FAO และ WFP ประเมินความไม่มั่นคงทางอาหารจะเลวร้ายลง

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และโครงการอาหารโลก (WFP) ประเมินเมื่อ 17 มิ.ย.69 ว่า สถานการณ์ความไม่มั่นคงทางอาหารจะเลวร้ายลงใน 13 พื้นที่เสี่ยงทั่วโลกในห้วง มิ.ย.-พ.ย.69 จากผลกระทบของความขัดแย้ง ภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลดลงของงบประมาณช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม  ขณะเดียวกัน การสนับสนุนด้านอาหาร โภชนาการ และการเกษตรฉุกเฉินทั่วโลกลดลงร้อยละ 59 ระหว่างปี 2565-2568 ส่งผลให้ความสามารถในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบลดลง นอกจากนี้ FAO และ WFP ยังเตือนว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโก และการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอาจยิ่งซ้ำเติมวิกฤตความมั่นคงทางอาหารในหลายพื้นที่

ปากีสถานรับรองข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

นาย Shehbaz Sharif นรม.ปากีสถาน แถลงผ่านแอปพลิเคชัน X เมื่อ 18 มิ.ย.69 ว่า ปากีสถานได้รับรองการลงนามบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad Memorandum of Understanding: Islamabad MoU) ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ผ่านระบบทางไกล โดยข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ จะยุติมาตรการปิดล้อมทางทะเล  นาย Sharif ยังชื่นชมต่อความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการคลี่คลายวิกฤต พร้อมขอบคุณกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และอียิปต์ที่สนับสนุนการไกล่เกลี่ยความจนสามารถบรรลุข้อตกลงดังกล่าว นอกจากนี้ ยังชื่นชมจอมพล Asim Munir ผบ.ทบ. และ ผบ.ทสส.ปากีสถาน ที่มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกด้านการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งครั้งนี้

รัสเซียจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย

รัสเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ที่เมืองคาซัน สาธารณรัฐตาตาร์สตาน ระหว่าง 17 – 18 มิ.ย.69  ประเด็นที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กล่าวเปิดการประชุม ได้แก่ 1) การประชุมจะส่งเสริมความร่วมมือ โดยเฉพาะการค้า การลงทุน  ความมั่นคง และพลังงาน 2) รัสเซียจะสานต่อความสัมพันธ์กับอาเซียนทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี ซึ่งรัสเเซียเป็นประเทศคู่เจรจาของอาเซียน (ASEAN Dialogue Partners)  3) รัสเซียและอาเซียนต้องการระเบียบโลกที่ทุกประเทศมีความเท่าเทียม  รวมถึงต่อต้านการแทรกแซงจากต่างประเทศ  ประธานาธิบดีปูตินยังจะลงนามแถลงการณ์คาซัน (Kazan Declaration) รวมถึงแผนปฏิบัติงานร่วม (the Joint Plan of Action) ระหว่างรัสเซียและอาเซียน อีกทั้งมีกำหนดหารือทวิภาคีกับผู้นำอาเซียน อาทิ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบูรไน

สงครามอิหร่านสะท้อนความเปราะบางด้านพลังงานและความยืดหยุ่นของไทย

Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามอิหร่านต่อตลาดพลังงาน โดยเฉพาะต่อไทยซึ่งมีความต้องการใช้ก๊าซ LNG มากขึ้น และเป็นผู้นำเข้าก๊าซ LNG รายใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. แต่ไทยเริ่มวางรากฐานระบบจัดการพลังงานที่ยืดหยุ่นตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม จึงสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและรักษาปริมาณการนำเข้าพลังงานได้ โดยวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความจำเป็นของความยืดหยุ่นในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานเพื่อตอบสนองต่อการหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุถึงประเด็นสำคัญในการประชุมผู้นำ G7 ที่ฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมผู้นำ G7 ที่ฝรั่งเศสระหว่าง 15-17 มิ.ย.69 ระบุว่าไม่ยินยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียรฺ พร้อมเห็นว่า นรม.อิสราเอลว่า ควรมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อสถานการณ์ในเลบานอน  นอกจากนี้ แจ้งต่อ ประธานาธิบดียูเครนว่าสนับสนุนการทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามยูเครนโดยเร็ว ด้วยการเจรจากับรัสเซีย แต่ขู่จะเก็บภาษีไวน์จากฝรั่งเศส ร้อยละ 100 เพื่อตอบโต้ฝรั่งเศสที่เรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัลกับบริษัท  BigTech ของสหรัฐฯ และขู่แคนาดาว่า จะไม่ต่ออายุข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (USMCA) ที่จะสิ้นสุดการบังคับใช้ใน 1 ก.ค.69 รวมถึงการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาอีกร้อยละ 10

จีนเตือนกลุ่ม G7 ไม่ให้กีดกัดทางการค้ากับจีน

นสพ. China Daily เผยแพร่บทบรรณาธิการเมื่อ 15 มิ.ย.69 วิจารณ์นโยบายของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ หรือ G7 เพื่อเตือนผู้นำกลุ่ม G7 ที่กำลังประชุมระดับผู้นำที่ฝรั่งเศส ระหว่าง 15-17 มิ.ย.69 ให้ยุติการกีดกันทางการค้าและการแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลกผ่านวาทกรรม “การลดความเสี่ยง” (De-risking) และข้ออ้างเรื่องความไม่สมดุลทางการค้า ซึ่งจีนมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่รับผิดชอบต่อระเบียบเศรษฐกิจโลก  G7 ควรปรับบทบาทเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกส่งเสริมและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศ  แทนการสร้างกลุ่มพันธมิตรขนาดเล็กเพื่อผูกขาดอำนาจในแบบเดิม ทั้งที่ปัจจุบันสัดส่วนรวม GDP ของกลุ่ม G7 ลดลงมากแล้วเหลือเพียงร้อยละ 44 ของโลก

ญี่ปุ่นคัดค้านโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน

ถ้อยแถลงของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น เมื่อ 15 มิ.ย.69 ที่กรุงโรม อิตาลี หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างกันว่าในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่ได้รับความเสียหายจากระเบิดนิวเคลียร์ในสงคราม ญี่ปุ่นจึงคัดค้านโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการที่สหรัฐฯ และอิหร่านควรบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายโดยเร็ว รวมถึงปัญหานิวเคลียร์

ประธานาธิบดีเมียนมาเยือนจีนเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง

นายมินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนจีนอย่างเป็นทางการ (state visit) ระหว่าง 15-19 มิ.ย.69 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งเป็นการเยือนจีนครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา เมื่อ 10 เม.ย.69 โดยนายมินอองไลง์จะพบหารือกับประธานาธิบดีจีน และ จนท.ระดับสูง รวมทั้งเข้าร่วมประชุมด้านเศรษฐกิจ และเยี่ยมชมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง  ทั้งนี้ คาดว่า ฝ่ายจีนจะหยิบยกประเด็นการผลักดันโครงการตามระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) ภายใต้กรอบความริเริ่มแถบและเส้นทาง (BRI) ของจีนในเมียนมา การรักษาความปลอดภัยแก่แนวท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัฐยะไข่ไปยังมณฑลยูนนาน เขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกเจ้าผิวในรัฐยะไข่ ตลอดจนการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนจีน-เมียนมา

สหรัฐฯและอิหร่านจะลงนาม MOU ที่สวิตเซอร์แลนด์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านทาง Truth Social เมื่อ 15 มิ.ย.69 ว่า บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว และจะลงนามใน MOU ข้อตกลงสันติภาพร่วมกันใน 19 มิ.ย.69 ที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดแต่ระบุถึงการกำจัดทุ่นระเบิดและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ  ซึ่งได้รับการยืนยันจากนายคาเซม การิบบาดี รมช.กต.อิหร่านที่แถลงผ่านโทรทัศน์ในวันเดียวกัน

ชาวเมียนมาในไทยเป็นตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

Business Times ของสิงคโปร์ รายงานอ้างข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาด และชาวเมียนมาที่อาศัยและทำธุรกิจในไทย ว่าชาวเมียนมาที่เข้ามาอาศัยอยู่ในไทยทั้งโดยถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายซึ่งมีรวมประมาณ 4.1 ล้านคน กำลังกลายเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความสนใจจากกลุ่มค้าปลีก บริษัทโทรคมนาคม ผู้ให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และสถาบันการเงิน โดยชาวเมียนมาใช้จ่ายในไทยสูงถึงประมาณ 221,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหลังเกิดรัฐประหารในเมียนมา กลุ่มคนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในเมียนมาย้ายถิ่นฐานมายังไทยมากขึ้นจากเดิมที่เคยเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน