รมว.กต.มาเลเซียยืนยันต้องอาศัยความร่วมมือพหุภาคีในประเด็นเกี่ยวกับช่องแคบมะละกา

ดาตุ๊ก ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รมว.กต.มาเลเซีย กล่าวปาฐกถาในการประชุม Better Nation (BN) ครั้งที่ 10 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 22 เม.ย.69 ว่า การดำเนินกิจกรรมในช่องแคบมะละกาต้องอาศัยความร่วมมือจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งมาเลเซียไม่สามารถตัดสินใจได้เพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากทั้งสี่ประเทศลงนามในข้อตกลงพหุภาคีการลาดตระเวนและการรักษาความปลอดภัยช่องแคบมะละการ่วมกัน และต้องยึดหลักการฉันทามติของอาเซียนเป็นหลัก โดยมาเลเซียจะยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพื้นที่สันติภาพ เสรีภาพ และความเป็นกลาง (Zone of Peace, Freedom and Neutrality-ZOPFAN) รวมถึงให้ความสำคัญกับความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการรับมือกับสถานการณ์ของโลกที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่า การที่มาเลเซียมีเศรษฐกิจแบบเปิด ซึ่งพึ่งพาการค้าเป็นหลัก จึงต้องยึดมั่นในความเป็นกลาง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

รองประธานาธิบดีเมียนมาให้การต้อนรับ รอง นรม.และ รมว.กต.ไทย

นสพ. The Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อ 23 เม.ย.69 ว่า นายนโยซอ รองประธานาธิบดีเมียนมา ให้การต้อนรับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รอง นรม. และ รมว.กต.ไทย พร้อมคณะ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือในหลายมิติ อาทิ การขยายการลงทุนและการค้าตามแนวชายแดน การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน การปราบปรามการค้าผิดกฎหมาย การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พลังงาน รวมถึงการยกระดับความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศ

Moody’s ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทย

  Bloomberg ของสหรัฐฯ รายงานกรณี Moody’s สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ โดยอ้างถึงความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ลดลง และแนวโน้มการลงทุนภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น และคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ Baa1 ซึ่งการปรับเพิ่มแนวโน้มดังกล่าวทำให้ไทยอยู่ในระดับ Investment Grade ที่มีเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งอาจช่วยดึงดูดเงินทุนไหลเข้า และอาจช่วยลดแรงกดดันต่อรัฐบาลที่อยู่ระหว่างพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อหางบประมาณเพิ่มเติมในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก

กัมพูชา-จีน หารือยุทธศาสตร์ 2+2 เป็นครั้งแรก

แถลงการณ์ของ กต.กัมพูชา เมื่อ 21 เม.ย.69 ระบุว่า กัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดการหารือยุทธศาสตร์ 2+2 (2+2 Strategic Dialogue) ระหว่าง กต. และ กห. กัมพูชากับจีนเป็นครั้งแรก ที่ราชธานีพนมเปญ ใน 22 เม.ย.69 โดยนายปร๊ะ สุคน รมว.กต.กัมพูชา พล.อ.เตีย เซยฮา รมว.กห.กัมพูชา กับ นายหวัง อี้ รมว.กต.จีน และ พล.ร.อ.ต่ง จุน รมว.กห.จีน จะเป็นประธานการหารือร่วมกัน การประชุมภายใต้กลไก 2+2 ดังกล่าวเป็นผลจากการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เมื่อ เม.ย.68 โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะจัดตั้งกลไกการหารือ สื่อสาร ประสานงานระดับสูง เพื่อเพิ่มความไว้วางใจทางการเมือง ความมั่นคง และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งยังเป็นพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นประเด็นภูมิภาค ระหว่างประเทศ และผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองฝ่าย

ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้เผชิญวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพจากความขัดแย้ง ตอ.กลาง

เว็บไซต์ สนข.Reuters รายงานเมื่อ 22 เม.ย.69 ว่า ประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคแปซิฟิกใต้เผชิญวิกฤตการณ์ขาดแคลนเชื้อเพลิงและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง จากความขัดแย้งใน ตอ.กลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเข้าถึงบริการสาธารณสุขพื้นฐานของประชาชน โดยปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงใน เม.ย.69 ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับ มี.ค.69 ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าเดินทางสูงขึ้น จนประชาชนบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงยารักษาโรคที่จำเป็นได้ ทั้งนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2569

จีนกังวลกรณีญี่ปุ่นแก้ไขกฎหมายอนุญาตให้ส่งออกยุทโธปกรณ์ไปยังต่างประเทศ

สนข.Xinhua รายงานเมื่อ 21 เม.ย.69 อ้างโฆษก กต.จีน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวแสดงความกังวลกรณีญี่ปุ่นแก้ไขกฎหมายอนุญาตให้ส่งออกยุทโธปกรณ์ไปยังต่างประเทศได้ว่า ญี่ปุ่นเคยก่ออาชญากรรมร้ายแรงต่อจีนและประเทศเพื่อนบ้านในห้วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงควรถูกปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ และไม่ควรได้รับอนุญาตให้สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศหรือส่งออกยุทโธปกรณ์ได้ ทั้งนี้ จีนกังวลว่า ญี่ปุ่นอาจละทิ้งแนวทางส่งเสริมสันติภาพ และกลับไปเป็นเครื่องจักรสงคราม รวมถึงอาจฟื้นฟูหลักนิยมทางทหารแบบเก่า ซึ่งจีนและประชาคมระหว่างประเทศจะติดตาม เฝ้าระวัง และต่อต้านความพยายามฟื้นฟูลัทธิทหารของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

เมียนมาเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงทางอาหารจากราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น

  สนข. The Irrawaddy รายงานเมื่อ 20 เม.ย.69 อ้างรายงานของโครงการอาหารโลก (World Food Programme (WFP) ว่า เมียนมาเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงทางอาหารจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิง   ส่งผลให้ราคาข้าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นซ้ำเติมวิกฤตความมั่นคงทางอาหารที่อยู่ในระดับรุนแรง ปัจจุบัน เกษตรกรจำนวนมากจำเป็นต้องลดการใช้ปุ๋ย   จึงอาจทำให้ผลผลิตข้าวลดลงร้อยละ 10–15  อย่างไรก็ดี ภาครัฐจะพยายามควบคุมราคาในบางพื้นที่ แต่ในความเป็นจริงราคาปุ๋ยในตลาดได้สูงถึง 150,000 จั๊ตต่อกระสอบ (ประมาณ 2,291 บาท)   ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจนทำให้ต้นทุนเพาะปลูกเกิน 1 ล้านจั๊ตต่อเอเคอร์ (ประมาณ 15,276 บาท) ทำให้เกษตรกรบางส่วนลดการผลิต ส่งผลต่อราคาข้าวในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะแรงงานรายวัน

รัสเซียพร้อมอำนวยความสะดวกการเจรจาระหว่างอิหร่านกับประเทศรอบอ่าว

เว็บไซต์ กต.รัสเซีย เผยแพร่แถลงการณ์การหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย กับนายอับบาส อะราคชี รมว.กต.อิหร่าน เมื่อ 20 เม.ย.69 ว่า รัสเซียพร้อมจะอำนวยความสะดวกในการเจรจาทำข้อตกลงที่ยอมรับร่วมกันระหว่างอิหร่านกับประเทศรอบอ่าว พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางตามกรอบข้อตกลงที่ปากีสถานในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งประกาศ และเน้นย้ำความสำคัญของการดำเนินการทางการทูต เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ความขัดแย้งบานปลายจนควบคุมไม่ได้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการกลับไปสู่การเผชิญหน้าด้วยอาวุธอีกครั้ง นอกจากนี้ รมว.กต.อิหร่านยืนยันจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เรือสินค้าของรัสเซียผ่านช่องแคบฮอร์มุสได้อย่างราบรื่น

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเยือนปากีสถานเพื่อเจรจาหยุดยิงกับอิหร่าน

รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ จะนำคณะผู้แทนทางการทูตสหรัฐฯ อาทิ นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนกรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน เพื่อเจรจาหยุดยิงกับอิหร่านอีกครั้งใน 22 เม.ย.69  ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์เมื่อ 20 เม.ย.69 ยืนยันว่า อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และสหรัฐฯ ไม่กังวลว่าจะต้องรีบบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน โดยระบุจะขยายเวลาหยุดยิงเพิ่มอีก 24 ชม. (จนถึง 23 เม.ย.69) เพื่อรอผลการเจรจาหยุดยิงรอบสองดังกล่าว  และคาดว่าคงไม่มีการขยายเวลาหยุดยิงเพิ่มอีก ขณะที่ประธานาธิบดีมัสอูด ปิซิชกียอน และนายมุฮัมมัด บากิร กอลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน แสดงความไม่เชื่อมั่นต่อท่าทีของสหรัฐฯ

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของไทย

Bloomsbury Intelligence and Security Institute ของสหราชอาณาจักร เผยแพร่บทความระบุว่า วิกฤตจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของไทย เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบส่วนใหญ่จากภูมิภาค ตอ.กลาง ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยรัฐบาลใช้มาตรการลดการใช้พลังงานแต่เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น และแม้ไทยจะจัดหาน้ำมันจากสหรัฐฯ และแองโกลา แต่ต้องเผชิญกับราคาที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการปรับเพิ่มสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 3 อาจทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดระยะกลางลดลง และส่งผลให้ราคาน้ำมันภายในประเทศพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อรัฐบาล โดยหากรัฐบาลล้มเหลวในการจัดการปัญหาราคาพลังงานอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ขณะที่การอุดหนุนราคาอย่างต่อเนื่องอาจทำลายความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศ