อิหร่านขู่ว่าจะโจมตีเป้าหมายบุคคลรวมถึงสถานที่พักผ่อนของฝ่ายตรงข้ามทั่วโล

โฆษกกองทัพอิหร่าน ระบุเมื่อ 20 มี.ค.69 ว่า การลอบสังหารเจ้าหน้าที่และผู้บัญชาการระดับสูงของอิหร่านเป็นภาพสะท้อนของความไร้ทางออกและสิ้นหวังของศัตรู ขณะเดียวกันก็ระบุว่าอิหร่านกำลังเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรงข้ามทุกระดับ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงไปจนถึงนักบินและพลทหาร เพื่อดำเนินมาตรการตอบโต้ที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ สถานที่พักผ่อนและแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกจะไม่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มที่เป็นศัตรูของอิหร่าน

ไทยเสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลาง

The New York Times ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความระบุว่า สถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลาง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาระทางการคลัง โดยเฉพาะประเทศในยุโรปและเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในระดับสูง ซึ่งมีปัญหาเศรษฐกิจและระดับหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว โดยหลายประเทศใช้มาตรการอุดหนุนราคาพลังงาน เนื่องจากแรงกดดันทางการเมือง โดยเฉพาะในเอเชีย ตอ.ต. ที่รัฐบาลมักใช้เงินทุนของรัฐป้องกันความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นแนวทางถูกใช้อย่างมากเมื่อปี 2565 พร้อมยกกรณีไทยที่นำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุน ทำให้รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.ค้ำประกันหนี้กองทุน ซึ่งปัจจุบันไทยกลับมาใช้กองทุนเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมัน และสถานะของกองทุนกลับมาติดลบอีกครั้ง ส่งผลให้รัฐบาลต้องพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งใหม่ และทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงอย่างมากที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ผู้นำเมียนมา พบหารือกับ ผบ.ทสส.ไทย ห้วงเยือนกรุุงเนปยีดอ

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ รักษาการประธานาธิบดี และ ผบ.ทสส.เมียนมา ให้การต้อนรับ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส.ไทย ที่นำคณะผู้แทนระดับสูงเยือนกรุุงเนปยีดอ เมื่อ 18 มี.ค.69 พร้อมหารือในประเด็นความร่วมมือระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การรักษาเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค ตลอดจนความมั่นคงและความสงบในพื้นที่ชายแดน การต่อต้านการค้าผิดกฎหมายผ่านพื้นที่ชายแดน แผนการจัดประชุมคณะกรรมการระดับสูงไทย–เมียนมา ความร่วมมือด้านการฝึกอบรมระหว่างกองทัพ การปราบปรามยาเสพติด การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหามลพิษและหมอกควันข้ามพรมแดน และความร่วมมือในการป้องกันการฉ้อโกงทางเทคโนโลยี

สหรัฐฯ ส่งนาวิกโยธินไปประจำการในพื้นที่ตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น

สนข.Newsmax รายงานเมื่อ 19 มี.ค.69 ว่า กลุ่มเรือลำเลียงพลและยกพลขึ้นบก บ็อกเซอร์ (Boxer Amphibious Ready Group) ของสหรัฐฯ ประกอบไปด้วย (1) USS Boxer (LHD-4) (2) USS Portland (LPD-27) และ (3) USS Comstock (LSD-45) พร้อมกับหน่วยกำลังรบผสมนอกประเทศของนาวิกโยธิน ที่ 11 (11st Marine Expeditionary Unit) จำนวนประมาณ 2,200 – 2,500 นาย กำลังเคลื่อนพลออกจากเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อไปประจำการในพื้นที่ตะวันออกกลาง

ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ กระชับความร่วมมือส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น พบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 19 มี.ค.69  ที่วอชิงตัน ดี.ซี. นรม.ญี่ปุ่น แสดงความพร้อมในการสนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของประชาคมโลก ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะประสานงานและสื่อสารอย่างใกล้ชิด เพื่อรับรองความปลอดภัยของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังการหารือ ทั้งสองฝ่ายยังเปิดตัวโครงการลงทุนของญี่ปุ่นในสหรัฐฯ ชุดที่สอง จำนวน 3 โครงการ รวมมูลค่า 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท) โดยหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ การก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ในรัฐเทนเนสซี และแอละแบมา นอกจากนี้ ประกาศข้อตกลงเพิ่มเติมอีก 3 ฉบับ เกี่ยวกับแร่หายาก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

มาเลเซียเฝ้าระวังผลกระทบจากความขัดแย้งใน ตอ.กลาง

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 20 มี.ค.69 ว่า มาเลเซียเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังผลกระทบด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์สู้รบในภูมิภาค ตอ.กลางทวีความตึงเครียด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อมาเลเซียมากขึ้น จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สตช. กองทัพ เตรียมความพร้อมรับมือระดับสูงสุด และจัดการประชุมระดับสูงบ่อยครั้งเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมา นรม.อันวาร์ ได้ติดต่อกับผู้นำหลายประเทศ เช่น อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ตุรกี และอินเดีย เพื่อหารือถึงพัฒนาการในภูมิภาค ตอ.กลาง ซึ่งผู้นำหลายประเทศ เช่น อินเดีย แสดงความประสงค์ให้มาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย

นักท่องเที่ยวรัสเซียขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพของไทย

The International Travel & Health Insurance Journal ของสหราชอาณาจักร อ้างอิงรายงาน Medical Tourism Overseas ไตรมาส 4/2568 ของ Yango Ads บริษัทโฆษณาดิจิทัล ว่า ไทยติดอันดับ 1 ใน 3 ปลายทางยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ เน้นย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการดูแลสุขภาพระดับโลก โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ ซึ่งเลือกไทยเพิ่มขึ้นสำหรับการรักษาแบบไม่ฉุกเฉิน และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยภูเก็ตและพัทยายังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง และมีปลายทางใหม่ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เช่น เชียงใหม่ และกระบี่

การค้าทวิภาคีกัมพูชา-ไทยลดลงร้อยละ 43.5

นาย Kun Nhim อธิบดีกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา (GDCE) ระบุว่า การค้าทวิภาคีระหว่างกัมพูชากับไทยเมื่อ ม.ค.69 มีมูลค่า 209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 43.5 จากเมื่อ ม.ค.68 โดยกัมพูชาส่งออก 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 20) และนำเข้า 151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 49.3) โดยกัมพูชายังคงนำเข้าสินค้าเพื่อการผลิตและการลงทุน อาทิ เครื่องจักร สินค้าและปัจจัยการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมและการเกษตร ทั้งนี้ GDCE ระบุว่าข้อมูลดังกล่าวแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการค้าระหว่างกัมพูชากับไทย ไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

จีนเรียกร้องให้ฟิลิปปินส์ยุติการยั่วยุและรุกล้ำน่านฟ้าบริเวณเกาะหวงเหยียนในทะเลจีนใต้

  โฆษกกองบัญชาการยุทธบริเวณภาคใต้ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน แถลงเมื่อ 18 มี.ค.69 เรียกร้องให้ฟิลิปปินส์ยุติการรุกล้ำอธิปไตยจีน และการยั่วยุที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน หลังตรวจพบเครื่องบินเอนกประสงค์ขนาดเล็ก C-208 ของฟิลิปปินส์ จำนวน 2 ลำ   ที่น่านฟ้าบริเวณเกาะหวงเหยียน (Huangyan Dao) ในทะเลจีนใต้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ กองบัญชาการยุทธบริเวณภาคใต้ได้ส่งกองกำลังทางเรือและอากาศไปยังบริเวณดังกล่าวเพื่อแจ้งเตือนและขับไล่เครื่องบินของอีกฝ่ายแล้ว และจะยังคงเฝ้าระวังการรุกล้ำของฟิลิปปินส์ต่อไป

สหราชอาณาจักรกังวลว่าจีนอาจใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

รัฐบาลสหราชอาณาจักรแสดงความห่วงกังวลว่า จีนอาจกำลังใช้ประโยชน์จากกฎหมายเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Freedom of Information-FOI) ของสหราชอาณาจักร รวบรวมข้อมูลที่แม้จะไม่จัดเป็นความลับ แต่มีความเสี่ยงต่อการเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหว เนื่องจากในห้วงที่ผ่านมามีการส่งคำขอเพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับด้านกลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติจำนวนมาก ซึ่งอาจมีจีนอยู่เบื้องหลัง แม้กฎหมาย FOI ซึ่งเริ่มใช้เมื่อปี 2543 จะกำหนดให้ผู้ยื่นคำขอระบุชื่อและที่อยู่จริง แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการตรวจสอบตัวตนอย่างเข้มงวด ทำให้ยากต่อการระบุแหล่งที่มาที่แท้จริง