มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สู่ความภาคภูมิใจที่สัมผัสได้

คงจะไม่ช้าเกินไปนักกับการแสดงความยินดีกับคนไทยทุกคน ที่ “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” ถูกคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage: ICS-ICH) ครั้งที่ 19 รับร้องให้ขึ้นทั้งสองอย่างขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage) จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ไปเมื่อธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ก่อนอื่นเรามารู้จักกันก่อนดีกว่าว่า “มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” คืออะไร เชื่อว่าหลายคนจะคุ้นชินกับคำว่ามรดกโลก ของ UNESCO กันอยู่แล้วทั้งมรดกโลกทางวัฒนธรรม และมรดกโลกทางธรรมชาติ อาจจะจำ ง่าย ๆ ว่า มรดกโลกจะไม่มีการเคลื่อนที่ไปที่ไหน ส่วนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ หรือ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรมศิลปากรของเราให้ความหมายว่า “เป็นมรดกวัฒนธรรมประเภทที่จับต้องมองเห็นไม่ได้เหมือนกับมรดกที่เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ” สามารถจำแนะตามเกณฑ์ของ UNESCO ได้ 5 ประเภท คือ…

ปี 2568 ปีสดใสของการท่องเที่ยวไทย : ต้องไม่ลืมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน

ดูเหมือนว่าทุกยุคทุกสมัย ประเทศไทยก็พูดกันซ้ำ ๆ ว่า รายได้จากการท่องเที่ยวจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เราก็ได้รับบทเรียนอย่างเจ็บปวดอย่างยิ่งจากในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรควิด-19 ที่ไทยเราต้องปิดประเทศ และกิจกรรมทางกายภาพในการติดต่อระหว่างประเทศต้องลดลงไปอย่างมาก มีสถิติกันทีเดียวว่า การแพร่ระบาดในไทยที่เริ่มในธันวาคม 2562 ทำให้ปี 2563 เศรษฐกิจไทยหดตัวถึงร้อยละ 6.1 โดยภาคบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวหดตัวมากที่สุด มองไปในปี 2568 จะเป็นปีสดใสของการท่องเที่ยว…. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้าไทยมากกว่า 39 ล้านคน จากที่ตั้งเป้าในปี 2567 ไว้ 30-35 ล้านคน และรายได้จะเพิ่มเป็น 3.4 ล้านล้านบาท จาก 3 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ หากมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยมากกว่า 39 ล้านคน ก็จะทำลายสถิติเมื่อปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เลยทีเดียว ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39.8 ล้านคน และสร้างรายได้ให้กับประเทศ 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 18 ของ GDP เลยทีเดียว ความพร้อมของสนามบินของไทยเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ความฝันของไทยในการจะใช้การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศ…

นักศึกษาอินเดียไปเรียนในสหรัฐฯ แซงหน้านักศึกษาจีน

เกิดอะไรขึ้น นักศึกษาอินเดียถึงไปเรียนในสหรัฐฯ มากเป็นอันดับ 1 แซงหน้านักศึกษาจีนที่ครองอันดับนี้มายาวนาน และนักศึกษาจีนจะมีแนวโน้มลดลงไปอีกหรือไม่ หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ในมกราคม 2568  เพราะเมื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก นายทรัมป์ได้พูดชัดเจนว่านักศึกษาจีนที่มาเรียนในสหรัฐฯ เป็นสายลับให้รัฐบาลจีน และช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ก็มีหลักฐานยืนยันถึงการทำจารกรรมข้อมูลที่มีความอ่อนไหวของนักศึกษาจีนที่ไปเรียนที่สหรัฐฯ ข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ และ Institute of International of Education เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2567 รายงานว่า นักศึกษาอินเดียที่ไปเรียนในสหรัฐฯ ระหว่างภาคการศึกษาปี 2566-2567 มียอดมากที่สุด หรือเป็นอันดับ 1  มี จำนวน 33,1602 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากปีการศึกษาที่ผ่านมา ซึ่งแซงหน้านักศึกษาจีนที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 4.2 ตกลงมาเป็นอันดับ 2 โดยยอดลดลงเหลือ 277,398 คน ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ที่จำนวนนักศึกษาอินเดียที่ไปเรียนในสหรัฐฯ ขึ้นเป็นอันดับ 1…

ชีวิตเริ่มจะอยู่ยากมากขึ้นในปี 2568 เมื่อการก่อเหตุรุนแรงในสังคมมีสัญญาณว่าจะเกิดบ่อยครั้งขึ้น

เหตุรถยนต์พุ่งชนผู้คนในจีนและเยอรมนีที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหมดปี 2567 และเริ่มต้นปี 2568 ด้วยเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเมื่อเกิดเหตุรถบรรทุกพุ่งชนคน ที่เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา สหรัฐฯ ในวันปีใหม่ จนมีผู้เสียชีวิต ซึ่งทางการสหรัฐฯ ระบุว่าจะสอบสวนเหตุดังกล่าวในฐานการก่อการร้าย หรือแม้แต่ญี่ปุ่น ประเทศที่ได้ชื่อว่าปลอดภัยสูงเนื่องจากเกิดเหตุการใช้ความรุนแรงน้อยครั้งยังเริ่มมีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาวุธมีด ปืน หรือฆ้อน โดยเมื่อ 10 มกราคม 2568 เกิดเหตุนักศึกษาใช้ฆ้อนทำร้ายเพื่อนนักศึกษาด้วยกันจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 คน เหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้ฉุกคิดถึงอันตรายจากการก่อเหตุรุนแรงในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้ายหรือไม่ก็ตาม หรือผู้ก่อเหตุจะมีแรงจูงใจจากสาเหตุใดก็ตาม คนธรรมดา ๆ ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ก็เป็นเหยื่อทุกครั้งไป คำถามคือ เราจะป้องกันตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากเหตุการณ์ทำนองนี้ที่น่าจะเกิดมากขึ้น รวมถึงในไทยที่มีข่าวการใช้ความรุนแรงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแทบทุกวัน ท่ามกลางข่าวสารการใช้กำลังทางทหารตอบโต้กันระหว่างคู่ขัดแย้งระดับรัฐและที่ไม่ใช่รัฐในยุโรปและตะวันออกกลาง รวมถึงใกล้บ้านเราในเมียนมา จนทำให้มีการคาดการณ์ว่า การก่อการร้ายจะหวนกลับมาเกิดถี่ขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีตอบโต้กันระหว่างคู่พิพาทและที่เป็นการกระทำของกลุ่มก่อการร้ายเอง ที่ฉวยโอกาสแสดงศักยภาพจากสถานการณ์วุ่นวายในประเทศต่าง ๆ ก็มีข่าวการก่อเหตุรุนแรงที่เป็นการกระทำของคนธรรมดา ๆ ที่ไม่มีใครคาดคิด แต่ผลจากการก่อเหตุกลับสร้างความตื่นตระหนกให้ไม่น้อย เฉพาะอย่างยิ่งในจีนที่ผู้มีปัญหาส่วนตัวเลือกใช้การก่อเหตุรุนแรงเป็นทางออก   เพื่อแสดงความไม่พอใจหรือผิดหวังในสิ่งที่ต้องพบเจอในชีวิตหลายครั้ง โดยมีเหยื่อเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องจบชีวิตจากเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายสิบคน ทั้ง ๆ ที่จีนมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มข้น รวมถึงการควบคุมการมีอาวุธในครอบครอง ในห้วงกันยายน-พฤศจิกายน 2567…

NGOs ในสิงคโปร์ และในไทยเป็นอย่างไร

NGOs (Non-Governmental Organisations) หรือที่เรารู้จักกันในภาษาไทยคือ องค์กรที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ หรือองค์กรไม่แสวงผลกำไรต่าง ๆ ซึ่งองค์กรเหล่านี้จะมีการบริหารงานแบบเอกชน ไทยมีจำนวน NGOs มากกว่าในสิงคโปร์  นั่นหมายความว่ามีอะไรบางอย่างที่ทำให้สิงคโปร์ไม่เป็นที่น่าดึงดูดเท่าไทยในด้านของการลงหลักปักฐานของ NGOs จำนวน NGOs ในไทยล่าสุด โดยประมาณนั้นมีอยู่ถึง 25,085 องค์กร แบ่งเป็นองค์กรต่างประเทศหรือระหว่างประเทศ 85 องค์กร และในประเทศกว่า 25,000 องค์กร ในขณะที่สิงคโปร์มีเพียงประมาณ 2,982 องค์กร  สิ่งที่ทำให้ NGOs ทั้งหลายตั้งหลักปักฐานที่ไทยนั้น เป็นเพราะทางด้านกฎหมายที่มีความ “ยืดหยุ่น” มากกว่าสิงคโปร์มาก ทั้งด้านการจัดตั้ง และการตรวจสอบแหล่งเงินทุน ที่ผ่านมา การทำงานของรัฐบาลสิงคโปร์เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในการใช้กฎหมาย จัดระบบสังคมอย่างเคร่งครัด โดยรัฐบาลที่เป็นพรรคเดียวกันอย่างต่อเนื่องมาแทบจะโดยตลอด ซึ่งก็คือพรรค The People’s Action Party (PAP) ที่ครองเสียงข้างมากมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากมาเลเซีย ทำให้สามารถกำหนดความเป็นไปของประเทศได้อย่างราบรื่น จำนวนและพื้นที่ของสิงคโปร์ก็น้อยกว่าไทยมาก รัฐบาลจึงสามารถสอดส่องและควบคุมการเกิดของ NGOs ได้ง่ายผ่านการสร้างความใกล้ชิดกับประชาชน    ประกอบกับรัฐบาลสิงคโปร์ต้องการรักษาเสถียรภาพของพรรคและประเทศไว้ จึงระมัดระวังเป็นอย่างมากไม่ให้เกิดการต่อสู้ทางการเมือง…

ชาวจีนที่วางแผนเดินทางมาไทยช่วงเทศกาลตรุษจีนแสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัย

นสพ.South China Morning Post รายงานเมื่อ 10 ม.ค.68 ว่า ชาวจีนจำนวนมากที่วางแผนเดินทางมาท่องเที่ยวไทยช่วงเทศกาลตรุษจีนกังวลเรื่องความปลอดภัยผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนหนึ่งเกิดจากกรณีนายหวัง ซิง นักแสดงชาวจีน ที่ถูกหลอกมาทำงานในไทย แต่ถูกส่งตัวต่อไปยังเมียนมา โดยเมื่อ 9 ม.ค.68 มีการโพสต์ข้อความสอบถามวิธีการยกเลิกการเดินทางไปไทยจีนมากกว่า 380,000 ครั้ง บนแพลตฟอร์มออนไลน์ Xiaohongshu (Little Red Book) ขณะที่สมาคมบริการไทยท่องเที่ยว  ประเมินว่า กรณีดังกล่าวจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยลดลงร้อยละ 10-20 ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้ สถิติจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาของไทยระบุว่า เมื่อปี 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดที่เดินทางมาไทยเมื่อปี 2567 มีจำนวน 6.73 ล้านคน

สอท.จีน ณ กรุงเทพฯ เตือนชาวจีนให้ระมัดระวังถูกหลอกจากข้อเสนอการทำงานที่มีค่าตอบแทนสูง

สอท.จีน /กรุงเทพฯ ออกแถลงการณ์ผ่านบัญชี WeChat เมื่อ 11 ม.ค.68 เตือนชาวจีนที่เดินทางมาไทยให้ระมัดระวังการถูกหลอกจากข้อเสนอการทำงานที่มีค่าตอบแทนสูง และอย่าหลง อาทิ งานรายได้ดี ฟรีค่าเดินทาง ที่พัก และอาหาร เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง สำหรับชาวจีนที่ประสบปัญหาเรื่องความปลอดภัย ขอให้แจ้ง จนท.ตร. หรือขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในไทย เพื่อจะได้ประสานติดต่อขอความช่วยเหลือจาก สอท.หรือ สกญ.จีน ต่อไป ส่วนการเดินทางเข้าไทยตามข้อตกลงยกเว้นวีซ่าไทย-จีน ซึ่งกำหนดเงื่อนไขสำหรับการเดินทางเข้ามาประกอบกิจกรรมบางประเภท อาทิ การทำงานหรือการศึกษาต่อในประเทศเจ้าบ้าน จะต้องได้รับอนุมัติตามกระบวนการด้านวีซ่าก่อนเข้าประเทศ หากวีซ่าหมดอายุ ขอให้ละเว้นการทำงานแบบผิดกฎหมาย หรือกิจกรรมอื่น ๆ

ญี่ปุ่นเพิ่มมาตรการลงโทษรัสเซีย

สนข. Japan Times รายงานเมื่อ 10 ม.ค.68 อ้างถ้อยแถลงของนายฮายาชิ โยชิมาซะ เลขาธิการ ครม.ญี่ปุ่น เมื่อวันเดียวกัน ว่า ญี่ปุ่นเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในยูเครน เพื่อตอบโต้กรณีเกาหลีเหนือให้การสนับสนุนรัสเซีย และกรณีรัสเซียหลบเลี่ยงการดำเนินมาตรการลงโทษผ่านประเทศอื่นได้แก่ 1) อายัดทรัพย์สิ ของบุคคลสัญชาติต่าง ๆ เช่น เกาหลีเหนือ รวม 12 ราย และองค์กร 33 แห่ง 2) ระงับการส่งออกสินค้าหรือเพิ่มมาตรการจำกัดทางการค้าแก่องค์กรหรือบริษัท  เช่น รัสเซีย และจีน รวม 53 แห่ง และ 3) ระงับการส่งออกสินค้า 335 รายการ ไปรัสเซีย เช่น รถจักรยานยนต์ และอะไหล่ปั้นจั่น  ตั้งแต่ 23 ม.ค.68

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ยืนยันยูเครนควบคุมตัวทหารเกาหลีเหนือจากพื้นที่สู้รบรัสเซีย-ยูเครน

สนข.KBS World รายงานเมื่อ 12 ม.ค.68 ว่า หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ (National Intelligence Service-NIS) ประสานกับหน่วยข่าวกรองของยูเครนในประเด็นเกาหลีเหนือส่งกองกำลังทหารสนับสนุนรัสเซียสู้รบกับยูเครนอย่างใกล้ชิด และยืนยันกรณี จนท.ยูเครนสามารถควบคุมตัวทหารเกาหลีเหนือที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย จากภูมิภาคคุสก์ของรัสเซีย เมื่อ 9 ม.ค.68  NIS เปิดเผยข้อมูลจากการสอบสวนทหารเกาหลีเหนือด้วยว่า ทหารเกาหลีเหนือเดินทางไปยังรัสเซีย เมื่อ พ.ย.67 เพื่อเข้าร่วมการฝึกทางทหาร แต่ไม่ทราบถึงการเข้าร่วมสู้รบกับยูเครนมาก่อน โดยทหารเกาหลีเหนือเผชิญความสูญเสียจากการสู้รบ และถูกทิ้งโดยไม่มีเสบียงอาหารกว่า 4-5 วัน ก่อนถูก จนท.ยูเครนควบคุมตัว

โบสถ์ยิวในนครซิดนีย์ถูกพ่นสีด้วยสัญลักษณ์เกี่ยวกับนาซี

สนข.ABC News ของออสเตรเลีย รายงานเมื่อ 10 ม.ค.68 ว่า ในวันเดียวกัน ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ตรวจพบเหตุพ่นสีบนผนังภายนอกของโบสถ์ยิวในเมือง Allawah ชานเมืองนครซิดนีย์ เป็นสัญลักษณ์สวัสติกะ ถ้อยคำที่เกี่ยวกับนาซีและการสรรเสริญพระเจ้าในศาสนาอิสลาม ได้แก่ “Hitler on top” “Allah hu akbar” และ “Free Palestine” โดยคาดว่าเหตุเกิดประมาณเวลา 04.00 น. ตำรวจยังอยู่ระหว่างสืบสวนเพิ่มเติม เบื้องต้นมีข้อมูลจากกล้อง CCTV บันทึกภาพผู้ก่อเหตุ 2 คน สวมเสื้อฮู้ดและหน้ากาก ด้านนาย Chris Minn มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ประณามการก่อเหตุว่าเป็นการก่ออาชญากรรมที่โหดร้าย และเป็นพฤติกรรมที่สร้างความแตกแยกของสังคม ด้านผู้นำชุมชนยาวยิวให้ความเห็นว่า ชาวยิวในออสเตรเลียไม่ควรตกอยู่ในความหวาดกลัวจากอาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อชาวยิว พร้อมเรียกร้องให้ทางการจับผู้ก่อเหตุโดยเร็ว