ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศแผนการต่อเรือประจัญบานรุ่นใหม่

สนข.รอยเตอร์ รายงานเมื่อ 23 ธ.ค.68 ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศโครงการต่อเรือประจัญบานใหม่ เป็นเรือประจัญบานติดขีปนาวุธนำวิธี ชั้น Trump (Trump class Guided-Missile Battleship) ซึ่งลำแรกจะใช้ชื่อ USS Defiant (BBG – 1) และดำเนินการจัดจ้างต่อเรือระยะแรก 2 ลำโดยแผนจะเพิ่มจำนวนถึง 20 – 25 ลำ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวคิดริเริ่มเชิงยุทธศาสตร์ “The Golden Fleet” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางทะเลของสหรัฐฯ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อาเซียนแถลงผลการประชุม รมว.กต.อาเซียน วาระไทย-กัมพูชา

แถลงการณ์ประธานอาเซียนต่อผลลัพธ์การประชุม รมว.กต.อาเซียนสมัยพิเศษ วาระสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 22 ธ.ค.68 ระบุว่า อาเซียนกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และการพลัดถิ่นของทั้งสองฝ่าย โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด ยุติการสู้รบ  ฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื้อใจ และกลับสู่การเจรจาผ่านกลไกทวิภาคี รวมถึงฟื้นฟูความร่วมมือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ดำเนินมาตรการลดความตึงเครียดผ่านกลไกคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) และยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและสันติ นอกจากนี้ ได้ยินดีต่อการหารือเรื่องการหยุดยิงและยุติการสู้รบ โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ใน 24 ธ.ค.68 และเห็นพ้องจะติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป

เงินบาทแข็งค่าเป็นความท้าทายต่อรัฐบาลไทย

สำนักข่าว Bloomberg ระบุถึงกรณีเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 8 ปี อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีสำหรับเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยความสามารถในการแข่งขันลดลง เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นในตลาดต่างประเทศ และยังลดความน่าดึงดูดของไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวราคาประหยัด ซึ่งเป็นความท้าทายเพิ่มขึ้นต่อรักษาการ นรม. ที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2569 และรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศต่อ โดยหากเงินบาทแข็งค่าต่อไปอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว แต่หากดำเนินการให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างมากอาจทำให้ กค.สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีไทยเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่การคว่ำบาตรทางการค้าและส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทย

ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมือง

East Asia Forum เผยแพร่บทบบรรณาธิการว่า ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองพร้อมกัน ทำให้ประเทศอาจติดอยู่ในภาวะชะงักงันยาวนาน โดยเกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การลดลงของประชากร และมีผลิตภาพต่ำ กับทั้งความไม่มั่นคงทางการเมืองที่มีมานาน การแทรกแซงซ้ำ ๆ ของอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและขัดขวางการปฏิรูป  ทำให้การลงทุนซบเซา และงบประมาณถูกนำไปใช้ในด้านอื่นแทนที่ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว ขณะที่ความตึงเครียดบริเวณชายแดนกับกัมพูชากลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ยิ่งซ้ำเติมจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง ทำให้ไทยติดอยู่ในวงจรความไม่แน่นอนทางการเมืองและมีผลงานทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งบั่นทอนสถานะของประเทศในระดับภูมิภาค

เมียนมาแถลงการเข้าร่วมการประชุมหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

พล.ต.อ่องจ่อจ่อ รมช.มท.เมียนมา นำคณะผู้แทนเมียนมาเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่จัดโดย กต.ไทย ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)  กรุงเทพฯ ระหว่าง 17-18 ธ.ค.68 โดยมีรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงที่เกี่ยวข้องจากนานาชาติเข้าร่วม จำนวน 58 ประเทศ พล.ต.อ่องจ่อจ่อ ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ผู้นำเมียนมา ได้สั่งการให้จัดตั้ง “คณะกรรมการกลางเพื่อกำกับดูแลการต่อต้านการฉ้อโกงและการพนันออนไลน์” ภายใต้รัฐบาลเมียนมา เมื่อ 10 ธ.ค.68 เพื่อปราบปรามเครือข่ายดังกล่าว และย้ำว่าเมียนมาไม่ใช่แหล่งที่มาหรือผู้ได้รับผลประโยชน์จากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  พล.ต.อ่องจ่อจ่อ ระบุถึงแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศที่จะกำจัดเครือข่ายอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การให้ประเทศต้นทางดำเนินมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้พลเมืองเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง

ICJ จะพิจารณาคดีที่แกมเบียยื่นฟ้องเมียนมาในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาใน ม.ค.69

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) แถลงเมื่อ 19 ธ.ค.68 ว่า จะกลับมาพิจารณาคดีที่แกมเบียยื่นฟ้องเมียนมาในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา ระหว่าง 12–29 ม.ค.69 หลังจากแกมเบียยื่นฟ้องต่อ ICJ ตั้งแต่ 11 พ.ย.62 และ ICJ มีคำสั่งให้เมียนมาออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาเท่าที่จะทำได้ เมื่อ 23 ม.ค.63 โดยการพิจารณาคดีช่วง ม.ค.69 จะเป็นการไต่สวนสาธารณะเพื่อมุ่งหาข้อเท็จจริงของคดี ขณะที่การสอบปากคำพยานและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแบบปิดลับ ซึ่งฝ่ายแกมเบียจะนำเสนอหลักฐาน ช่วง 12–15 ม.ค.69 ขณะที่ฝ่ายเมียนมาจะชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหา ช่วง 16–20 ม.ค.69

สหรัฐฯ ยึดเรือขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาในทะเลแคริบเบียน

สนข.เดอร์การ์เดียน รายงานเมื่อ 20 ธ.ค.68 อ้างการแถลงของนางคริสตี โนเอม รมว.กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯว่า สหรัฐฯ นำโดยหน่วยยามชายฝั่งสหรัฐฯ (U.S. Coast Guard – USCG) พร้อมด้วยการสนับสนุนกำลังจาก กห.สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางออกจากเวเนซุเอลาในทะเลแคริบเบียน  ตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจอันนำผลกำไรไปใช้ในการสนับสนุนการก่อการร้ายและค้ายาเสพติดในภูมิภาค ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวมีขึ้นในน่านน้ำสากล เป็นเรือบรรทุกน้ำมัน Centuries สัญชาติปานามา แต่มีรายงานว่าเคยถือสัญชาติกรีก และลิเบีย ตลอดจนมีการใช้นามแฝง Crag แต่ไม่ได้ปรากฎในรายชื่อเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และมีจุดหมายปลายทางไปยังจีน

เลขาธิการอาเซียนหารือ รมว.กต.อาเซียน

เว็บไซต์สำนักเลขาธิการอาเซียน รายงานเมื่อ 22 ธ.ค.68 ว่า นายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน พบหารือกับ รมว.กต.อาเซียน ได้แก่ นาย Dang Hoang Giang รมช.เวียดนาม นายทองสะหวัน พมวิหาร รมว.กต.ลาว และนายเบ็งดีตู ดุช ซังตุช ไฟรตัช รมว.กต.ติมอร์-เลสเต ก่อนการประชุม รมว.กต.อาเซียน สมัยพิเศษ ก่อนวาระสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน โดยได้เน้นย้ำถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของอาเซียน ความอดทนอดกลั้น และการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี บนพื้นฐานของหลักการและกลไกของอาเซียน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

ไทยเป็นจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

Harvard International Review เผยแพร่บทความว่าไทยเป็น 1 ในจุดหมายสำคัญในเอเชีย ตอ.ต. ที่นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกนิยมเดินทางไปรับบริการทางแพทย์และการศัลยกรรม เนื่องจากค่าใช้จ่ายถูกกว่า ส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การปรับนโยบายของรัฐที่เอื้ออำนวยต่อการเข้ามาใช้บริการของชาวต่างชาติ และนโยบายสนับสนุนโรงพยาบาลเอกชนที่เปิดให้บริการชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาต่อระบบสวัสดิการด้านสุขภาพสำหรับประชาชน เพราะทำให้โรงพยาบาลของรัฐไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณหรือทรัพยากรจากรัฐอย่างเต็มที่ อีกทั้งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงพยาบาลเอกชนกับโรงพยาบาลของรัฐมากยิ่งขึ้น

จีนส่งผู้แทนพิเศษเยือนกัมพูชาและไทย

โฆษก กต.จีน แถลงเมื่อ 17 ธ.ค.68 ว่า จีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรของไทยและกัมพูชา ติดตามความขัดแย้งบริเวณชายแดนอย่างใกล้ชิด และได้ประสานงานกับทั้งสองฝ่าย เพื่อส่งเสริมสันติภาพ รวมถึงทำงานเชิงรุก เพื่อคลี่คลายความตึงเครียด โดยนายเติ้ง สีจุน ผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชียของ กต.จีน จะเดินทางเยือนไทยและกัมพูชาเมื่อ  18 ธ.ค.68 เพื่อเป็นสะพานเชื่อมทั้งสองฝ่ายในการฟื้นฟูสันติภาพโดยเร็ว ก่อนหน้านี้ นายเติ้งเคยเยือนกัมพูชาและไทยเมื่อ ก.ย.68 ซึ่งคาดหวังให้ไทยและกัมพูชา แก้ไขปัญหาอย่างสันติผ่านการเจรจา และฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนโดยเร็ว