รองเลขาธิการอาเซียนย้ำความสำคัญการกำหนดวิสัยทัศน์อาเซียน 2045

นาย Nararya S. Soeprapto รองเลขาธิการอาเซียนด้านชุมชนและกิจการองค์กร แถลงในการประชุมสมัชชารัฐสภาอาเซียน (ASEAN Inter-Parliamentary Assembly-AIPA) ครั้งที่ 45 ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ลาว เมื่อ 19 ต.ค.67 ย้ำความสำคัญของแนวคิด “Advancing ASEAN’s Connectivity and Inclusive Growth”  ซึ่งเชื่อมโยงการกำหนดวิสัยทัศน์อาเซียน 2045 เพื่อเตรียมอาเซียนให้พร้อมสำหรับอนาคต และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ ยังเน้นความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติในภูมิภาคอาเซียน เพื่อจัดการกับประเด็นสำคัญระดับภูมิภาค ในโอกาสนี้ ยังได้เยี่ยมคารวะนายไซสมพอน พมวิหาน ประธานสภาแห่งชาติลาว และประธาน AIPA โดยการประชุมดังกล่าว มีประธานรัฐสภา/คณะผู้แทนของประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการ AIPA รวมทั้งคณะผู้แทนจากประเทศผู้สังเกตการณ์ และประเทศพันธมิตรเข้าร่วม

สายการบินหลายแห่งของอินเดียถูกขู่วางระเบิด

สายการบินหลายแห่งของอินเดียได้รับข้อความขู่วางระเบิดเกือบ 100 ข้อความ ตั้งแต่ 14 ต.ค.67 ส่วนใหญ่เป็นข้อความหลอกลวงบนสื่อสังคมออนไลน์ เฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) รวมถึงข้อความขู่วางระเบิดสายการบิน IndiGo สายการบิน Air India สายการบิน Vistara และสายการบิน Akasa Air เมื่อ 20 ต.ค.67 อีก 20-30 ข้อความ ทำให้อินเดียต้องขยายมาตรการรักษาความปลอดภัยสนามบินออกไปจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ คำขู่ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินของอินเดีย จากการที่สายการบินต้องยกเลิกหรือเลื่อนการให้บริการ เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย

นรม.กัมพูชาขอให้ประชาชนมีทัศนคติเชิงบวกเพื่อส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม

ถ้อยแถลงของ สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชา ระหว่างการพบปะกับอาสาสมัครเยาวชนสภากาชาดกัมพูชา เมื่อ 19 ต.ค.67 ได้ขอให้ชาวกัมพูชามองวัฒนธรรมในแง่บวกร่วมกันอนุรักษ์ และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ โดยหลีกเสี่ยงการโจมตีหรือกล่าวโทษผู้อื่น  หากต้องการแข่งขัน ไม่ควรเสียเวลาวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น แต่ควรเน้นพัฒนาและสร้างวัฒนธรรมของตนเองให้แข็งแกร่ง  ทัศนคติเชิงบวกนี้ จะผลักดันให้เกิดการดำเนินการอย่างสร้างสรรค์ ในโอกาสนี้ นรม.กัมพูชาร้องขอให้ประชาชนอย่าสนใจว่าใครจะมุ่งขโมยวัฒนธรรมของกัมพูชา และในฐานะของผู้นำประเทศไม่ได้กังวลถึงการโจมตีและการวิจารณ์ แต่มุ่งเน้นการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

เกาะกูด : ข้อเท็จจริงจากหลักฐานและมุมมองทางประวัติศาสตร์

เรื่องราวของเกาะกูดมาถึง EP 3 จาก EP 1 ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเชิญชวนไปเที่ยวเกาะกูด และใน EP 2 เป็นเรื่องว่า “ทำไมชาวเน็ตไทยต้อง #saveเกาะกูด ” ส่วน EP 3 แม้ค่อนข้างเป็นเชิงวิชาการไปบ้าง แต่ก็น่าจะทำให้รู้จักเกาะกูดในอีกมุมมองมากขึ้น

เกาะกูดทำไมชาวเน็ตไทยต้อง #saveเกาะกูด

จาก EP1 เล่าเรื่องเสน่ห์ของเกาะกูด สาวสวยแห่งท้องทะเลไทยแล้ว ก็อยากจะเล่าต่อใน EP 2 ว่า “ทำไมชาวเน็ตไทยต้อง #saveเกาะกูด ” โดยจะขอเล่าจากข้อเท็จจริงจากหลักฐานและมุมมองทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้คลายกังวล ซึ่งตามที่เล่าไปเมื่อ EP 1 แล้วว่า ชาวเน็ตไทยค่อนข้างกังวลว่าการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชาจะกระทบต่อดินแดนและอธิปไตยเหนือเกาะกูด จากจุดพักเรือสู่จุดยุทธศาสตร์ หากย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคอาณาจักรสุโขทัย การเดินเรือในสมัยนั้น ต้องใช้เวลานาน มีการหยุดพัก บางครั้งเผชิญกับพายุหรือมีปัญหาในระหว่างทาง เกาะกูดเป็นหนึ่งในจุดพักเรือสำคัญของเรือที่เดินทางผ่าน พอถึงอาณาจักรอยุธยา เกาะกูดเป็นจุดที่เรือสินค้าจากจีน อินเดีย และตะวันตก ใช้เป็นแหล่งพักผ่อนและสะสมเสบียง เมื่อเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น สถานะของเกาะกูดชัดเจนขึ้น เนื่องจากกัมพูชาซึ่งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส    ในตอนนั้น เกาะกูดจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ไทยต้องรักษาไว้ ขณะที่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมของกัมพูชา เริ่มมองหาโอกาสที่จะขยายอาณานิคมในพื้นที่ทะเลตราด เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือได้ ความขัดแย้งหลังยุคอาณานิคม หลังจากกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส รัฐบาลกัมพูชาได้เริ่มอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ทะเลตราดและเกาะกูดอีกครั้ง อ้างอิงจากแผนที่โบราณของอาณาจักรขะแมร์ที่แสดงให้เห็นว่าเกาะกูดเคยตกอยู่ในเขตอำนาจของอาณาจักรนี้ เมื่อกัมพูชาส่งเสียงเรียกร้องดังขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาก็เริ่มตึงเครียดในช่วงรัฐบาลของพระนโรดมสีหนุและต่อมาภายใต้เขมรแดงได้กล่าวหาว่าไทยพยายามแทรกแซงและครอบครองพื้นที่เกาะและชายฝั่งบางส่วนที่ควรจะเป็นของกัมพูชา ขณะที่ฝั่งไทยเองก็มองว่า กัมพูชาพยายามบ่อนทำลายเสถียรภาพทางทะเลและเศรษฐกิจของไทย พื้นที่ทะเลดังกล่าวยังมีทรัพยากรน้ำมันดิบกว่า 300 ล้านบาเรล และก๊าซธรรมชาติ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 10 ล้านล้านบาท…

เหตุขว้างระเบิดใส่ที่ทำการพรรค LDP และพยายามบุกรุกทำเนียบ นรม.ญี่ปุ่น

จนท.ตร.ญี่ปุ่นจับกุมชายชาวญี่ปุ่นอายุ 49 ปี บริเวณทางเข้าทำเนียบ นรม.ญี่ปุ่น กรุงโตเกียว เมื่อ 19 ต.ค.67เวลาประมาณ 06.00 น. หลังก่อเหตุขว้างวัตถุคล้ายระเบิดเพลิงจำนวน 5-6 ลูก ใส่ที่ทำการพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party-LDP) เป็นเหตุให้รถยนต์ของ ตร.ควบคุมฝูงชน ที่จอดอยู่บริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ จากนั้นขับรถยนต์ไปที่บริเวณทางเข้าทำเนียบที่ห่างออกไปประมาณ 1 กม. และพุ่งชนเครื่องกีดขวาง แต่ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ จึงพยายามขว้างระเบิดควันจำนวน 1 ลูก แต่จนท.ตร.ควบคุมตัวไว้ได้ก่อน โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทั้งนี้ จนท.ตร พบถังพลาสติกสำหรับบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงหลายถังในรถยนต์คันก่อเหตุ และกำลังสอบสวนมูลเหตุจูงใจ แต่ชายรายดังกล่าวยังไม่ยอมให้การต่อพนักงานสอบสวน

FATF ปรับเกณฑ์พิจารณาขึ้นบัญชีประเทศกลุ่มเฝ้าระวังการฟอกเงิน

สนข.Bloomberg รายงานเมื่อ 18 ต.ค.67 อ้างการเปิดเผยของ นางElisa de Anda Madrazo ประธานคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Task Force-FATF) ซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งใหม่ เมื่อ ก.ค.67 ว่า FATF จะปรับหลักเกณฑ์การพิจารณาขึ้นบัญชีประเทศที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน (Grey list) การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่ FATF ถูกวิจารณ์ว่าเข้มงวดกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามากเกินไป และให้อิสระกับประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์  ปัจจุบันประเทศที่ FATF ขึ้นบัญชี Grey list มี 21 ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคแอฟริกา และมี  2 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ส่วนประเทศที่อยู่ในกลุ่มบัญชีดำ (Blacklist) ของ FATF คือ เกาหลีเหนือ อิหร่าน และเมียนมา

ประธานาธิบดีสหรัฐอาจเยือนป่าแอมะซอนและพบประธานาธิบดีบราซิลก่อนประชุมผู้นำ G20

ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ของสหรัฐฯ อาจเยือนป่าฝนแอมะซอน และพบหารือกับประธานาธิบดี Luis Inacio Lula da Silva ของบราซิล ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเข้าร่วมการประชุมผู้นำ G20 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพระหว่าง 18-19 พ.ย.67 โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจเยี่ยมชมบริเวณปากแม่น้ำแอมะซอนห้วง 16 -17 พ.ย.67 หลังเสร็จสิ้นการประชุมผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย -แปซิฟิก ( APEC) ที่เปรูจะเป็นเจ้าภาพระหว่าง 10-16 พ.ย.67

อวัยวะ:ชิ้นส่วนมนุษย์ที่กลายเป็นสินค้า

เวลาได้ยินข่าวความสำเร็จของขบวนรถพยาบาลที่วิ่งด้วยความเร็วเพื่อแข่งกับเวลา บางครั้งต้องมาจากต้นทางที่ห่างไกลจากปลายทาง และระหว่างทางก็ได้รับน้ำใจจากเพื่อนร่วมทางที่พร้อมใจกันเปิดทาง เพื่อให้การนำอวัยวะจากผู้บริจาคที่มีน้ำใจส่งถึงผู้รับทันเวลาต่อทีมแพทย์ และพยาบาลทำกำลังเตรียมพร้อมจะทำการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะให้ผู้ป่วยที่เฝ้ารออวัยวะที่จะสร้างชีวิตใหม่ให้เขาหรือเธอ เชื่อแน่ว่าทุกคนที่ได้ยินข่าวแบบนี้และร่วมลุ้นไปด้วยกัน จะรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจไปด้วยกับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งชื่นชมน้ำใจของผู้บริจาคที่อิ่มบุญด้วยการช่วยเหลือเพื่อนมุนษย์ และใจฟูไปกับผู้ได้รับบริจาคที่ได้ต่อชีวิตอีกครั้ง ไม่แปลกที่การบริจาคอวัยวะที่มาจากผู้เสียชีวิตซึ่งเต็มใจจะเป็นผู้ให้ โดยมีเอกสารยินยอมเป็นผู้บริจาคอวัยวะและดำเนินการไปตามกระบวนการบริจาคอวัยวะอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีผลประโยชน์ทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง จะเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี แต่หากเป็นการให้อวัยวะที่ผู้ให้จำเป็นต้องให้เพราะตกเป็นเหยื่อของกลุ่มอาชญากรรม หรือต้องขายเพื่อแลกกับค่าตอบแทน ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าและเป็นการก่ออาชญากรรม รวมทั้งเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ การค้าอวัยวะเป็นอาชญากรรมไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการเองของเจ้าของอวัยวะที่จำเป็นต้องขาย หรือการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ที่ล่อลวงเจ้าของอวัยวะด้วยการทำหน้าที่เป็นคนกลางในการซื้อขาย ซึ่งผู้ป่วยบางรายยินดีที่จะทำผิดกฎหมายและยอมจ่ายค่าปลูกถ่ายอวัยวะ แม้จะเป็นการแสวงประโยชน์หรือเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจนหรือไม่มีทางเลือก การค้าอวัยวะมีคำสำคัญที่เกี่ยวข้อง 2 คำ ได้แก่ “การค้าอวัยวะ” ซึ่งหมายรวมถึงการปลูกถ่ายอวัยวะที่ผิดกฎหมาย และ “การค้ามนุษย์เพื่อเอาอวัยวะ” ทั้งสองกรณีเป็นสิ่งผิดกฎหมายและเป็นอาชญากรรม แต่แตกต่างกันในแง่กฎหมาย กล่าวคือ “การค้าอวัยวะ” หมายถึงการจัดการกับอวัยวะอย่างผิดกฎหมาย ที่เห็นบ่อย ๆ คือ การขายอวัยวะเพื่อผลกำไรหรือการโฆษณาความเต็มใจที่จะซื้อหรือขายอวัยวะ เช่น บางคนออกมาประกาศขายไตหรือดวงตา ส่วน “การค้ามนุษย์เพื่อเอาอวัยวะ” เป็นการกระทำของกลุ่มผู้ค้ามนุษย์ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการหลอกลวงหรือบีบบังคับเหยื่อ ซึ่งมักเป็นคนเปราะบาง เช่น ผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ ผู้ขอลี้ภัย และผู้ลักลอบเข้าเมือง เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่มีทางเลือกและไร้ที่พึ่งจึงจำยอมที่จะต้องขายอวัยวะเพื่อเอาตัวรอด ในห้วงที่โลกตกอยู่ในภาวะสงครามหลายพื้นที่และล้วนเป็นสงครามที่ยาวนานเป็นปี ที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติ ซ้ำร้ายยังดูจะรุนแรงขึ้นทุกขณะด้วยความต้องการจะเป็นผู้ชนะของคู่สงคราม…

เรื่องราวสาวสวย…แบบสงบของเกาะกูด และ#saveเกาะกูด

เกาะกูดชื่อสั้น ๆ กระชับ และไม่ค่อยได้ยินกันนักในการพูดคุย แต่จะขอบอกกันดัง ๆ ว่าเธอเป็นสาวแสนสวย และแสนสนุก แบบสงบ หรือชิล ๆ ตามที่วัย Gen Z ใช้กัน ทะเลเของกาะกูดยังใส เป็นสีเทอร์ควอยซ์ (turquoise) และต้นมะพร้าวที่ทอดยาวตามแนวหาดทรายขาว เป็นภาพจำที่ใครหลายคนมีต่อเกาะกูด ซึ่งเป็นเกาะสุดท้ายทางทิศตะวันออกในน่านน้ำทะเลตราด ทำไมเรามาคุยกันเรื่องนี้ ก็เพราะว่า สายนักท่องเที่ยวเล่าต่อ ๆ กันว่าเดือนพฤศจิกายน ที่ใคร ๆ มุ่งขึ้นภาคเหนือของไทย เป็นเดือนที่เริ่มเที่ยวเกาะกูดกันแล้วนะซิ….. เกาะกูดที่อยากเชิญชวนให้ไปเที่ยวกันนี้ อยู่ในจังหวัดตราด เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศไทยเชียวนะ….. และถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติที่ต้องการสัมผัสกับธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ว่ากันว่า….หาดทรายของเกาะกูดขาวสะอาดจริง ๆ  น้ำทะเลใสเป็นประกายตามที่เล่าไปข้างต้น ที่สำคัญสำหรับการทำงานในยุคโหยหา balance of life และหนีจากความวุ่นวายในเมือง บรรยากาศที่เงียบสงบที่เกาะกูดจึงใช่ และตอบโจทย์เลย นอกจากชายหาดที่งดงาม น้ำตก…ใช่ น้ำตกที่มีหลายแห่ง ยังทำให้เกาะกูดมีเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น น้ำตกคลองเจ้า ที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี และป่าชายเลนที่ยังอุดมสมบูรณ์…