หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง

ภายหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว สิ่งที่ตามมาคือ ความกังวลว่าที่พักอาศัยหรือสถานที่ทำงาน สถานประกอบการของตนเองมีความปลอดภัยแค่ไหน  ในเบื้องต้นเราควรตรวจสอบอะไรบ้าง กรณีโครงสร้างของบ้านพักอาศัย หรืออาคารที่ทำการ ที่ปรากฏรอยร้าว ต้องสังเกตอย่างไร? รอยร้าวประเภทไหนปลอดภัย และประเภทไหนที่อันตราย  สรุปสิ่งที่ควรดำเนินการเพื่อประเมินความปลอดภัยอาคารสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย สถานที่ทำการ สถานประกอบการ ฯลฯ ที่เราต้องอยู่อาศัย หรือใช้ในชีวิตประจำวัน ควรดำเนินการดังนี้ ตรวจสอบความเที่ยงตรง (แนวดิ่ง –แนวฉาก) ของอาคาร โดยตรวจสอบว่า อาคารอยู่ในสภาพแนวดิ่ง แนวฉากปกติ ตามแบบแปลนอาคารหรือไม่ ตรวจสอบรอยร้าวที่ปรากฏ ทั้งส่วนที่เป็นโครงสร้าง และในส่วนที่เป็นการตกแต่ง อาคารโครงสร้างไม้ : เป็นโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา เมื่อเกิดแผ่นดินไหวจะส่งผลกระทบต่ออาคารประเภทนี้น้อยกว่าประเภทอื่น ๆ ความเสียหายของชิ้นส่วนโครงสร้างไม้ส่วนมากจะเกิดขึ้นเฉพาะจุดต่อ (connection) แต่มักจะไม่ปรากฏความเสียหายที่ตัวชิ้นส่วนโครงสร้าง อาคารโครงสร้างอิฐก่อ : การพังททลายของอาคารโครงสร้างอิฐก่อส่วนใหญ่จะเป็นผลเนื่องมาจาก    การเอนออกจากระนาบ (out- of-plane) ของผนังก่ออิฐ ความเสียหายที่ต้องให้ความสนใจ คือ ผนังเกิดการแตกร้าวในแนวทแยง (diagonal cracks) ซึ่งมักมีสาเหตุจากโครงสร้างรับแรงไม่สมดุลหรือฐานรากเคลื่อนตัว       การระบุระดับความเสียหายของโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก       ระดับที่…

นักท่องเที่ยวอินเดียจะมาไทยมากขึ้นในปี 2568 : ตั้งเป้าหมาย 2.3 ล้านคน

ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวไทยเมื่อปี 2567 ที่ติดอันดับสูงสุด 3 อันดับแรก คือ จีน มาเลเซีย และอินเดีย  ทำไมถึงนักท่องเที่ยวชาวอินเดียถึงชอบมาไทย และจะเป็นไปได้ไหมว่าจำนวนชาวอินเดียจะเดินทางมาเที่ยวไทยถึง 2.3 ล้านคนในปี 2568  ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยตั้งเป้าหมายไว้ หลังจากเมื่อปี 2567 นักท่องเที่ยวอินเดียทำสถิติท่องเที่ยวไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จำนวน 2.1 ล้านคน และมีค่าเฉลี่ยต่อหัว 34,920 บาท/คน/เที่ยว ทำไมไทยเราถึงต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวอินเดียอย่างมากในปี 2568 อาจจะตอบได้ว่าไทยมองเห็นเทรนด์ที่ชาวอินเดียชอบเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศมากขึ้นด้วย โดยรายงาน Economic Impact 2024 ของ World Travel & Tourism Council ระบุว่าปี 2567 นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย จะใช้จ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากที่อยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก ขณะเดียวกันไทยก็ให้ความสำคัญกับปี 2568 ว่า “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” “ปีทองแห่งการท่องเที่ยว”ปรับรูปแบบเมืองรองการท่องเที่ยวเป็น…

ตอลิบันกับสิทธิสตรี : ความท้าทายทางการเมืองและสังคมในอัฟกานิสถาน

  นับตั้งแต่กลุ่มตอลิบันกลับมาปกครองอัฟกานิสถานเมื่อสิงหาคม 2564 สิทธิสตรีและเด็กหญิงในประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งที่รัฐบาลตอลิบันให้คำมั่นว่าจะเคารพสิทธิสตรีภายใต้กรอบของกฎหมายชะรีอะฮ์ แต่ในทางปฏิบัติ กลับต้องถูกจำกัดสิทธิอย่างรุนแรง ตั้งแต่ห้ามเด็กหญิงเข้าเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษา และห้ามผู้หญิงเข้ารับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย จนถึงจำกัดสิทธิในการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและอนาคตของผู้หญิงและเด็กหญิงในอัฟกานิสถาน !!!!!! รัฐบาลตอลิบันใช้การตีความตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด โดยจำกัดสิทธิของผู้หญิงในหลายด้าน องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ระบุว่า จนถึงปัจจุบัน ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเด็กหญิงอัฟกันประมาณ 1.5 ล้านคน ทำให้อัฟกานิสถานกลายเป็นประเทศเดียวในโลก ที่จำกัดสิทธิการศึกษาแก่เด็กหญิง หากคำสั่งห้ามดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2573 จะมีเด็กหญิงที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 4 ล้านคน รัฐบาลตอลิบันยังห้ามผู้หญิงทำอะไรอีก ….. ห้ามเดินทางไปต่างประเทศ หากไม่มีญาติผู้ชายติดตาม  ผู้หญิงต้องแต่งกายมิดชิดอย่างเข้มงวด โดยต้องสวมเสื้อคลุมเต็มตัว (Abaya) เมื่อออกนอกบ้าน การจำกัดสิทธิยังขยายไปถึงการทำงาน โดยห้ามทำงานในหลายภาคส่วน เช่น องค์กรระหว่างประเทศและสหประชาชาติ รวมถึงการสั่งปิดร้านทำผมและสถานบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง ขณะเดียวกัน ก็ห้ามทำกิจกรรมในที่สาธารณะ เช่น การเล่นกีฬา การใช้สวนสาธารณะ และการปรากฏตัวในสื่อ (ยกเว้นนักข่าว) ตลอดจนห้ามอ่านอัลกุรอานในที่สาธารณะ การบังคับใช้กฎหมายชะรีอะฮ์ยังนำไปสู่การลงโทษที่รุนแรง เช่น…

อาเซียนผู้สูงวัย 60+ ปี อยู่อย่างมีศักยภาพ : ช่วยกันได้

สิ่งที่สะดุดใจให้มาคิดเรื่องนี้ก็คือ ทำไมคนรอบตัวเราถึงมีอายุเกิน 60 ปี หรือ 60+ ปี เยอะจัง และก็กำลังจะมีเพิ่มขึ้นอีกอย่างรวดเร็วใน 2-3 ปี รวมทั้งบางคนคิดว่าตนเอง อายุ 60+ ปี ทำอะไรไม่ได้แล้ว ??? อยู่บ้านเฉย ๆ ไปวัน ๆ ดีกว่า …ส่วนอีกฝ่ายก็จะมีพูดว่าหยุดทำได้แล้ว ปล่อยให้เด็กรุ่นใหม่ทำไป พวกเราตามเทรนด์ไม่ทันแล้ว !!!!!  คำพูดนี้เรามักได้ยินบ่อย ๆ จากคนทั้งอายุ 60+ ปี  และคนที่อยู่รอบข้าง น้อยมากที่จะได้ยินว่าใช้ประโยชน์คนอายุ 60+ ปี ให้เต็มที่ แต่อาเซียนหรือประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศได้ยิน และกำลังให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมาก และจริงจัง ทำไมพวกเรา หรืออาเซียนต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้ …..ก็เพราะคนอายุ 60+ ปี จะเพิ่มจำนวนเร็วมาก  ตัวเลขขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) เมื่อปลายกุมภาพันธ์ 2568 ประเมินว่า อีก…

การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในปี 2568 ไปในทิศทางใด

ทำไมเราต้องรู้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในปี 2568 ไปในทิศทางใด เติบโตมากน้อยเพียงใด ก็เพราะว่า ไทยเราเป็นประเทศที่อยู่ในประชาคมโลกที่ต้องมีการพึ่งพาทางเศรษฐกิจซึ่งกันและกัน หากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกสดใส ประเทศที่เป็นคู่ค้ากับเราขยายตัวดีก็จะมีแรงซึมซับสินค้าของไทยที่ส่งออกไปขายต่างประเทศ หรือชาวต่างชาติมีเงินจับจ่ายใช้สอยเข่าไปลงทุน หรือท่องเที่ยวในไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) หรือ IMF ซึ่งเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงได้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกว่าในปี 2568 จะเติบโตร้อยละ 3.3 และในปี 2569 เท่ากัน ตัวเลขอาจไม่ดีนัก หากเมื่อเทียบกับห้วงปี 2543-2562 ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 3.7 แต่ปี 2568 เงินเฟ้อจะลดลง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 ของโลก มีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้น หากดูตัวเลขประมาณการณ์ของไตรมาส 1/2567 IMF ประเมินนโยบายที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะสั้นก็ยังเป็นนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเปลี่ยนไปอย่างมากจากรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดก่อน รวมทั้งความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจในประเทศกลุ่มยูโรโซน ขณะที่จีนก็จะขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 5 โดยประมาณการณ์ไว้ร้อยละ 4.6 ซึ่งความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนจะส่งผลให้ประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เป็นคู่ค้าด้วยการพึ่งพาส่งออกไปจีน ได้รับผลกระทบในการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต ในมุมมองของการค้าโลก IMF ประเมินการเติบโตของมูลค่าการค้าโลกปี 2568 ลดลงเล็กเล็กน้อย…

ความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน

ความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถานเป็นหนึ่งในข้อพิพาทระหว่างประเทศที่ยาวนานและซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นับตั้งแต่ทั้งสองประเทศได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2490 ความตึงเครียดระหว่างสองชาติเหล่านี้ นำไปสู่สงครามและการปะทะกันหลายครั้ง เฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของแคว้นแคชเมียร์ โดยแคว้นแคชเมียร์ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอนุทวีปอินเดีย เป็นพื้นที่ที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เพราะตั้งอยู่ระหว่างอินเดีย ปากีสถาน และจีน พื้นที่นี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องแหล่งน้ำที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสินธุซึ่งหล่อเลี้ยงประชากรในอินเดียและปากีสถาน อีกทั้งยังเป็นเส้นทางการค้าสำคัญและมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ซึ่งเป็นดินแดนที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ความขัดแย้งนี้ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้และสร้างความวิตกกังวลต่อประชาคมโลก เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ สาเหตุหลักของความขัดแย้งนี้สามารถย้อนกลับไปถึงการแบ่งแยกอินเดียและปากีสถานในปี พ.ศ. 2490 ความรุนแรงระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิมช่วงแบ่งแยกอินเดีย-ปากีสถานในปี พ.ศ. 2490 เกิดจากอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ  (1) การแย่งชิงอำนาจปกครอง เนื่องจากบางรัฐผู้นำนับถือต่างศาสนากับประชากรส่วนใหญ่ (2) การแย่งชิงพื้นที่ ซึ่งประชากรกว่า 10-15 ล้านคน ต้องอพยพ ทำให้เกิดการโจมตีขบวนผู้ลี้ภัย และ (3) การตัดสินใจของมหาราชาแคชเมียร์ที่เลือกเข้าร่วมอินเดีย ทำให้ปากีสถานไม่พอใจและเกิดสงคราม เพราะปากีสถานมองว่าแคชเมียร์มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมีแม่น้ำสำคัญและอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ ผลที่ตามมาคือ การเสียชีวิตนับล้านคน ความขัดแย้งยืดเยื้อมาจนปัจจุบัน ความตึงเครียดดังกล่าวยังคงอยู่ต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของแคว้นแคชเมียร์ที่ทั้งสองประเทศต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนนี้ การแบ่งแยกดินแดนดังกล่าวนำไปสู่สงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานถึงสามครั้งในปี พ.ศ. 2490 พ.ศ. 2508…

“Downshifting” ในยุคที่การทำงานหนักอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของโจทย์ชีวิต

ในห้วงสิบปีที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “Work-Life Balance” หรือแนวคิดในการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเพื่อลดความเครียด ความเหนื่อยล้า และสร้างความสุขและราบรื่นในชีวิตทั้งสองด้าน แต่ในยุคปัจจุบันเกิดแนวคิดที่อาจเรียกได้ว่าเป็นแนวคิดคนละเรื่องเดียวกันกับ Work-Life Balance นั่นก็คือ “Downshifting” ถ้าแปลกันอย่างตรงตัวในคำนี้เป็นคำศัพท์ยานยนต์ จะหมายความถึงการเปลี่ยนเป็น “เกียร์ต่ำ” ถ้าพูดกันในบริบทของการทำงานและการใช้ชีวิต “Downshifting” คือแนวคิดการใช้ชีวิตที่ลดความซับซ้อนลง ลดความสำคัญของความก้าวหน้าในอาชีพการงาน การลดความทะเยอทะยาน และการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น กลุ่ม Downshifter หรือ ‘นักลดเกียร์’ มักเลือกที่จะออกจากงานประจำ หรือทำงานน้อยลง หรือเปลี่ยนไปทำงานที่มีความเครียดต่ำ แม้ว่าอาจจะได้เงินค่าตอบแทนที่ลดลง ความก้าวหน้าที่น้อยลง แต่ก็แลกกับการที่ไม่ต้องเครียด มีเวลาให้กับตัวเอง ให้กับครอบครัวมากยิ่งขึ้น แนวคิดนี้สวนทางกับค่านิยมการทำงานในยุคก่อน ๆ ที่ถูกสอนว่า “ยิ่งทำงานหนักยิ่งดี ยิ่งทุ่มเทกับงานยิ่งมีคุณค่า” แล้วแรงจูงใจอะไรที่ทำให้คนยุคใหม่ (หรือยุคเก่า) บางกลุ่มเริ่มหันมาเป็น “Downshifting”  ?????? ก็อาจจะมาจากความต้องการที่ลดความเครียด ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักที่สั่งสมมา ต้องการหาความสุขให้กับตัวเอง เพิ่มเวลาในการดูแลตัวเอง ในการดูแลครอบครัว หรือแม้กระทั่งความเบื่อหน่ายกับอะไรเดิม ๆ  สังเกตง่าย ๆ เลย คนกลุ่มไหนที่นิยม Downshifting กลุ่มแรกเลยคงจะเป็น…

หลายประเทศในอาเซียนเร่งเครื่องอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

เซมิคอนดักเตอร์ เป็นคำที่ถูกพูดถึงแทบทุกชั่วโมงในแวดวงธุรกิจ สื่อ และการเมืองระหว่างประเทศ ถึงตอนนี้ในสมัยรัฐบาลทรัมป์ 2.0  ยังจะถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง และตอบโต้ในการทำสงครามการค้าระหว่างประเทศกับยักษ์ใหญ่เช่นจีนอีกด้วย เพราะเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจหลักในชองนวัตกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูง และสมัยใหม่ที่ใช้ตั้งแต่ในสมาร์ทโฟน จนถึงปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) และควอนตัมคอมพิวติ้ง (Quantum Computing) หากมาดูในอาเซียน มีหลายประเทศแล้วที่จริงจังและก้าวหน้าในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นต้น โดยอินโดนีเซียมุ่งมั่นและให้ความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ด้วยการกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ 20 ปี อินโดนีเซียรุ่งโรจน์ 2045 (Indonesia Emas 2045) เพื่อที่อินโดนีเซียจะได้เป็นประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมโดยไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ ประกอบกับอินโดนีเซียก็มีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ธาตุซิลิกอน/ซิลลิกา (Silicon) ที่เป็นหัวใจสำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และเป็นผู้ผลิตแร่ธาตุอื่น ๆ รายใหญ่ที่ใช้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์  เช่น ดีบุก และนิกเกิล สิงคโปร์ล้ำหน้ากว่าประเทศใดในอาเซียน  อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นตัวขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศถึงร้อยละ 7 และก้าวไปสู่เวทีโลกด้วยการสามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์ป้อนตลาดโลกได้กว่าร้อยละ 10 ของการผลิตสู่ตลาดโลกทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทข้ามชาติใหญ่ ๆ…

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยไปทางไหนในปี 2568

อุตสาหกรรมเซมคอนดักเตอร์ไทยไปทางไหนในปี 2568 ? เป็นคำถามที่ต้องทั้งเร่งหาคำตอบ และเร่งดำเนินการทันที เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่จะพาไทยเติบโตแบบล้ำหน้า มากกว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายในเรื่องนี้ไว้แล้ว สิ่งที่ตามมา และต้องรีบทำก็คือ การผลิตบุคลากรการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ให้ทัน ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะยกระดับไทยเข้าสู่ศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิสก์ขั้นสูงในภูมิภาคอาเซียน โลกต้องการเซมิคอนดักเตอร์ของที่สูงขึ้นแบบไม่หยุดยั้งเป็นอย่างไร … ก็ต้องไปดูสถานการณ์เซมิคอนดักเตอร์ของโลกตามรายงานของ World Semiconductor Trade Statistics (WSTS) ที่คาดการณ์ว่า การเติบโตของตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกในปี 2568 จะยังพุ่งสูงขึ้นเช่นเดียวกับปี 2567 โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 11.2 และจะมีมูลค่าการตลาดประมาณ 697 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ   ภูมิภาคอเมริกาและเอเชีย-แปซิฟิกจะมีการขยายตัวมากกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่ภาคการผลิต ที่เรียกว่า logic chip ที่ทำหน้าที่ประมวลผลทางตรรกะและควบคุมสัญญาณ และ  memory chip ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลและคำสั่งโปรแกรม ยังขยายตัวมากกว่าภาคอื่น ๆ เช่น เซนเชอร์ และแอนาล็อก เป็นต้น ไทยเร่งเครื่องเรื่องอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาโดยตลอด เพราะเห็นความสำคัญในการเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ยานยนต์ไฟฟ้า…

ปี 2568 : ครบรอบ 75 ปี แห่งความใกล้ชิดและแนบแน่นระหว่างไทย-สปป.ลาว

ปี 2568 จะเป็นปีแห่งความใกล้ชิดและแนบแน่นระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว ไม่ได้หมายความว่าปีที่ผ่าน ๆ มาไม่ได้ใกล้ชิด และแนบแน่น แต่ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งจะช่วยตอกย้ำความสัมพันธ์และใกล้ชิดกันเพิ่มไปอีก ซึ่ง สปป.ลาวมีพรมแดนติดกับไทยยาวประมาณ 1,835 ตารางกิโลเมตร เป็นอันดับ 2 รองจากเมียนมาร์ที่มีพรมแดนติดกับไทยยาว 2,202 และไทยกับ สปป.ลาว ยังมีจังหวัดชายแดนติดต่อกันถึง 12 จังหวัด ปี 2568 ไทยกับ สปป.ลาว จะมีความร่วมมือเพิ่มกันหลายด้าน ทั้งที่เป็นเรื่องการค้า วัฒนธรรม ความเชื่อมโยงด้านการขนส่ง ความสัมพันธ์ระดับประชาชน และอื่น ๆ ซึ่งรวมทั้งการรับมือกับภัยคุกคามร่วมกัน โดยที่เป็นข่าวดีรับต้นปี 2568 ก็คือ ความเชื่อมโยงทางคมนาคมทางกายภาพ (physical activities) ในการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (จ.บึงกาฬ-แขวงบอลิคำไซ) ที่กรมทางหลวงของไทยยืนยันว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2568  สะพานนี้มีความยาว 16.18…