สิงคโปร์ประกาศยุบสภาและจะเลือกตั้งใน 3 พ.ค.68

ประธานาธิบดีสิงคโปร์ประกาศยุบสภามื่อ 15 เม.ย.68 ตามคำแนะนำของนายลอว์เรนซ์ หว่อง นรม.สิงคโปร์ และกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปใน 3 พ.ค.68  (จากกำหนดเดิมภายใน พ.ย.68) โดยระบุว่า จะเป็นการเลือกตั้งสำคัญ ที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกทีมบริหารประเทศในการนำพาประเทศรับมือกับสถานการณ์โลกที่ผันผวนอย่างรุนแรง รวมทั้งผลกระทบจากสงครามการค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ  ทั้งนี้ การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นการเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกที่ นรม.หว่องจะเป็นผู้นำพรรคกิจประชาชน (PAP) ลงแข่งขัน หลังจากขึ้นดำรงตำแหน่ง นรม.เมื่อ 15 พ.ค.67 โดยมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ และเพิ่มจำนวน สส.จาก 93 ที่นั่งเป็น 97 ที่นั่ง

ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุไม่มีการยกเว้นภาษีให้กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีน

สนข.The Hills  รายงานอ้างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 13 เม.ย. 68 ว่า จะไม่มีการยกเว้นภาษีตอบโต้ให้กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีนตามที่ประกาศเมื่อ 11 เม.ย. 68 เพราะสินค้าเหล่านี้อยู่ในรายการสินค้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีร้อยละ 20  จากมาตรการแก้ไขปัญหาการค้าเฟนทานิลที่ประกาศเมื่อ 3 มี.ค. 68 อีกทั้งสหรัฐฯ เตรียมดำเนินมาตรการภาษีกับกลุ่มรายการสินค้าดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดอยู่ ทั้งนี้ เมื่อ 11 เม.ย.68 หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (U.S. Customs and Border Protection – CBP) ประกาศรายชื่อสินค้าจีนที่ได้รับการยกเว้นภาษีตอบโต้ 20 รายการ อาทิ  สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ เราเตอร์ไร้สาย และชิปเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น

จีนประกาศจับจนท. NSA ของสหรัฐฯ ข้อหาโจมตีทางไซเบอร์งาน Asian Winter Games

สนข. Xinhua รายงานเมื่อ 15 เม.ย.68 ว่า สำนักงานความมั่นคงสาธารณะ (Public Security Bureau) นครฮาร์บินของจีน ประกาศจับ จนท.ปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานปฏิบัติการเข้าถึงเฉพาะเป้าหมาย สังกัดสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency-NSA) สหรัฐฯ จำนวน 3 ราย ได้แก่ น.ส.Katheryn A. Wilson นาย Robert J. Snelling และนาย Stephen W. Johnson ข้อหาโจมตีทางไซเบอร์ และขัดขวางระบบปฏิบัติการและการจัดการข้อมูลของผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬา Asian Winter Games ครั้งที่ 9 เมื่อ ก.พ.68 ที่นครฮาร์บิน ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่าง ๆ ในมณฑลเฮย์หลงเจียง และบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร Huawei การสืบสวนเปิดเผยว่า NSA จัดซื้อ IP Address จากประเทศต่าง ๆ…

กัมพูชามีแผนพัฒนา จ.สตึงเตร็งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตร

นสพ.Khmer Times รายงานเมื่อ 14 เม.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของ สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชา ระหว่างพิธีเปิดทางหลวงแห่งชาติหมายเลข 71C เชื่อมต่อ จ.ตโบงคะมุม-จ.กัมปงจาม ว่า อนุมัติแผนการพัฒนาที่ดินกว่า 37,500 ไร่ใน จ.สตรึงเตร็ง (ติดชายแดนด้านลาว) เพื่อส่งเสริมการเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในการเปลี่ยน จ.สตึงเตร็ง เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตร พร้อมว่าหลายพื้นที่ของกัมพูชาในอดีตเคยห่างไกลและโดดเดี่ยว แต่ปัจจุบันมีความพยายามเชื่อมโยงโครงข่ายถนนเชื่อมต่อเมืองหลวงกับจังหวัดต่าง ๆ ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จ.มณฑลคีรี จ.รัตนคีรี จ.กระแจะ และ จ.สตีงเตร็ง) จะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนเพื่อเสริมสร้างการเชื่อมต่อ และบูรณาการกับพื้นที่อื่นของกัมพูชา

สงครามการค้ารอบใหม่ สหรัฐฯ VS จีนเริ่มขึ้นแล้ว

สงครามการค้ารอบใหม่ สหรัฐฯ VS จีนเริ่มขึ้นแล้ว จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ยอมยุติเก็บภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากจีน หลังจากเมื่อ 9 เมษายน 2568 ประกาศให้จีนยังเป็นประเทศที่ต้องถูกเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ขณะประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ชะลอการจัดเก็บภาษีตอบโต้กับประเทศที่จะเจรจากับสหรัฐฯ ไว้ 90 วัน (แต่ยังอยู่พื้นฐานจัดเก็บที่ร้อยละ 10) ดังนั้น ภาพสงครามการค้ารอบใหม่ด้วยการใช้การขึ้นภาษีตอบโต้ ระหว่างสหรัฐฯกับจีนชัดเจนมากขึ้น โดยในชั้นนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์จะจัดเก็บภาษีสินค้าจากจีนถึง ร้อยละ 125 หากนับรวมที่มีการขึ้นภาษีที่จีนไม่ยอมสกัดกั้นยาแก้ปวดเฟนทานีล (Fentanyl) จะขึ้นสูงถึงร้อยละ 145   นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังจะเพิ่มภาษีจัดเก็บพัสดุขนาดเล็กจากจีนที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อีกด้วย ซึ่งมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ จะถูกเก็บภาษีตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2568 ซึ่งปกติกไม่ถูกเก็บภาษี  ซึ่งเท่ากับสกัดกั้นธุรกิจ e-commerce ของจีนไปยังสหรัฐฯ ขณะที่จีนตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นร้อยละ 84  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 10 เม.ย.68 รวมทั้งเพิ่มรายชื่อบริษัทสหรัฐฯ 6…

ไทยเสนอแนวทางใช้หารือกับสหรัฐฯ : สะเทือนส่งออก 9 แสนล้านบาท

หลายภาคส่วนในไทยได้มีการหารือ และเสนอแนวทางการรับมือกับการประกาศภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีให้ข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางการเจรจากับสหรัฐฯ ว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มภาษี ได้แก่ 1) ลดการถูกเอาเปรียบจากการขาดดุลทางการค้า และสร้างสมดุลทางการค้าให้กับสหรัฐฯ 2) นำรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษี ไปลดภาระการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ และ 3) ดึงผู้ประกอบการและกลุ่มบริษัทของสหรัฐฯ ให้ย้ายฐานการผลิตกลับไปสหรัฐฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ทั้งก่อนและหลังการการประกาศภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งขอหยิบยกข้อประเมินของนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ที่ได้ระดมสมองหามาตรการรับมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ ซึ่งมูลค่าเสียหายจากการขึ้นภาษีดังกล่าว คาดว่าประมาณ  800,000-900,000 ล้านบาท กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร พลาสติก และเคมีภัณฑ์ ซึ่งอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าไทยในสหรัฐฯ เสียเปรียบคู่แข่ง ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า อาจได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและกัมพูชา ถูกเก็บภาษีสูงกว่า ทำให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดสหรัฐได้ดีขึ้น นายเกรียงไกร ประธาน ส.อ.ท.ได้เสนอมาตรการและหนทางที่จะหารือกับสหรัฐ เช่น 1) เจรจาสร้างความสมดุลการค้า ทั้งการนำเข้า และส่งออก เช่น นำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพื่อมาแปรรูป และส่งออกให้มากขึ้น…

เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากจากนโยบายขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

เศรษฐกิจโลกในปี 2568 จากที่ไม่ค่อยสดใสอยู่แล้ว มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงไปอีก จากผลกระทบของการขึ้นนโยบายภาษีตอบโต้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 2 เมษายน 2568 แม้สหรัฐฯ จะเลื่อนการตอบโต้ทางภาษีออกไปอีก 90 วันขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลง หรืออาจเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ราคาแพงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ และส่งผลให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่คิดเป็นร้อยละ 70 ของ GDP ของประเทศอ่อนแอลง  อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF หรือสถาบันการเงินชั้นนำก็ยังเชื่อว่ามาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2568  เข้าสู่ภาวะถดถอย Kristalina Georgieva กรรมการจัดการของ IMF เตือนการขึ้นภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าหลีกเลี่ยงที่ทำให้เกิดสงครามการค้า และหาทางออกร่วมกัน ส่วนการประเมินผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกนั้น IMF กำลังประเมินอยู่ และจะเผยแพร่รายงานที่จัดทำร่วมกับธนาคารโลกในภาพรวมในการประชุมเดือนเมษายน 2568 นี้ แต่ยืนยันว่าส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี น่าจะยังไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอันใกล้นี้ แต่ชะลอตัวลงจากที่คาดไว้ที่ร้อยละ 3.3 แน่นอน…

ประเทศสมาชิกอาเซียนจะหารือร่วมกันลดผลกระทบการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

มาเลเซียแสดงบทบาทในฐานะประธานอาเซียนในปี 2568 ด้วยการเร่งหารือกับประเทศสมาชิก เพื่อหาทางออกร่วมกันในการลดผลกระทบจากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศ Liberation Day เมื่อ 2 เมษายน 2568 ให้กับชาวอเมริกัน ด้วยการขึ้นภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) สินค้านำเข้าประเทศคู่ค้า 185 ประเทศ ที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนมีประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงที่สุดที่สหรัฐฯ กำหนด คือกัมพูชาที่ร้อยละ  49 และต่ำสุดคือสิงคโปร์ที่ร้อยละ 10 นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนยังส่งสินค้าออกไปยังตลาดสหรัฐฯ เป็นหลักเลยทีเดียว มาเลเซียโดยดาโตะ เชอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีได้โพสต์เฟซบุ๊คเมื่อ 5 เมษายน 2568 ว่า ได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำ สมาชิกอีก 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นให้ได้ข้อมติร่วมกันในหลักการไปเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งรวมทั้งใช้กรอบ ASEAN-US Dialogue ซึ่งอาเซียนก็พร้อมจะเปิดกว้าง และยืดหยุ่นในเรื่องห่วงโซ่การผลิต และเมื่อ 7 เมษายน 2568…

กรอบความร่วมมือ“วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030″ ในการประชุม BIMSTEC ครั้งที่ 6

การประชุมผู้นำความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (The Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation-BIMSTEC) ครั้งที่ 6 และการประชุมที่เกี่ยวข้องที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดที่กรุงเทพฯ ได้สิ้นสุดลงเมื่อ 4 เมษายน 2568 แล้วด้วยความราบรื่น และประสบความสำเร็จ  ซึ่งมีทั้งการเปิด “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030″ โดยนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งเป็นประธานการประชุมฯ และมีการลงนามในปฏิญญาการประชุมฯ  การประชุมฯ ครั้งนี้ ยังเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ที่มีการชุมแบบพบปะกันโดยตรง สำหรับประธาน BIMSTEC ลำดับถัดไปคือบังกลาเทศ “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030” เป็นไฮไลท์สำคัญที่นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวในเปิดการประชุมฯ หลังจากผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้รำลึกถึงผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไวเมื่อ 28 มีนาคม 2568   “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030” ที่นายกรัฐมนตรีไทยเสนอ จะเป็นกรอบความร่วมมือ ที่จะนำสมาชิก BIMSTEC ไปสู่อนาคตที่มีความเจริญรุ่งเรือง ยืดหยุ่น และเปิดกว้าง เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ส่งเสริมความเชื่อมโยง…

จับตา 16 รอยเลื่อนมีพลังในไทยกับความเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหว

  สืบเนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 ในเมียนมา จากรอยเลื่อนสะกายในเมืองมัณฑะเลย์ ระดับความลึก 10 กิโลเมตร เมื่อ 28 มีนาคม 2568 เวลา 13.20 น. จากนั้นอีก 12 นาที เกิดอาฟเตอร์ช็อกขนาด 6.4 ตามมา เมื่อเวลา 13.32 น. และอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 1,100 กิโลเมตร (ตามรายงานของสำนักธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS) สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนและสร้างความเสียหายในหลายจังหวัดโดยเฉพาะอาคารสูงในกรุงเทพฯ ซึ่งจนถึง 3 เมษายน 2568 มีผู้เสียชีวิตในไทยแล้ว 22 ราย บาดเจ็บ 35 ราย และสูญหาย 72 ราย ส่วนเมียนมามีรายงานมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3,085 ราย บาดเจ็บ 4,715 ราย และสูญหาย 341 ราย   ที่มา…