การประชุม SCO Plus มีกำหนดจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในห้วงการประชุมสุดยอด SCO ที่คาซัคสถาน

ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย แถลงเมื่อ 3 ก.ค.67 ว่า การประชุม SCO Plus มีกำหนดจัดขึ้นเป็นครั้งแรกคู่ขนานกับการประชุมสุดยอด Shanghai Cooperation Organisation (SCO) ใน 4 ก.ค.67 ที่คาซัคสถานเป็นเจ้าภาพ โดยมีหัวข้อหารือเรื่องการเสริมสร้างการเจรจาพหุภาคี: การแสวงหาสันติภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วยผู้นำประเทศสมาชิก ประเทศผู้สังเกตการณ์ และประเทศคู่เจรจาของ SCO อาทิ อาเซอร์ไบจาน กาตาร์ มองโกเลีย ตุรกี เจ้าผู้ครองรัฐรอสอัลคอยมะฮ์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประธานสภาประชาชนเติร์กเมนิสถาน รวมทั้งยังเชิญผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญได้แก่ เลขาธิการองค์กรสหประชาชาติ (United Nations-UN) เลขาธิการสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security Treaty Organisation-CSTO) เลขาธิการการประชุมว่าด้วยการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์และมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย (Conference on Interaction and Confidence Building Measures in Asia-CICA) และองค์กรอิสลามเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร

รัสเซียจะเป็นประธานจัดการประชุมอภิปรายระดับรัฐมนตรีของ UNSC

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย แถลงเมื่อ 1 ก.ค.67 ว่า นายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย จะเป็นประธานจัดประชุมอภิปรายระดับรัฐมนตรีของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) ระหว่าง 16-17 ก.ค.67 ในฐานะประธานหมุนเวียน UNSC ประจำเดือน ก.ค.67 ได้แก่ หัวข้อความร่วมมือพหุภาคีเพื่อผลประโยชน์ในการสร้างระเบียบโลกที่ยุติธรรม เป็นประชาธิปไตย และยั่งยืน ใน 16 ก.ค.67 สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ใน 17 ก.ค.67 และความร่วมมือระหว่างองค์การสหประชาชาติกับองค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security Treaty Organization-CSTO) กลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States-CIS) และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organisation-SCO) ใน 19 ก.ค.67 ทั้งนี้ รัสเซียย้ำว่า รัสเซียในฐานะสมาชิกถาวรของ UNSC และมีส่วนรับผิดชอบในประชาคมระหว่างประเทศ จะพยายามอย่างเต็มที่ให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น และนำพาสมาชิกไปสู่จุดร่วมโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

รมว.กต.มาเลเซีย พบหารือกับ รมว.กต.ฟิลิปปินส์ ประเด็นทะเลจีนใต้

สำนักข่าว Anadolu Agency รายงานเมื่อ 1 ก.ค.67 ว่า ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย เข้าพบนายเอ็นริเก มานาโล รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อหารือประเด็นภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ภายในเมียนมา ปาเลสไตน์ และความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองประเทศไม่ได้ระบุรายละเอียดการหารือในประเด็นทะเลจีนใต้ ทั้งนี้ มาเลเซียมีจุดยืนคัดค้านการแทรกแซงจากประเทศนอกภูมิภาค นัยถึงสหรัฐฯ ในประเด็นทะเลจีนใต้ และต้องการให้ประเทศคู่พิพาทใช้กรอบอาเซียนในการแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว

มาเลเซียพร้อมร่วมมือกับอินโดนีเซียส่งกองกำลังสันติภาพไปยังฉนวนกาซา

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อ 2 ก.ค.67 หลังเสร็จสิ้นการหารือทางโทรศัพท์กับนายปราโบโว ซูเบียนโต รัฐมนตรีกลาโหมและว่าที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เมื่อ 1 ก.ค.67 ระบุว่า มาเลเซียพร้อมร่วมมือกับอินโดนีเซียส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยังฉนวนกาซา ทันทีที่ได้รับการร้องขอจากองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) ทั้งยังคาดหวังความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือดังกล่าวไปสู่ระดับอาเซียน

ยูเครนเห็นความเป็นไปได้ที่จะเจรจากับรัสเซียผ่านคนกลาง

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Philadelphia Inquirer ของสหรัฐฯ เมื่อ 1 ก.ค.67 ว่า ยูเครนเห็นความเป็นไปได้ที่จะเจรจากับรัสเซียผ่านคนกลางในลักษณะเดียวกับการเจรจาจัดทำข้อริเริ่ม Black Sea Grain เมื่อปี 2565 ซึ่งมีตุรกีและองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) เป็นคนกลาง โดยวาระนี้อาจดำเนินการร่วมกับประเทศต่าง ๆ จากหลายภูมิภาคของโลก และยังเป็นเพียงแนวทางหนึ่งเพื่อพิจารณา ทั้งนี้ ประธานาธิบดียูเครน ระบุว่า ประธานาธิบดีตุรกีเสนอจัดประชุมสุดยอดสันติภาพโดยมีรัสเซียเข้าร่วมเมื่อ มี.ค.67 แต่ยูเครนปฏิเสธ

อิหร่านอ้างว่ากลุ่มฮิซบุลลอฮ์พร้อมที่จะรับมือกับการโจมตีของอิสราเอล

นาย Ali Bagheri Kani รักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน หารือผ่านโทรศัพท์กับนาย Hakan Fidan รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี เมื่อ 1 ก.ค.67 เกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน ซึ่งฝ่ายอิหร่านระบุว่า กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับการโจมตีของอิสราเอล และว่าอิสราเอลจะได้รับผลลัพธ์ที่เลวร้ายหากอิสราเอลโจมตีเลบานอน ขณะที่ประเด็นการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี อิหร่านกล่าวชื่นชมคณะผู้แทนตุรกีที่เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue-ACD) ครั้งที่ 19 ที่กรุงเตหะราน ซึ่งอิหร่านเป็นประธานการจัดประชุม เมื่อ 24 มิ.ย.67 นอกจากนี้ ยังระบุถึงความจำเป็นในการขยายระบบขนส่งทางรางระหว่างอิหร่านกับตุรกี และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกลุ่มประเทศในคอเคซัสทางตอนใต้ ภายใต้กรอบความร่วมมือ 3+3

จีนจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนเร็วกว่ากำหนด 6 ปี

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานเมื่อ 1 ก.ค.67 อ้างรายงานสถาบันวิจัยด้านวิศวกรรมพลังงานทดแทน (China Renewable Energy Engineering Institute-CREEI) ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของสำนักงานพลังงานแห่งชาติ (National Energy Administration-NEA) ของจีนว่า จีนจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาด้านพลังทดแทนก่อนกำหนดประมาณ 6 ปี หากประสบความสำเร็จในการติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 70 กิกะวัตต์ และแผงโซลาร์เซลล์ขนาดความจุ 190 กิกะวัตต์ ภายในปี 2567 โครงการดังกล่าวจะทำให้จีนมีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเป็น 1,310 กิกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนของรัฐบาลปี 2573 ที่ 1,200 กิกะวัตต์ (ข้อมูลของ NEA เมื่อปี 2566 ระบุว่าจีนมีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทดแทนรวมทั้งสิ้น 1,050 กิกะวัตต์) ทั้งนี้ เป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานทำให้จีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนมากขึ้น และทำให้อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์และพลังงานลมของจีนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวสร้างความกังวลต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าว เนื่องจากอุปสงค์ค่อนข้างคงที่ขณะที่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ก้าวต่อไปของ G7 และความท้าทายเมื่อ BRICS+ เติบโต

          การประชุมสุดยอดของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกหรือ G7 เสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 13-15 มิถุนายน 2567 ที่เมืองอาปูเลียของอิตาลี ผลการประชุมของกลุ่ม G7 ที่ผ่านมามักจะมีประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาของโลก เนื่องจากกลุ่มประกอบด้วยประเทศสมาชิกที่เป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจทั้งจากภูมิภาคอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ซึ่งจะส่งผู้นำไปรวมตัวกันเพื่อพูดคุยประเด็นโอกาสและความท้าทายในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาในต่างประเทศ ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินนโยบายของ G7 ต่อไป            จากจุดเริ่มต้นของ G7 ที่รวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการเมื่อช่วงที่โลกเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานในปี 2516 ปัจจุบัน G7 ยังคงเป็นการรวมตัวของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญแม้ว่าจะมีกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา หรือจะมีการขยายกรอบการพูดคุยไปเป็น G20 แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อิทธิฤทธิ์ของ G7 น้อยลง เพราะแต่ละสมาชิกยังมีอำนาจทางเศรษฐกิจ และมี GDP รวมกันคิดเป็นร้อยละ 25.8 ของโลก โดยสมาชิกของ G7 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี…

ไต้หวันยกระดับแจ้งเตือนการเดินทางไปยังจีน ฮ่องกง และมาเก๊า

สำนักข่าว Focus Taiwan รายงานเมื่อ 27 มิ.ย.67 ว่า คณะกรรมการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน (Mainland Affairs Council-MAC) ยกระดับการแจ้งเตือนประชาชนในการเดินทางไปยังจีน ฮ่องกง และมาเก๊า เป็นระดับสีเหลืองเป็นสีส้ม (สีแดงเป็นระดับสูงสุด) หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่จําเป็น การตัดสินใจดังกล่าวเป็นผลจากการที่จีน ฮ่องกง และมาเก๊า แก้ไขและบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงของชาติในห้วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประกอบกับแนวปฏิบัติทางกฎหมายฉบับใหม่ของจีนที่มุ่งเป้าหมายผู้สนับสนุนการเรียกร้องเอกราชของไต้หวัน ซึ่งอาจเป็นคุกคามความปลอดภัยของพลเมืองไต้หวันอย่างร้ายแรงหากเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว โดยที่ผ่านมาพบหลายกรณีที่ชาวไต้หวันถูกควบคุมตัว จับกุม และสอบปากคำอย่างผิดกฎหมายในจีน โฆษก MAC ย้ำว่า การแจ้งเตือนดังกล่าวไม่ใช่มาตรการตอบโต้ต่อจีน และไม่ใช่การห้ามประชาชนเดินทางไปยังจุดหมายข้างต้น แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทางให้เลี่ยงการพูดคุยประเด็นอ่อนไหว การถ่ายรูปท่าเรือ สนามบิน สถานที่ฝึกซ้อมทางทหาร รวมถึงไม่นำหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ประวัติศาสตร์ และศาสนาติดตัวไปยังจีนด้วย

รมว.กห.รัสเซียมอบหมายคณะเสนาธิการเตรียมเสนอมาตรการตอบโต้ปฏิบัติการโดรนของสหรัฐฯ

นาย Andrey Belousov รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียมอบหมายให้คณะเสนาธิการเตรียมเสนอมาตรการตอบโต้โดยทันทีต่อปฏิบัติของสหรัฐฯ ที่เพิ่มกิจกรรมยั่วยุด้วยโดรนเหนือน่านน้ำทะเลดํา ทั้งการลาดตระเวนและกําหนดเป้าหมายอาวุธที่มีความแม่นยําที่ประเทศตะวันตกจัดหาให้กับกองทัพยูเครนใช้โจมตีรัสเซีย ทั้งนี้กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุการบินโดรนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เหนือทะเลดําจะเพิ่มความเสี่ยงของการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างพันธมิตรและรัสเซีย และเน้นย้ำว่ากลุ่มประเทศนาโตจะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้