ฟิลิปปินส์รอลุ้นผลการเลือกตั้งกลางสมัย

ชาวฟิลิปปินส์ที่มีสิทธิเลือกตั้งไปจำนวนมากกว่า 70 ล้านคนลงคะแนนเสียงเพื่อคัดเลือกผู้แทนในสภา หรือการเลือกตั้งทั่วไป กลางสมัย (midterm election) เมื่อ 12 พฤษภาคม 2568 บรรยากาศการเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นไปอย่างเรียบร้อย ทั่วประเทศรอลุ้นผลการเลือกตั้งที่จะเป็นข้อมูลบ่งชี้ความคิดเห็นของประชาชนชาวฟิลิปปินส์ต่อผลงานของรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ  การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการคัดเลือกผู้อำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมากกว่า 18,000 ตำแหน่ง ได้แก่ วุฒิสมาชิก 12 ตำแหน่ง ผู้แทนเขต 254 ตำแหน่ง ผู้แทนพรรคแบบบัญชีรายชื่อ 63 ตำแหน่ง และนักการเมืองระดับรัฐ 17,942 ตำแหน่ง สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปกลางสมัยครั้งนี้ ฟิลิปปินส์ให้ผู้แทนจากสหภาพยุโรป (EU) เข้าสังเกตการณ์ด้วย นอกจากการเปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศตรวจสอบความโปร่งใสและกระบวนการเลือกตั้งแล้ว การเลือกตั้งของฟิลิปปินส์ครั้งนี้ใช้ระบบ Miru System หรือระบบคำนวณผลที่เป็นเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ เป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกการคำนวนผลคะแนนได้แบบอัตโนมัติ รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศหมู่เกาะ ทำให้การนับคะแนนและส่งผลการเลือกตั้งในแต่ละครั้งต้องใช้เวลา แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีเครื่องนับคะแนน ประชาชนส่วนใหญ่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงระบบการนับคะแนนเลือกตั้งให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ตลอดจนยังใช้ระบบแบบใหม่ผสมผสานกับแบบเก่าให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ แต่ก็มีรายงานว่าในหน่วยเลือกตั้งบางแห่งประสบปัญหา เช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรอคิวนาน และมีรายงานเหตุก่อความรุนแรงในบางพื้นที่ เนื่องจากกลุ่มผู้ติดอาวุธก่อเหตุยิงใส่ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง ในเมือง Silay City ก่อนหน้านี้…

จับตานโยบายการทูตเชิงรุกของผู้นำสหรัฐฯ ในการเยือนตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเดินทางไป 3 ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่าง 13-16 พฤษภาคม 2568 ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเคสต์ (UAE) ซึ่งเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของประธานาธิบดีทรัมป์หลังจากเข้ารับตำแหน่งในสมัยที่ 2  ซึ่งทำให้ทั่วโลกจับตามองการเยือนครั้งนี้ว่าทำไมผู้นำสหรัฐฯ เลือกเยือน 3 ประเทศพันธมิตรนี้ และอะไรคือผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงที่ทั้ง 3 ประเทศจะใช้ต่อรองกับผู้นำสหรัฐฯ เช่นกัน ทั้ง 3 ประเทศในตะวันออกกลางนี้ มีนโยบายเสริมสร้างบทบาทมหาอำนาจในภูมิภาคและการเพิ่มบทบาทเป็นตัวกลางการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาขัดแย้งในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน สถานการณ์ในฉนวนกาซา และการรับมือกับอิหร่าน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ด้วย ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการใช้การเยือนครั้งนี้ส่งสัญญาณให้ทั่วโลกเห็นว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่พร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ทำให้ทั่วโลกเห็นว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของสหรัฐฯ มากที่สุดในมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ แตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ ที่ผู้นำสหรัฐฯ อาจมองว่ามีอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ สูงมากและไม่พร้อมเจรจาต่อรองผลประโยชน์กับสหรัฐฯ ขณะที่ 3 ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางนี้พร้อมเจรจาซื้อ-ขายอาวุธกับสหรัฐ รวมทั้งหารือเรื่องการลงทุนระหว่างประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล…

สถานการณ์ยังคงเปราะบาง แม้ปากีสถานกับอินเดียหยุดยิงชั่วคราว

  สถานการณ์ความขัดแย้งและความตึงเครียดจากการปะทะกันทางทหารระหว่างอินเดียกับปากีสถานยังเปราะบาง แม้มีรายงานเมื่อ 10 พฤษภาคม 2568 ว่า อินเดียและปากีสถานทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างกัน เพื่อลดระดับความเสียหายจากเหตุความรุนแรงและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นสูง เพราะต่างฝ่ายต่างใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้ข้ามพรมแดนระหว่างกัน จนทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 70 คน และสถานการณ์เสี่ยงลุกลามบานปลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางทหารของกองทัพอินเดีย (DGMO) เปิดเผยเมื่อ 11 พฤษภาคม 2568 ว่า ตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่มีการใช้ข้อตกลงหยุดยิง ทั้งอินเดียและปากีสถานต่างก็ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ตลอดจนมีการใช้ช่องทางสื่อสารฉุกเฉิน หรือ hotline เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการทหารระหว่างกันด้วย อย่างไรก็ดี อินเดียเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของปากีสถานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความมั่นคง ด้านปากีสถานยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และเริ่มกล่าวโทษอินเดียว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงดังกล่าว จนทำให้ยังมีการปะทะกันในบางพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานว่าสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอินเดียกับปากีสถาน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้ประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อ 10 พฤษภาคม 2568 ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ หารือกับผู้นำปากีสถานอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมสถานการณ์และหาทางออกสำหรับความตึงเครียดครั้งนี้ ที่น่าสนใจอย่างมาก คือ ทางการอินเดียไม่ให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความพยายามหรือบทบาทของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและการปะทะกันอีก เนื่องจากปากีสถานและอินเดียยังไม่เชื่อมั่นระหว่างกัน และยังไม่มีความชัดเจนเรื่องความคืบหน้าการสืบสวนเหตุโจมตีนักท่องเที่ยวในเมือง Pahalgam ดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ ซึ่งอินเดียยังคงเชื่อว่าปากีสถานมีส่วนเกี่ยวข้อง…

สหรัฐฯ กับจีนเจรจาการค้ารอบแรก มีความคืบหน้า

  ผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ กับจีนพบหารือกันประเด็นความสัมพันธ์ทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 11 พฤษภาคม 2568 โดยทั้ง 2 ฝ่ายเปิดเผยผลการเจรจาว่าเป็นเชิงบวกและเป็นความคืบหน้าสำคัญ เนื่องจากมีการหยิบยกเรื่องนโยบายและอุปสรรคการค้าระหว่างประเทศขึ้นหารือกันอย่างตรงไปตรงมา และทำให้เข้าใจกันว่าความแตกต่างของทั้ง 2 ประเทศในปัจจุบันนั้นสามารถแก้ไขได้ จึงคาดว่าการเจรจาครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและแนวทางความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการค้าโลกต่อไป ผู้แทนการเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ได้แก่ นาย Scott Bessent รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ส่วนฝ่ายจีน คือ นาย He Lifeng รองนายกรัฐมนตรี คาดว่าใน 12 พฤษภาคม 2568 ผู้แทนของทั้ง 2 ประเทศจะสามารถเผยแพร่ถ้อยแถลงร่วมกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้า รวมถึงขั้นตอนต่อไปในการเจรจาการค้าระหว่างกันได้ การเจรจาประเด็นการค้าระหว่างผู้แทนระดับสูงของจีนกับสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนว่าทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องการค้าอย่างมาก และอาจสะท้อนว่าต่างฝ่ายต่างได้รับผลกระทบจากการใช้ภาษีตอบโต้กัน จึงต้องเจรจากันเพื่อหาทางออกร่วม เพื่อไม่ให้เกิด world trade disruption เพราะสหรัฐฯ คือประเทศนำเข้าอันดับ 1…

โป๊ปเลโอที่ 14 สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่

  สำนักวาติกันประกาศเมื่อ 9 พฤษภาคม 2568 ผลการประชุมลับของพระคาร์ดินัล (Conclave) เพื่อคัดเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ที่ 267 แห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ที่วัดน้อยซิสทีน ในนครรัฐวาติกัน โดยเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 18.00 น.ของนครรัฐวาติกัน พระคาร์ดินัลได้เลือกพระคาร์ดินัลชาวอเมริกัน คือพระคาร์ดินัล Robert Prevost อายุ 69 ปี เป็นสมเด็จพระสันตะปาปา จะทรงใช้พระนามว่า “ลีโอที่ 14” และพระองค์ทรงปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในฐานะผู้นำคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่นครรัฐวาติกันแล้ว ผู้นำต่างประเทศทยอยแสดงความยินดี ด้านชาวอเมริกันจำนวนมากแสดงความเห็นว่า การที่มีสมเด็จพระสันตะปาปาเป็นชาวอเมริกันครั้งแรกถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ขณะที่ชาวเปรูก็แสดงความยินดีและภาคภูมิใจ เพราะสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เคยประกอบศาสนกิจอยู่ที่เปรูเป็นระยะเวลานานและได้รับสัญชาติเปรูด้วย คาดว่าบทบาทของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 จะสานต่อนโยบายการปฏิรูปคริสตจักรให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ เนื่องจากเป็นนักบวชที่มีแนวคิดเหมือนกับอดีตพระสันตะปาปาฟรานซิส และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ยากไร้ทั่วโลก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ทิศทางการแสดงบทบาทของโป๊ปพระองค์ใหม่ จากการเลือกชื่อ “เลโอ” ซึ่งเป็นชื่อที่สะท้อนถึงนักบวชที่จะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางสังคมและการนำพาคริสตจักรผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 อาจะเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างแนวคิดปฏิรูปและการยึดมั่นในหลักคำสอนดั้งเดิมของคริสตจักรด้วยเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสิทธิผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ และท่าทีของสมเด็จพระสันตะปาปาต่อสถานการณ์ความมั่นคงและความขัดแย้งของโลก แต่การที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 มีประสบการณ์ในระดับนานาชาติที่หลากหลายและได้รับการสนับสนุนจากทั่วโลก…

สหราชอาณาจักรเจรจาลดภาษีสหรัฐฯ สำเร็จ จับตาสหรัฐฯ เจรจากับจีน ใน 15 พ.ค.68

  ผู้นำสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ เมื่อ 9 พฤษภาคม 2568 ประกาศว่าทำข้อตกลงร่วมกันเรื่องการค้า โดยเฉพาะประเด็นอัตราภาษีนำเข้า โดยสินค้าจากสหราชอาณาจักรจะเผชิญภาษีร้อยละ 10 ขณะที่อะลูมิเนียมและเหล็กบางประเภท ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกจากที่สำคัญของสหราชอาณาจักรไปสหรัฐฯ จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าด้วย ข้อตกลงดังกล่าวเป็นความสำเร็จของสหราชอาณาจักรที่เจรจากับสหรัฐฯ ได้ และผ่อนคลายภาระของอุตสาหกรรมในสหราชอาณาจักรที่มีรายได้หลักจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรี Keir Starmer ของสหราชอาณาจักรระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยปกป้องแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศได้ และยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหราชอาณาจักรต่อไป ก่อนหน้านี้เมื่อ มกราคม 2568 สหรัฐฯ ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหราชอาณาจักรร้อยละ 25 แม้ว่าผู้นำทั้ง 2 ประเทศจะกล่าวถึงข้อตกลงทางการค้า แต่ยังไม่มีการลงนามในข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าว แม้สหราชอาณาจักรจะได้รับการยกเว้นภาษีในสินค้าบางประเภทที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ  โดยเฉพาะรถยนต์ เหล็กและอะลูมิเนียม แต่สหรัฐฯ จะได้โอกาสส่งออกผลผลิตทางการเกษตรและเนื้อวัวไปยังสหราชอาณาจักรมากขึ้น ขณะเดียวกัน นักการเมืองและพรรคฝ่ายค้านของสหราชอาณาจักรไม่มั่นใจว่าการทำข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้เสียเปรียบสหรัฐฯ ที่กดดันเรื่องมาตรฐานการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรและยารักษาโรค ประเด็นนี้ทำให้นักการเมืองบางส่วนมองว่าสหราชอาณาจักรยังไม่พ้นจากความเสี่ยง แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศแรก ๆ ที่เจรจาลดภาษีนำเข้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ ได้สำเร็จก็ตาม แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เร็ว ๆ นี้…

รัสเซียและเกาหลีเหนือจะมีสะพานรถยนต์เชื่อมพรมแดนระหว่างกัน

  รัสเซียและเกาหลีเหนือประเทศที่ประชาคมโลกเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับสหรัฐฯ หรือโลกตะวันตก กำลังเชื่อมโยงทางกายภาพทางถนนจากเดิมที่ที่มีเส้นทางรถไฟ  และความใกล้ชิดในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน รวมถึงด้านการทหารที่เมื่อ 28 เมษายน 2568 เกาหลีเหนือออกมายอมรับว่าได้ส่งทหารไปช่วยรัสเซียรบในความขัดแย้งกับยูเครน ด้านผู้นำรัสเซียก็แสดงความขอบคุณผู้นำเกาหลีเหนือที่ส่งทหารไปช่วยรัสเซียยึดคืนดินแดนทางตะวันออกของรัสเซียจากการควบคุมของยูเครน รัสเซียและเกาหลีเหนือวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้างสะพานรถยนต์เชื่อมพรมแดนระหว่างสองประเทศ เมื่อ 30 เมษายน 2568 ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันที่เมืองราซอน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีเหนือ และเมืองคาซานของรัสเซีย เมืองชายแดนของทั้งสองประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย อาทิ นาย Mikhail Mishustin นายกรัฐมนตรีรัสเซีย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือเข้าร่วม อาทิ นายนายพัค แท-ซ็อง นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือ สะพานรถยนต์ดังกล่าวจะมีความยาวประมาณ 4.7 กิโลเมตร กว้างประมาณ 7 เมตร ในรูปแบบถนน 2 เลน ข้ามแม่น้ำตูเมน (Tumen River) พรมแดนธรรมชาติระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือ และคู่ขนานกับสะพานทางรถไฟที่สร้างขึ้นเชื่อมต่อสองประเทศหลังสงครามเกาหลีสิ้นสุด หรือรู้จักกันในชื่อ “สะพานมิตรภาพ” โดยเริ่มก่อสร้างวันเดียวกับพิธีวางศิลาฤกษ์คือเมื่อ 30 เมษายน 2568 และคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในครึ่งแรกของปี 2569 ที่มา: Radio…

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนใหม่เผชิญความท้าทายในการบริหารประเทศ

  สภาผู้แทนราษฎรเยอรมนี สภาล่าง หรือ Bundestag เมื่อ 7 พฤษภาคม 2568 ลงมติรับรองนาย Friedrich Merz หัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือ Christian Democratic Union (CDU) อายุ 69 ปี เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้รับคะแนน 325 เสียง การลงมติรับรองผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ไม่เหมือนกับครั้งที่ผ่านมา เนื่องจาก ต้องลงมติถึง 2 ครั้ง เนื่องจากในการลงมติครั้งแรก นาย Merz ไม่ได้รับคะแนนสนับสนุนมากพอ นับว่าเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองของเยอรมนีที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และสะท้อนว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Merz จะต้องเผชิญความท้าทายทางการเมืองอย่างมาก โดยพรรค CDU ชนะการเลือกตั้งเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2568 จากการร่วมมือกับพรรค Christian Social Union in Bavaria (CSU) ซึ่งร่วมมือกันเป็น CDU/CSU ได้คะแนนร้อยละ…

อินเดียโจมตีข้ามพรมแดนปากีสถานและดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ : ปากีสถานพร้อมตอบโต้

  อินเดียปฏิบัติการโจมตีปากีสถาน เมื่อ 7 พฤษภาคม 2568 รวมทั้งดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ด้วยขีปนาวุธข้ามพรมแดน พร้อมเปิดเผยว่าได้โจมตีพื้นที่สำคัญ 9 แห่ง ที่อินเดียเชื่อว่าเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธกลุ่ม Jaish-e-Mohammed (JeM หรือ Army of Muhammad)  ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โจมตีนักท่องเที่ยวในเมือง Pahalgam ดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ เมื่อเมษายน 2568 ดังนั้น อินเดียจำเป็นต้องโจมตีเพื่อส่งสัญญาณให้นานาชาติและผู้ก่อการร้ายเห็นว่าไม่ควรมีการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย และประชาคมระหว่างประเทศควรสนับสนุนปฏิบัติการ Operation Sindoor ของอินเดียครั้งนี้ด้วย สำหรับการปฏิบัติการทหารครั้งนี้ของรัฐบาลอินเดียได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเห็นด้วยกับการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายและปกป้องความมั่นคงในประเทศ ปากีสถานปฏิเสธข้อกล่าวหาและประณามการโจมตีของอินเดีย พร้อมเปิดเผยว่าอินเดียโจมตีพื้นที่สำคัญ 3 แห่ง ซึ่งรวมทั้งพื้นที่พลเรือนและพรมแดน ปากีสถานพร้อมตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนและประชาชนชาวปากีสถาน รวมทั้งกล่าวโทษว่าการโจมตีของอินเดียเป็นการละเมิดอธิปไตย และเป็นการกระทำที่นำไปสู่สงคราม ปากีสถานรายงานว่ามีพลเรือนเสียชีวิตอย่างร้อย 8 รายและได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 35 ราย คาดว่าปัจจุบันปากีสถานอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมตอบโต้อินเดีย โดยมีการแจ้งไปยัง UNSC เพื่อย้ำสิทธิการปกป้องตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยเบื้องต้น กองทัพปากีสถานได้ยิงเครื่องบินขับไล่ของอินเดียตกอย่างน้อย 5 ลำ เพื่อตอบโต้การรุกราน อินเดียประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ว่าเสี่ยงลุกลามบานปลายเป็นการปะทะทางการทหารระหว่างกัน อินเดียจึงเตรียมความพร้อมด้วยการจัดการฝึกซ้อมให้ปกป้องความมั่นคงพลเรือนทั่วประเทศ ได้แก่ ซ้อมอพยพพลเรือนและเตรียมเส้นทางหนีภัย…

อิสราเอลอนุมัติแผนผนวกฉนวนกาซาและควบคุมการส่งความช่วยเหลือในพื้นที่

  นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลประกาศเมื่อ 5 พฤษภาคม 2568 ว่า อิสราเอลจะผนวกดินแดนบางส่วนของฉนวนกาซา พร้อมทั้งควบคุมการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ทั้งหมด โดยไม่อนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่สามารถเดินทางเข้า-ออกดินแดนส่วนที่อิสราเอลควบคุมได้อย่างเด็ดขาด การเดินหน้าผนวกดินแดนดังกล่าวจะมีขึ้นพร้อมกับการขยายสำหรับอาณาเขตพื้นที่ในฉนวนกาซาที่อิสราเอลจะครอบครองเพื่อบริหารจัดการนั้นจะเป็นพื้นที่ที่ยึดครองได้ในปัจจุบัน และจะมีทหารของอิสราเอลประจำการอยู่เพื่อปกป้องความมั่นคง ท่าทีของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูดังกล่าวมีขึ้น หลังจากอิสราเอลแต่งตั้งนาย Eyal Zamir เป็นผู้บัญชาการทหารคนใหม่ คาดว่ามีส่วนร่วมในการแนะนำให้อิสราเอลใช้มาตรการทางทหารที่แข็งกร้าวมากขึ้น และนโยบายผนวกพื้นที่ในฉนวนกาซา แม้ว่านานาชาติจะคัดค้านแนวนโยบายดังกล่าวเนื่องจากเสี่ยงทำให้ความขัดแย้งขยายตัว และเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขวิกฤตด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ขัดแย้ง ปฏิบัติการขยายพื้นที่ควบคุมและผนวกฉนวนกาซาของอิสราเอลจะเริ่มขึ้นในห้วงกลางพฤษภาคม 2568 ซึ่งจะแตกต่างจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาที่ผ่านมา เพราะในแต่ละครั้งอิสราเอลจะประจำการทหารไว้ในพื้นที่ เพื่อไม่ปล่อยให้กลุ่มฮะมาสสามารถยึดคืนพื้นที่ได้อีก นักวิชาการอิสราเอลเชื่อว่า แผนการนี้อาจทำให้อิสราเอลประสบความสำเร็จในการกวาดล้างกลุ่มฮะมาสตามเป้าหมาย สื่อมวลชนต่างประเทศประเมินว่าการประกาศแผนผนวกฉนวนกาซาของอิสราเอลอาจเป็นวิธีการเพิ่มแรงกดดันให้กลุ่มฮะมาสยอมปล่อยตัวประกันทั้งหมด เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาลอิสราเอล อย่างไรก็ตาม อิสราเอลไม่ได้ขู่เท่านั้น เพราะมีการเรียกระดมกำลังสำรองเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการในฉนวนกาซา นอกจากนี้ มีรายงานอิสราเอลเตรียมเคลื่อนย้ายชาวปาเลสไตน์ 2 ล้านคน ให้อพยพออกจากพื้นที่ทหาร ขณะที่กลุ่มให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเตือนว่าปัจจุบันความช่วยเหลือไม่เพียงพอต่อความต้องการ และหากมีการย้ายถิ่นฐานอีกจะซ้ำเติมวิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา องค์กรให้ความช่วยเหลือด้านมนุยธรรมจำนวนมากคัดค้านแผนการของอิสราเอลและประกาศเมื่อ 6 พฤษภาคม 2568 ว่าจะไม่ให้ความร่วมมือกับแผนการควบคุมและจัดการความช่วยเหลือของอิสราเอล เพราะเสี่ยงเป็นโอกาสให้อิสราเอลใช้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นเครื่องมือต่อรองและเอื้อประโยชน์ต่อปฏิบัติการด้านการทหาร ตลอดจนไม่เชื่อมั่นในระบบการกระจายความช่วยเหลือของอิสราเอลที่อาจไม่ทั่วถึง ท่าทีของอิสราเอลยังคงแข็งกร้าวอย่างต่อเนื่องและปัจจุบันกำลังปฏิบัติการทางทหารในหลายพื้นที่พร้อมกัน ได้แก่ ฉนวนกาซา เขตเวสต์แบงก์ ซีเรีย เยเมน และเลบานอน…