ชาวมาเลเซีย 2 คน ได้รับบาดเจ็บจากเหตุลอบวางระเบิดที่ จ.นราธิวาส

  สำนักข่าว New Straits Times รายงานเมื่อ 7 พ.ค.67 ว่า ชาวมาเลเซีย 2 คน ได้แก่ น.ส.Hariza Aziz อายุ 38 ปี และ น.ส.Siti Aishah Ismail อายุ 31 ปี จากรัฐกลันตัน ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุคนร้ายวางระเบิดแสวงเครื่องติดตั้งในรถจักรยานยนต์และจอดไว้บริเวณหน้าเขื่อนท่าพระยาสาย ถ.ภูผาภักดี ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส เมื่อ 6 พ.ค.67 โดยทั้งสองถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ พบว่ามีอาการมึนศีรษะ แน่นหน้าอก มีบาดแผลเล็กน้อยบริเวณคาง และแขนขา ขณะนี้อาการปลอดภัย และได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว

ศาลรัฐสลังงอร์จำคุกชายขับรถยนต์พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระราชาธิบดีมาเลเซีย

  ผู้พิพากษาศาลเฉพาะในรัฐสลังงอร์ มาเลเซีย มีคำพิพากษาเมื่อ 6 พ.ค.67 จำคุกนาย P’Ramasamy (อายุ 66 ปี/2567) เป็นระยะเวลา 1 เดือน ปรับ 3,000 ริงกิต ในความผิดละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง ปี 2497 จากกรณีที่นาย Ramasamy ขับรถยนต์พร้อมด้วยพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม พร้อมประดับธงของกลุ่มพันธมิตรแห่งความหวัง (Pakatan Harapan-PH/กลุ่มพรรคแกนนำรัฐบาล) ระหว่างการเลือกตั้งซ่อมเขต Taman Bukit Bunga รัฐสลังงอร์ เมื่อ 4 พ.ค.67 ด้านตำรวจท้องถิ่นย้ำเตือนประชาชนให้ระวังการแสดงออกในประเด็นละเอียดอ่อนเรื่องชาติ ศาสนา และสถาบัน (3R)

“นากาแลนด์” ผลพวงเส้นแบ่งเขตแดนที่ผิดเพี้ยน

นากาแลนด์เป็นรัฐเล็กๆ และห่างไกลที่สุดของอินเดีย ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โดย ”นากา-Naga” เป็นชื่อที่เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามที่ราบสูงบริเวณเชิงเขาหิมาลัยในอินเดียและเมียนมา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ประกอบด้วยกลุ่มย่อยอีกหลายสิบเผ่า และนากาในภาษาเมียนมาแปลว่าคนที่เจาะรูหู กับว่ากันว่าวัฒนธรรมการตัดหัวศัตรูคือเอกลักษณ์ของชนเผ่าในกลุ่มชาติพันธุ์นี้ด้วย เดิมชาวนากาเป็นอิสระไม่ขึ้นตรงกับใคร จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 19 กษัตริย์เมียนมาในเวลานั้นสามารถยึดครองดินแดนของชาวนากามาอยู่ใต้ปกครองได้สำเร็จ ต่อมาจักรวรรดิอังกฤษยึดครองรัฐอัสสัมของอินเดียได้จึงแผ่อิทธิพลเข้ามายังชาวนากาด้วย คริสต์ศาสนาที่เจ้าอาณานิคมนำมาเผยแพร่ส่งผลให้ชาวนากาปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต จนในวันที่อินเดียประกาศเป็นเอกราชจากอังกฤษ นากาแลนด์ซึ่งยังเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอัสสัมก็มีความพยายามต่อสู้เพื่อแยกตัวเป็นเอกราช ……..แต่ก็ไม่ประสบผลและในที่สุดแล้วพวกเขาได้แค่สถานะรัฐหนึ่งในอินเดียเมื่อ 1 ธันวาคม 2506 ที่สำคัญ..เส้นแบ่งเขตแดนที่อังกฤษกำหนดได้ส่งผลให้ชาวนากาถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนใหญ่กลายเป็นชาวอินเดียในรัฐนากาแลนด์ และอีกส่วนราวๆ 40,000 คน กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในเมียนมา ซึ่งวิธีการแบ่งแยกโดยเจ้าอาณานิคมส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวนากามาจนถึงปัจจุบัน ไม่เฉพาะต้องพลัดพรากจากพี่น้องร่วมสายเลือด แต่คุณภาพชีวิตยังต่างกันเป็นอย่างมาก อาทิ การศึกษา ระบบขนส่งมวลชน และระบบสาธารณสุข เป็นต้น ชาวนากาในอินเดียแม้จะยากจนแต่ชีวิตไม่ได้แย่มากเมื่อเทียบกับชาวนากาในเมียนมา เมืองดีมาปูร์เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของรัฐนากาแลนด์ถูกคาดหวังให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าของอินเดียตะวันออก แต่เมื่อข้ามไปอีกฝั่งชาวนากาในเมียนมายังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ถนนหนทางเป็นดินลูกรัง โดยเฉพาะเวลาเจ็บป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลซึ่งใกล้ที่สุดยังคงต้องเดินทางหลายวัน ดังนั้นชาวนากาจึงต้องรอคอยพึ่งพาคณะแพทย์สัญจรที่จะรักษาผู้ป่วยตามหมู่บ้าน โดยก่อนหน้านี้ชาวนากาในเมียนมาใช้วิธีข้ามพรมแดนไปรักษาตัวในดินแดนนากาของอินเดีย ซึ่งทำได้ง่ายกว่าเดินทางไปโรงพยาบาลหรือรอคณะแพทย์สัญจร แต่ในห้วงการเกิดโรคไวรัสโควิด 19 ระบาดหนักที่ผ่านมา ส่งผลให้ด่านพรมแดนถูกปิดตาย ชาวนากาจึงทำได้เพียงรอคณะแพทย์สัญจร โดยไม่ทราบว่าเมื่อไหร่คณะแพทย์สัญจรจะเวียนมายังหมู่บ้านอีกครั้ง ……..ชีวิตที่ยากลำบากแสนเศร้าถูกแบ่งแยกด้วยเส้นเขตแดนที่ผิดเพี้ยนมายาวนาน โดยไม่มีโอกาสได้เลือก ที่ผ่านมาชาวนากาในเมียนมาก็พยายามต่อสู้ด้วยการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อหวังสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่ดีขึ้นและรวมผืนดินแดนนากาเข้าไว้ด้วยกัน…

รัสเซียระบุการจับกุมทหารอเมริกันที่วลาดิวอสต็อกไม่เกี่ยวข้องกับการจารกรรมหรือการเมือง

  สำนักข่าว Tass รายงานเมื่อ 7 พ.ค.67 อ้างแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ(กต.)รัสเซีย ระบุว่า ตามที่  NBC News ของสหรัฐฯ รายงานการจับกุม จ.ส.ต. Gordon Black ทหารอเมริกัน เมื่อ 2 พ.ค.67 นั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในข้อหาลักทรัพย์ ขณะเดินทางท่องเที่ยวและเยี่ยมแฟนสาวชาวรัสเซียที่เมืองวลาดิวอสต็อก หลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจในเกาหลีใต้ ในชั้นนี้ทราบว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีอาชญากรรมไม่เกี่ยวข้องกับการจารกรรมหรือการเมือง ด้วยเหตุนี้ กต.รัสเซีย จึงไม่ได้ติดตามคดีของพลเมืองสหรัฐฯ ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ขณะที่หน่วยราชทัณฑ์งดแสดงความเห็นเกี่ยวกับการคุมขังพลเมืองสหรัฐฯ โดยอ้างวัตถุประสงค์ในการสืบสวน อย่างไรก็ดี สำนักงานตำรวจประจำภูมิภาคจะเปิดเผยรายละเอียดคดีในภายหลัง

นายทักษิณ ชินวัตร อดีต นรม. พบหารือกับผู้แทนชนกลุ่มน้อยและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมา

  สำนักข่าว VOA รายงานเมื่อ 6 พ.ค.67 ว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พบกับผู้แทนกองกำลังชนกลุ่มน้อยเมียนมาได้แก่ องค์กรแห่งชาติคะฉิ่น (Kachin National Organization-KNO/มีสำนักงานอยู่ในไทย) พรรคก้าวหน้าแห่งชนชาติคะยา (KNPP) สหภาพแห่งชนชาติกะเหรี่ยง (KNU) และผู้แทนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ห้วงกลาง มี.ค.67 และพบกับ พล.อ.เจ้ายอดศึก ประธานสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) เมื่อ เม.ย.67 เพื่อหารือแนวทางแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมา ขณะที่ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศแถลงเมื่อ 7 พ.ค.67 ว่า นายทักษิณเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้นำทั้งฝ่ายทหารและชนกลุ่มน้อยในเมียนมา การดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนบุคคลและไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทย ส่วนรัฐบาลไทยจะเน้นดำเนินการตามกลไกอาเซียน และยึดมั่นตามฉันทามติอาเซียน โดยเฉพาะการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมา

สหรัฐฯ มุ่งกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 3 พ.ค.67 ว่า  พล.อ.ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหม (รมว.กห.)สหรัฐฯ ย้ำถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับพันธมิตรหลักในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในการประชุม รมว.กห. 4 ฝ่าย กับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ที่ฮาวายในวันเดียวกันนี้  ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทั้ง 4 ประเทศจะขยายความร่วมมือระหว่างกองทัพหลังจากประชุมกันครั้งแรกที่สิงคโปร์เมื่อปี 2566  และช่วยส่งเสริมวิสัยทัศน์ร่วมกันของประเทศประชาธิปไตยทั้ง 4  เพื่อสร้างภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง ทั้งนี้ รมว.กห.สหรัฐฯ ระบุถึงกิจกรรมความร่วมมือทางทะเลในเขตเศรษฐกิจพิเศษของฟิลิปปินส์เมื่อ เม.ย.67 ว่า  เป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการทำงานและความมุ่งมั่นร่วมกันต่อกฎหมายระหว่างประเทศในทะเลจีนใต้  รมว.กห.ทั้ง 4 ประเทศ ยังหารือกันถึงสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงในภูมิภาคปัจจุบัน รวมทั้งแนวคิดริเริ่มใหม่ๆ ที่จะส่งเสริมให้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีเสถียรภาพและความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการฝึกซ้อมทางทะเลร่วมกัน และการช่วยเหลือฟิลิปปินส์ด้านความมั่นคง

กบฏ Houthi ในเยเมนขู่จะขยายการโจมตีเรือในทะเลแดงไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

พลจัตวา Yahya Saree โฆษกกองกำลังติดอาวุธของกบฏชาวชีอะฮ์เผ่า Houthi ในเยเมน แถลงเมื่อ 3 พ.ค.67 ว่ากบฏ Houthi จะขยายการโจมตีเรือในทะเลแดงไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยจะเริ่มโจมตีเรือทุกลำที่เชื่อว่ามีปลายทางที่ท่าเรือของอิสราเอลในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หากอิสราเอลเริ่มโจมตีภาคพื้นดินในเมือง Rafah กาซาตอนใต้ ไม่ว่าเรือจะติดธงประเทศใดก็ตาม ด้านนาย Abdulmalik al-Houthi ผู้นำกบฏ Houthi ระบุเมื่อ 2 พ.ค.67 ว่า กบฏ Houthi ตอบโต้อิสราเอลที่โจมตีฉนวนกาซา ด้วยการโจมตีเรือในทะเลแดงและอ่าวเอเดนที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอลและพันธมิตร ตั้งแต่ พ.ย.66 ถึงปัจจุบัน รวม 107 ลำ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ กบฏ Houthi ขู่จะขยายการโจมตีไปยังมหาสมุทรอินเดีย มุ่งเป้าเรืออิสราเอลและพันธมิตรที่เดินเรืออ้อมแหลม Good Hope แอฟริกาใต้ อย่างไรก็ดี ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า กบฏ Houthi จะมีขีดความสามารถโจมตีเป้าหมายในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้ เนื่องจากอยู่ห่างจากฐานที่มั่นของกบฏฯ ในเยเมนตอนเหนือ ประมาณ 2,000 กิโลเมตร…

ผอ.CIA เยือนอียิปต์เพื่อหารือเกี่ยวกับความขัดแย้งในฉนวนกาซา

นายวิลเลียม เบิร์นส์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (Central Intelligence Agency – CIA) เดินทางถึงกรุงไคโรอียิปต์เมื่อ 3 พ.ค.67 เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอียิปต์และกาตาร์เกี่ยวกับความขัดแย้งในฉนวนกาซา เพื่อผลักดันให้อิสราเอลและกลุ่มฮะมาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกัน ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานในวันเดียวกันว่า กลุ่มฮะมาสจะส่งผู้แทนไปร่วมการเจรจาที่อียิปต์เกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงด้วย โดยแถลงการณ์ของกลุ่มฮะมาสมีทิศทางในเชิงบวกต่อการศึกษาข้อเสนอหยุดยิงกับอิสราเอล

จนท.ตร.สหราชอาณาจักรถูกจับข้อหาก่อการร้าย

สำนักข่าว AP รายงานเมื่อ 1 พ.ค.67 ว่า นาย Mohammed Adil เจ้าหน้าที่ตำรวจ West Yorkshire สหราชอาณาจักร ถูกจับข้อหาเผยแพร่ภาพเพื่อสนับสนุนองค์กรที่ถูกดําเนินคดี ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ก่อการร้าย โดยนาย Adil เผยแพร่และส่งต่อภาพที่แสดงออกถึงการสนับสนุนกลุ่มฮะมาสผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp เมื่อ ต.ค. และ พ.ย.66 ซึ่งกลุ่มฮะมาสถือว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายตามกฎหมายของสหราชอาณาจักร ทำให้นาย Adil ถูกจับ ถูกพักงาน และมีกำหนดขึ้นศาลใน 2 พ.ค.67

อิสราเอลแจ้งเตือนการเดินไปเมือง Malmö ของสวีเดน เนื่องจากมีความเสี่ยงจะเกิดเหตุรุนแรงมุ่งเป้าชาวยิว

  สภาความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล (National Security Council-NSC) ออกคำเตือนเมื่อ 2 พ.ค.67 ยกระดับแจ้งเตือนการเดินทาง (travel advisory) ไปเมือง Malmö ของสวีเดน ในห้วงการจัดงานประกวดร้องเพลงแห่งชาติยุโรป (Eurovision Song Contest) ระหว่าง 7-11 พ.ค.67 จากระดับ 2 (ภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น) เป็นระดับ 3 (ภัยคุกคามระดับปานกลาง) เนื่องจากมีความเสี่ยงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงหรือก่อการร้ายมุ่งเป้าหมายชาวอิสราเอล โดยแนะนำให้ชาวอิสราเอลพิจารณาความจำเป็นและเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางไปเมือง Malmö ทั้งนี้ เมืองดังกล่าวมีผู้อพยพชาวมุสลิมพำนักอยู่จำนวนมาก และเป็นศูนย์กลางจัดการชุมนุมแสดงการต่อต้านอิสราเอลในสวีเดนเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยผู้ชุมนุมจำนวนมากเรียกร้องให้ทำร้ายชาวยิว ประกอบกับกลุ่มก่อการร้ายหลายกลุ่มที่ยังคงเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนจากทั่วโลกโจมตีผลประโยชน์ของอิสราเอลและชาวยิวเพิ่มขึ้น อาจฉวยโอกาสจากการชุมนุมต่อต้านอิสราเอลในเมือง Malmö ก่อเหตุทำร้ายชาวอิสราเอลที่เข้าร่วมงานประกวดร้องเพลงดังกล่าวได้