สหรัฐฯ พุ่งเป้าเก็บภาษีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยาจากจีน

สหรัฐฯ ยังไม่ยุติใช้มาตรการภาษีกับสินค้าจีน โดยกำลังพุ่งเป้าหมายไปยังสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี เช่น สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ชิป และเซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยา โดยประกาศเมื่อ 14 เมษายน 2568 ว่า จะแยกไปเก็บภาษีกลุ่มนี้ ต่างหาก ภายในอีก 1- 2 เดือน ข้างหน้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าสินค้ากลุ่มดังกล่าวเป็นห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจดำเนินการได้ตามมาตรา 232 ของ Trade Expansion Act of 1962 เมื่อ 2 เมษายน 2568 สหรัฐฯ ขึ้นภาษีตอบโต้สินค้าจีนที่นำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งจีนก็โต้กลับ จนในที่สุดสินค้าจีนถูกสหรัฐฯ เก็บภาษี ร้อยละ 145 ขณะที่จีนเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในอัตราภาษี ร้อยละ 125 ซึ่งมีผลเมื่อ 12 เมษายน 2568 ส่วนการที่สำนักงานด้านศุลกากรของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 11…

สิงคโปร์ประกาศยุบสภาและจะเลือกตั้งใน 3 พ.ค.68

ประธานาธิบดีสิงคโปร์ประกาศยุบสภามื่อ 15 เม.ย.68 ตามคำแนะนำของนายลอว์เรนซ์ หว่อง นรม.สิงคโปร์ และกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปใน 3 พ.ค.68  (จากกำหนดเดิมภายใน พ.ย.68) โดยระบุว่า จะเป็นการเลือกตั้งสำคัญ ที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกทีมบริหารประเทศในการนำพาประเทศรับมือกับสถานการณ์โลกที่ผันผวนอย่างรุนแรง รวมทั้งผลกระทบจากสงครามการค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ  ทั้งนี้ การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นการเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกที่ นรม.หว่องจะเป็นผู้นำพรรคกิจประชาชน (PAP) ลงแข่งขัน หลังจากขึ้นดำรงตำแหน่ง นรม.เมื่อ 15 พ.ค.67 โดยมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ และเพิ่มจำนวน สส.จาก 93 ที่นั่งเป็น 97 ที่นั่ง

ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุไม่มีการยกเว้นภาษีให้กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีน

สนข.The Hills  รายงานอ้างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 13 เม.ย. 68 ว่า จะไม่มีการยกเว้นภาษีตอบโต้ให้กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีนตามที่ประกาศเมื่อ 11 เม.ย. 68 เพราะสินค้าเหล่านี้อยู่ในรายการสินค้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีร้อยละ 20  จากมาตรการแก้ไขปัญหาการค้าเฟนทานิลที่ประกาศเมื่อ 3 มี.ค. 68 อีกทั้งสหรัฐฯ เตรียมดำเนินมาตรการภาษีกับกลุ่มรายการสินค้าดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดอยู่ ทั้งนี้ เมื่อ 11 เม.ย.68 หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (U.S. Customs and Border Protection – CBP) ประกาศรายชื่อสินค้าจีนที่ได้รับการยกเว้นภาษีตอบโต้ 20 รายการ อาทิ  สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ เราเตอร์ไร้สาย และชิปเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น

จีนประกาศจับจนท. NSA ของสหรัฐฯ ข้อหาโจมตีทางไซเบอร์งาน Asian Winter Games

สนข. Xinhua รายงานเมื่อ 15 เม.ย.68 ว่า สำนักงานความมั่นคงสาธารณะ (Public Security Bureau) นครฮาร์บินของจีน ประกาศจับ จนท.ปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานปฏิบัติการเข้าถึงเฉพาะเป้าหมาย สังกัดสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency-NSA) สหรัฐฯ จำนวน 3 ราย ได้แก่ น.ส.Katheryn A. Wilson นาย Robert J. Snelling และนาย Stephen W. Johnson ข้อหาโจมตีทางไซเบอร์ และขัดขวางระบบปฏิบัติการและการจัดการข้อมูลของผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬา Asian Winter Games ครั้งที่ 9 เมื่อ ก.พ.68 ที่นครฮาร์บิน ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่าง ๆ ในมณฑลเฮย์หลงเจียง และบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร Huawei การสืบสวนเปิดเผยว่า NSA จัดซื้อ IP Address จากประเทศต่าง ๆ…

กัมพูชามีแผนพัฒนา จ.สตึงเตร็งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตร

นสพ.Khmer Times รายงานเมื่อ 14 เม.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของ สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชา ระหว่างพิธีเปิดทางหลวงแห่งชาติหมายเลข 71C เชื่อมต่อ จ.ตโบงคะมุม-จ.กัมปงจาม ว่า อนุมัติแผนการพัฒนาที่ดินกว่า 37,500 ไร่ใน จ.สตรึงเตร็ง (ติดชายแดนด้านลาว) เพื่อส่งเสริมการเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในการเปลี่ยน จ.สตึงเตร็ง เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตร พร้อมว่าหลายพื้นที่ของกัมพูชาในอดีตเคยห่างไกลและโดดเดี่ยว แต่ปัจจุบันมีความพยายามเชื่อมโยงโครงข่ายถนนเชื่อมต่อเมืองหลวงกับจังหวัดต่าง ๆ ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จ.มณฑลคีรี จ.รัตนคีรี จ.กระแจะ และ จ.สตีงเตร็ง) จะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนเพื่อเสริมสร้างการเชื่อมต่อ และบูรณาการกับพื้นที่อื่นของกัมพูชา

สงครามการค้ารอบใหม่ สหรัฐฯ VS จีนเริ่มขึ้นแล้ว

สงครามการค้ารอบใหม่ สหรัฐฯ VS จีนเริ่มขึ้นแล้ว จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ยอมยุติเก็บภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากจีน หลังจากเมื่อ 9 เมษายน 2568 ประกาศให้จีนยังเป็นประเทศที่ต้องถูกเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ขณะประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ชะลอการจัดเก็บภาษีตอบโต้กับประเทศที่จะเจรจากับสหรัฐฯ ไว้ 90 วัน (แต่ยังอยู่พื้นฐานจัดเก็บที่ร้อยละ 10) ดังนั้น ภาพสงครามการค้ารอบใหม่ด้วยการใช้การขึ้นภาษีตอบโต้ ระหว่างสหรัฐฯกับจีนชัดเจนมากขึ้น โดยในชั้นนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์จะจัดเก็บภาษีสินค้าจากจีนถึง ร้อยละ 125 หากนับรวมที่มีการขึ้นภาษีที่จีนไม่ยอมสกัดกั้นยาแก้ปวดเฟนทานีล (Fentanyl) จะขึ้นสูงถึงร้อยละ 145   นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังจะเพิ่มภาษีจัดเก็บพัสดุขนาดเล็กจากจีนที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อีกด้วย ซึ่งมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ จะถูกเก็บภาษีตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2568 ซึ่งปกติกไม่ถูกเก็บภาษี  ซึ่งเท่ากับสกัดกั้นธุรกิจ e-commerce ของจีนไปยังสหรัฐฯ ขณะที่จีนตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นร้อยละ 84  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 10 เม.ย.68 รวมทั้งเพิ่มรายชื่อบริษัทสหรัฐฯ 6…

ไทยเสนอแนวทางใช้หารือกับสหรัฐฯ : สะเทือนส่งออก 9 แสนล้านบาท

หลายภาคส่วนในไทยได้มีการหารือ และเสนอแนวทางการรับมือกับการประกาศภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีให้ข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางการเจรจากับสหรัฐฯ ว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มภาษี ได้แก่ 1) ลดการถูกเอาเปรียบจากการขาดดุลทางการค้า และสร้างสมดุลทางการค้าให้กับสหรัฐฯ 2) นำรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษี ไปลดภาระการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ และ 3) ดึงผู้ประกอบการและกลุ่มบริษัทของสหรัฐฯ ให้ย้ายฐานการผลิตกลับไปสหรัฐฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ทั้งก่อนและหลังการการประกาศภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งขอหยิบยกข้อประเมินของนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ที่ได้ระดมสมองหามาตรการรับมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ ซึ่งมูลค่าเสียหายจากการขึ้นภาษีดังกล่าว คาดว่าประมาณ  800,000-900,000 ล้านบาท กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร พลาสติก และเคมีภัณฑ์ ซึ่งอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าไทยในสหรัฐฯ เสียเปรียบคู่แข่ง ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า อาจได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและกัมพูชา ถูกเก็บภาษีสูงกว่า ทำให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดสหรัฐได้ดีขึ้น นายเกรียงไกร ประธาน ส.อ.ท.ได้เสนอมาตรการและหนทางที่จะหารือกับสหรัฐ เช่น 1) เจรจาสร้างความสมดุลการค้า ทั้งการนำเข้า และส่งออก เช่น นำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพื่อมาแปรรูป และส่งออกให้มากขึ้น…

เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากจากนโยบายขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

เศรษฐกิจโลกในปี 2568 จากที่ไม่ค่อยสดใสอยู่แล้ว มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงไปอีก จากผลกระทบของการขึ้นนโยบายภาษีตอบโต้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 2 เมษายน 2568 แม้สหรัฐฯ จะเลื่อนการตอบโต้ทางภาษีออกไปอีก 90 วันขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลง หรืออาจเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ราคาแพงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ และส่งผลให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่คิดเป็นร้อยละ 70 ของ GDP ของประเทศอ่อนแอลง  อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF หรือสถาบันการเงินชั้นนำก็ยังเชื่อว่ามาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2568  เข้าสู่ภาวะถดถอย Kristalina Georgieva กรรมการจัดการของ IMF เตือนการขึ้นภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าหลีกเลี่ยงที่ทำให้เกิดสงครามการค้า และหาทางออกร่วมกัน ส่วนการประเมินผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกนั้น IMF กำลังประเมินอยู่ และจะเผยแพร่รายงานที่จัดทำร่วมกับธนาคารโลกในภาพรวมในการประชุมเดือนเมษายน 2568 นี้ แต่ยืนยันว่าส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี น่าจะยังไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอันใกล้นี้ แต่ชะลอตัวลงจากที่คาดไว้ที่ร้อยละ 3.3 แน่นอน…

ประเทศสมาชิกอาเซียนจะหารือร่วมกันลดผลกระทบการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

มาเลเซียแสดงบทบาทในฐานะประธานอาเซียนในปี 2568 ด้วยการเร่งหารือกับประเทศสมาชิก เพื่อหาทางออกร่วมกันในการลดผลกระทบจากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศ Liberation Day เมื่อ 2 เมษายน 2568 ให้กับชาวอเมริกัน ด้วยการขึ้นภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) สินค้านำเข้าประเทศคู่ค้า 185 ประเทศ ที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนมีประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงที่สุดที่สหรัฐฯ กำหนด คือกัมพูชาที่ร้อยละ  49 และต่ำสุดคือสิงคโปร์ที่ร้อยละ 10 นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนยังส่งสินค้าออกไปยังตลาดสหรัฐฯ เป็นหลักเลยทีเดียว มาเลเซียโดยดาโตะ เชอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีได้โพสต์เฟซบุ๊คเมื่อ 5 เมษายน 2568 ว่า ได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำ สมาชิกอีก 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นให้ได้ข้อมติร่วมกันในหลักการไปเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งรวมทั้งใช้กรอบ ASEAN-US Dialogue ซึ่งอาเซียนก็พร้อมจะเปิดกว้าง และยืดหยุ่นในเรื่องห่วงโซ่การผลิต และเมื่อ 7 เมษายน 2568…

กรอบความร่วมมือ“วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030″ ในการประชุม BIMSTEC ครั้งที่ 6

การประชุมผู้นำความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (The Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation-BIMSTEC) ครั้งที่ 6 และการประชุมที่เกี่ยวข้องที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดที่กรุงเทพฯ ได้สิ้นสุดลงเมื่อ 4 เมษายน 2568 แล้วด้วยความราบรื่น และประสบความสำเร็จ  ซึ่งมีทั้งการเปิด “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030″ โดยนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งเป็นประธานการประชุมฯ และมีการลงนามในปฏิญญาการประชุมฯ  การประชุมฯ ครั้งนี้ ยังเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ที่มีการชุมแบบพบปะกันโดยตรง สำหรับประธาน BIMSTEC ลำดับถัดไปคือบังกลาเทศ “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030” เป็นไฮไลท์สำคัญที่นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวในเปิดการประชุมฯ หลังจากผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้รำลึกถึงผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไวเมื่อ 28 มีนาคม 2568   “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030” ที่นายกรัฐมนตรีไทยเสนอ จะเป็นกรอบความร่วมมือ ที่จะนำสมาชิก BIMSTEC ไปสู่อนาคตที่มีความเจริญรุ่งเรือง ยืดหยุ่น และเปิดกว้าง เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ส่งเสริมความเชื่อมโยง…