อาเซียนและจีนสรุปผลการเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียนและจีน (ACFTA 3.0)

สนข.China Daily รายงานเมื่อ 12 ต.ค.67 อ้างแถลงการณ์ร่วม Joint Statement on The Substantial Conclusion of The ASEAN-China Free Trade Area (ACFTA) 3.0 Upgrade Negotiations  ซึ่งเป็นผลจากการประชุมผู้นำอาเซียน–จีน ครั้งที่ 27  ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ลาว เมื่อ 10 ต.ค.67 ว่า อาเซียนและจีนสรุปผลการเจรจาในส่วนที่สำคัญ เกี่ยวกับการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียนและจีน (ASEAN-China Free Trade Agreement-ACFTA 3.0)  ซึ่งคาดว่าจะลงนามในปี 2568 ซึ่งจะทำให้ FTA ระหว่างอาเซียน–จีน ครอบคลุมความร่วมมือทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมและยั่งยืน เสริมสร้างการเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานระหว่างกัน ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์

OPEC+ ลดกำลังการผลิตส่วนเกินเพื่อพยุงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

องค์การเพื่อการตลาดน้ำมันของอิรัก (State Organization for Marketing of Oil-SOMO) ระบุเมื่อ 12 ต.ค.67 ว่า อิรักปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบ เมื่อห้วง ก.ย.67 เหลือวันละ 3.94 ล้านบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่าโคคือ วันละ 4 ล้านบาร์เรล เพื่อชดเชยที่ผลิตมากเกินไปเมื่อห้วงต้นปี 2567 และพยุงราคา จากการที่ความต้องการในตลาดโลกชะลอตัว ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะล้นตลาด ส่วนสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังคงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อห้วง ต.ค.67

รัสเซียกล่าวหา ผบ.หน่วยงานความมั่นคงยูเครน ก่อการร้ายสะพานไครเมีย

สนข.Tass รายงานเมื่อ 13 ต.ค.67 อ้างแถลงของโฆษกหน่วยบังคับใช้กฎหมายรัสเซีย ว่า นาย Vasily Malyuk ผบ.หน่วยงานความมั่นคงยูเครน (SBU) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนก่อการร้ายสะพานไครเมีย ครั้งที่ 2 เมื่อ 17 ก.ค.67 ซึ่งผิดกฎหมายรัสเซีย (การก่อการร้ายเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต) การโจมตีสะะพานไครเมียครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย  และรัสเซียกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของยูเครน เพื่อทำลายเส้นทางขนส่งยุทธปัจจัยที่สำคัญของกองทัพรัสเซีย 

อิหร่านส่งหนังสือถึงมิตรประเทศทั่วโลกต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค

เมื่อ 10 ต.ค.67  นาย Abbas Araghchi รมว.กต.อิหร่าน  ได้ส่งหนังสือถึงมิตรประเทศทั่วโลก สนง.ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) และเลขาธิการองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) เพื่อยืนยันท่าทีว่าจะตอบโต้ที่รุนแรง หากถูกรุกราน  การโจมตีฉนวนกาซาและเลบานอนของอิสราเอล โดยใช้ระเบิดอานุภาพสูงจากสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามร้ายแรงอีกทั้งเป็นการก่ออาชญากรรมสงครามและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และแสดงถึงความล้มเหลวของ UNSC นอกจากนี้ อิหร่านคาดหวังว่า UNHCR และ IFRC จะเร่งแก้ไขวิกฤตมนุษยธรรมที่เกิดขึ้น รวมทั้งเรียกร้องให้ OIC จัดประชุมฉุกเฉินเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในฉนวนกาซาและเลบานอนโดยเร็ว

นรม.กัมพูชา-ไทย หารือการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ผลการหารือระหว่าง สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชา กับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม. นอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ นครหลวงเวียงจันทน์ ลาว เมื่อ 9 ต.ค.67 ทั้งสองเห็นพ้องถึงความสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือ ผ่านการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูง  จัดการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (JCR) และการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (JCBC)  รวมทั้งจะส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและยุทธศาสตร์ และให้ภาคเอกชนร่วมส่งเสริมการค้าและการลงทุน  ส่วนด้านความมั่นคงจะร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งยาเสพติด การค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์และภัยคุกคามต่อความมั่นคงไซเบอร์  สมเด็จฯ ฮุน มาแนต ยังตอบรับจะเยือนไทยและเชิญ นรม.ไทย เยือนกัมพูชาเช่นกัน

การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit-EAS) ครั้งที่ 19 จัดขึ้นที่ลาว

การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit-EAS) ครั้งที่ 19 ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ลาว เมื่อ 11 ต.ค.67 ที่ประชุมย้ำความมุ่งมั่นในการเสริมสร้าง EAS ให้แข็งแกร่งในฐานะเวทีระดับผู้นำสำหรับการเจรจาและความร่วมมือในประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ การเมือง และเศรษฐกิจ ที่เป็นประเด็นข้อกังวลและผลประโยชน์ร่วมกัน  การประชุมดังกล่าว ยังมีเลขาธิการอาเซียนเข้าร่วม ขณะที่ติมอร์-เลสเต เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ ด้านประธานคณะมนตรียุโรป  และเลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้  บรรยายสรุปเกี่ยวกับการเชื่อมโยงและการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

การประชุมผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 12 ที่ลาว

นายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน เข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 12 ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ลาว เมื่อ 11 ต.ค.67 โดยมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน และนายแอนโทนี บลิงเคน รมว.กต.สหรัฐฯ เข้าร่วม เพื่อหารือความคืบหน้าของความร่วมมือระหว่างอาเซียนและสหรัฐฯ ภายใต้หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน  นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้รับรองแถลงการณ์ผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ ว่าด้วยการส่งเสริมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ปลอดภัย มั่นคง และเชื่อถือได้ เพื่อย้ำความสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

รมว.กต.สหรัฐฯ หารือทวิภาคีกับ นรม.ไทย และ นรม.มาเลเซีย

นายแอนโทนี บลิงเคน รมว.กต.สหรัฐฯ พบหารือกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม. และ นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เมื่อ 10 ต.ค.67 ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ลาว เพื่อกระชับความสัมพันธ์  โดยย้ำกับ นรม.ไทยถึงความเป็นพันธมิตรที่ยาวนาน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างกัน อีกทั้งเห็นพ้องกับความตั้งใจของไทยที่จะแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่มียนมา ส่วนการหารือกับ นรม.มาเลเซีย สหรัฐฯ ได้ย้ำความเป็นหุ้นส่วนรอบด้านกับมาเลเซียในวาระครบรอบ 10 ปี ตลอดจนสนับสนุนบทบาทของมาเลเซียในการเป็นประธานอาเซียนในปี 2568  ความร่วมมือในกรอบยุทธศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิก และแก้ไขปัญหาใน ตอ.กลาง

เกาหลีเหนือพยายามสร้างภาพลักษณ์ตนเองให้แข็งแกร่ง

หลังสงครามเกาหลีในปี 2493-2496 ทั้งสองประเทศได้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งที่มีแนวคิดแตกต่างกัน เกาหลีเหนือเป็นรัฐสังคมนิยมภายใต้การนำของพรรคแรงงานเกาหลี ขณะที่เกาหลีใต้เป็นรัฐประชาธิปไตยที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การสร้างกำแพงความแตกแยกกันระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน 9 ตุลาคม 2567 เกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ว่า จะตัดและปิดกั้นพรมแดนทางใต้กับเกาหลีใต้ ด้วยการตัดการเชื่อมต่อทางถนนและทางรถไฟทั้งหมดระหว่างสองเกาหลี เพื่อเป็นมาตรการป้องกันตนเอง เพื่อยับยั้งสงคราม และปกป้องความมั่นคงของชาติ แต่ในมุมของนักวิเคราะห์เชื่อว่า เป็นการสานต่อกระบวนการจากสถานการณ์ที่ขัดแย้งระหว่างกันในปัจจุบัน และอาจนำไปสู่สภาวะที่เกาหลีเหนือจะยกเลิกข้อตกลงสำคัญระหว่างสองเกาหลีที่ลงนามในปี 2534 เพื่อแสดงออกถึงของความต้องการของผู้นำคิม จองอึนในการกำหนดเกาหลีใต้ให้เป็นรัฐศัตรูอย่างเป็นทางการ กองทัพของเกาหลีเหนือยังวางแผนสำคัญในการตัดเส้นทางทางถนนและรถไฟที่เชื่อมต่อกับเกาหลีใต้ และเสริมกำลังในพื้นที่อย่างแข็งแกร่ง ก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ตรวจพบสัญญาณบางอย่าง ที่ระบุว่าเกาหลีเหนือกำลังทำลายบางส่วนของเส้นทางรถไฟที่เชื่อมระหว่างสองเกาหลี โดยในเดือนกรกฎาคม 2567 รัฐบาลเกาหลีเหนือใช้เวลาหลายเดือนในการวางทุ่นระเบิดและตั้งสิ่งกีดขวาง เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าว ให้กลายเป็นพื้นที่รกร้างตามแนวชายแดน ซึ่งก่อให้เกิดการเสียชีวิตของทหารเป็นจำนวนมาก เกาหลีเหนือมองว่าความเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็น “มาตรการป้องกันตนเอง” เช่น เพื่อตอบโต้การซ้อมรบของเกาหลีใต้  ซึ่งการซ้อมรบที่จัดขึ้นร่วมกับสหรัฐฯ เป็นการเตรียมการสำหรับการโจมตีจริง ทำให้เกิดความตึงเครียดและความรู้สึกไม่ปลอดภัยในหมู่ผู้นำเกาหลีเหนือ การที่สหรัฐฯ สนับสนุนยุทโธปกรณ์ไปยังภูมิภาคถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกาหลีเหนือรู้สึกถูกคุกคาม ทำให้เกาหลีเหนือจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพทางทหารเพื่อปกป้องประเทศ นอกจากนี้ การป้องกันตัวเองช่วยให้รัฐบาลเกาหลีเหนือสร้างภาพลักษณ์ของการต่อสู้เพื่ออธิปไตยและความมั่นคง ซึ่งสามารถกระตุ้นความเป็นหนึ่งเดียวในประเทศ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่จะได้ประธานาธิบดีคนใหม่ และเข้าบริหารประเทศในมกราคม 2568 อาจมีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์และนโยบายของเกาหลีเหนือในการจัดการกับเกาหลีใต้และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การปิดพรมแดนอย่างถาวรของเกาหลีเหนือ ส่งผลกระทบในหลายด้าน และอาจทำให้สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลียิ่งซับซ้อนและยากที่จะหาทางออกในอนาคต…

ผู้นำเมียนมาตรวจเยี่ยมการก่อสร้างสะพานมิตรภาพเมียนมา-เกาหลีใต้

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ผบ.ทสส.เมียนมา และรักษาการประธานาธิบดีเมียนมา ตรวจเยี่ยมความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพเมียนมา-เกาหลีใต้ ที่ภาคย่างกุ้ง เมื่อ 9 ต.ค.67 เพื่อติดตามความคืบหน้าในการก่อสร้าง และย้ำให้เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดในเมืองย่างกุ้ง และสนับสนุนการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ และการขนส่งขยายไปจากเขตเมือง ทั้งนี้ สะพานมิตรภาพเมียนมา-เกาหลีใต้ เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2556 ซึ่งเดิมคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2565 แต่ล่าช้าเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 และความไม่สงบในเมียนมา