ปัญหาน้ำ : วิกฤติทุกครั้งไม่ว่าจะน้ำมากหรือน้ำน้อย

ข่าวคราวเกี่ยวกับพายุสารพัดชื่อที่เป็นต้นเหตุของอุทกภัยใหญ่น้อยเป็นระยะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ในห้วงนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุทกภัยใหญ่ที่สร้างความเสียหายในหลายประเทศจากปรากฏการณ์ลานีญาหมุนวนมาทางโลกฝั่งตะวันออก นอกจากย้ำเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าถึงภัยธรรมชาติที่เกิดจากน้ำแล้ว ยังตอกย้ำการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับความต้องการในการอุปโภคบริโภค การใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  ระบบสาธารณูปโภค และการเก็บสำรองสำหรับช่วงฤดูแล้ง ที่น้ำจะเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง จนพร้อมจะกลายเป็นอีกต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างมนุษยชาติ เพื่อแย่งชิงทรัพยากรดังกล่าว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่แต่ไหนแต่ไรเป็นที่ยอมรับว่ามีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ทั้งดิน น้ำ และป่าไม้ มาวันนี้ก็ต้องเผชิญปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ต่างจากภูมิภาคอื่น ทั้งน้ำท่วมน้ำแล้ง ที่น่าสนใจคือ ประเทศที่ไม่มีแหล่งน้ำจืดและมีพื้นที่น้อยนิดเช่นสิงคโปร์ ดูจะเตรียมการรับมือนำหน้าไปกว่าใคร จนเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการน้ำในระดับโลก ด้วย 4 แนวทางคือ การนำเข้าน้ำจืด แต่ก็มีแผนจะลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยจะยุติการนำเข้าน้ำจากมาเลเซียภายในปี 2604 นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล การเก็บสะสมน้ำฝนและผันไปกระจายไว้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำ ที่เป็นทั้งแหล่งเก็บสำรองน้ำจืดและช่วยป้องกันน้ำท่วม รวมทั้งมีการเก็บสำรองไว้ใต้ดิน โดยสิงคโปร์ตั้งเป้าหมายจะใช้ประโยชน์จากน้ำฝนให้ได้ร้อยละ 90 ภายในปี 2603 นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาน้ำ การอุดช่องโหว่ของการสูญเสียน้ำทุกช่องทาง โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจจับรอยรั่ว และการบำบัดน้ำเสีย เพื่อนำกลับมาใช้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ย้อนมาดูที่ไทยที่มีแหล่งน้ำน้อยใหญ่กระจายทั่วประเทศ ที่น่าคิดคือเราใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพพอสมกับคุณค่าของน้ำหรือไม่ เราเห็นคุณค่าและความสำคัญของการรักษาน้ำและแหล่งน้ำจริงจังแล้วหรือยัง ในเมื่อเราประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งทุกปีหมุนวนกันไปตามรายภูมิภาค และยังไม่มีทิศทางว่าจะดีขึ้น และหากจะดูแลรักษาและเก็บสำรองน้ำอย่างเป็นระบบ เราจะทำได้หรือไม่…แล้วจะทันกับภัยพิบัติจากน้ำหรือไม่ เพราะเมื่อดูการคาดการณ์ของศูนย์ทรัพยากรโลก (World Resource Center)…

จากสนามโรงเรียนไทยสู่ VNL : แรงสนับสนุนจากสังคมไทย

  ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ “ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย” ได้กลายเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่น ความสามัคคีของทีม และแรงผลักดันจากหัวใจนักกีฬา ทำให้ทีมสาวไทยสามารถทะยานขึ้นสู่การแข่งขันระดับโลกอย่าง Volleyball Nations League (VNL) ได้อย่างสง่างาม การเดินทางอันยาวไกลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่สั่งสมมาจาก “แรงบันดาลใจเล็ก ๆ” ในสนามโรงเรียนของเด็กหญิงธรรมดาหลายคนที่หลงรักในกีฬาชนิดนี้ จุดเริ่มต้นจากโรงเรียน วอลเลย์บอลเป็นหนึ่งในกีฬายอดนิยมของโรงเรียนในประเทศไทย โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและปลาย หลายโรงเรียนให้ความสำคัญกับการฝึกฝนอย่างจริงจัง เพื่อส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันในระดับจังหวัด ระดับภาค ไปจนถึงระดับประเทศ การแข่งขันที่สำคัญอย่าง “กีฬาเยาวชนแห่งชาติ” หรือ “กีฬาโรงเรียนกีฬาแห่งประเทศไทย” กลายเป็นเวทีแจ้งเกิดของนักกีฬาหลายคน เช่น “อรอุมา สิทธิรักษ์” “ปลื้มจิตร์ ถินขาว” หรือ “นุศรา ต้อมคำ” ที่ต่างเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ เหล่านี้ การมีระบบโค้ชที่เข้มแข็งและการสนับสนุนจากครอบครัวและโรงเรียน เป็นพื้นฐานสำคัญที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับนักกีฬาตั้งแต่ระดับเยาวชน เด็กสาวหลายคนที่เคยฝึกซ้อมบนสนามดินลูกรังในชนบท ปัจจุบันกลายเป็นนักกีฬาระดับชาติที่แฟน ๆ ทั่วโลกเฝ้าติดตาม ก้าวสู่ระดับทีมชาติ การได้เป็นนักกีฬาทีมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย นักกีฬาต้องผ่านการคัดตัวหลายรอบ ต้องยอมเสียโอกาสหลายอย่างในชีวิตวัยรุ่น ต้องรับมือกับอาการบาดเจ็บ การฝึกซ้อมที่หนักหน่วง และแรงกดดันจากการแข่งขัน ความมุ่งมั่นและระเบียบวินัยจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้…

ออสเตรเลียประกาศขับนักการทูตอิหร่าน จากกรณี IRGC อยู่เบื้องหลังการโจมตีชุมชนชาวยิว

  นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อ 26 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับเหตุโจมตีชุมชนชาวยิวหลายครั้งในออสเตรเลียนับตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2566 โดย ASIO และตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (Australian Federal Police-AFP) ระบุว่า รัฐบาลอิหร่านเป็นผู้สั่งการโจมตีอย่างน้อย 2 ครั้ง ได้แก่ การวางเพลิงร้านอาหาร Lewis’ Continental Kitchen ในนครซิดนีย์ เมื่อ 20 ตุลาคม 2566   และการวางเพลิงโบสถ์ Adass Israel ในนครเมลเบิร์น เมื่อ 6 ธันวาคม 2567 และมีแนวโน้มจะสั่งการโจมตีอีกในอนาคต การกระทำดังกล่าวของอิหร่านเป็นการกระทำที่แข็งกร้าวและอันตราย มุ่งเป้าไปที่การสร้างความกลัว ปลุกปั่นความแตกแยกภายใน และทำลายความสามัคคีทางสังคม ซึ่งออสเตรเลียดำเนินการตอบโต้โดย 1) ขับเอกอัครราชทูตอิหร่าน ณ กรุงแคนเบอร์รา พร้อมนักการทูตอีก 3 คน 2) ระงับการดำเนินงานของสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย…

ทิศทางเศรษฐกิจโลกจาก 3 ยักษ์ใหญ่ : สหรัฐฯ จีน เยอรมนี

เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Domestic Product-GDP) มูลค่าประมาณ 114 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และทิศทางการเติบโตสามารถสะท้อนผ่านการขับเคลื่อนของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และเยอรมนี  หากไม่นับรวมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เช่น สหภาพยุโรป (European Union-EU) เป็นต้น ทั้งสามประเทศมิได้มีเพียงขนาดเศรษฐกิจใหญ่ แต่ยังมีบทบาทที่กำหนดทิศทางของระบบเศรษฐกิจโลกอีกด้วย สหรัฐฯ เป็นตลาดบริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ สามารถส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดโลกอย่างกว้างขวาง ขณะที่จีนเป็นเครื่องจักรการผลิตและห่วงโซ่อุปทานสำคัญที่เชื่อมโยงกับประเทศคู่ค้ากว่า 120 ประเทศ โดยมีบทบาทหลักในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก และพลังงานสะอาด ส่วนเยอรมนีในฐานะเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและหัวใจของสหภาพยุโรปเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจยุโรปและตลาดโลกโดยรวม การติดตามเศรษฐกิจของทั้งสามประเทศจึงเสมือนการอ่านแผนที่เศรษฐกิจโลกที่สะท้อนทั้งโอกาส ความเปราะบาง และทิศทางในอนาคต สำหรับไทย การเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวนี้จึงมีความจำเป็น เพื่อป้องกันผลกระทบจากความผันผวนที่อาจกระทบต่อการค้าและการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสามารถวางนโยบายรองรับได้อย่างทันท่วงทีและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2568 กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้เพิ่มอัตราภาษีศุลกากรอย่างมากต่อสินค้านำเข้าจากหลายประเทศ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น สร้างต้นทุนให้กับธุรกิจบางกลุ่ม และอาจกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและคลายภาษีนำเข้าในบางหมวดเพื่อช่วยเหลือธุรกิจ แต่การขึ้นภาษีนำเข้าชั่วคราวได้สร้างความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภายในและจากต่างประเทศ ด้านแรงงาน…

ข้อมูลจาก AI อาจไม่ยุติธรรม เพราะเป็นแบบจำลองอคติของมนุษย์

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) ป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น บริษัทผู้ให้บริการทางด้านคอมพิวเตอร์ชั้นนำอย่าง IBM ได้กล่าวไว้ว่าองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า ร้อยละ 42  หันมาใช้ AI ในการทำงาน และมีคาดว่าอุตสาหกรรม AI ทั่วโลกจะเติบโตจนมีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า ร้อยละ 20  เราได้เห็นการใช้ AI ที่เข้าถึงการทำงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานบัญชี การเงิน กฎหมาย การแพทย์ การศึกษา ศิลปะ หรือดนตรี ไปจนถึงการบริหารองค์กร เพราะจุดเด่นของ AI อยู่ที่ความสามารถในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ในระดับที่มนุษย์ต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมากในการดำเนินการหรือใช้เวลาที่มากกว่า ความสามารถเฉพาะของ AI ที่เสนอข้อมูลได้รวดเร็ว ทำให้มนุษย์เริ่มเชื่อว่าข้อมูลจาก AI จะทำให้ได้ผลลัพธ์รวดเร็วและแม่นยำ แต่มนุษย์จะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ และกลั่นกรองโดย AI นั้นจะมีความ “ยุติธรรม” (fair) และ “ไร้อคติ” (unbiased) เพราะแม้ว่า AI…

ไทยรับแรงงานจากศรีลังกา หลังแรงงานกัมพูชาทยอยกลับประเทศ

แรงงานศรีลังกาจะช่วยบรรเทาการขาดแคลนแรงงานที่ปัจจุบันภาคแรงงานของไทยกำลังเกิดภาวะตึงตัว และเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานฉับพลัน กระทรวงแรงงานไทยระบุว่าภาวะขาดแคลนแรงงานเป็นผลจากความไม่สงบในเมียนมา และความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลทำให้มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาบางส่วน จำนวน 22,546 คน  เดินทางกลับประเทศต้นทาง และยังมีทยอยเดินทางกลับต่อเนื่อง แต่หากประเมินจากแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในไทยทั้งที่ลงทะเบียนและไม่ได้ลงทะเบียนคาดว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้แรงงานกัมพูชากว่า   400,000 คน ซึ่งคิดเป็นประมาณกว่าร้อยละ 10 ของแรงงานต่างด้าว ต้องเดินทางกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันต่อหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย  เฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรกรรม สวนผลไม้ ก่อสร้าง และการผลิตอื่น ๆ ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเป็นหลัก ส่วนในประเทศ กระทรวงแรงงานไทยระบุว่ายังมีแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 98,548 คน  ลาว จำนวน 91,489 คน เมียนมา จำนวน 194,441 คน  และเวียดนาม จำนวน 3,573 คน รวมทั้งหมด ประมาณ 388,051 คน ที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ 19 สิงหาคม 2568 ดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวขาดแคลน เช่น…

จีนจะจัดตั้งองค์กรความร่วมมือด้าน AI ระดับโลก : การแข่งขันกับสหรัฐฯ เข้มข้น

แนวคิดริเริ่มในการจัดตั้งองค์กรความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก (World Artificial Intelligence Cooperation Organization-WACO) ของจีน จะช่วยหนุนบทบาทของจีนในระดับโลกให้โดดเด่น หรืออาจถึงระดับคุมทิศทางปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence -AI) ของโลกต่อไปได้ในอนาคต เหมือนกับเช่นที่องค์กรด้านเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารโลก (World Bank)  หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund -IMF) ที่คุมโดยฝั่งตะวันตก นอกจากนี้ นครเซี่ยงไฮ้ยังจะได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี AI ของโลกอีกด้วย นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียงของจีนประกาศในงาน World Artificial Intelligence Conference in Shanghai 2025 เมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 ว่า จีนจะจัดตั้งองค์กรความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก โดยสำนักงานใหญ่ชั่วคราวจะอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้  จีนมีเป้าหมายว่าองค์กรนี้ จะช่วยให้ธรรมาภิบาลของ AI ตอบสนองกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) เป็นอันดับแรก ๆ รวมทั้งก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้าน AI โลก…

สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียทรงเสร็จสิ้นการเยือนรัสเซีย

สนข.The Sun รายงานเมื่อ 11 ส.ค.68 ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซีย เสด็จฯ โดยเครื่องบินพระที่นั่งกลับถึงรัฐยะโฮร์ มาเลเซีย หลังเสร็จสิ้นการเสด็จฯ เยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ เป็นเวลา 5 วัน ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของนายวลาดิมีร์ ปูติน ปธน.แห่งรัสเซีย การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้เป็นการเยือนระดับประมุขแห่งรัฐ นับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปี 2510 ซึ่งเป็นโอกาสส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ทั้งนี้ เป็นการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ ครั้งที่ 4 นับแต่ทรงขึ้นครองราชย์

นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวจีนในหลายประเทศจัดรณรงค์ต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน

สมาคม China Action and the Civil Resistance Association จัดการชุมชุมในหลายเมืองทั่วโลก (นิวยอร์ก วอชิงตัน ดี.ซี. ลอสแองเจลิส ซานฟรานซิสโก ลอนดอน เบอร์ลิน ซิดนีย์ โตรอนโต และโตเกียว) ในห้วงสุดสัปดาห์นี้ โดยออกแถลงการณ์สิทธิพลเมืองจีน กระตุ้นเตือนให้ชาวจีนร่วมมือกันต่อต้านระบอบอำนาจนิยม ผลักดันสู่ความเป็นประชาธิปไตย รวมทั้งประณามพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) ต่อการปราบปรามชาวทิเบตและชาวอุยกูร์ การทำลายเสรีภาพของฮ่องกง และการคุกคามไต้หวัน

ญี่ปุ่นแสดงความกังวลต่อแผนเข้าควบคุมกาซาของอิสราเอล

นายอิวายะ ทาเกชิ รมว.กต.ญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์เมื่อ 9 ส.ค.68 ว่า ญี่ปุ่นกังวลอย่างยิ่งต่อการที่อิสราเอลประกาศตัดสินใจอนุมัติแผนเข้าควบคุมกาซาเมื่อ 8 ส.ค.68 การตัดสินใจดังกล่าวจะส่งผลให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาเลวร้ายลง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่การเจรจาด้วยความจริงใจ เพื่อให้เกิดการหยุดยิงและปล่อยตัวประกัน   ญี่ปุ่นคัดค้านการกระทำใด ๆ ที่บั่นทอนการแก้ปัญหาตามแนวทางสองรัฐ (Two-States Solution) และเรียกร้องให้อิสราเอลดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อยุติวิกฤตด้านมนุษยธรรม