ไทยเผชิญปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษจากการทำเหมืองในเมียนมา

Channel News Asia ของสิงคโปร์ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับปัญหาแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงในไทย ปนเปื้อนสารพิษ โดยเฉพาะสารหนูที่ตรวจพบว่าสูงเกินมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเป็นผลจากการทำเหมืองแร่ในเมียนมา ทำให้ประชาชนที่พึ่งพาแม่น้ำกังวลเความปลอดภัยในอาหาร มีรายได้ลดลง และมีความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว ด้านรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาในระยะสั้นด้วยการจัดหาแหล่งน้ำทางเลือก และตรวจสอบคุณภาพน้ำ รวมถึงมีแผนให้ประเทศที่สามเจรจากับเมียนมา และใช้กลไกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ขณะที่นักวิชาการต้องการให้จีนเข้ามามีบทบาทในการปกป้องประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง ซึ่งหลายแห่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจากบริษัทจีน

จีนยืนยันการควบคุมตัวนักวิชาการเมียนมาที่น่าสงสัยว่าเป็นสายลับ

นายหลิน เจี้ยน โฆษก กต.จีนแถลงข่าว เมื่อ 12 มิ.ย.69 ยืนยันการควบคุมตัวนายอูมินซิน  นักวิชาการเมียนมา สัญชาติอเมริกัน ผู้บริหารสถาบันเพื่อการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์และนโยบายซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองที่ให้ความสำคัญและศึกษาเกี่ยวกับสถานการณ์เมียนมา รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างต่อเนื่อง โดยนายอูมินซินถูกควบคุมตัวที่ท่าอากาศยานคุนหมิง ในห้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในความผิดฐานมีพฤติการณ์ที่น่าสงสัยและอาจเข้าข่ายมีส่วนร่วมในการทำจารกรรมและเป็นสายลับ ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงของจีน

การก่อสร้างจุดผ่านแดนถาวรลาว-ไทย ในแขวงไซยะบุลี คืบหน้าร้อยละ 60

นสพ.Laotian Times รายงานเมื่อ 10 มิ.ย.69 ว่า การก่อสร้างจุดผ่านแดนถาวรบ้านน้ำเงิน-บ้านห้วยโก๋น แขวงไซยะบุลี (ตรงข้าม อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน) งบประมาณ 6.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัท Shanghai Construction Group ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจีน มีความคืบหน้าประมาณร้อยละ 60 ล่าช้ากว่ากำหนดเดิมร้อยละ 5.71 หลังจากเริ่มก่อสร้างเมื่อ ก.พ.68 กำหนดแล้วเสร็จใน ก.พ.70 และมีระยะเวลาซ่อมบำรุงอีก 2 ปี  ทั้งนี้ แขวงไซยะบุลีมีจุดผ่านแดนถาวร 4 แห่ง ได้แก่ จุดผ่านแดนและสะพานมิตรภาพแม่น้ำเหือง (ตรงข้าม อ.ท่าลี่ จ.เลย) จุดผ่านแดนถาวรภูดู่ เมืองปากลาย (ตรงข้าม อ.บ้านโคก จ.อุตรดิตถ์) จุดผ่านแดนถาวรบ้านปางมอน (ตรงข้าม บ้านฮวก อ.ภูซาง จ.พะเยา) และจุดผ่านแดนถาวรบ้านน้ำเงิน (กำลังก่อสร้าง)

NATO ทบทวนแผนป้องกันยุโรป

สนข.ABC รายงานเมื่อ 12 มิ.ย.69 ว่า องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) อยู่ระหว่างพิจารณาปรับแผนป้องกันยุโรปใหม่ภายใต้กรอบ NATO Force Model หลังสหรัฐฯ ประกาศลดจำนวนเครื่องบินและเรือรบที่จัดสรรให้พันธมิตรยุโรปในกรณีวิกฤต และหันไปให้ความสำคัญต่อภัยคุกคามในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก อาทิ จีน มากขึ้น โดย NATO เน้นย้ำว่า พันธมิตรยุโรปและแคนาดาจำเป็นต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถทางทหารเพื่อชดเชยช่องว่างดังกล่าว ขณะเดียวกัน NATO ได้ปรับลดกำลังบางส่วนในภารกิจโคโซโวลงตามสภาวะความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ยังคงยืนยันว่าความเสี่ยงความขัดแย้งโดยตรงกับรัสเซียยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่รายงานข่าวกรองเตือนว่า รัสเซียอาจมีศักยภาพในการโจมตีทวีปยุโรปได้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า หากสถานการณ์เอื้ออำนวย

วิกฤตหนี้เกษตรกรไทยเป็นบททดสอบรัฐบาล

Reuters ของสหราชอาณาจักร รายงานกรณีเกษตรกรไทยเผชิญปัญหาวิกฤตหนี้สินรุนแรงขึ้น หลังต้นทุนค่าน้ำมันและปุ๋ยพุ่งสูงขึ้นซึ่งเป็นผลจากสงครามในภูมิภาค ตอ.กลาง ประกอบกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่การช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่เพียงพอชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งความไม่พอใจของเกษตรกรสะท้อนถึงความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. 69 ด้วยคะแนนเสียงจากประชาชนในชนบท ขณะที่ผลโพลเมื่อ พ.ค. 69 แสดงให้เห็นว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลเริ่มลดลง รัฐบาลจึงไม่ได้เผชิญเพียงแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ แต่ยังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นว่าจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ข้อพิพาททางการค้ามาเลเซีย-ไทยทวีความรุนแรงขึ้น

Bloomberg ของสหรัฐฯ รายงานระบุว่า ข้อพิพาททางการค้าระหว่างมาเลเซียกับไทยทวีความรุนแรงขึ้น จากกรณีไทยยกระดับการตรวจสอบการส่งปลากะพงจากมาเลเซียบริเวณด่านชายแดน และมาเลเซียตอบโต้ด้วยการสั่งห้ามนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์จากไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกกุ้งของไทยอย่างมาก โดยไทยอาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นหารือในระดับอาเซียนหรือองค์การการค้าโลก (WTO) หากการเจรจาทวิภาคีไม่ประสบผลสำเร็จ

รมว.กต.รัสเซียกล่าวหาเนโตและ EU ว่าทำลายความมั่นคงของยูเรเชีย

สนข.TASS รายงานเมื่อ 10 มิ.ย.69 ว่า นายเซียเกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการ รมว.กต.องค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วม (Council of Foreign Ministers of the Collective Security Treaty Organization-CSTO) ที่เมืองคาซัน สาธารณรัฐตาตาร์สตาน รัสเซีย โดยนายลาฟรอฟ กล่าวถึงประเด็นความมั่นคงในภูมิภาค ที่สำคัญคือ 1) เนโตและ EU เป็นภัยความมั่นคงของทวีปยูเรเชีย ละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับการค้าอาวุธ เพื่อสนับสนุนยูเครน และไม่ให้ความร่วมมือกับ CSTO เพื่อต่อต้านภัยความมั่นคง 2) อาร์เมเนียควรเลือกระหว่างการเข้าร่วมเนโตและ EU กับ CSTO และสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) และ 3) รัสเซียจะยินยอมเจรจากับประเทศยุโรปต่อเมื่อประเทศยุโรปแสดงความจริงใจและเตรียมข้อเสนอที่สอดคล้องกับจุดยืนของรัสเซีย ปัจจุบันประเทศยุโรปมีเป้าหมายต่อต้านและจำกัดอิทธิพลรัสเซีย จึงยากที่รัสเซียจะประนีประนอม

นรม.ลาวพบหารือกับญี่ปุ่นหารือประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน

  ผลการหารือระหว่างนายสอนไซ สีพันดอน นรม.ลาว กับ นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นรม.ญี่ปุ่น นอกรอบการประชุม International Conference on the Future of Asia ครั้งที่ 31 ที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น เมื่อ 10 มิ.ย.69 ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องส่งเสริมความร่วมมือ เฉพาะอย่างยิ่ง ความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ด้าน นรม.ลาวชื่นชมมิตรภาพที่เข้มแข็งระหว่างกัน และการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง ร่วมกับย้ำการขยายความร่วมมือระหว่างกัน พร้อมว่าลาวสนับสนุนโครงการความร่วมมือเพื่อความยืดหยุ่นด้านพลังงานและทรัพยากรในเอเชียที่มีเป้าหมายส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค ส่วน นรม.ญี่ปุ่นชื่นชมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างกันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การให้คำมั่นส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน และญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนลาวผ่านโครงการต่าง ๆ

ไทยเร่งผลักดัน FTA กับสหภาพยุโรปเพื่อรับมือกับระบบการค้าโลกหลายขั้ว

Bloomberg ของสหรัฐฯ รายงานจากบทสัมภาษณ์ผู้แทนการค้าไทย ถึงเหตุผลที่ไทยเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป เนื่องจากต้องการกระจายความเสี่ยงเพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีน และสหรัฐฯ โดยการสร้างความร่วมมือทางเลือก และรัฐบาลตั้งเป้าหมายสรุปข้อตกลงภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งความพยายามของไทยสะท้อนว่าไทยมองข้อตกลงกับสหภาพยุโรปเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับระบบการค้าโลกที่มีหลายขั้วมากขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อพิพาทด้านภาษี นอกจากนี้ ยังสะท้อนความกังวลว่าไทยอาจตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากการเข้าถึงตลาดยุโรปไปก่อนหน้า

UNHCR ระบุนโยบายจ้างงานผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาของไทยจะเป็นต้นแบบ

การให้สัมภาษณ์ของนาย Raouf Mazou ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เมื่อ 9 มิ.ย.69 ระบว่า นโยบายของไทยที่เปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในค่ายพักพิงตามแนวชายสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย จะเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการปัญหาผู้พลัดถิ่นระยะยาวให้แก่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.โดยผู้ลี้ภัยมากกว่า 5,500 คน ได้รับการจ้างงานแล้ว ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการเมื่อ ต.ค.68  จากจำนวนผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประมาณ 80,000 คน ทั้งนี้ ไทยยังดำเนินมาตรการคุ้มครองสิทธิแรงงานของผู้ลี้ภัย เช่น การได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการออกบัตรประจำตัวเพื่อใช้ยืนยันสถานะทางกฎหมาย ขณะที่ UNHCR คาดว่าอาจมีผู้ลี้ภัยอีก 10,000–20,000 คนได้รับโอกาสในการทำงานภายในปี 2570