เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเป็นเป้าหมายโจมตีของผู้ก่อการร้ายและกลุ่มรุนแรงขวาจัด

เคยคิดกันไหม …ว่า ไฟฟ้าที่เราใช้ สัญญาณอินเทอร์เน็ตของโทรศัพท์มือถือที่เราเล่น หรือรถไฟที่พาเราไปเที่ยว อาจเป็นเป้าหมายโจมตีของผู้ก่อการร้ายได้ ? บทความนี้จะพาผู้อ่านทำความเข้าใจว่า ทำไมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ จึงถูกเลือกเป็นเป้าหมายโจมตี เพื่อให้ทุกคนรู้จัก “ภัย” ที่อาจคุกคามชีวิตประจำวันของเราโดยไม่ทันตั้งตัว  ทำไมต้องโจมตี “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เป็นการให้บริการพื้นฐาน เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ และมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ  โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ มีหลายประเภท เช่น ด้านพลังงาน อาทิ  โรงกลั่นน้ำมัน  เสาไฟฟ้า และเขื่อน เป็นต้น ด้านคมนาคมขนส่ง อาทิ สนามบิน สถานีขนส่งโดยสาร สถานีรถไฟ และรางรถไฟ เป็นต้น  ด้านการป้องกัน อาทิ คลังเก็บอาวุธ และกองทัพ เป็นต้น การที่โครงสร้างพื้นฐานครอบคลุมบริการพื้นฐานของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก ทำให้กลุ่มก่อการร้าย และกลุ่มต่อต้านรัฐบาล นิยมเลือกเป็นเป้าหมายในการโจมตี เพราะเสมือนได้โจมตีสิ่งปลูกสร้างทางกายภาพที่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาล อีกทั้งยังเกิดความเสียหายที่กระทบต่อคนจำนวนมาก กลุ่มและเป้าหมายโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ตั้งแต่ปี 2562 “กลุ่มผู้นิยมแนวคิดรุนแรงขวาจัด” เผยแพร่วิธีการก่อเหตุต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น…

สหรัฐฯ เผยแพร่รายงานค้ามนุษย์ปี 2568 จัดไทยอยู่ในกลุ่ม Tier 2

  กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 29 กันยายน 2568 เผยแพร่รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ประจำปี 2568 หรือ TIP Report 2025 เพื่อประเมินสถานการณ์ค้ามนุษย์ทั่วโลก หรือใน 185 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐ และไทย เมื่อปี  2567 ตลอดจนมีการจัดกลุ่มประเทศต่าง ๆ ที่มีความพยายามแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เพื่อเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ทบทวนและเพิ่มงบประมาณให้หน่วยงานของสหรัฐฯ ขยายความร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรมดังกล่าว รวมทั้งปกป้องเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ซึ่งสหรัฐฯ มีมุมมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงมนุษย์ที่สำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เป็นค่านิยมหลักของชาวอเมริกันแล้ว การค้ามนุษย์ยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านอื่น ๆ ของสังคม ประเด็นที่น่าสนใจจากรายงานค้ามนุษย์ในปีนี้ นอกจากเนื้อหาสาระสำคัญ ก็คือ ห้วงเวลาการเผยแพร่ที่ล่าช้ากว่าปกติ หรือในห้วง มิถุนายน 2568 ตามที่รัฐบัญญัติสหรัฐฯ กำหนดไว้ แต่ในปี 2568 นี้ มีรายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผชิญการปรับลดงบประมาณด้านการดำเนินงานเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ในต่างประเทศ ทำให้กระบวนการรวบรวมข้อมูลล่าช้า ตลอดจนไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์การเผยพร่รายงานดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมาที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการแถลงรายงานดังกล่าว และใช้โอกาสการเผยแพร่รายงานฉบับนี้เพื่อทำให้นานาชาติเห็นว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์…

FBI เร่งสอบสวนเหตุกราดยิงในรัฐมิชิแกนสหรัฐฯ

สหรัฐฯ เผชิญความสูญเสียจากเหตุรุนแรงในที่สาธารณะ โดยเจ้าหน้าที่สอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) รายงานเมื่อ 29 กันยายน 2568 ว่า อยู่ระหว่างการสอบสวนเหตุกราดยิงที่โบสถ์ในเมือง Grand Blanc รัฐมิชิแกน สหรัฐฯ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และได้รับบาดเจ็บ 8 คน เนื่องจากอาจเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความหวาดกลัวให้กับชุมชน นอกจากนี้ อาคารที่เกิดเหตุได้รับความเสียหายอย่างมากจากเพลิงไหม้ ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ก่อเหตุกราดยิงมีความพยายามจุดเพลิงดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยชื่อผู้ก่อเหตุ คือ นาย Thomas Jacob Sanford อายุ 40 ปี เป็นอดีตทหารสหรัฐฯ โดยถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญหลังจากการปะทะกันด้วยอาวุธปืนเป็นเวลา 8 นาที บริเวณลานจอดรถของสถานที่เกิดเหตุ ส่วน เจ้าหน้าที่ FBI ระบุว่าเหตุการณ์นี้ เป็นการก่อเหตุรุนแรง ยังไม่เชื่อมโยงกับการก่อการร้ายหรือเหตุกราดยิงอื่น ๆ เนื่องจากยังไม่รู้มูลเหตุจูงใจของผู้ก่อเหตุ พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ภายในโบสถ์ที่ช่วยเหลือเยาวชนและเด็กที่อยู่ในพื้นที่ให้ปลอดภัยจากเหตุกราดยิงครั้งนี้ FBI และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุเพื่อสอบสวนว่ามีวัตถุระเบิดหรือความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุซ้ำหรือไม่ ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประณามเหตุรุนแรงดังกล่าว และระบุว่าจะให้ FBI เร่งสอบสวนร่วมกับ…

ลาวมุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมตอบสนองนโยบายผู้ส่งออกไฟฟ้าของภูมิภาค

รัฐบาลลาวมุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์การเป็นประเทศผู้ส่งออกไฟฟ้าของภูมิภาค (Battery of Asia) ล่าสุดประกาศว่าการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม “Savan 1” ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพินและเมืองหนอง แขวงสะหวันนะเขต (ตรงข้ามจังหวัดมุกดาหาร) คืบหน้าไปมาก โดยมีเป้าหมายส่งออกไฟฟ้าไปยังเวียดนาม ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้า Savan 1 ดำเนินการโดยบริษัท Savan 1 Wind Power Sole จำกัดซึ่งเป็นบริษัทในเครือ T&T Group ของเวียดนาม เงินลงทุน 768 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลลาวอนุมัติการก่อสร้างเมื่อ กันยายน 2567 โรงไฟฟ้าพลังงานลม Savan 1 มีกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 495 เมกกะวัตต์ แบ่งการก่อสร้างและดำเนินการเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1  กำลังผลิตติดตั้ง 300 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย กังหันลม 48 ต้น แต่ละต้นสูง 130 เมตร และใบพัดยาว 83…

วิกฤตโลกรวนกระทบต่อการคมนาคมระดับโลก : กรณีคลองปานามา

  ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ และภาคธุรกิจทั่วโลกมีระบบการขนส่ง (shipping) หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะทางบก อากาศ และเรือ ซึ่งการขนส่งทางเรือ ยังคงเป็น 1 ในระบบการขนส่งที่สำคัญและมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุด ตั้งแต่การอพยพของมนุษย์กลุ่มโฮโมเซเปียนส์ ไปทวีปออสเตรเลียเมื่อ 65,000 ปีก่อน จนถึงยุคการเดินเรือเพื่อการสำรวจหาทรัพยากรหรือดินแดนแห่งใหม่ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ที่การใช้เรือเพื่อขนส่งสินค้าเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะใช้ต้นทุนต่ำกว่าการขนส่งทางอากาศและทางบกอย่างมาก ยังมีข้อมูลว่า การขนส่งทางเรือสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็นร้อยละ 65 ของการคมนาคมขนส่งทั้งหมด และยังมีแนวโน้มที่การขนส่งทางเรือจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งผ่านเส้นทางอาร์กติก ซึ่งเป็นเส้นทางใหม่ที่มหาอำนาจกำลังตื่นเต้นที่จะเข้าไปจับจอง เพราะน้ำแข็งขั้วโลกเหนือกำลังละลาย หรือความเคลื่อนไหวของจีนที่สร้างท่าเรือใหม่ไปในหลายทวีป ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ เป็นสิ่งบอกเหตุว่าในอนาคต “ระบบขนส่งทางเรือ” จะเป็นเส้นเลือดหลักของโลกต่อไปอีกระยะยาว เมื่อการขนส่งทางเรือเปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ รวมทั้งบริษัทชั้นนำของโลกพยายามคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีการเดินเรือและระบบเส้นทางให้ทันสมัย ปลอดภัย และป้องกันอันตรายล่วงหน้าไว้อยู่เสมอ ที่ผ่านมา มนุษย์เอาชนะอุปสรรคในการเดินเรือข้ามมหาสมุทรหรือทวีปขนาดใหญ่ด้วยการ “ขุดคลอง” เพื่อลดระยะทางและพลังงานที่ต้องใช้ในการขนส่ง จนทำให้เกิดคลองที่มีความสำคัญต่อโลกของการเดินเรือหลายเส้น เช่น คลองสุเอซ ที่เชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน–ทะเลแดง คลองปานามา ที่เชื่อมมหาสมุทรแอตแลนติก–แปซิฟิก…

อิสราเอลโจมตีเป้าหมายในกาตาร์ เสี่ยงขยายความขัดแย้งในภูมิภาค

กรณีอิสราเอลโจมตีผู้นำของกลุ่มฮะมาส ระหว่างเดินทางในกรุงโดฮา กาตาร์เมื่อ 9 กันยายน 2568 พร้อมกับการที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลประกาศเมื่อ 10 กันยายน 2568 ขู่ว่าพร้อมจะปฏิบัติการโจมตีและทำลายเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามของอิสราเอลในต่างประเทศ เสี่ยงทำให้ความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น เนื่องจากท่าทีของผู้นำอิสราเอลเป็นสัญญาณว่าจะไม่ยับยั้งการปราบปรามกลุ่มฮะมาส ไม่ว่าจะอยู่ในฉนวนกาซาหรือในประเทศอื่น ๆ เนื่องจากอิสราเอลเตือนแล้วว่ากลุ่มฮะมาสเป็นผู้ก่อการร้ายที่อันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ด้านกาตาร์ไม่พอใจท่าทีดังกล่าวอย่างมาก จึงมีถ้อยแถลงประณามอิสราเอล พร้อมทั้งเรียกร้องเมื่อ 11 กันยายน 2568 ให้กลุ่มประเทศอาหรับในภูมิภาคตะวันออกกลางแสดงท่าทีร่วมกันเพื่อปกป้องความมั่นคงและความปลอดภัย กาตาร์ยืนยันว่าเป้าหมายในการให้ผู้นำกลุ่มฮะมาสเดินทางในประเทศ เป็นไปเพื่อให้เกิดการเจรจายุติความรุนแรงและสงคราม รวมทั้งโน้มน้าวให้กลุ่มฮะมาสปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอล ไม่ใช่การปล่อยให้กลุ่มฮะมาสเคลื่อนไหวเพื่อโจมตีผลประโยชน์ของอิสราเอล พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกาตาร์ประเมินว่าการโจมตีของอิสราเอลในพื้นที่อื่น ๆ จะยิ่งเป็นผลเสียต่อประเทศ เนื่องจากเสี่ยงเผชิญการคว่ำบาตรและถูกโดดเดี่ยวจากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะส่วนใหญ่ต้องการยุติสงครามและป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว แต่อิสราเอลกลับปฏิบัติการโจมตีในหลายประเทศ ทั้งกาตาร์ เลบานอน เยเมน ซีเรีย ตูนีเซีย รวมทั้งฉนวนกาซา สร้างความเสียหายและทำให้พลเรือนเสียชีวิต ตลอดจนเข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีกาตาร์ Sheikh Mohammed bin Abdulrahman bin Jassim Al Thani ระบุว่าการกระทำของอิสราเอลเป็นการก่อการร้าย…

ทำไมผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงสงคราม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Department of Defense) เป็นกระทรวงสงคราม (Department of War) เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของหน่วยงานให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะชื่อกระทรวงกลาโหมค่อนข้างจากมีนัยการป้องกันประเทศ มากกว่าการโจมตี เพื่อความมั่นคงของประเทศศ นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่า การเปลี่ยนชื่อกระทรวงจะให้ชาวอเมริกันมีความภูมิใจ รวมทั้งย้อนถึงช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ใช้ชื่อกระทรวงสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในคำสั่งผู้บริหาร เมื่อ 5 กันยายน 2568 เสนอการปรับเปลี่ยนชื่อดังกล่าว กลับไปเป็นชื่อเดิม คือ กระทรวงสงคราม  และยังจะเป็นคำสั่งผู้บริหารฉบับที่ 200 ของประธานาธิบดีทรัมป์ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงแนวคิดการเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ 25 สิงหาคม 2568 ในการสัมภาษณ์ที่ สนข.Fox News พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ จะสนับสนุนแนวคิดนี้ด้วย การเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงสงคราม จะต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการตามกฎหมาย ถึงจะมีผลอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ทุกชื่อที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหมเดิมก็เปลี่ยนไปเป็นกระทรวงสงครามแล้ว ทั้งที่ทำงานกระทรวง และในเว็บไซต์ก็เปลี่ยนจาก defense.gov เป็น…

สถานีบริการน้ำมัน 35 แห่งในกัมพูชายุติสัญญาดำเนินการกับบริษัท ปตท.

นสพ.Khmer Times รายงานเมื่อ 29 ส.ค.68 อ้างโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายเตีย สยาม (Tea Siam) เมื่อ 28 ส.ค.68 ว่า สถานีบริการน้ำมัน 35 แห่ง จาก 200 แห่ง ที่ดำเนินการภายใต้ชื่อ ปตท. (PTT) ได้ยุติสัญญากับบริษัท ปตท. (เอกชนไทย) แล้ว และจะดำเนินการภายใต้ชื่อ PEACE Petroleum Cambodia (PPC) พร้อมว่า ตนได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น (นัยถึงความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย) จึงยุติสัญญากับบริษัทเดิม และอยู่ระหว่างเตรียมการนำเข้าน้ำมันใหม่จากบริษัทของสหรัฐฯ ภายใต้ชื่อบริษัท PEACE Petroleum Cambodia ทั้งนี้ นายเตีย สยาม ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และระบบบริการสถานีบริการน้ำมันต้องใช้เวลา แต่จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศใหม่เพื่อความภาคภูมิใจของชาวกัมพูชา

ญี่ปุ่นเตรียมจัดประชุม 2+2 กับออสเตรเลีย

ถ้อยแถลงของนายนากาทานิ เก็น รมว.กห.ญี่ปุ่น เมื่อ 29 ส.ค.68 ระบุว่า ญี่ปุ่นจะจัดประชุมเจรจาด้านความมั่นคงระดับรัฐมนตรีรูปแบบสองบวกสอง (Two-plus-two security meeting) กับออสเตรเลีย ใน 5 ก.ย.68 ที่กรุงโตเกียว โดยนายอิวายะ ทาเกชิ รมว.กต.ญี่ปุ่น และนายนากาทานิ เก็น รมว.กห.ญี่ปุ่น จะพบหารือกับนางเพนนี หว่อง รมว.กต.ออสเตรเลีย และนายริชาร์ด มาร์ลส์ รมว.กห.ออสเตรเลีย ในประเด็นข้อตกลงความร่วมมืออพยพประชาชนในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินในประเทศที่สาม และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สำหรับโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต Mogami รุ่นปรับปรุง ของญี่ปุ่น ไปประจำการใน ทร.ออสเตรเลีย เป็นต้น

ปัญหาน้ำ : วิกฤติทุกครั้งไม่ว่าจะน้ำมากหรือน้ำน้อย

ข่าวคราวเกี่ยวกับพายุสารพัดชื่อที่เป็นต้นเหตุของอุทกภัยใหญ่น้อยเป็นระยะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ในห้วงนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุทกภัยใหญ่ที่สร้างความเสียหายในหลายประเทศจากปรากฏการณ์ลานีญาหมุนวนมาทางโลกฝั่งตะวันออก นอกจากย้ำเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าถึงภัยธรรมชาติที่เกิดจากน้ำแล้ว ยังตอกย้ำการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับความต้องการในการอุปโภคบริโภค การใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  ระบบสาธารณูปโภค และการเก็บสำรองสำหรับช่วงฤดูแล้ง ที่น้ำจะเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง จนพร้อมจะกลายเป็นอีกต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างมนุษยชาติ เพื่อแย่งชิงทรัพยากรดังกล่าว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่แต่ไหนแต่ไรเป็นที่ยอมรับว่ามีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ทั้งดิน น้ำ และป่าไม้ มาวันนี้ก็ต้องเผชิญปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ต่างจากภูมิภาคอื่น ทั้งน้ำท่วมน้ำแล้ง ที่น่าสนใจคือ ประเทศที่ไม่มีแหล่งน้ำจืดและมีพื้นที่น้อยนิดเช่นสิงคโปร์ ดูจะเตรียมการรับมือนำหน้าไปกว่าใคร จนเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการน้ำในระดับโลก ด้วย 4 แนวทางคือ การนำเข้าน้ำจืด แต่ก็มีแผนจะลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยจะยุติการนำเข้าน้ำจากมาเลเซียภายในปี 2604 นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล การเก็บสะสมน้ำฝนและผันไปกระจายไว้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำ ที่เป็นทั้งแหล่งเก็บสำรองน้ำจืดและช่วยป้องกันน้ำท่วม รวมทั้งมีการเก็บสำรองไว้ใต้ดิน โดยสิงคโปร์ตั้งเป้าหมายจะใช้ประโยชน์จากน้ำฝนให้ได้ร้อยละ 90 ภายในปี 2603 นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาน้ำ การอุดช่องโหว่ของการสูญเสียน้ำทุกช่องทาง โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจจับรอยรั่ว และการบำบัดน้ำเสีย เพื่อนำกลับมาใช้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ย้อนมาดูที่ไทยที่มีแหล่งน้ำน้อยใหญ่กระจายทั่วประเทศ ที่น่าคิดคือเราใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพพอสมกับคุณค่าของน้ำหรือไม่ เราเห็นคุณค่าและความสำคัญของการรักษาน้ำและแหล่งน้ำจริงจังแล้วหรือยัง ในเมื่อเราประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งทุกปีหมุนวนกันไปตามรายภูมิภาค และยังไม่มีทิศทางว่าจะดีขึ้น และหากจะดูแลรักษาและเก็บสำรองน้ำอย่างเป็นระบบ เราจะทำได้หรือไม่…แล้วจะทันกับภัยพิบัติจากน้ำหรือไม่ เพราะเมื่อดูการคาดการณ์ของศูนย์ทรัพยากรโลก (World Resource Center)…