มาเลเซียเตรียมส่งคืนนาฬิกา Swatch คอลเลคชัน Pride

ดาโต๊ะ ซรี ไซฟุดดิน นาซูตียน อิสมาอิล รมว.กระทรวงความมั่นคงภายในมาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 25 พ.ย.67 ว่า กระทรวงความมั่นคงภายในเคารพคำวินิจฉัยของศาลสูงสุด และจะดำเนินการส่งคืนนาฬิกาของบริษัท Swatch คอลเลกชัน Pride ซึ่งมีลวดลายและสีสันเป็นสีรุ้งที่แสดงถึงการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ จำนวน 172 เรือน มูลค่า 64,795 ริงกิต (ประมาณ 504,000 บาท) ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังศาลสูงสุดมาเลเซียมีคำวินิจฉัยให้บริษัท Swatch เป็นฝ่ายชนะในคดีฟ้องร้องรัฐบาลมาเลเซีย ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบยึดนาฬิกาคอลเลคชัน Pride เมื่อ พ.ค.67 โดยยึดยันว่า นาฬิกาคอลเลคชันดังกล่าวไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือขัดต่อกฎหมาย ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียกังวลว่า การส่งเสริม สนับสนุน และพยายามทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมทางเพศเป็นเรื่องปกติ จะส่งผลเสียต่อหลักศีลธรรมและผลประโยชน์ของประเทศ จึงไม่อาจยอมรับได้ในสังคมและวัฒนธรรมมาเลเซีย

ชาวต่างชาติหลบหนีออกจากแหล่งอาชญากรรมออนไลน์ที่เมืองเมียวดีข้ามมาฝั่งไทย

สนข. Myanmar Now รายงานเมื่อ 25 พ.ย.67 ว่า ชาวต่างชาติจำนวน 39 คน ประกอบด้วยชาวศรีลังกา 32 คน  เนปาล 5 คน มาเลเซีย 1 คน และรัสเซีย 1 คน หลบหนีออกจากแหล่งอาชญากรรมออนไลน์ที่เมืองเมียวดีข้ามเข้าชายแดนไทยที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อ 24 พ.ย.67 ขณะที่ทางการไทยดำเนินกระบวนการตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ  เหยื่อบางคนให้ข้อมูลว่า  มาทำงานที่เมียนมา เนื่องจากเห็นโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ว่าจะได้รับค่าตอบแทนดี แต่กลับตกอยู่ในสภาพลำบาก ปัจจุบัน แหล่งอาชญากรรมได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามแนวชายแดนเมียนมา โดยพนักงานที่ให้บริการส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่ถูกหลอกบังคับให้ทำงาน

นานาชาติคาดหวังข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอนแต่โอกาสน้อย

อิสราเอลกับกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนโจมตีตอบโต้กันอย่างหนัก เมื่อ 25 พ.ย.67 ด้วยการโจมตีทางอากาศ ขีปนาวุธ และอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งมีชาวเลบานอนและชาวอิสราเอลที่ตกเป็นเป้าหมายด้วยเช่นกัน แต่การปฏิบัติการของอิสราเอลที่ทำลายกองทัพของรัฐบาลเลบานอนด้วย ทำให้อิสราเอลต้องออกมาแสดงความเสียใจและขอโทษ พร้อมยืนยันว่าไม่มีเจตนาโจมตีกองทัพเลบานอน แต่อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นขณะสู้รบกับกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ที่ผ่านมา กองทัพเลบานอนพยายามไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสู้รบ แต่มีรายงานว่าทหารเลบานอนเสียชีวิตแล้วมากกว่า 40 นาย ตั้งแต่มีการปะทะกันรุนแรงเมื่อ ก.ย.67 นานาชาติคาดหวังให้มีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธทั้งในเลบานอนและฉนวนกาซา เพื่อลดระดับความรุนแรงและบรรเทาวิกฤตด้านมนุษยธรรม ตลอดจนช่วยเหลือตัวประกัน โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า อิสราเอลกับสหรัฐฯ ร่างข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน ซึ่งอิสราเอลเห็นชอบในหลักการแล้ว อยู่ระหว่างส่งให้เลบานอนพิจารณา แต่ความเป็นไปได้มีน้อยมาก เนื่องจากอิสราเอลและสหรัฐฯ ยังไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมการเจรจา ส่วนการสู้รบในเลบานอนก็ยังคงรุนแรง โดยกรณีที่กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ยิงขีปนาวุธเข้าไปโจมตีในอิสราเอลได้ จะยิ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้อิสราเอลไม่พอใจและต้องการตอบโต้ต่อไป ซึ่งการสู้รบดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชาวปาเลสไตน์ที่อยู่ในเขตเวสต์แบงก์ด้วย เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เริ่มปรากฏกลุ่มติดอาวุธที่ไม่พอใจนโยบายของอิสราเอลเคลื่อนไหวโจมตีอิสราเอลมากขึ้น โดยมีรายงานเมื่อ 25 พ.ย.67 ว่า กลุ่ม Islamic Resistance ในอิรักโจมตพื้นที่ตอนใต้ของอิสราเอลด้วยโดรน 2 ลำ เพื่อแสดงออกว่าสนับสนุนชาวปาเลสไตน์และชาวเลบานอน การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้ อิสราเอลเรียกร้องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ให้ควบคุมรัฐบาลอิรัก เนื่องจากอิสราเอลเชื่อว่ารัฐบาลอิรักปล่อยให้กลุ่มติดอาวุธเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านอิสราเอล อย่างไรก็ตาม อิรักปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และตั้งข้อสังเกตว่า…

มท.UAE จับกุมผู้ต้องสงสัย เหตุฆาตกรรมนักบวชชาวยิวใน UAE

มท.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แถลงเมื่อ 25 พ.ย.67 ว่า UAE จับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 3 คนเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรม นาย Zvi Kogan นักบวชชาวยิวซึ่งถือสัญชาติอิสราเอล-มอลโดวา  ซึ่งเดินทางเข้า UAE โดยใช้หนังสือเดินทางมอลโดวา ก่อนจะหายตัวไป ครอบครัวจึงเข้าแจ้งกับ UAE ซึ่ง UAE ไดัค้นหาและสอบสวนจนพบศพของนาย Kogan แต่ไม่มีการเปิดเผยสถานที่พบศพ สาเหตุการเสียชีวิต และข้อมูลผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุม  มท.UAE ยืนยันว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน UAE  จะปกป้องความปลอดภัยของพลเมือง ผู้อยู่อาศัย และนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ พร้อมกับจะใช้อำนาจทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด และไม่มีการผ่อนปรน เพื่อตอบโต้การกระทำ หรือความพยายามที่คุกคามความมั่นคงใน UAE

กรมศุลกากรจีนยึดหนังสือที่ตีพิมพ์แผนที่ที่ให้ข้อมูลผิดพลาดเกี่ยวกับเขตอธิปไตยของจีน

สนข.Global Times รายงานอ้างข้อมูลจากบัญชี WeChat ของกรมศุลกากรจีนในมณฑลฟูเจี้ยนเมื่อ 24 พ.ย.67 ว่า จนท.ได้ตรวจยึดหนังสือจำนวน 3 เล่ม ในระหว่างการตรวจสอบพัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากพบว่าตีพิมพ์ข้อมูลผิดพลาด แผนที่ในหนังสือระบุว่าไต้หวันเป็นสถานะเป็นประเทศ ทั้งยังไม่ตีพิมพ์เส้นประที่แสดงถึงเขตอธิปไตยของจีนในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นการละเมิดหลักการจีนเดียว ลดทอนอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติอย่างร้ายแรง เนื่องจากแผนที่ถือเป็นหลักฐานชั้นต้นที่สำคัญที่แสดงถึงเขตแดนและอธิปไตยของประเทศทั้งทางการเมือง วิทยาศาสตร์ และกฎหมาย ซึ่งกรมศุลกากรมีอำนาจตามกฎหมายที่จะตรวจยึดหนังสือและส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

รัสเซียจะยังคงทดสอบระบบขีปนาวุธพิสัยกลางชนิดใหม่เป้าหมายโจมตียูเครน

สนข.Al Jazeera รายงานเมื่อ 22 พ.ย.67 อ้างแถลงของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ว่า รัสเซียจะยังคงทดสอบระบบขีปนาวุธพิสัยกลางความเร็วเหนือเสียงชนิดใหม่ “Oreshnik” ในพื้นที่การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน หลังจากทดลองใช้ครั้งแรกในการโจมตียูเครนเมื่อ 21 พ.ย.67   การใช้งานระบบขีปนาวุธฯ จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การสู้รบและการประเมินลักษณะของภัยคุกคามที่มีต่อรัสเซีย นอกจากนี้ รัสเซียมีจำนวนยุทโธปกรณ์ชนิดดังกล่าวอย่างเพียงพอ และพร้อมใช้งาน ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน อยู่ระหว่างหารือกับชาติพันธมิตรตะวันตกเพื่อรับมือและตอบโต้กับการโจมตีด้วยระบบขีปนาวุธชนิดใหม่ของรัสเซีย

เมียนมาเตรียมส่งแรงงานไปทำงานในรัสเซีย

นสพ. The Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อ 24 พ.ย.67 ว่า หน่วยงาน Myanmar Overseas Employment Agencies Federation (MOEAF) ของเมียนมากำลังประสานงานกับรัสเซียอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งแรงงานเมียนมาไปทำงานในรัสเซีย โดยเน้นแรงงานด้านอุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร และปศุสัตว์ ขณะที่รัสเซียสนับสนุนการสอนภาษารัสเซียขั้นพื้นฐานแก่แรงงานเมียนมากลุ่มดังกล่าวโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมการส่งออกแรงงานเมียนมาไปยังรัสเซีย ซึ่งเป็นตลาดแรงงานแห่งใหม่ของเมียนมา จากเดิมแรงงานเมียนมานิยมไปทำงานในไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ตอ.กลาง จีน และเกาหลีใต้

สงครามรัสเซีย-ยูเครน เข้าสู่สภาวะใหม่ เมื่อยูเครนจะใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลของอเมริกา

ระหว่างนี้ทั่วโลกกำลังสนใจนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะกลับไปใช้แนวทางบริหารและวางนโยบายเหมือนเดิมหรือไม่!? และที่สำคัญคือจะส่งผลเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ … แต่!!..บทความนี้อยากชวนมองบทบาทที่เหลืออยู่ของรัฐบาลประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ที่จะต้องลงจากตำแหน่งเร็ว ๆ นี้ แถมกำลังเป็นรัฐบาลที่อยู่ในสภาพ “เป็ดง่อย”

เมียนมามีสถิติเหยื่อจากทุ่นระเบิดมากที่สุดในโลก

องค์กรรณรงค์ระหว่างประเทศเพื่อการห้ามทุ่นระเบิด (International Campaign to Ban Landmines-ICBL) ซึ่งเผยแพร่รายงาน Landmine Monitor เมื่อ 20 พ.ย.67 ว่า เมียนมามีเหยื่อจากทุ่นระเบิดมากที่สุดในโลก โดยเมื่อปี 2566 พบว่า มีคนในเมียนมาเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดและเศษวัตถุระเบิด จำนวน 1,003 คน (ไม่ระบุยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ )  กองทัพเมียนมาและกองกำลังกลุ่มต่อต้านใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเพิ่มขึ้นมากในช่วงหลังเหตุรัฐประหารเมื่อปี 2564 เป้าหมายคือ โครงสร้างพื้นฐาน เช่น เสาส่งสัญญาณโทรคมนาคม และท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ขณะที่เมื่อปี 2566 มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดทั่วโลก อย่างน้อย 5,757 คน ซึ่งรองจากเมียนมาคือ ซีเรีย 933 คน อัฟกานิสถาน 651 คน และยูเครน 580 คน

ประธานาธิบดีของรัสเซียแถลงเตรียมตอบโต้ยูเครนและประเทศตะวันตก

ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ เมื่อ ๒๑ พ.ย.๖๗  (ประมาณ ๒๐.๐๐ น. ตามเวลาท้องถิ่น)  ระบุว่า สงครามยูเครนกำลังถูกยกระดับเป็นสงครามโลก หลังจากที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรอนุมัติให้ กห.ยูเครน สามารถใช้อาวุธที่ได้รับการสนับสนุนโจมตียังดินแดนรัสเซีย นอกจากนี้  ประธานาธิบดีรัสเซียยังย้ำแนวทางตอบโต้ด้วยการใช้ขีปนาวุธ Oreshnik ซึ่งเป็นขีปนาวุธระยะกลางรุ่นใหม่ที่มีความเร็วเหนือเสียง และจะยกระดับการโจมตีมากขึ้น แต่พลเรือนจะได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า