นรม.มาเลเซียย้ำสถาบันการศึกษาให้ระมัดระวังการเชิญนักวิชาการต่างชาติมาบรรยาย

สำนักข่าว New Straits Times รายงานเมื่อ 26 เม.ย.67 ว่า นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม และดาโต๊ะ ซรี ซัมบรี อับดุล กาดีร์ รัฐมนตรีอุดมศึกษาของมาเลเซีย ย้ำเตือนให้สถาบันการศึกษาทั่วประเทศระมัดระวังการเชิญนักวิชาการต่างชาติมาบรรยายเชิงวิชาการในมาเลเซีย โดยควรพิจารณาคุณสมบัติและจุดยืนทางการเมืองของบุคคลนั้น ๆ อย่างรอบคอบ การเตือนเกิดขึ้นหลังมีกรณีมหาวิทยาลัยมาลายา (UM) เชิญนาย Bruce Gilley นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน จากมหาวิทยาลัย Portland State รัฐโอเรกอน สหรัฐฯ มาบรรยายให้กับนักศึกษา เมื่อ 23 เม.ย.67 แต่นาย Gilley กลับวิจารณ์จุดยืนของมาเลเซียต่อความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ โดยกล่าวหาว่า มาเลเซียสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวยิวครั้งที่ 2 ก่อนเดินทางออกจากมาเลเซียโดยให้ชี้แจงผ่านทางบัญชี X ว่า ได้รับข้อความข่มขู่จากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่รัฐบาลมาเลเซียหนุนหลัง และมาเลเซียไม่ปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว ด้านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/กัวลาลัมเปอร์ ออกแถลงการณ์เมื่อ 26 เม.ย.67 ยืนยันว่ามาเลเซียยังปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว โดยสหรัฐฯ ยังคงคำแนะนำการเดินทางในมาเลเซียที่ระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดจากทั้งหมด…

หน่วยความมั่นคงออสเตรเลียประเมินว่าออสเตรเลียมีความเสี่ยงถูกโจมตีจากการก่อการร้าย

หนังสือพิมพ์ The Australian รายงานอ้างถ้อยแถลงของนาย Mike Burgess ผู้อำนวยการหน่วยต่อต้านข่าวกรองออสเตรเลีย (Australian Security Intelligence Organisation-ASIO) ต่อสโมสรผู้สื่อข่าวแห่งชาติ (National Press Club) ที่กรุงแคนเบอร์รา เมื่อ 24 เม.ย.67 ว่า ASIO ประเมินภัยคุกคามจากการก่อการร้ายต่อออสเตรเลียอยู่ในระดับ “เป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น” (Possible) ซึ่งเป็นระดับที่ 2 จากสูงสุดระดับที่ 5 หมายถึงมีโอกาสเผชิญการก่อการร้ายร้อยละ 50 ภายใน 12 เดือนข้างหน้า โดยจะเป็นการโจมตีของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลขนาดเล็กโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าหรือมีสัญญาณเตือนเพียงเล็กน้อย และเกิดจากกลุ่มนิยมความรุนแรงที่มีแรงจูงใจทางศาสนาทั้งมุสลิมซุนนีและผู้นับถือศาสนาคริสต์ และกลุ่มที่มีแรงจูงใจทางอุดมการณ์ ได้แก่ กลุ่มนีโอนาซี (neo-Nazi) และกลุ่มชาตินิยมและเหยียดเชื้อชาติ รวมถึงกลุ่มที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิด

เมียนมาปิดด่านเมียวดี-แม่สอด ส่งผลให้การข้ามแดนและการขนส่งสินค้าหยุดชะงัก

สำนักข่าว Mizzima รายงานเมื่อ 23 เม.ย.67 ว่า รัฐบาลเมียนมาประกาศปิดการข้ามแดนผ่านด่านแม่สอด-เมียวดี (สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1) ตั้งแต่ 21 เม.ย.67 และปิดการขนส่งสินค้าผ่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 เป็นการชั่วคราว  โดยยังไม่มีกำหนดการเปิดทำการอีกครั้งอย่างชัดเจน ส่งผลให้ชาวเมียนมาที่ประสงค์เข้าไทยติดค้างในฝั่งเมียวดีจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานเมียนมาในไทยที่เดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลสงกรานต์

กาตาร์จะให้ผู้นำกลุ่มฮะมาสฝ่ายการเมืองพำนักในประเทศต่อไปหากเป็นประโยชน์ต่อการเจรจายุติสงครามในกาซา

สำนักข่าว AFP และเว็บไซต์ The Times of Israel รายงานเมื่อ 23 เม.ย.67 อ้างนาย Majed al-Ansari โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ(กต.)กาตาร์ แถลงเมื่อวันเดียวกันว่า กาตาร์จะให้ผู้นำกลุ่มฮะมาสฝ่ายการเมือง พำนักในประเทศต่อไป หากเป็นประโยชน์และส่งผลเชิงบวกต่อการเจรจายุติสงครามในฉนวนกาซา และไม่มีเหตุผลที่กาตาร์จะยุติการตั้งสำนักงานฝ่ายการเมืองของกลุ่มฮะมาสในกรุงโดฮา ซึ่งกาตาร์อนุญาตให้เข้ามาจัดตั้งตั้งแต่ปี 2555 นอกจากนี้กาตาร์จะมุ่งดำเนินบทบาทคนกลางเจรจาข้อตกลงหยุดยิงและช่วยเหลือตัวประกัน ระหว่างอิสราเอลกับกุล่มฮะมาสต่อไป แม้ว่าจะไม่พอใจนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และเจ้าหน้าที่รัฐบาลอิสราเอล ที่วิจารณ์การทำหน้าที่ดังกล่าวของกาตาร์ในเชิงลบ ทั้งนี้ การแถลงของโฆษก กต.กาตาร์ มีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีกาตาร์ ระบุเมื่อ 17 เม.ย.67 ว่ากาตาร์ต้องพิจารณาทบทวนบทบาทของตนต่อความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกุล่มฮะมาส เพราะมีผู้ฉวยโอกาสใช้การเป็นคนกลางของกาตาร์เพื่อหวังผลทางการเมือง ทำให้มีการคาดการณ์ว่ากาตาร์อาจถอนตัวจากการเป็นคนกลางเจรจายุติสงครามในฉนวนกาซา ประกอบกับปรากฏรายงานอ้างผู้นำกลุ่มฮะมาสฝ่ายการเมือง เริ่มพิจารณาการย้ายสำนักงานฝ่ายการเมืองจากกาตาร์ไปยังประเทศอื่น หลังจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก แสดงท่าทีให้กาตาร์ใช้อิทธิพลกดดันให้กลุ่มฮะมาสยอมบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอล และปล่อยตัวประกันที่เหลือ

อนาคตแผนสันติภาพในยูเครน…จะโดนแขวนหรือได้ไปต่อ?!

การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงเป็นเรื่องใหญ่ที่สื่อรายงานข่าวอยู่ทุกวัน ๆ จนเรานึกสงสัยว่ามันจะมีทางออกของเรื่องนี้ไหมที่ไม่ใช่แนวทางการสู้รบหรือปฏิบัติการทางทหารระหว่างกัน…. เมื่อได้สำรวจก็พบข้อมูลว่า สวิตเซอร์แลนด์กำลังมุ่งมั่นจะจัดการประชุมนานาชาติเพื่อหาแผนสันติภาพให้ยูเครนทันในช่วงฤดูร้อนนี้ หรือการประชุมที่มีชื่อเรียกว่า Ukraine Peace Conference ระหว่าง 15-16 มิถุนายน 2567 โดยความคาดหวังของสวิตเซอร์แลนด์คือให้ผู้แทนของหลาย ๆ ประเทศสนับสนุนการแก้ไขความขัดแย้งนี้ร่วมกัน เพราะสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนที่สู้รบยืดเยื้อกันยาวนานมามากกว่า 2 ปี สร้างความเสียหายต่อบรรยากาศความมั่นคงโลกในมากมายหลายมิติ เพราะทุกสงครามไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก และความร่วมมือระหว่างประเทศ บทความนี้อยากจะเน้นไปสำรวจความพยายามของนานาชาติที่จะยุติสงคราม ด้วยการเสนอ “แผนสันติภาพ” เพื่อพิสูจน์ว่า แนวคิดที่ว่านานาชาติควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ (external engagement) ตามแนวคิด cooperative security หรือการแสวงหาความร่วมมือเพื่อรักษาความมั่นคง ทั้งกับกลุ่มที่เป็นพันธมิตรกัน และกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน หรือแม้กระทั่งเป็นศัตรูคู่ขัดแย้งกัน ก็ยังสามารถร่วมมือกันได้นั้น จะยังคงเป็นแนวทางที่ดีในยุคสมัยอันวุ่นวายและซับซ้อนนี้ไหม และถ้าผลักดันสำเร็จ “แผนสันติภาพเพื่อยุติสถานการณ์ยูเครน” จะกลายเป็นโมเดลแก้ไขความขัดแย้งในพื้นที่อื่น ๆ ได้หรือไม่ หลายประเทศมีความพยายามจะเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนรอบนี้ เพราะรัสเซียกับยูเครนเหมือนจะเจรจากันเองไม่ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขในแผนการสันติภาพที่แตกต่างกัน อย่างยูเครนมีแผนสันติภาพ 10 ข้อที่ประกาศเมื่อปลายปี 2565 เน้นต้องการให้รัสเซียถอนทหารออกไปทั้งหมด ส่วนรัสเซียยืนยันจะต้องอยู่ในภูมิภาคตะวันออกของยูเครนต่อไป เพื่อปกป้องประชาชนในพื้นที่ที่ยึดมาจากการกดขี่ข่มเหงของยูเครนได้ เท่ากับว่า…แผนสันติภาพของทั้ง 2…

พณ.เมียนมาให้ภาคเอกชนเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้าจากที่ผ่านรัฐคะฉิ่นชายแดนจีนเป็นผ่านชายแดนไทย

สำนักข่าว Mizzima รายงานเมื่อ 22 เม.ย.67 อ้างประกาศของกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เมียนมา เมื่อ 12 เม.ย.67 ให้ภาคเอกชนเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้า จากที่ผ่านด่านชายแดนลเวเจ (Lweje) รัฐคะฉิ่น กับเมืองชางฟง (Zhangfeng) มณฑลยูนนานของจีน ไปใช้เส้นทางขนส่งผ่านชายแดนไทย เช่น ด่านชายแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก รัฐฉานตอนใต้ และด่านชายแดนระนอง-เกาะสอง ภาคตะนาวศรี เนื่องจากการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองทัพคะฉิ่นอิสระ (KIA) รุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้น มี.ค.67 จนกระทั่ง KIA ยึดพื้นที่เมืองลเวเจได้อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อ 4 เม.ย.67 และส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านด่านชายแดนลเวเจหยุดชะงัก

โฆษก กต.จีนระบุว่าข้อกล่าวหาเรื่องสายลับจีนในอังกฤษและเยอรมนีมีเป้าหมายทำลายบรรยากาศความร่วมมือ

นายหวัง เหวินบิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงเมื่อ 23 เม.ย.67 กรณีตำรวจสหราชอาณาจักรและเยอรมนีจับกุมบุคคลต้องสงสัยเป็นสายลับให้แก่หน่วยข่าวกรองจีนเมื่อ 22 และ 23 เม.ย.67 ว่า ทฤษฎีภัยคุกคามจากสายลับจีน (Chinese spy threat theory) ไม่ใช่ประเด็นใหม่ในยุโรป และว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อใส่ร้ายจีนและทำลายบรรยากาศความร่วมมือระหว่างจีนกับยุโรป พร้อมกับยืนยันว่าจีนดำเนินความร่วมมือกับทุกประเทศบนพื้นฐานของการเคารพและไม่แทรกแซงกิจการภายในกันภายใต้กรอบกฎหมาย ทั้งนี้ เมื่อ 22 เม.ย.67 ตำรวจอังกฤษจับกุมชาย 2 คนโดยตั้งข้อหาเป็นสายลับให้จีน โดยผู้ต้องหารายหนึ่งเป็นนักวิจัยของ สมาชิกสภาพรรคอนุรักษ์นิยม และเมื่อ 23 เม.ย.67 เยอรมนีจับกุมผู้ต้องสงสัย 3 ราย โดยรายหนึ่งเป็นผู้ช่วยของสมาชิกรัฐสภายุโรปถูกตั้งข้อหาในความผิดฐานจารกรรมจากการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่อาจใช้ในกิจการทางทหารให้แก่หน่วยข่าวกรองจีน

จนท.ระดับสูงด้านเศรษฐกิจของเกาหลีเหนืออยู่ระหว่างเยือนอิหร่าน

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ และเว็บไซต์ NK News รายงานเมื่อ 24 เม.ย.67 อ้างการรายงานของ สำนักข่าว KCNA ของทางการเกาหลีเหนือว่า นายยุน จ็อง-โฮ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศของเกาหลีเหนือพร้อมคณะเดินทางออกจากเกาหลีเหนือเมื่อ 23 เม.ย.67 เพื่อเยือนอิหร่าน (ไม่ระบุห้วงเยือนที่ชัดเจน) ซึ่งเป็นการเยือนอิหร่านของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 5 ปี ทั้งนี้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า เกาหลีเหนือต้องการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือทางทหารที่ใกล้ชิดกับอิหร่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือวิเคราะห์ว่า เกาหลีเหนืออาจขอรับความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีขีปนาวุธจากอิหร่าน เฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาขีปนาวุธขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงแข็งและติดตั้งหัวรบความเร็วเหนือเสียง ขณะที่ประเทศตะวันตกอ้างว่า เกาหลีเหนือและอิหร่านมีความร่วมมือด้านการพัฒนาอาวุธในอดีต แต่ไม่ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับความร่วมมือดังกล่าวในปัจจุบัน นอกจากทั้งสองประเทศสนับสนุนอาวุธให้รัสเซียทำสงครามในยูเครน

ทำไมฟิลิปปินส์ต้องจัดฝึกร่วม Balikatan ใหญ่ที่สุดใน 2567

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศหมู่เกาะที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ กับการเพิ่มขีดความสามารถด้านการทหารเพื่อปกป้องความมั่นคงและปลอดภัยทางทะเล แม้เมื่อก่อนกองทัพฟิลิปปินส์จะให้ความสำคัญกับเรื่องการปราบปรามกองกำลังติดอาวุธในประเทศเป็นอันดับแรก แต่พอการเมืองและความมั่นคงภายในสงบมากขึ้น ประเทศนี้ก็ต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายจากภายนอก เพราะประเทศนี้ล้อมด้วยทะเลทุกด้าน กองทัพฟิลิปปินส์จึงต้องกระจายกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ให้พร้อมเผชิญอันตรายจากทุกหนแห่ง ว่ากันว่า…. กองทัพฟิลิปปินส์หรือ Armed Forces of the Philippines (AFP) ประกอบด้วยกำลังพลพร้อมรบอย่างน้อย 125,000 นาย และยังมีกำลังพลสำรองประมาณ 130,000 นาย บทบาทของกองทัพฟิลิปปินส์สำคัญต่อความมั่นคงของชาติอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีบทบาททางการเมืองหลายครั้ง กอบกู้วิกฤตทางการเมืองจากผู้นำที่ฉ้อโกงได้หลายสมัย กองทัพฟิลิปปินส์ยังถือว่าเป็นกลไกและช่องทางเชื่อมต่อความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกามาโดยตลอดด้วย ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคงระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา ทำให้ฟิลิปปินส์ไม่เคยหายไปจากการเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนทำให้เรื่องการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ (national defense) เป็นเรื่องที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องให้ความสำคัญอยู่เสมอ ………..เมื่อเน้นไปที่ความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างสหรัฐฯ กับฟิลิปปินส์ อาจย้อนไปได้ถึงช่วงปี 2444 ที่สหรัฐฯ เริ่มปกครองฟิลิปปินส์ ตามสนธิสัญญาปารีส นานมากกว่า 50 ปี ต่อจากสเปน ทำให้รูปแบบการเมืองและการกำหนดนโยบายของอเมริกามีอิทธิพลต่อฟิลิปปินส์อย่างมาก รวมทั้งส่งผลให้การกำหนดนโยบายต่าง ๆ ของฟิลิปปินส์เอื้อประโยชน์ต่ออเมริกาจนถึงทุกวันนี้ …..ที่สำคัญก็คือ ทำให้สหรัฐฯ กับฟิลิปปินส์ยังคงมีความร่วมมือด้านการทหารที่ใกล้ชิดกันอย่างมาก เพราะมีสนธิสัญญาป้องกันร่วม หรือ Mutual Defense…

รัสเซียยิงขีปนาวุธร่อนทำลายเสาสัญญานโทรทัศน์ขนาดใหญ่ในเมืองคาร์คีฟ ฝั่งตะวันออกของยูเครน

สำนักข่าว RT และ Al Jazeera รายงานเมื่อ 22 เม.ย.67 ว่า กองทัพรัสเซียใช้ขีปนาวุธร่อน Kh-59 ยิงถล่มเสาส่งสัญญาณโทรทัศน์ขนาดใหญ่ สูง 240 เมตร ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ป่าในเมืองคาร์คีฟ ฝั่งตะวันออกของยูเครน ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่สร้างความเสียหายแก่โครงสร้างหนึ่งในสามของเสาสัญญาณ และส่งผลกระทบต่อการส่งสัญญาณโทรทัศน์ดิจิทัลภายในเมือง รัสเซียอ้างว่ากองทัพยูเครนใช้เสาส่งสัญญาณดังกล่าวติดตั้งอุปกรณ์ทางเทคนิคต่างๆ รวมถึงอากาศสื่อสารกับระบบป้องกันภัยทางอากาศ ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระบุว่าการโจมตีเสาสัญญาณเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรัสเซียที่จะพลักดันพลเมืองยูเครนให้อพยพออกจากเมืองคาร์คีฟ