อิหร่าน และแม้อิหร่านจะยินดีเจรจากับสหรัฐฯ แต่ตั้งเงื่อนไขชัดเจนว่าสหรัฐฯ…

IAEA เตือนความเสี่ยงโรงงานนิวเคลียร์ในยูเครน

องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) หรือ IAEA ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้การดำเนินงานของสหประชาชาติ (UN) เมื่อ 30 มกราคม 2569 เตือนความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ในยูเครน เนื่องจากปัจจุบัน รัสเซียยังคงปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของยูเครน เพื่อหวังกดดันยูเครนให้ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ขาดแคลนพลังงาน และยอมแพ้รัสเซีย โดยโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ของยูเครนก็ยังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วย ซึ่ง IAEA กังวลว่าสถานการณ์การสู้รบและเป้าหมายทางการทหารของรัสเซียในยูเครนอาจนำไปสู่วิกฤตความปลอดภัยระดับโลก ท่าทีของ IAEA มีขึ้นระหว่างการประชุมที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย เพื่อสะท้อนมุมมองขององค์กรระหว่างประเทศต่อผลกระทบด้านความมั่นคงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ โดย IAEA รายงานว่า โรงงานพลังงานนิวเคลียร์อย่างน้อย 4 แห่งในยูเครนยังอยู่ในความเสี่ยง แม้ว่ารัสเซียจะยืนยันกับประชาคมระหว่างประเทศว่าจะไม่โจมตีโรงงานดังกล่าวแล้ว แต่การที่รัสเซียโจมตีและทำลายโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ต่าง ๆ ก็สร้างความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ของยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานของเครื่องจักรและระบบหล่อเย็นที่จำเป็นต้องใช้ในโรงงานนิวเคลียร์ ปัจจุบันโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ของยูเครนที่ดำเนินการอยู่มี 4 แห่ง อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลยูเครน 3 แห่ง และอีก 1 แห่งอยู่ในภูมิภาค Zaporizhzhia ซึ่งรัสเซียส่งทหารเข้าไปควบคุมพื้นที่  ที่ผ่านมา…

จีนคัดค้านปานามา กรณียกเลิกสัญญาสัมปทานท่าเรือ

รัฐบาลจีนเมื่อ 30 มกราคม 2569 ประกาศคัดค้านมาตรการของศาลฎีกาปานามา ที่มีคำตัดสินให้เพิกถอนสัญญาสัมปทานของบริษัท CK Hutchison ของฮ่องกง ที่เข้าไปบริหารท่าเรือในปานามา โดยใช้เหตุผลว่าการดำเนินการของบริษัทดังกล่าวที่เข้าไปพัฒนาท่าเรือจำนวน 2 แห่งในคลองปานามา ได้แก่ ท่าเรือ Balboa ทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและท่าเรือ Cristobal ทางฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก นั้น ขัดกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศ ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่าบริษัท CK Hutchison ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และรัฐบาลจีนพร้อมจะใช้ทุกวิธีการเพื่อปกป้องสิทธิของบริษัทจีนที่อยู่ในต่างประเทศ จีนมีมุมมองว่ามาตรการของรัฐบาลปานามา เป็นผลจากแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ปานามาลดอิทธิพลของจีนในคลองปานามา ตั้งแต่เมื่อปี 2568 โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุชัดเจนว่าต้องการให้สหรัฐฯ กลับเข้าไปมีสิทธิเป็นเจ้าของและบริหารจัดการคลองปานามา กังวลกับบทบาทและอิทธิพลของบริษัทจีนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการของคลองปานามา ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ที่สำคัญของดลกและสหรัฐฯ เพราะผู้นำสหรัฐฯ มีมุมมองว่าบทบาทของจีนอาจเป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ กรณีดังกล่าวทำให้ปานามา กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการแข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในภูมิภาคอเมริกา สำหรับบริษัท CK Hutchison เป็นบริษัทบริหารท่าเรือสัญชาติฮ่องกง ก่อตั้งโดยนาย หลี คา-ฉิง นักธุรกิจชาวฮ่องกง ปัจจุบัน บริหารท่าเรืออยู่ใน 24 ประเทศ รวมทั้งสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ ศาลฎีกาปานามาเริ่มการพิจารณาเพิกถอนสัมปทานบริษัทดังกล่าวตั้งแต่เมื่อกลางปี 2568 ก่อนหน้านี้…

ชาวอเมริกันชุมนุมทั่วประเทศ คัดค้านมาตรการจัดการผู้อพยพ

ชาวอเมริกันทั่วประเทศรวมตัวกันเมื่อ 30 มกราคม 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อคัดค้านมาตรการและนโยบายของรัฐบาลต่อการจัดการผู้อพยพในประเทศที่มีการใช้ความรุนแรง และล่าสุดทำให้เกิดเหตุการณ์สังหารนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอเมริกันจำนวน 2 คน ทำให้ชาวอเมริกันไม่พอใจอย่างมาก นอกจากนี้ การชุมนุมทั่วประเทศยังมีขึ้นในช่วงเดียวกันกับที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มการไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐฯ (ICE) สังหารนาย Alex Pretti นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอเมริกันเมื่อ 24 มกราคม 2569 แต่ยังไม่มีการไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่ ICE สังหารนาง Renee Nicole Good นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันเมื่อ 7 มกราคม 2569 สถานการณ์การชุมนุมประท้วงในรัฐมินเนโซตา น่าจับตามองมากที่สุด เพราะผู้ชุมนุมได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ รวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่น เพราะมีมุมมองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กระทำเกินหว่าเหตุ และไม่พอใจมาตรการส่งเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงของรัฐบาลกลางไปประจำการและควบคุมสถานการณ์การประท้วงในรัฐมินเนโซตา ทำให้ประชาชนชาวอเมริกันเผชิญความหวาดกลัวและถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ ICE ยืนยันว่าเข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายเท่านั้น เนื่องจากรัฐมินเนโซตามีผู้อพยพชาวโซมาเลียอยู่จำนวนมาก และรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันต้องการปราปบรามผู้อพยพผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากคาดว่าจะช่วยลดอาชญากรรมและเพิ่มพูนความปลอดภัยให้สังคม การประท้วงรัฐบาลประเด็นนโยบายปราบปรามผู้อพยพในประเทศ มีแนวโน้มจะยืดเยื้อและอาจขยายตัวกลายเป็นความรุนแรงและความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับชาวอเมริกันบางส่วนที่ไม่ชื่นชอบนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้านผู้อำนวยการ ICE พยายามลดระดับความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจต่อสังคมด้วยการระบุว่า ปฏิบัติการของ…