เมียนมายังเผชิญวิกฤตความรุนแรง แม้รัฐบาลเริ่มรณรงค์หาเลียงเพื่อการเลือกตั้ง

สถานการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมายังคงเป็นประเด็นที่นานาชาติให้ความสำคัญและติดตามความคืบหน้า ตลอดจนต้องการให้ประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมา รวมทั้งไทย และอาเซียนร่วมมือกันโน้มน้าวให้รัฐบาลและกองทัพเมียนมายุติความรุนแรงก่อนจัดการเลือกตั้งทั่วไปใน 28 ธันวาคม 2568 ล่าสุด สหประชาชาติเมื่อ 29 ตุลาคม 2568 เผยแพร่รายงานของผู้แทนสหประชาชาติและองค์กร Independent Investigative Mechanism for Myanmar (IIMM) ที่กังวลว่าประชาชนเมียนมายังเผชิญวิกฤตความรุนแรงและการกดดันทางการเมือง ซึ่งมีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้นในช่วงที่มีการหาเสียงเพื่อเลือกตั้ง เนื่องจาก IIMM มีหลักฐานว่ากองทัพเมียนมาคุกคาม ข่มขู่ และใช้ความรุนแรงกับบุคคลที่ถูกควบคุมตัว ขณะเดียวกันก็ยังปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีที่พักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในความวิตกกังวลและหวาดกลัว ไม่เป็นผลดีต่อการแสดงออกเสรีภาพทางการเมือง สถานการณ์ในเมียนมายังทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมด้วย โดยนาย Tom Andrews ผู้แทนของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาประเมินว่าชาวเมียนมาอย่างน้อย 22 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือ และจำนวนอย่างน้อย 16 ล้านคนเผชิญวิกฤตความไม่มั่นคงทางอาหาร สาเหตุจากความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมือง ที่ทำให้นานาชาติไม่สามารถเข้าไปมอบความช่วยเหลือแก่ชาวเมียนมาได้โดยตรง ประกอบกับภัยธรรมชาติหรือแผ่นดินไหวที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของชาวเมียนมา รวมทั้งความเสี่ยงจากกรณีนานาชาติ รวมทั้งสหรัฐฯ ตัดลดงบประมาณให้ความช่วยเหลือชาวเมียนมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมีมุมมองว่าการยอมรับผลการเลือกตั้งของเมียนมาในปลายปี 2568 อาจทำให้สถานการณ์ด้านความมั่นคงมนุษย์ในเมียนมาเลวร้ายมากขึ้น เพราะรัฐบาลและกองทัพเมียนมาวางแผนการเลือกตั้งให้เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจทางการเมืองและกำจัดคู่แข่ง โดยให้พรรค Union Solidarity…

แนวโน้มความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ภายหลังการพบหารือระหว่างผู้นำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบหารือกันเมื่อ 30 ตุลาคม 2568 ที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ ห้วงที่มีการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือเอเปค โดยจะเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังจากปี 2562 ซึ่งการพบหารือครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ตึงเครียด เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะขึ้นภาษีสินค้านิเข้าจากจีนเพื่อตอบโต้มาตรการควบคุมการส่งออกแรร์เอิร์ธของรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์การพบหารือระหว่างผู้นำประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจครั้งนี้ค่อนข้างเป็นเชิงบวก และอาจส่งผลดีต่อบรรยากาศความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนหลังจากการพบหารือครั้งนี้น่าจะดีขึ้น เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ และจีนเห็นพ้องจะปรับลดมาตรการทางการค้าที่เป็นอุปสรรคระหว่างกัน ลดแรงกดดันในการส่งออก และจะยังคงมีช่องทางหารือระหว่างกันต่อไป สำหรับมาตรการที่สหรัฐฯ จะผ่อนคลายให้จีน เช่น สหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีตอบโต้จีนกรณีการควบคุมสารเสพติดเฟนทานิล จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 10 ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมเรือขนส่งสินค้าจากจีน ให้คำมั่นว่าสหรัฐฯ จะไม่เพิ่มรายชื่อบริษัทต่างชาติในบัญชี Entity List ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และระบุว่าสหรัฐฯ กับจีนอาจลงนามในข้อตกลงการค้าระหว่างกันได้เร็ว ๆ นี้ ด้านจีนตกลงจะชะลอมาตรการการควบคุมการส่งออกแรร์เอิร์ธ ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐฯ ออกไปก่อน รวมทั้งเห็นพ้องที่จะนำเข้าถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์อาหารจากสหรัฐฯ มากขึ้น ผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำจีนได้สร้างผลงานในการเจรจากับต่างประเทศ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้จีนยอมเพิ่มการนำเข้าสินค้าอาหารจากสหรัฐฯ ที่จะเป็นโอกาสเพิ่มความได้เปรียบดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้แสดงวิสัยทัศน์ให้ทั่วโลกเห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับการรักษาบรรยากาศเศรษฐกิจโลก…

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดอัตราดอกเบี้ย เชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวปานกลาง

สื่อสหรัฐฯ เมื่อ 30 ตุลาคม 2568 รายงานผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อ 29 ตุลาคม 2568 ซึ่งนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ประกาศว่าที่ประชุมมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ซึ่งเป็นการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในปี 2568 พร้อมทั้งประกาศยุติมาตรการคุมเข้มเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Tightening (QT) เพื่อผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป การตัดสินใจของ Fed ได้รับการตอบรับเชิงบวก เพราะเป็นไปตามการคาดการณ์ของนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก และแผนการของ Fed ที่เคยระบุว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2568 จำนวน 3 ครั้ง ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อยู่ที่ร้อยละ 3.75-4.00 ขณะที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในสภาวะ Government Shutdown หรือภาวะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องหยุดการดำเนินงานชั่วคราว นอกจากนี้ Fed มีความกังวลเกี่ยวกับภาวะตลาดแรงงานและอัตราเงินเฟ้อสูงเกินกว่าค่าเป้าหมาย…

บราซิลปราบปรามกลุ่มค้ายาเสพติดในเมืองหลวง

รัฐบาลบราซิลปฏิบัติการกวาดล้างและปราบปรามเครือข่ายและสมาชิกกลุ่มค้ายาเสพติดในพื้นที่ชุมชนแออัดในกรุง Rio de Janeiro เมื่อ 28-30 ตุลาคม 2568 เป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยในประเทศ การปฏิบัติการดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 132 คน ส่วนใหญ่เป็นประชาชนในชุมชนแออัด ทำให้ประชาชนชาวบราซิลบางส่วนไม่พอใจอย่างมาก และมีมุมมองว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่ปฏิบัติการดังกล่าวกระทำเกินกว่าเหตุ เป็นการสังหารหมู่ จึงรวมตัวกันชุมนุมประท้วงและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐแสดงความรับผิดชอบ เฉพาะอย่างยิ่งนาย Claudio Castro ผู้ว่ากรุง Rio de Janeiro ที่ยืนยันว่าเป้าหมายของปฏิบัติการครั้งนี้ คือ อาชญากร ประธานาธิบดี Luiz Inacio Lula da Silva ของบราซิลแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ พร้อมระบุว่ารัฐบาลกลางไม่ได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าวล่วงหน้า ด้านเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ร่วมแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยย้ำว่าปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยความมั่นคงจำเป็นต้องสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจบราซิลระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมีการวางแผนมานาน ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 2,500 คน รวมทั้งมีเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานไร้คนขับร่วมปฏิบัติการด้วย เป้าหมายเพื่อกดดันสมาชิกองค์กรค้ายาเสพติดหลบหนีจากชุมชนไปแอบซ่อนตัวในพื้นที่รกร้างหรือป่าบริเวณใกล้เคียง จากนั้น เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษจะเข้าไปจัดการเป้าหมาย คือ สมาชิกกลุ่ม Comando Vermelho องค์กรค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลของบราซิล มีฐานที่มั่นอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของกรุง Rio de…

ข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาล้มเหลว !? : อิสราเอลปฏิบัติการโจมตีอีกครั้ง

  นานาชาติห่วงกังวลสถานการณ์ความรุนแรงและความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซา รวมทั้งแนวโน้มการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย หลังจากมีรายงานเมื่อ 29 ตุลาคม 2568 ว่า กองทัพอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางทหารในฉนวนกาซา ในเบื้องต้น ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 50 ราย การโจมตีของกองทัพอิสราเอลเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซา ได้แก่ เมือง Gaza City, Beit Lahia, al-Bureij, Nuseirat และ Khan Younis ส่งผลให้โรงเรียน โรงพยาบาลและที่อยู่อาศัยของพลเรือนได้รับผลกระทบ การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล ซึ่งได้รับรายงานว่ากลุ่มฮะมาสยิงโจมตีทหารอิสราเอลที่ประจำการอยู่ในพื้นที่เมือง Rafah ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา ทำให้ทหารอิสราเอลได้รับบาดเจ็บ ดังนั้น กองทัพอิสราเอลจำเป็นต้องตอบโต้และปราบปรามกลุ่มฮะมาสที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล แม้ว่าจะทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันไปแล้วตั้งแต่ 10 ตุลาคม 2568 นอกจากนี้ มีรายงานว่าอิสราเอลไม่พอใจอย่างมาก หลังจากตรวจสอบพบว่ากลุ่มฮะมาสคืนร่างตัวประกันไม่ถูกต้องตามข้อตกลง ด้านกลุ่มฮะมาส นำโดยฝ่ายกองกำลังหรือกลุ่ม Qassam Brigades ประกาศชะลอการส่งร่างตัวประกันที่เสียชีวิต 11 ราย คืนให้อิสราเอล…

เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธในห้วงที่ผู้นำสหรัฐฯ เยือนเกาหลีใต้

สื่อต่างประเทศยังคงติดตามรายงานการเยือนเอเชียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเมื่อ 29 ตุลาคม 2568 มีรายงานว่าผู้นำสหรัฐฯ เยือนเกาหลีใต้ และมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือเอเปค รวมทั้งการเจรจากับผู้นำจีน อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ เผชิญความท้าทายในการเยือนเกาหลีใต้ เพราะนอกเหนือจะมีชาวเกาหลีใต้รวมตัวกันประท้วงต่อต้านและขับไล่ประธานาธิบดีทรัมป์ภายใต้แคเปญ “No Trump” ในกรุงโซล ตั้งแต่ 26 ตุลาคม 2568 ยังมีรายงานว่าเกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธ ในช่วงก่อนที่เครื่องบิน Air Force One ของผู้นำสหรัฐฯ จะเดินทางถึงท่าอากาศยานปูซาน เกาหลีใต้ด้วย เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธร่อน (sea-to-surface cruise missiles) ในบริเวณทะเลเหลือง ทางทิศตะวันตกของประเทศ เมื่อ 28 ตุลาคม 2568 เพื่อแสดงให้สหรัฐฯ และเกาหลีใต้เห็นว่ากองทัพเกาหลีเหนือมีแสนยานุภาพในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามและศัตรู โดยขีปนาวุธดังกล่าวสามารถร่อนอยู่ในอากาศได้นาน 2 ชั่วโมงก่อนที่จะพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมาย ด้านนาย Pak Jong Chon เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพเกาหลีเหนือเข้าร่วมสังเกตการณ์การยิงทดสอบดังกล่าว และประกาศว่าประสบความสำเร็จ รวมทั้งเป็นขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาอาวุธของเกาหลีเหนือด้วย เกาหลีใต้และสหรัฐฯ เฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวด้านการทหารของเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่าสามารถตรวจจับการทดสอบดังกล่าวได้และร่วมกันวิเคราะห์ภัยคุกคาม ตลอดจนเตรียมความพร้อมเพื่อตอบโต้อันตรายจากปฏิบัติการยั่วยุทางการทหารของเกาหลีเหนือ…

สหรัฐฯ ใช้ข้อตกลง rare earth กับเอเชีย แข่งกับจีน

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เยือนเอเชียระหว่าง 26-28 ตุลาคม 2568 เพื่อสร้างผลงานผ่านการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนและกระชับความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น พันธมิตรด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังใช้โอกาสการเยือนครั้งนี้ลงนามในเอกสารความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขยายห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธ (rare earth) ที่กำลังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สำหรับประเทศที่สหรัฐฯ ทำข้อตกลงเพื่อขยายความร่วมมือด้านการสำรวจแรร์เอิร์ธ ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และกัมพูชา เนื่องจากแต่ละประเทศมีข้อมูลว่ามีทรัพยากรดังกล่าว แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่ามีปริมาณมากพอที่สหรัฐฯ จะนำไปสกัดเพื่อผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีระดับสูงได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ แต่ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ที่เพิ่มความร่วมมือด้านการสำรวจแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างมากกับทรัพยากรดังกล่าว และพร้อมใช้ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการแข่งขันกับจีนด้านการควบคุมห่วงโซ่การผลิตแรร์เอิร์ธและป้องกันการลงทุนของจีนในต่างประเทศ เอกสารที่ผู้นำสหรัฐฯ ร่วมลงนามกับประเทศในเอเชียเรื่องการสำรวจแรร์เอิร์ธ มีสาระสำคัญเหมือนกัน คือจะส่งออกแร่แรร์เอิร์ธให้สหรัฐฯ แลกเปลี่ยนกับการให้สหรัฐฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ในการสกัดแร่ดังกล่าว ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่า ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในเอเชียเรื่องแร่แรร์เอิร์ธเป็นเพียงบันทึกความเข้าใจและความตกลง “เชิงสัญลักษณ์” ยังไม่มีรายละเอียดหรือระบุขั้นตอนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือดังกล่าว และยังต้องรอความชัดเจนเรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ต้นทุนด้านแรงงาน และประเมินการลงทุนของสหรัฐฯ ให้คุ้มค่า และอาจไม่มีผลต่อจีน ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการสร้างผลงาน จึงพยายามนำเสนอให้ชาวอเมริกันและทั่วโลกเข้าใจว่า การลงนามในความร่วมมือกับญี่ปุ่น มาเลเซีย ไทย…

อินเดียและจีนกลับมาเปิดบริการเที่ยวบินตรงอีกครั้งภายหลังระงับนาน 5 ปี

  อินเดียและจีนกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงอีกครั้ง เมื่อ 27 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ภายหลังระงับมายาวนาน 5 ปี จากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 และความตึงเครียดตามแนวชายแดนระหว่างกัน โดยเที่ยวบินแรกที่กลับมาเปิดให้บริการ คือ สายการบิน IndiGo ของอินเดีย เที่ยวบินที่ 6E1703 เที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทางเมืองโกลกัตตา (Kolkata) ถึงเมือง กวางโจว (Guangzhou) มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน โดยมีผู้โดยสาร 176 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของ IndiGo เปิดเผยว่า เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกมีผู้โดยสารเต็มความจุ แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับเส้นทางที่เพิ่งกลับมาเปิดใหม่นี้ รวมถึงเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่าสองประเทศที่กำลังฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างระมัดระวัง หลังจากความสัมพันธ์ทางการทูตเริ่มผ่อนคลายลง สาเหตุที่เที่ยวบินตรงระหว่างอินเดียและจีนถูกระงับเป็นเวลาถึง 5 ปี มีสองประการหลัก คือ 1) การระบาดของโรค COVID-19 โดยเที่ยวบินตรงระหว่างทั้งสองประเทศถูกระงับเป็นครั้งแรกในช่วงต้นปี 2563 เพื่อเป็นมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว และ 2) ความตึงเครียดตามแนวชายแดน ที่แม้สถานการณ์โรคระบาดคลี่คลายลงในหลายพื้นที่แต่การระงับเที่ยวบินก็ยังคงดำเนินต่อไปเนื่องจาก ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ตึงเครียดระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างที่ หุบเขากัลวาน…

มุมมองนานาชาติต่อการประชุมสุดยอดอาเซียน 2025

  มาเลเซียประสบความสำเร็จในการเป็นประธานจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ประจำปี 2568 ระหว่าง 26-28 ตุลาคม 2568 และเตรียมส่งต่อให้ฟิลิปปินส์เป็นประธานสานต่อความร่วมมือและความสัมพันธ์ในกรอบอาเซียนต่อไปในปี 2569  การแสดงบทบาทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการประชุมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในปี 2568 ได้รับความสนใจจากต่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจากประธานิบดีทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนเป็นครั้งแรกหลังจากรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 และกำลังอยู่ระหว่างความขัดแย้งทางการค้ากับจีน การประชุมครั้งนี้ยังมีขึ้นในห้วงที่สมาชิกอาเซียนเผชิญเหตุการณ์ความท้าทายด้านความมั่นคงหลายประการ ทั้งที่เป็นประเด็นต่อเนื่องจากปีอื่น ๆ และประเด็นใหม่ ได้แก่ ความรุนแรงทางการเมืองในเมียนมา ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ และสถานการณ์ปะทะทางทหารบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นที่เรื่องที่ทั่วโลกติดตามให้ความสนใจเพราะอาจส่งผลต่อความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุมมองของสื่อต่างประเทศต่ออาเซียนในปี 2568 ส่วนใหญ่เห็นว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนยังคงเป็นเวทีหารือระหว่างผู้นำต่างชาติที่มีผลประโยชน์แห่งชาติต่างกัน แต่สามารถไปพบกันเพื่อแสดงจุดยืนเกี่ยวกับนโยบายและมุมมองต่อการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคต่อไป นอกจากนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียนยังเป็นโอกาสให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ หารือกันแบบทวิภาคี และเจรจาต่อรองเรื่องสำคัญได้ สำหรับ “ผลลัพธ์” ที่เป็นความสำเร็จของอาเซียนในมุมมองของต่างประเทศปีนี้ มีอย่างน้อย 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1) การรับติมอร์-เลสเตเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ เท่ากับเปิดโอกาสความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจมากขึ้น 2) การลงนามในถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาเพื่อกำหนดแนวทางจัดการความขัดแย้ง หรือ Kuala Lumpur…

การประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 20

มาเลเซียเป็นประธานจัดการประชุมพหุภาคีในกรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก หรือ East Asia Summit (EAS) ครั้งที่ 20 เมื่อ 27 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นโอกาสในห้วงเดียวกันกับที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 และประเทศคู่เจรจา ทำให้การประชุม EAS มีผู้นำต่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก รวมทั้งผู้แทนระดับสูงจากบราซิล ในฐานะประธานกลุ่ม BRICS และผู้นำแอฟริกาใต้ ในฐานะประธานกลุ่มความร่วมมือ G20 ด้วย การประชุม EAS ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้รับมือกับภัยคุกคามได้ ตลอดจนยืนยันเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตแบบยั่งยืน ผลการประชุมที่สำคัญ คือ ผู้นำประเทศสมาชิก EAS จำนวน 19 ประเทศ ได้แก่ สมาชิกอาเซียน 11 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และรัสเซีย เห็นพ้องว่าจะใช้กรอบความร่วมมือ EAS เป็นกลไกหารือระดับผู้นำเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเมือง และยุทธศาสตร์ระหว่างกันต่อไป โดยยึดหลักผลประโยชน์ร่วม ตลอดจนแก้ไขปัญหาท้าทายร่วมกัน…