สหรัฐฯ เชิญฟิลิปปินส์เข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ

เมื่อ 5 ก.พ.69 นายJose Manuel Romualdez เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสหรัฐฯ เปิดเผยในงานเปิดตัวสัญลักษณ์ฉลองครบรอบ 80 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ ณ เมืองปาไซ ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งคำเชิญไปให้ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์เข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวเป็นโครงการริเริ่มของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและการร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระดับโลก แต่รัฐบาลฟิลิปปินส์อยู่ในระหว่างการพิจารณารายละเอียด และการประเมินข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะด้านงบประมาณ อย่างไรก็ดี ฟิลิปปินส์ยืนยันว่าจะพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักก่อนตัดสินใจรับข้อเสนอ

ไนจีเรียเปิดปฏิบัติการทหารหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ 162 ศพ

ประธานาธิบดีโบลา ทินูบู ของไนจีเรีย สั่งเปิดปฏิบัติการ สะวันนาชีลด์ ส่งกองพันทหารลงพื้นที่เขตไคอามา รัฐควารา เพื่อปราบปรามกลุ่มติดอาวุธหลังบุกเผาทำลายหมู่บ้านโวโรและนูกู สังหารชาวบ้าน 162 ราย เมื่อ 3 ก.พ.69 เหตุเพราะชาวบ้านขัดขืนการปลูกฝังแนวคิดสุดโต่ง ขณะเดียวกันที่รัฐคาดูนา ผวจ. อูบา ซานี แถลงยืนยันว่าชาวคริสต์ 183 คนที่ถูกลักพาตัวไปได้รับการปล่อยตัวปลอดภัยแล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่ามีการประสานงานโจมตีทางอากาศเพื่อปกป้องชาวคริสต์ซึ่งเชื่อว่าเป็นเป้าหมายหลัก แม้นักวิเคราะห์จะแย้งว่าเหยื่อส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นชาวมุสลิมก็ตาม โดยสถานการณ์ความรุนแรงกำลังขยายวงกว้างจากการแย่งชิงพื้นที่ของกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งมาตรการความมั่นคงเดิมและการเจรจาระดับท้องถิ่นยังล้มเหลวในการยุติวิกฤตครั้งนี้

อินเดียและมาเลเซีย เตรียมหารือเรื่องข้อตกลงทางการค้า

สำนักข่าว Bernama ของมาเลเซียเปิดเผยเมื่อ 5 ก.พ.69 ว่า อินเดียและมาเลเซียจะหารือถึงข้อตกลงทางการค้า ระหว่างนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมติ ของอินเดียเยือนมาเลเซีย ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ (6-7 ก.พ.69) เพื่อยกระดับการค้าระหว่างทั้งสองประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยคาดว่านายกรัฐมนตรีโมติ และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม จะหารือกันในประเด็นหลายด้านสำคัญ เช่น การค้า การลงทุน กลาโหม อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน การศึกษา สาธารณสุข และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนต่อประชาชน นอกจากนี้อินเดียยังสนใจขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงกับมาเลเซีย ทั้งการขายยุทโธปกรณ์และการต่อเรือรบ

การเจรจา 3 ฝ่ายครั้งที่ 2 ของสงครามรัสเซีย-ยูเครน จบลงโดยปราศจากข้อตกลงยุติสงคราม

ผลจากการเจรจา 3 ฝ่ายครั้งที่ 2 เมื่อ 4 ก.พ.69 ที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางในการเจรจา ได้ข้อสรุปคือ รัสเซียและยูเครนบรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนเชลยศึกจำนวนฝ่ายละ 157 คน โดย กห.ของรัสเซียและ จนท.ของสหรัฐฯ และยูเครนยืนยันแล้วว่าการแลกเปลี่ยนดังกล่าวได้เริ่มขึ้นเมื่อ 5 ก.พ.69 แต่การเจรจายังคงไร้ข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำทีมไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ ร่วมกับจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า งานสำคัญยังคงอยู่ ในการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงคราม แต่การแลกเปลี่ยนเชลยศึกแสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมทางการทูตที่ยั่งยืนกําลังให้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะยุติสงครามในยูเครน ในขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีของยูเครนระบุว่า การเจรจาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะปัญหาเรื่องดินแดน และต้องการเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่านี้ พร้อมทั้งเรียกร้องหลักประกันความมั่นคงจากพันธมิตรยุโรปและสหรัฐฯ ด้วย

เกาหลีใต้ฝึกซ้อม เตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดใหม่ในอนาคต

เกาหลีใต้ร่วมกับแนวร่วมเพื่อการเตรียมความพร้อมด้านนวัตกรรมวัคซีนโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations) และสถาบันวัคซีนนานาชาติ (International Vaccine Institute) จัดการฝึกซ้อมจำลองการระบาดใหญ่เชิงสมมติเป็นครั้งแรกของประเทศและภูมิภาค เมื่อ 5 ก.พ.69  เพื่อยกระดับความพร้อมในการพัฒนา ทดสอบ อนุมัติ และผลิตวัคซีนอย่างรวดเร็วหากเกิดโรคระบาดใหม่ในอนาคต มีเป้าหมายเพื่อการเสริมศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ กฎระเบียบ และอุตสาหกรรม เพื่อให้เกาหลีสามารถตอบสนองต่อวิกฤตด้านสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับ “ภารกิจ 100 วัน” ในการพัฒนาวัคซีน ทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นคงทางสุขภาพในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำด้านความพร้อมรับมือโรคระบาดและความมั่นคงทางสุขภาพ

สหรัฐฯ ถอนกัมพูชาออกจากบัญชีคว่ำบาตรส่งออกอาวุธ (EAR)

สำนักอุตสาหกรรมและความปลอดภัย (BIS) สังกัด พณ.สหรัฐฯ ประกาศถอนกัมพูชาออกจากบัญชีรายชื่อประเทศที่ถูกคว่ำบาตรด้านอาวุธภายใต้ข้อบังคับการบริหารการส่งออก (Export Administration Regulations-EAR) หรือกลุ่มประเทศ D:5 (สหรัฐฯ จำกัดการส่งออกอาวุธอย่างเข้มงวด) อย่างเป็นทางการ มีผลบังคับตั้งแต่ 3 ก.พ.69 ซึ่งเป็นพัฒนาการสำคัญต่อการผ่อนคลายข้อจำกัดทางการทหาร และการค้าระหว่างสองประเทศ ภายหลัง รมว.กต.สหรัฐฯ ประเมินว่ากัมพูชามุ่งมั่นสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยังจัดกัมพูชาอยู่ในกลุ่มประเทศ D:1 คือ ควบคุมการส่งออกบางประการ เฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานและผู้ใช้ปลายทางทางทหารและข่าวกรองทางทหาร ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งห้ามขายอาวุธให้กัมพูชา เมื่อ ต.ค.68

กัมพูชาร้องขอฝรั่งเศสจัดหาผู้เชี่ยวชาญและเอกสารทางประวัติศาสตร์ แก้ไขปัญหาเขตแดนกับไทย

ข่าวสารนิเทศ กต.กัมพูชา เมื่อ 5 ก.พ.69 ระบุว่า สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชา ส่ง น.ถึง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ลว. 4 ก.พ.69 แสดงความขอบคุณฝรั่งเศสที่สนับสนุนการหยุดยิงระหว่างกัมพูชา-ไทย และร้องขอให้ฝรั่งเศสพิจารณาจัดหาผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษา รวมถึงความช่วยเหลือด้านเอกสารทางประวัติศาสตร์และเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชา-ไทยตั้งแต่ยุคอาณานิคม โดยย้ำว่า กัมพูชาให้ความสำคัญกับบทบาทของฝรั่งเศสในฐานะสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนกัมพูชาและไทยอยู่ร่วมกันอย่างสงบ มั่นคง และเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยกังวลเรื่องหนี้และเศรษฐกิจ

CNA เผยแพร่บทความระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยมีความกังวลเรื่องหนี้สินและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจไทยประสบปัญหาในการฟื้นตัวมานาน เพราะตั้งแต่ปี 2564 เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวเพียงร้อยละ 1–3 ต่อปี และในปี 2569 น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2 เท่านั้น ซึ่งตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ขณะที่ระดับหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึงร้อยละ 90 ของ GDP ถือเป็นปริมาณที่สูงในอันดับต้นของเอเชีย ด้านพรรคการเมืองต่างใช้นโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อดึงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้น ทั้งนโยบายแจกเงิน ให้เงินอุดหนุน และพักหนี้ แต่ที่ได้รับความสนใจมากคือนโยบายแบบเสี่ยงโชค ทั้งนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน ของพรรค พท. และหวยใบเสร็จ ของพรรค ปชน. ทั้งนี้ นักวิเคราะห์แสดงความเห็นว่า นโยบายเหล่านี้จับต้องได้และเข้าใจง่ายกว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ใช้เวลานาน แต่เสี่ยงสร้างภาระงบประมาณสูงและไม่ยั่งยืน

รัสเซียเตรียมรับมือมาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานของชาติตะวันตก

สนข.TASS รายงานอ้างโฆษก กต.รัสเซีย เมื่อ 4 ก.พ.69 เกี่ยวกับแนวทางรับมือมาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานรัสเซียของชาติตะวันตกว่า รัสเซียเปลี่ยนเส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติหลักของรัสเซียไปยังประเทศใหม่ทางตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก หลังสหภาพยุโรปประกาศยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในปี 2570 นอกจากนี้ รัสเซียมุ่งหวังให้ตุรกีต่อต้านความพยายามแทรกแซงความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างรัสเซียกับตุรกีของชาติตะวันตกจากกรณีฝรั่งเศสขอให้ตุรกีลดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียและต่อต้านการขนส่งน้ำมันที่ผิดกฎหมาย รวมถึงกรณีอินเดียที่จะยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียหลังการหารือกับสหรัฐฯ ประเด็นการค้า โดยระบุว่า รัสเซียไม่ได้เป็นผู้จัดหาน้ำมันเพียงรายเดียวแก่อินเดีย ซึ่งเป็นสิทธิ์ของอินเดียที่จะซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นตามความต้องการของอินเดีย

ไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แม้เผชิญมาตรการภาษี

Nikkei Asia รายงานกรณีมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกที่สำคัญของเอเชีย ตอ.ต. มียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในปี 2568 เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นด้วย ไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 51,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 35,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2567 ซึ่งได้แรงหนุนจากการเติบโตของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 เป็น 67,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านนักวิเคราะห์มองว่า การขาดดุลการค้าของประเทศต่าง ๆ ต่อจีนที่จะขยายตัวขึ้น  อาจทำให้จีนส่งสินค้าผ่านประเทศในเอเชีย ตอ.ต. ไปยังสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่สูงกว่า ขณะที่การส่งออกของประเทศในเอเชีย ตอ.ต. ในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และเมื่อข้อตกลงการค้าของสหรัฐฯ กับหลายประเทศเริ่มมีผล จะทำให้มีการนำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และยอดเกินดุลการค้าจะลดลง ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคในปี 2569