สหรัฐฯ เผชิญปัญหาการชุมนุมประท้วงของกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 28 เม.ย.67 ว่าการชุมนุมประท้วงของกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งของสหรัฐฯ ยังไม่มีทีท่าจะยุติ  และมีผู้ถูกจับกุมเพิ่มขึ้น โดยในวันเดียวกันนี้ มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ กับกลุ่มผู้สนับสนุนอิสราเอลที่  University of California at Los Angeles (UCLA)  และเจ้าหน้าที่ต้องเข้าระงับเหตุ ทั้งนี้ ในห้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์จัดชุมนุมประท้วงในมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วสหรัฐฯ โดยมีผู้ถูกจับกุมกว่า 100 คนที่มหาวิทยาลัยโคลับเบียเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และตามมาด้วยการจับกุมผู้ชุมนุมหลายร้อยคนที่มหาวิทยาลัยในรัฐแคลิฟอร์เนีย  เท็กซัส และแอตแลนตา รวมทั้งมหาวิทยาลัยบอสตันที่ประท้วงเรียกร้องให้แก้ไขวิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาตามอย่างการประท้วงที่มหาวิยาลัยโคลัมเบีย ขณะที่ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ของสหรัฐฯ กล่าวยอมรับว่า ตระหนักถึงความรู้สึกของชาวอเมริกันต่อสงครามในฉนวนกาซา และเคารพต่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและชุมนุมอย่างสงบ  แต่ประณามการต่อต้านชาวยิวและการใช้คำพูดที่แสดงความเกลียดชังเช่นกัน

ผอ.หน่วยข่าวกรองอียิปต์พบผอ.หน่วยข่าวกรองอิสราเอล ผลักดันการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา

เว็บไซต์ The Times of Israel รายงานเมื่อ 26 เม.ย.67 อ้างสำนักข่าวThe New Arab ของกาตาร์ ว่า พลตรี Abbas Kamel ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอียิปต์ นำคณะเจ้าหน้าที่อียิปต์ เดินทางไปกรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล ในวันเดียวกันนี้ เพื่อพบหารือกับนาย David Barnea ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอิสราเอล (Mossad) และนาย Tzachi Hanegbi ที่ปรึกษาความมั่นคงของสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยอียิปต์ต้องการผลักดันการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและปล่อยตัวประกันที่เหลือในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสให้บรรลุผล เพื่อป้องกันไม่ให้อิสราเอลปฏิบัติการภาคพื้นดินในเมือง Rafah ตอนใต้ของฉนวนกาซาติดชายแดนอียิปต์ ที่เชื่อว่าเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มฮะมาส เพราะจะส่งผลกระทบต่อพลเรือนในพื้นที่และความมั่นคงบริเวณชายแดนอียิปต์-ฉนวนกาซา ทั้งนี้ การเยือนอิสราเอลของผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอียิปต์ มีขึ้นหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสงครามอิสราเอล เมื่อ 25 เม.ย.67 ตกลงอนุญาตให้คณะผู้แทนการเจรจาของอิสราเอลหารือกับผู้แทนอียิปต์ซึ่งเป็นคนกลาง เพื่อเจราจาความเป็นไปได้ที่อิสราเอลจะลดเงื่อนไขการปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่จาก 40 คน เป็น 20-33 คน ในห้วงการหยุดยิงระยะแรก

รมว.กต.จีนเตือนให้สหรัฐฯ ให้ความสำคัญต่อความเห็นต่างระหว่างกันที่เพิ่มขึ้น

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวเมื่อ 26 เม.ย.67 ในการพบหารือกับนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนจีน ขอให้สหรัฐฯ ให้ความสำคัญต่อความเห็นต่างหรือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างกัน เพราะแม้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ความมีเสถียรภาพ หลังจากผู้นำของทั้งสองประเทศพบหารือกันในการประชุมสุดยอดที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐฯ เมื่อ พ.ย.66 แต่ปัจจัยลบในความสัมพันธ์ก็ยังคงเพิ่มขึ้น พร้อมกับกล่าวถึงสิทธิอันชอบธรรมของจีนในการพัฒนาที่ถูกกดดันอย่างไม่สมเหตุผล ขณะที่ผลประโยชน์หลักของจีนกำลังเผชิญความท้าทาย ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความคาดหวังถึงความคืบหน้าในประเด็นที่ผู้นำสองฝ่ายตกลงร่วมกัน และว่าสองประเทศควรมีความชัดเจนเท่าที่จะสามารถทำได้ในประเด็นที่ยังเห็นต่างกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจและการประเมินที่ผิดพลาด

ผู้นำรัฐบาล 18 ประเทศ รวมถึงไทย ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้กลุ่มฮะมาสปล่อยตัวประกันทั้งหมด

สำนักข่าว Al Arabiya รายงานเมื่อ 25 เม.ย.67 ว่า ผู้นำรัฐบาล 18 ประเทศ ได้แก่ ไทย อาร์เจนตินา ออสเตรีย บราซิล บัลแกเรีย แคนาดา โคลอมเบีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี ฮังการี โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย เซอร์เบีย สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันเดียวกัน เรียกร้องให้กลุ่มฮะมาสปล่อยตัวประกันทั้งหมดที่ถูกควบคุมตัวไปยังฉนวนกาซา ตั้งแต่ 7 ต.ค.66 ในทันที และสนับสนุนให้กลุ่มฮะมาสใช้การเจรจายุติความขัดแย้ง เพื่อทำให้เกิดการหยุดยิง รวมถึงการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ทั้งนี้ ปัจจุบันมีตัวประกันแรงงานชาวไทยยังไม่ได้รับอิสระ จำนวน 8 คน

นรม.มาเลเซียย้ำสถาบันการศึกษาให้ระมัดระวังการเชิญนักวิชาการต่างชาติมาบรรยาย

สำนักข่าว New Straits Times รายงานเมื่อ 26 เม.ย.67 ว่า นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม และดาโต๊ะ ซรี ซัมบรี อับดุล กาดีร์ รัฐมนตรีอุดมศึกษาของมาเลเซีย ย้ำเตือนให้สถาบันการศึกษาทั่วประเทศระมัดระวังการเชิญนักวิชาการต่างชาติมาบรรยายเชิงวิชาการในมาเลเซีย โดยควรพิจารณาคุณสมบัติและจุดยืนทางการเมืองของบุคคลนั้น ๆ อย่างรอบคอบ การเตือนเกิดขึ้นหลังมีกรณีมหาวิทยาลัยมาลายา (UM) เชิญนาย Bruce Gilley นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน จากมหาวิทยาลัย Portland State รัฐโอเรกอน สหรัฐฯ มาบรรยายให้กับนักศึกษา เมื่อ 23 เม.ย.67 แต่นาย Gilley กลับวิจารณ์จุดยืนของมาเลเซียต่อความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ โดยกล่าวหาว่า มาเลเซียสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวยิวครั้งที่ 2 ก่อนเดินทางออกจากมาเลเซียโดยให้ชี้แจงผ่านทางบัญชี X ว่า ได้รับข้อความข่มขู่จากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่รัฐบาลมาเลเซียหนุนหลัง และมาเลเซียไม่ปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว ด้านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/กัวลาลัมเปอร์ ออกแถลงการณ์เมื่อ 26 เม.ย.67 ยืนยันว่ามาเลเซียยังปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว โดยสหรัฐฯ ยังคงคำแนะนำการเดินทางในมาเลเซียที่ระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดจากทั้งหมด…

หน่วยความมั่นคงออสเตรเลียประเมินว่าออสเตรเลียมีความเสี่ยงถูกโจมตีจากการก่อการร้าย

หนังสือพิมพ์ The Australian รายงานอ้างถ้อยแถลงของนาย Mike Burgess ผู้อำนวยการหน่วยต่อต้านข่าวกรองออสเตรเลีย (Australian Security Intelligence Organisation-ASIO) ต่อสโมสรผู้สื่อข่าวแห่งชาติ (National Press Club) ที่กรุงแคนเบอร์รา เมื่อ 24 เม.ย.67 ว่า ASIO ประเมินภัยคุกคามจากการก่อการร้ายต่อออสเตรเลียอยู่ในระดับ “เป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น” (Possible) ซึ่งเป็นระดับที่ 2 จากสูงสุดระดับที่ 5 หมายถึงมีโอกาสเผชิญการก่อการร้ายร้อยละ 50 ภายใน 12 เดือนข้างหน้า โดยจะเป็นการโจมตีของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลขนาดเล็กโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าหรือมีสัญญาณเตือนเพียงเล็กน้อย และเกิดจากกลุ่มนิยมความรุนแรงที่มีแรงจูงใจทางศาสนาทั้งมุสลิมซุนนีและผู้นับถือศาสนาคริสต์ และกลุ่มที่มีแรงจูงใจทางอุดมการณ์ ได้แก่ กลุ่มนีโอนาซี (neo-Nazi) และกลุ่มชาตินิยมและเหยียดเชื้อชาติ รวมถึงกลุ่มที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิด

เมียนมาปิดด่านเมียวดี-แม่สอด ส่งผลให้การข้ามแดนและการขนส่งสินค้าหยุดชะงัก

สำนักข่าว Mizzima รายงานเมื่อ 23 เม.ย.67 ว่า รัฐบาลเมียนมาประกาศปิดการข้ามแดนผ่านด่านแม่สอด-เมียวดี (สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1) ตั้งแต่ 21 เม.ย.67 และปิดการขนส่งสินค้าผ่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 เป็นการชั่วคราว  โดยยังไม่มีกำหนดการเปิดทำการอีกครั้งอย่างชัดเจน ส่งผลให้ชาวเมียนมาที่ประสงค์เข้าไทยติดค้างในฝั่งเมียวดีจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานเมียนมาในไทยที่เดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลสงกรานต์

กาตาร์จะให้ผู้นำกลุ่มฮะมาสฝ่ายการเมืองพำนักในประเทศต่อไปหากเป็นประโยชน์ต่อการเจรจายุติสงครามในกาซา

สำนักข่าว AFP และเว็บไซต์ The Times of Israel รายงานเมื่อ 23 เม.ย.67 อ้างนาย Majed al-Ansari โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ(กต.)กาตาร์ แถลงเมื่อวันเดียวกันว่า กาตาร์จะให้ผู้นำกลุ่มฮะมาสฝ่ายการเมือง พำนักในประเทศต่อไป หากเป็นประโยชน์และส่งผลเชิงบวกต่อการเจรจายุติสงครามในฉนวนกาซา และไม่มีเหตุผลที่กาตาร์จะยุติการตั้งสำนักงานฝ่ายการเมืองของกลุ่มฮะมาสในกรุงโดฮา ซึ่งกาตาร์อนุญาตให้เข้ามาจัดตั้งตั้งแต่ปี 2555 นอกจากนี้กาตาร์จะมุ่งดำเนินบทบาทคนกลางเจรจาข้อตกลงหยุดยิงและช่วยเหลือตัวประกัน ระหว่างอิสราเอลกับกุล่มฮะมาสต่อไป แม้ว่าจะไม่พอใจนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และเจ้าหน้าที่รัฐบาลอิสราเอล ที่วิจารณ์การทำหน้าที่ดังกล่าวของกาตาร์ในเชิงลบ ทั้งนี้ การแถลงของโฆษก กต.กาตาร์ มีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีกาตาร์ ระบุเมื่อ 17 เม.ย.67 ว่ากาตาร์ต้องพิจารณาทบทวนบทบาทของตนต่อความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกุล่มฮะมาส เพราะมีผู้ฉวยโอกาสใช้การเป็นคนกลางของกาตาร์เพื่อหวังผลทางการเมือง ทำให้มีการคาดการณ์ว่ากาตาร์อาจถอนตัวจากการเป็นคนกลางเจรจายุติสงครามในฉนวนกาซา ประกอบกับปรากฏรายงานอ้างผู้นำกลุ่มฮะมาสฝ่ายการเมือง เริ่มพิจารณาการย้ายสำนักงานฝ่ายการเมืองจากกาตาร์ไปยังประเทศอื่น หลังจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก แสดงท่าทีให้กาตาร์ใช้อิทธิพลกดดันให้กลุ่มฮะมาสยอมบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอล และปล่อยตัวประกันที่เหลือ

อนาคตแผนสันติภาพในยูเครน…จะโดนแขวนหรือได้ไปต่อ?!

การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงเป็นเรื่องใหญ่ที่สื่อรายงานข่าวอยู่ทุกวัน ๆ จนเรานึกสงสัยว่ามันจะมีทางออกของเรื่องนี้ไหมที่ไม่ใช่แนวทางการสู้รบหรือปฏิบัติการทางทหารระหว่างกัน…. เมื่อได้สำรวจก็พบข้อมูลว่า สวิตเซอร์แลนด์กำลังมุ่งมั่นจะจัดการประชุมนานาชาติเพื่อหาแผนสันติภาพให้ยูเครนทันในช่วงฤดูร้อนนี้ หรือการประชุมที่มีชื่อเรียกว่า Ukraine Peace Conference ระหว่าง 15-16 มิถุนายน 2567 โดยความคาดหวังของสวิตเซอร์แลนด์คือให้ผู้แทนของหลาย ๆ ประเทศสนับสนุนการแก้ไขความขัดแย้งนี้ร่วมกัน เพราะสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนที่สู้รบยืดเยื้อกันยาวนานมามากกว่า 2 ปี สร้างความเสียหายต่อบรรยากาศความมั่นคงโลกในมากมายหลายมิติ เพราะทุกสงครามไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก และความร่วมมือระหว่างประเทศ บทความนี้อยากจะเน้นไปสำรวจความพยายามของนานาชาติที่จะยุติสงคราม ด้วยการเสนอ “แผนสันติภาพ” เพื่อพิสูจน์ว่า แนวคิดที่ว่านานาชาติควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ (external engagement) ตามแนวคิด cooperative security หรือการแสวงหาความร่วมมือเพื่อรักษาความมั่นคง ทั้งกับกลุ่มที่เป็นพันธมิตรกัน และกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน หรือแม้กระทั่งเป็นศัตรูคู่ขัดแย้งกัน ก็ยังสามารถร่วมมือกันได้นั้น จะยังคงเป็นแนวทางที่ดีในยุคสมัยอันวุ่นวายและซับซ้อนนี้ไหม และถ้าผลักดันสำเร็จ “แผนสันติภาพเพื่อยุติสถานการณ์ยูเครน” จะกลายเป็นโมเดลแก้ไขความขัดแย้งในพื้นที่อื่น ๆ ได้หรือไม่ หลายประเทศมีความพยายามจะเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนรอบนี้ เพราะรัสเซียกับยูเครนเหมือนจะเจรจากันเองไม่ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขในแผนการสันติภาพที่แตกต่างกัน อย่างยูเครนมีแผนสันติภาพ 10 ข้อที่ประกาศเมื่อปลายปี 2565 เน้นต้องการให้รัสเซียถอนทหารออกไปทั้งหมด ส่วนรัสเซียยืนยันจะต้องอยู่ในภูมิภาคตะวันออกของยูเครนต่อไป เพื่อปกป้องประชาชนในพื้นที่ที่ยึดมาจากการกดขี่ข่มเหงของยูเครนได้ เท่ากับว่า…แผนสันติภาพของทั้ง 2…

พณ.เมียนมาให้ภาคเอกชนเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้าจากที่ผ่านรัฐคะฉิ่นชายแดนจีนเป็นผ่านชายแดนไทย

สำนักข่าว Mizzima รายงานเมื่อ 22 เม.ย.67 อ้างประกาศของกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เมียนมา เมื่อ 12 เม.ย.67 ให้ภาคเอกชนเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้า จากที่ผ่านด่านชายแดนลเวเจ (Lweje) รัฐคะฉิ่น กับเมืองชางฟง (Zhangfeng) มณฑลยูนนานของจีน ไปใช้เส้นทางขนส่งผ่านชายแดนไทย เช่น ด่านชายแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก รัฐฉานตอนใต้ และด่านชายแดนระนอง-เกาะสอง ภาคตะนาวศรี เนื่องจากการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองทัพคะฉิ่นอิสระ (KIA) รุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้น มี.ค.67 จนกระทั่ง KIA ยึดพื้นที่เมืองลเวเจได้อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อ 4 เม.ย.67 และส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านด่านชายแดนลเวเจหยุดชะงัก