สหราชอาณาจักรห้ามเดินขบวนสนับสนุนอิหร่าน

จนท.ตร.สหราชอาณาจักรประกาศห้ามการเดินขบวนอัลกุดส์มาร์ช (Al Quds march) ที่กรุงลอนดอน ซึ่งจัดโดยองค์กร Islamic Human Rights Commission เป็นประจำทุกปีและมีกำหนดจัดขึ้นใน 15 มี.ค.69 เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดความตึงเครียดรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้าม รวมถึงความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตำรวจระบุว่าการใช้อำนาจสั่งห้ามการชุมนุมเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี

มาเลเซียเตือนผู้ใช้รถยนต์ไทยที่ไม่มีใบอนุญาต ICP ห้ามนำรถยนต์เข้าประเทศ

สนข.Malay mail รายงานเมื่อ 10 มี.ค.69 ว่า ดาตุ๊ก เอดี ฟัดลี รามลี อธิบดีกรมการขนส่งทางบกมาเลเซีย (Road Transport Department-JPJ) เตือนผู้ใช้รถยนต์ของไทย ที่จะเดินทางเข้ามาเลเซียโดยไม่มีใบอนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนบุคคลจากต่างประเทศเข้าประเทศมาเลเซีย (International Circulation Permit-ICP) หาก จนท.ตรวจพบห่างจากจุดผ่านแดนเกิน 2 กม. จะยึดรถดังกล่าวทันที พร้อมเตือนให้ผู้ใช้รถยนต์ชาวไทยต้องขอรับ ICP ที่ศูนย์ให้บริการของ JPJ ตามแนวชายแดนก่อนนำรถเข้าประเทศ โดย  สามารถใช้ได้ 90 วัน และฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคลเท่านั้น  ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก JPJ คาดการณ์ว่าจะมีรถยนต์จากไทยเดินทางเข้ามาเลเซียจำนวนมากในห้วงวันฮารีรายอ อีดิลฟิตรี (วันเฉลิมฉลองการสิ้นสุดการถือศีลอดตลอดห้วงเดือนรอมฎอน) ระหว่าง 13-27 มี.ค.69

ผู้นำรัสเซียและอิหร่านหารือประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สนข.Tass รายงานเมื่อ 10 มี.ค.69 ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีมัสอูด ปิซิชกียอน ของอิหร่าน ประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอล-สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีรัสเซียย้ำจุดยืนสนับสนุนอิหร่าน  และให้แก้ไขความขัดแย้งด้วยวิธีทางการทูต ส่วนประธานาธิบดีปิซิชก็ยอน ขอบคุณประธานาธิบดีปูตินที่ช่วยเหลือ และสนับสนุนอิหร่าน  โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองได้มีการหารือกันเป็นระยะ ก่อนหน้า เมื่อ 6 มี.ค.69

ประธานาธิบดีทรัมป์ข่มขู่อิหร่านไม่ให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเมื่อ 10 มี.ค.69 ว่า สหรัฐฯ จะทวีความรุนแรงในการโจมตีอิหร่านมากขึ้น หากยังปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซ กับทั้งเน้นย้ำว่าเป็นการช่วยเหลือจีน และประเทศต่าง ๆ ที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางดังกล่าว  ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขีดความสามารถการปล่อยขีปนาวุธ การสร้างอาวุธนิวเคลียร์และกองทัพเรือ

วุฒิสภาสหรัฐฯ แต่งตั้ง พล.อ.โจชัว รัดด์ เป็น ผอ.NSA คนใหม่

วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบให้ พล.อ.โจชัว รัดด์ เป็น ผอ.สนง.ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) และ ผบ.กองบัญชาการทหารไซเบอร์สหรัฐฯ (U.S. Cyber Command) ซึ่งควบสองหน้าที่สำคัญ ทั้งด้านการข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรอง และด้านการปฏิบัติการทางไซเบอร์เชิงรุกและการปกป้องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์  พล.อ.รัดด์ เคยดำรงตำแหน่ง รอง.ผบ.กองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก (U.S. INDOPACOM, ห้วงปี 2567 – 2568)  ทั้งนี้ ตำแหน่ง ผอ.NSA ว่างตั้งแต่ เม.ย.68 หลังประธานาธิบดีทรัมป์ปลด พล.อ.ทิโมธี ฮอว์ อดีต ผอ.NSA และ น.ส. Wendy Noble อดีต รอง ผอ.NSA ซึ่งแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน

รัสเซียและสหรัฐฯ หารือทางโทรศัพท์ประเด็นอิหร่านและยูเครน

สนข.Tass รายงานเมื่อ 10 มี.ค.69 ว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ครั้งแรกในปี 2569 ที่สำคัญได้แก่ ประเด็นอิหร่าน ซึ่งรัสเซียย้ำให้สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ยุติความขัดแย้งด้วยวิธีทางการทูตโดยเร็วที่สุด  ขณะที่สหรัฐฯ ชี้แจงเป้าหมายและบริบทของการปฎิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ประเด็นยูเครน รัสเซียเชื่อว่ากองทัพรัสเซียสามารถรุกคืบเข้าในยูเครนอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้รัฐบาลยูเครนต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจายุติสงคราม ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันความต้องการให้รัสเซียกับยูเครนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและข้อตกลงยุติสงครามในระยะยาวโดยเร็ว ตลอดจนประเด็นอื่น ๆ อาทิ เวเนซุเอลา ราคาน้ำมันโลก

เกาหลีใต้เตรียมมาตรการพลังงานรับมือความไม่แน่นอนจากวิกฤต ตอ.กลาง

สนข.ยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 9 มี.ค.69 ว่า ประธานาธิบดีอี แจ มย็อง ของเกาหลีใต้ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกมาตรการเชิงรุก เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยให้ใช้แนวคิดจากฉากทัศน์สถานการณ์เลวร้าย (Worst-case scenarios) ในการพิจารณามาตรการต่าง ๆ อาทิ การควบคุมราคาน้ำมัน การกำหนดเพดานราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล การรับมือความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติและตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมถึงการแสวงหาเส้นทางนำเข้าพลังงานทางเลือกผ่านความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ตลอดจนการดำเนินคดีต่อการสมรู้ร่วมคิดระหว่างโรงกลั่นน้ำมันกับสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงการกำหนดราคาเกินจริงและการกักตุนน้ำมัน

กลุ่ม G7 ชะลอการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์

การประชุม รมว.กระทรวงการคลังกลุ่ม G7 เมื่อ 9 มี.ค.69 ร่วมกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)  มีมติชะลอการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของสมาชิกกลุ่ม G7 ไว้ก่อน ซึ่งมีปริมาณรวมกันอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาร์เรล เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบยังอยู่ในภาวะล้นตลาด  ผอ.IEA ระบุว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางก่อให้เกิดปัญหาด้านโลจิสติกส์ มากกว่าการขาดแคลนน้ำมันดิบ อย่างไรก็ดี กลุ่ม G7 จะติดตามสถานการณ์และพัฒนาการในตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิดต่อไป และพร้อมจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการจัดหาพลังงานทั่วโลก

HRW ระบุว่าอิสราเอลใช้ฟอสฟอรัสขาวโจมตีพลเรือนในเลบานอน

Human Rights Watch (HRW) แถลงเมื่อ 9 มี.ค.69 ว่า อิสราเอลใช้กระสุนฟอสฟอรัสขาวจากปืนใหญ่โจมตีที่อยู่อาศัยของพลเรือนในเมือง Yohmor ทางตอนใต้ของเลบานอน  พร้อมกับเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการใช้อาวุธดังกล่าวโดยทันที เนื่องจากมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดอันตรายจากการถูกเผาไหม้อย่างรุนแรงและมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ นอกจากนี้ HRW ยังเรียกร้องให้ พันธมิตรของอิสราเอล ได้แก่ สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และเยอรมนี  ระงับความช่วยเหลือทางทหารและยุติการขายอาวุธให้แก่อิสราเอล รวมถึงกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันรัฐบาลอิสราเอล ทั้งนี้ นับตั้งแต่การปะทะระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ 2 มี.ค.69 มีผู้เสียชีวิตในเลบานอน อย่างน้อย 217 คน

บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

สภาผู้ชำนัญของอิหร่าน (Assembly of Experts) มีมติแต่งตั้งอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด มอจญ์ตะบา คอมะนะอี อายุ 56 ปี บุตรชายคนที่ 2 ของอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอมะนะอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของอิหร่านอย่างเป็นทางการ เมื่อ 8 มี.ค.69 พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณต่อสภาผู้นำ (Leadership Council) ที่ปฏิบัติหน้าที่ในห้วงเปลี่ยนผ่านของประเทศ และเรียกร้องให้ชาวอิหร่านจงรักภักดีและสนับสนุนผู้นำสูงสุดคนใหม่ ขณะที่กองทัพอิหร่าน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด (SNSC) ของอิหร่าน ออกแถลงการณ์แสดงความยินดี และระบุว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่มีความเหมาะสมต่อการนำพาประเทศในห้วงเวลาที่สำคัญทางประวัติศาสตร์