อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเชียงรายเพื่อเป้าหมายปลอดหมอกควัน

การประชุมคณะกรรมการระดับรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม 5 ประเทศ (ไทย เมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม) เรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Meeting of the Sub-Regional Ministerial Steering Committee on Transboundary Haze Pollution in the Mekong Sub-Region-MSC Mekong)  ครั้งที่ 14 ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ลาว เมื่อ25 มิ.ย.69 เห็นพ้องให้ขยายกรอบการดำเนินงานของแผนปฏิบัติการเชียงราย 2017 (Chiang Rai Action Plan 2017) ไปจนถึงปี 2573 เพื่อให้สอดคล้องกับแผนงานอาเซียนปลอดหมอกควัน ฉบับที่ 2 (Second Haze-Free Roadmap 2566-2573) และยุทธศาสตร์อาเซียนหลังปี 2568 พร้อมมอบหมายให้สำนักเลขาธิการอาเซียนอำนวยความสะดวกในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงแผนปฏิบัติการเชียงราย 2017 โดยไทยแสดงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว นอกจากนี้ ที่ประชุมยังสนับสนุนให้เสริมสร้างความร่วมมือกับภาคีทั้งในระดับชาติ อนุภูมิภาค…

เมียนมาเตรียมรับหน้าที่เลขาธิการ BIMSTEC ในปี 2570

สนข. DVB News รายงานเมื่อ 24 มิ.ย.69 ว่า นายอินทระ มณิ ปาณเฑย์ เลขาธิการกรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) เยือนกรุงเนปยีดอ เมียนมา และพบกับนายมินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา เมื่อ 22 มิ.ย.69 เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือกับเมียนมาและประเทศสมาชิก BIMSTEC ทั้ง 7 ประเทศ ประกอบด้วย บังกลาเทศ ภูฏาน เนปาล ศรีลังกา อินเดีย เมียนมา และไทย พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมกรณีผู้แทนจากเมียนมาจะรับหน้าที่เลขาธิการ BIMSTEC ในปี 2570 ซึ่งตรงกับช่วงครบรอบ 30 ปี การก่อตั้ง BIMSTEC และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี

มาเลเซียรักษาช่องทางเจรจากับเมียนมา

  ดาตุ๊ก ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รมว.กต.มาเลเซีย ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 25 มิ.ย.69 ว่า การเยือนเมียนมาเมื่อ 19 พ.ค.69 เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบฉันทามติ  5 ประการ ของอาเซียน เพื่อป้องกันการโดดเดี่ยวเมียนมาและรักษาช่องทางการสื่อสารเพื่อหลีกเลี่ยงสุญญากาศทางการทูต ที่อาจเปิดโอกาสให้มหาอำนาจภายนอกเข้าแทรกแซงกิจการภายในของอาเซียน ไม่ใช่การยอมรับหรือรับรองรัฐบาลใหม่ของเมียนมาอ โดยในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ที่ฟิลิปปินส์ ผู้นำอาเซียนเห็นพ้องให้ รมว.กต. เริ่มการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับเมียนมา เพื่อประเมินสถานการณ์และแสวงหาแนวทางขับเคลื่อนขบวนการสันติภาพ มาเลเซียได้เสนอแนวคิดให้เมียนมาพิจารณาให้อำนาจการปกครองตนเองในแต่ละภูมิภาค และระบบสหพันธรัฐ

มาเลเซียริเริ่มโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง

กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Mosti) ร่วมกับสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซีย (ASM) ริเริ่มโครงการวิจัย พัฒนา นวัตกรรม การค้า และเศรษฐกิจ มูลค่า 185 ล้านริงกิต (1,504 ล้านบาท) เพื่อผลักดันให้มาเลเซียบรรลุเป้าหมายการครองส่วนแบ่งตลาดบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงที่ร้อยละ 7 ของโลก โดยมุ่งเน้นขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ตามที่สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติมาเลเซียกำหนดให้ภารกิจดังกล่าวเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศ เมื่อ 11 พ.ค.69 นอกจากนี้ มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยภายในประเทศ จะบูรณาการกับบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซีย 5 แห่ง ในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของมาเลเซียในด้านเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และการผลิตชิปทดสอบหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง 4 (HBM4)

รัสเซียแสดงความสนใจร่วมมือด้านการส่งออกพลังงานให้ไทย

การพบหารือระหว่างนาย Vladimir Kovalyov ประธานหอการค้ารัสเซีย-ไทย (Russian-Thai Business Council ) Kovalyov พร้อมด้วยภาคธุรกิจรัสเซียกับผู้แทนภาคธุรกิจไทยห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซียเมื่อ 17-18 มิ.ย.69 ฝ่ายไทยสนใจนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย เนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมกันมากที่สุดในโลก รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์และอุตสาหกรรมเหล็กกับรัสเซีย  แต่ฝ่ายรัฐบาลและเอกชนของทั้งสองประเทศต้องหารือร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อยุติก่อน นอกจากนี้ นาย Kovalyov ระบุว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเปลี่ยนวิธีชำระค่าสินค้าจากเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินท้องถิ่นแทน อย่างไรก็ดี การนำเข้า-ส่งออกสินค้าระหว่างไทยกับรัสเซียยังมีอุปสรรคด้านการขนส่งทางเรือ รัสเซียกำลังพิจารณาหาเส้นทางเรือที่รวดเร็ว ปลอดภัย และคุ้มค่าสำหรับทั้งสองฝ่าย โดยเส้นทางที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการขนส่งสินค้าจากท่าเรือเมือง Novorossiysk ในทะเลดำผ่านคลองสุเอซเข้าสู่ไทย

ลาว-กัมพูชา ลงนามความร่วมมือส่งออกสินค้าเกษตรไปจีน ผ่านเส้นทางรถไฟลาว-จีน

รมว.เกษตรและป่าไม้ลาว กับ รมว.เกษตร ป่าไม้ และประมงกัมพูชา เป็นประธานร่วมในพิธีลงนามความร่วมมือส่งออกสินค้าเกษตรและพืชพันธุ์จากกัมพูชา ผ่านแดนลาวไปยังจีน ณ สถานีรถไฟท่าบกท่านาแล้ง นครหลวงเวียงจันทน์ ลาว เมื่อ 22 มิ.ย.69 ครอบคลุมการลงนามมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืช 12 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย กล้วย มะม่วง ข้าว มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชส่งออกจากกัมพูชาไปจีน และ ข้าว กาแฟ บลูเบอร์รี่ ฟักทอง กะหล่ำปลี และมะขาม ซึ่งเป็นพืชส่งออกจากลาวไปกัมพูชา หลังจากเจรจามาตรการควบคุมและขนส่งสินค้าข้ามแดนเมื่อ ม.ค.69   การขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางดังกล่าวเป็นทางเลือกสำหรับผู้ส่งออกกัมพูชา เนื่องจากช่วยอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร และย่นระยะเวลาการขนส่งสินค้าเกษตรจาก 15-20 วัน เหลือประมาณ 7 วัน

จีนเปิดเผยผลการทุจริตของสถาบันการเงินระดับชาติ

สนง.ตรวจสอบบัญชีแห่งชาติจีนเผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบประจำปี 2568 ต่อสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ระหว่าง 24-25 มิ.ย.69 ที่กรุงปักกิ่ง โดยตรวจพบการทุจริตของสถาบันการเงินระดับชาติของจีนหลายแห่ง ที่สำคัญคือ  ธนาคาร Bank of China ซึ่งมีพฤติการณ์เลี่ยงภาษีมูลค่า 2,370 ล้านหยวน (ประมาณ 348 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในห้วงปี 2566-2568 ทั้งยังแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากนโยบายสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวม ขณะที่ ธนาคาร Agricultural Bank of China มีพฤติการณ์ปล่อยกู้โดยมิชอบด้วยกฎหมายมูลค่า 11,100 ล้านหยวน (ประมาณ 1,630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้กับโครงการพื้นที่เกษตรกรรมที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน และพบการนำเงินกู้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์อย่างร้ายแรง เช่น นำไปเก็งกำไรในกองทุน และนำเงินกู้ไปชำระหนี้สิน

ปัญหาในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นบทเรียนให้ประเทศอื่น

The Interpreter ของสถาบัน Lowy’s Institute ออสเตรเลีย เผยแพร่บทความเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่เคยได้ชื่อว่าเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญภาวะถดถอย การผลิตรถยนต์และยอดขายในประเทศลดลง ขณะที่การนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์จากจีนเพิ่มขึ้นจนแทนที่บริษัทญี่ปุ่น เนื่องจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยปัญหาสำคัญของไทย คืออุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีอยู่ก่อนรถยนต์จีนเข้ามาในตลาด และแม้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่จากบริษัทใหญ่ แต่ประโยชน์ต่อภาคการผลิตและการสร้างงานในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ กรณีของไทยจึงเป็นบทเรียนสำหรับประเทศอื่นในการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ในการกำหนดนโยบายเพื่อสร้างการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาว

UN เสนอแผนผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อรับมือวิกฤตภูมิอากาศ

นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) แถลงเมื่อ 23 มิ.ย.69 ว่า โลกจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง เนื่องจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของทั้งภาวะโลกร้อนและความเปราะบางด้านพลังงานของหลายประเทศ โดยเสนอแผนปฏิบัติการ 7 ประการเพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 การยุติการอุดหนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิล การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มการลงทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และการขยายแหล่งเงินทุนสำหรับประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีและ AI เปิดเผยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูลอย่างโปร่งใส พร้อมใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมดภายในปี 2573 ทั้งนี้ เลขาธิการ UN เตือนว่าอุณหภูมิโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสตามความตกลงปารีสในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศ ชุมชนชายฝั่ง และประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก หากประชาคมโลกไม่เร่งดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

สหรัฐฯ เร่งวิจัยพัฒนาการใช้เทคโนโลยีควอนตัมและระบบการเข้ารหัสป้องกันแบบใหม่

เว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดี เผยแพร่เมื่อ 23 มิ.ย.69 เกี่ยวกับการลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร 2 ฉบับ คือ (1) เร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีการประมวลผลด้วยควอนตัม ด้วยการปฏิรูปการทำงานร่วมกันระหว่าง พน. กห. และประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯ รวมถึงความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ในการส่งเสริมสายการผลิต ตลาดแรงงานและฐานอำนาจทางอุตสาหกรรมในประเทศ ตลอดจนเสริมสร้างระบบการต่อต้านข่าวกรองในกรอบความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร พร้อมทั้งแข่งขันกับขั้วตรงข้าม และ (2) เริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการระบบการเข้ารหัสป้องกันการถอดรหัสด้วยเทคโนโลยีควอนตัม (Post-Quantum Cryptography – PQC) ในระบบของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยต้องจัดทำโครงการนำร่องโดย พณ. ภายใน 31 ธ.ค. 2570 และวางแผนเพื่อการปฏิรูประบบทั้งหมดภายในปี 2573 โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนจะสามารถนำไปปรับใช้เพื่อรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในประเทศจากการโจมตีทางไซเบอร์