ปรับกลยุทธ์แบรนด์เนม เมื่อสินค้าหรูต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

สินค้าแบรนด์เนมแม้จะได้ชื่อว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ในช่วงปี 2563-2566 เป็นช่วงที่ตลาดสินค้าแบรนด์เนมเติบโตอย่างต่อเนื่องสูงสุด หรือที่ร้อยละ 9 เนื่องจากแรงซื้อที่อัดอั้นมาจากช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ที่ทำให้การซื้อ-ขายสินค้าแบรนด์เนมหยุดชะงัก ดังนั้น การได้ครอบครองสินค้าเหล่านี้หลังจากวิกฤตคลี่คลาย ก็ได้ช่วยลดความตึงเครียดให้กับผู้บริโภคที่นิยมสินค้าแบรนด์เนมได้ นอกจากนี้ ผู้ซื้อบางรายเข้าสู่ตลาดนี้ด้วยบทบาทการเป็น “นักลงทุน” ที่หวังเก็งกำไรจากการขายสินค้าต่อ เพราะสามารถให้ผลตอบแทนมากถึง ร้อยละ 20 (ขึ้นอยู่กับสินค้าและระยะเวลา) แต่แน่นอนว่า ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทำให้ตลาดของแบรนด์เนมตกอยู่ในช่วงฝืดเคืองอีกครั้ง ตามวัฏจักรที่มีช่วงขาขึ้นและขาลง โดยที่วัฏจักรนี้อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเติบโตของสินค้าแบรนด์เนม คือ นโยบายทางการค้าที่เข้มงวดของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการแข่งขันการค้ากับจีน และสงครามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจนส่งผลกระทบต่อความแน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจในหลายประเทศ ทั้ง 2 ปัจจัยส่งผลต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก เพราะผู้ซื้อจึงเริ่มกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่อาจปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากเศรษฐกิจของจีนที่เติบโตช้าลง ทั้งที่ยังคงเป็นตลาดขนาดใหญ่ของโลก แต่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ทำให้ประชาชนชาวจีนเริ่มใช้จ่ายอย่างประหยัด และมองหาสินค้ามือสองหรือเปลี่ยนวิธีการจากการซื้อสินค้าแบรนด์เนม ไปเป็นการ “เช่า” มากขึ้น ดังนั้น ตลาดของสินค้าแบรนด์เนมจึงย้ายไปที่ประเทศที่มีเศรษฐีใหม่มากขึ้น เช่น อินเดีย หรือศูนย์กลางการบินและการชอปปิ้งอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้จะมีตลาดใหม่ แต่ตลาดใหญ่อย่างจีนที่มีกำลังซื้อลดลง ทำให้การคาดการณ์รายได้ของหลายแบรนด์หรูลงลงเหลือเพียงร้อยละ  5.5 เท่านั้น เพื่อเตรียมรับมือกับแนวโน้มดังกล่าว…

ความมั่นคงไทยในมิติแรงงาน การศึกษา และสร้างอาชีพ

ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยเสี่ยงเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทจำนวนมากต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด หลายบริษัทจำเป็นต้องปรับต้นทุนด้วยการลดจำนวนพนักงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน พนักงานหลายคนถูกยกเลิกการจ้างงาน สถานการณ์เมื่อปี 2567 มีตัวเลขสำนักงานสถติติแห่งชาติ ระบุว่าอัตราการว่างงานของคนไทยอยู่ที่ 300,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ยังต้องดิ้นรนหางานและหารายได้ในสังคม แต่เมื่อพิจารณาดูอีกที…พวกเขาเหล่านี้อาจยังมีโอกาสที่ดีกว่าเหล่านักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาเป็นบัณฑิตจบใหม่ เพราะ HR หรือแผนกพัฒนาบุคคลของแต่ละแหล่งงานส่วนใหญ่ต้องการคุณสมบัติของพนักงงานใหม่ที่มาพร้อมกับ “ประสบการณ์” เมื่อนักศึกษาจบใหม่ เป็นกลุ่มแรงงานใหม่ที่พร้อมเข้าสู่ตลาด แต่ยังขาดประสบการณ์ในการทำงานจริง จึงทำให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากไม่สามารกหางานทำได้ มีข้อมูลจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย สำรวจและพบว่า บัณฑิตจำนวน ร้อยละ 65 ที่จบใหม่ หางานทำยังไม่ได้ หรือการหางานประจำนั้นต้องใช้เวลานานถึง 1 ปี จึงจะได้งาน …ซึ่งปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงมนุษย์ (human security) ในระยะยาวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีกลุ่มคนวัยแรงงานเป็นประชากรจำนวนมากของประเทศ ปรากฏการณ์นี้สร้างความน่าแปลกใจไม่น้อย เพราะในปัจจุบันเราเห็นกันว่า มีอาชีพใหม่เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ อาชีพ content creator หรือการทำงานฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นช่องทางที่สร้างรายได้ได้มหาศาล แต่แรงงานอีกร้อยละ 48 ยังคงเป็นแรงงานที่ต้องทำงานประจำ เพราะสายอาชีพอย่าง…

สหรัฐฯ พุ่งเป้าเก็บภาษีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยาจากจีน

สหรัฐฯ ยังไม่ยุติใช้มาตรการภาษีกับสินค้าจีน โดยกำลังพุ่งเป้าหมายไปยังสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี เช่น สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ชิป และเซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยา โดยประกาศเมื่อ 14 เมษายน 2568 ว่า จะแยกไปเก็บภาษีกลุ่มนี้ ต่างหาก ภายในอีก 1- 2 เดือน ข้างหน้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าสินค้ากลุ่มดังกล่าวเป็นห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจดำเนินการได้ตามมาตรา 232 ของ Trade Expansion Act of 1962 เมื่อ 2 เมษายน 2568 สหรัฐฯ ขึ้นภาษีตอบโต้สินค้าจีนที่นำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งจีนก็โต้กลับ จนในที่สุดสินค้าจีนถูกสหรัฐฯ เก็บภาษี ร้อยละ 145 ขณะที่จีนเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในอัตราภาษี ร้อยละ 125 ซึ่งมีผลเมื่อ 12 เมษายน 2568 ส่วนการที่สำนักงานด้านศุลกากรของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 11…

สิงคโปร์ประกาศยุบสภาและจะเลือกตั้งใน 3 พ.ค.68

ประธานาธิบดีสิงคโปร์ประกาศยุบสภามื่อ 15 เม.ย.68 ตามคำแนะนำของนายลอว์เรนซ์ หว่อง นรม.สิงคโปร์ และกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปใน 3 พ.ค.68  (จากกำหนดเดิมภายใน พ.ย.68) โดยระบุว่า จะเป็นการเลือกตั้งสำคัญ ที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกทีมบริหารประเทศในการนำพาประเทศรับมือกับสถานการณ์โลกที่ผันผวนอย่างรุนแรง รวมทั้งผลกระทบจากสงครามการค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ  ทั้งนี้ การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นการเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกที่ นรม.หว่องจะเป็นผู้นำพรรคกิจประชาชน (PAP) ลงแข่งขัน หลังจากขึ้นดำรงตำแหน่ง นรม.เมื่อ 15 พ.ค.67 โดยมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ และเพิ่มจำนวน สส.จาก 93 ที่นั่งเป็น 97 ที่นั่ง

ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุไม่มีการยกเว้นภาษีให้กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีน

สนข.The Hills  รายงานอ้างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 13 เม.ย. 68 ว่า จะไม่มีการยกเว้นภาษีตอบโต้ให้กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีนตามที่ประกาศเมื่อ 11 เม.ย. 68 เพราะสินค้าเหล่านี้อยู่ในรายการสินค้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีร้อยละ 20  จากมาตรการแก้ไขปัญหาการค้าเฟนทานิลที่ประกาศเมื่อ 3 มี.ค. 68 อีกทั้งสหรัฐฯ เตรียมดำเนินมาตรการภาษีกับกลุ่มรายการสินค้าดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดอยู่ ทั้งนี้ เมื่อ 11 เม.ย.68 หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (U.S. Customs and Border Protection – CBP) ประกาศรายชื่อสินค้าจีนที่ได้รับการยกเว้นภาษีตอบโต้ 20 รายการ อาทิ  สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ เราเตอร์ไร้สาย และชิปเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น

จีนประกาศจับจนท. NSA ของสหรัฐฯ ข้อหาโจมตีทางไซเบอร์งาน Asian Winter Games

สนข. Xinhua รายงานเมื่อ 15 เม.ย.68 ว่า สำนักงานความมั่นคงสาธารณะ (Public Security Bureau) นครฮาร์บินของจีน ประกาศจับ จนท.ปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานปฏิบัติการเข้าถึงเฉพาะเป้าหมาย สังกัดสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency-NSA) สหรัฐฯ จำนวน 3 ราย ได้แก่ น.ส.Katheryn A. Wilson นาย Robert J. Snelling และนาย Stephen W. Johnson ข้อหาโจมตีทางไซเบอร์ และขัดขวางระบบปฏิบัติการและการจัดการข้อมูลของผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬา Asian Winter Games ครั้งที่ 9 เมื่อ ก.พ.68 ที่นครฮาร์บิน ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่าง ๆ ในมณฑลเฮย์หลงเจียง และบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร Huawei การสืบสวนเปิดเผยว่า NSA จัดซื้อ IP Address จากประเทศต่าง ๆ…

กัมพูชามีแผนพัฒนา จ.สตึงเตร็งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตร

นสพ.Khmer Times รายงานเมื่อ 14 เม.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของ สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชา ระหว่างพิธีเปิดทางหลวงแห่งชาติหมายเลข 71C เชื่อมต่อ จ.ตโบงคะมุม-จ.กัมปงจาม ว่า อนุมัติแผนการพัฒนาที่ดินกว่า 37,500 ไร่ใน จ.สตรึงเตร็ง (ติดชายแดนด้านลาว) เพื่อส่งเสริมการเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในการเปลี่ยน จ.สตึงเตร็ง เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตร พร้อมว่าหลายพื้นที่ของกัมพูชาในอดีตเคยห่างไกลและโดดเดี่ยว แต่ปัจจุบันมีความพยายามเชื่อมโยงโครงข่ายถนนเชื่อมต่อเมืองหลวงกับจังหวัดต่าง ๆ ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จ.มณฑลคีรี จ.รัตนคีรี จ.กระแจะ และ จ.สตีงเตร็ง) จะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนเพื่อเสริมสร้างการเชื่อมต่อ และบูรณาการกับพื้นที่อื่นของกัมพูชา

สงครามการค้ารอบใหม่ สหรัฐฯ VS จีนเริ่มขึ้นแล้ว

สงครามการค้ารอบใหม่ สหรัฐฯ VS จีนเริ่มขึ้นแล้ว จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ยอมยุติเก็บภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากจีน หลังจากเมื่อ 9 เมษายน 2568 ประกาศให้จีนยังเป็นประเทศที่ต้องถูกเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ขณะประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ชะลอการจัดเก็บภาษีตอบโต้กับประเทศที่จะเจรจากับสหรัฐฯ ไว้ 90 วัน (แต่ยังอยู่พื้นฐานจัดเก็บที่ร้อยละ 10) ดังนั้น ภาพสงครามการค้ารอบใหม่ด้วยการใช้การขึ้นภาษีตอบโต้ ระหว่างสหรัฐฯกับจีนชัดเจนมากขึ้น โดยในชั้นนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์จะจัดเก็บภาษีสินค้าจากจีนถึง ร้อยละ 125 หากนับรวมที่มีการขึ้นภาษีที่จีนไม่ยอมสกัดกั้นยาแก้ปวดเฟนทานีล (Fentanyl) จะขึ้นสูงถึงร้อยละ 145   นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังจะเพิ่มภาษีจัดเก็บพัสดุขนาดเล็กจากจีนที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อีกด้วย ซึ่งมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ จะถูกเก็บภาษีตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2568 ซึ่งปกติกไม่ถูกเก็บภาษี  ซึ่งเท่ากับสกัดกั้นธุรกิจ e-commerce ของจีนไปยังสหรัฐฯ ขณะที่จีนตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นร้อยละ 84  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 10 เม.ย.68 รวมทั้งเพิ่มรายชื่อบริษัทสหรัฐฯ 6…

ไทยเสนอแนวทางใช้หารือกับสหรัฐฯ : สะเทือนส่งออก 9 แสนล้านบาท

หลายภาคส่วนในไทยได้มีการหารือ และเสนอแนวทางการรับมือกับการประกาศภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีให้ข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางการเจรจากับสหรัฐฯ ว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มภาษี ได้แก่ 1) ลดการถูกเอาเปรียบจากการขาดดุลทางการค้า และสร้างสมดุลทางการค้าให้กับสหรัฐฯ 2) นำรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษี ไปลดภาระการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ และ 3) ดึงผู้ประกอบการและกลุ่มบริษัทของสหรัฐฯ ให้ย้ายฐานการผลิตกลับไปสหรัฐฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ทั้งก่อนและหลังการการประกาศภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งขอหยิบยกข้อประเมินของนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ที่ได้ระดมสมองหามาตรการรับมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ ซึ่งมูลค่าเสียหายจากการขึ้นภาษีดังกล่าว คาดว่าประมาณ  800,000-900,000 ล้านบาท กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร พลาสติก และเคมีภัณฑ์ ซึ่งอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าไทยในสหรัฐฯ เสียเปรียบคู่แข่ง ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า อาจได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและกัมพูชา ถูกเก็บภาษีสูงกว่า ทำให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดสหรัฐได้ดีขึ้น นายเกรียงไกร ประธาน ส.อ.ท.ได้เสนอมาตรการและหนทางที่จะหารือกับสหรัฐ เช่น 1) เจรจาสร้างความสมดุลการค้า ทั้งการนำเข้า และส่งออก เช่น นำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพื่อมาแปรรูป และส่งออกให้มากขึ้น…

เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากจากนโยบายขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

เศรษฐกิจโลกในปี 2568 จากที่ไม่ค่อยสดใสอยู่แล้ว มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงไปอีก จากผลกระทบของการขึ้นนโยบายภาษีตอบโต้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 2 เมษายน 2568 แม้สหรัฐฯ จะเลื่อนการตอบโต้ทางภาษีออกไปอีก 90 วันขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลง หรืออาจเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ราคาแพงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ และส่งผลให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่คิดเป็นร้อยละ 70 ของ GDP ของประเทศอ่อนแอลง  อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF หรือสถาบันการเงินชั้นนำก็ยังเชื่อว่ามาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2568  เข้าสู่ภาวะถดถอย Kristalina Georgieva กรรมการจัดการของ IMF เตือนการขึ้นภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าหลีกเลี่ยงที่ทำให้เกิดสงครามการค้า และหาทางออกร่วมกัน ส่วนการประเมินผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกนั้น IMF กำลังประเมินอยู่ และจะเผยแพร่รายงานที่จัดทำร่วมกับธนาคารโลกในภาพรวมในการประชุมเดือนเมษายน 2568 นี้ แต่ยืนยันว่าส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี น่าจะยังไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอันใกล้นี้ แต่ชะลอตัวลงจากที่คาดไว้ที่ร้อยละ 3.3 แน่นอน…