สหรัฐฯ ผลักดันแผนสันติภาพระยะที่ 2 ในฉนวนกาซา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 29 ธันวาคม 2568 พบหารือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล ที่รีสอร์ท Mar-a-Lago รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ตลอดจนหารือเรื่องแผนสันติภาพในตะวันออกกลางและฉนวนกาซา สะท้อนความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเยือนสหรัฐฯ เป็นครั้งที่ 5 ตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์รับตำแหน่งเมื่อ มกราคม 2568 และผู้นำสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์กับอิสราเอลมาโดยตลอด แม้ว่าอิสราเอลจะเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติอย่างมากก็ตาม สาระสำคัญจากการหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ครอบคลุมสถานการณ์ในฉนวนกาซาและภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่น่าสนใจ คือ ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการผลักดันแผนสันติภาพระยะที่ 2 ในฉนวนกาซา เพื่อทำให้พื้นที่ในฉนวนกาซามีความมั่นคงปลอดภัย สามารถตั้งระบอบการปกครองขึ้นใหม่ ส่งกองกำลังนานาชาติเข้าไปควบคุมความมั่นคงในพื้นที่ และทำให้ชาวปาเลสไตน์มีโอกาสเลือกถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมมากกว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮะมาสจำเป็นต้องปลดอาวุธทั้งหมดก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าชาวปาเลสไตน์จะปลอดภัยและสามารถจัดตั้งรัฐบาลปกครองฉนวนกาซาได้ ท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ สะท้อนว่าปัจจุบันและอนาคต รัฐบาลสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่ออิสราเอลมากขึ้น เพราะนอกจากจะสนับสนุนการปลดอาวุธกลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซาแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ยังชื่นชมนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูว่าเป็น “วีรบุรุษ” ที่ปกป้องชาวอิสราเอล ประเทศชาติ และภูมิภาคตะวันออกกลางเอาไว้ รวมทั้งไม่คัดค้านอิสราเอลกรณีพยายามขยายอิทธิพลเหนือจุดยุทธศาสตร์สำคัญในฉนวนกาซา ทั้งที่นานาชาติวิตกกังวลว่าเป็นการละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ…

รัสเซียระบุว่ายูเครนส่งโดรนไปโจมตีทำเนียบผู้นำ กระทบบรรยากาศการเจรจา

นาย Sergei Lavrov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ระบุว่ากองทัพยูเครนพยายามปฏิบัติการทางทหารที่เป็นอันตรายและไม่เป็นผลดีต่อการรักษาบรรยากาศการเจรจาสันติภาพระหว่างกัน โดยยูเครนส่งอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนระยะไกล จำนวน 91 เครื่อง เข้าไปโจมตีบริเวณทำเนียบประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ในทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภูมิภาค Novgorod ช่วงเวลากลางคืน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัสเซียไม่ไว้วางใจท่าทีของยูเครน และประกาศว่าจะทบทวนการเจรจาและจุดยืนของรัสเซียต่อการพูดคุยกับยูเครน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าผู้นำรัสเซียอยู่ในทำเนียบหรือที่พักดังกล่าวหรือไม่ แต่ย้ำว่ากองทัพรัสเซียสามารถตรวจจับโดรนทั้งหมดและยิงทำลายไปแล้ว โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัสเซียใช้เหตุการณ์นี้โจมตียุทธวิธีของยูเครนว่าเป็นการก่อการร้าย และแม้ว่ารัสเซียจะยังส่งผู้แทนไปเจรจาสันติภาพกับยูเครนและสหรัฐฯ ต่อไป แต่ก็จะทบทวนเงื่อนไขและท่าทีบางประการ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของรัสเซียได้ ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียดังกล่าว โดยยืนยันว่ารัสเซียเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเท็จเพื่อล้มเลิกการเจรจาสันติภาพ และรัสเซียจะใช้ข้อมูลนี้เป็นข้ออ้างในการยกระดับการโจมตียูเครนต่อไป โดยเฉพาะอาคารสำคัญที่เป็นที่ทำการของหน่วยงานภาครัฐของยูเครนในกรุงเคียฟ ซึ่งก่อนหน้านี้ รัสเซียเคยพยายามโจมตีมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนกระตุ้นให้นานาชาติเพิ่มการกดดันรัสเซียให้ยุติการเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่มีหลักฐาน เพราะทำให้บรรยากาศการฟื้นฟูความสัมพันธ์หยุดชะงัก เหตุการณ์ครั้งนี้มีขึ้นหลังจากผู้นำยูเครนเดินทางไปรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประเด็นความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยว่าการพูดคุยมีความคืบหน้าและคาดว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจยุติได้ในปี 2569 ด้านผู้นำยูเครนยอมรับบทบาทของสหรัฐฯ ที่ประสานงานระหว่างทั้ง…

พรรค USDP ของเมียนมามั่นใจได้คะแนนนำในการเลือกตั้ง

สมาชิกพรรค Union Solidarity and Development Party หรือ USDP ที่เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลในเมียนมา รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 แสดงความมั่นใจว่าได้รับคะแนนนำในการเลือกตั้งรอบที่ 1 เมื่อ 28 ธันวาคม 2568 โดยเปิดเผยว่าได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 82 ที่นั่ง จากทั้งหมด 102 ที่นั่ง จากผลการเลือกตั้งในเมืองสำคัญต่าง ๆ รวมทั้งกรุงเนปยีดอ เท่ากับมีแนวโน้มจะได้ครองเสียงข้างมากในสภา และจะได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล ความเชื่อมั่นของพรรค USDP สอดคล้องกับการประเมินของนักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ ที่คาดว่าพรรค USDP จะได้คะแนนจากการเลือกตั้งมากที่สุด เพราะได้เปรียบในการส่งผู้แทนลงสมัครจำนวนมาก และไม่มีคู่แข่งที่สำคัญจากพรรคฝ่ายค้านกว่า 40 พรรคการเมืองที่ถูกตัดสินยุบพรรคไปแล้ว รวมทั้งถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เมียนมาจะยังมีการเลือกตั้งรอบต่อไปในต้นปี 2569 จึงยังต้องติดตามผลลัพธ์และบรรยากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ยังคงมีการสู้รบและการปะทะระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และชนกลุ่มน้อย เริ่มปรากฏกระแสการเรียกร้องให้อาเซียนคัดค้านผลการเลือกตั้งของเมียนมา เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ “ไร้ทางเลือก” ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2558 และปี…

การชุมนุมประท้วงในอิหร่าน ประชาชนไม่พอใจค่าเงินอ่อนรุนแรง

รัฐบาลอิหร่านเผชิญความท้าทายในการควบคุมความสงบเรียบร้อยในประเทศ โดยมีรายงานเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ว่า ชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันชุมนุมที่กลางเมืองเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน และเมืองสำคัญอื่น ๆ ในประเทศ เพื่อประท้วงรัฐบาล เนื่องจากไม่พอใจที่ค่าเงินเรียลอิหร่าน อ่อนค่าลงอย่างมาก อยู่ที่ 1.38 ล้านเรียลอิหร่าน/ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และเจ้าของร้านค้าหลายแห่งประท้วงด้วยการปิดกิจการ เพื่อกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ค่าเงินตกต่ำ ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และปัญหาเงินเฟ้อ รวมทั้งคัดค้านนโยบายขึ้นภาษีต่อประชาชนที่รัฐบาลอิหร่านวางแผนว่าจะเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปี 2569 ขณะที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลบางส่วนเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวด้วย ปัญหาค่าเงินอ่อนค่าของอิหร่านเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านเพราะมีโครงการพัฒนานิวเคลียร์ก่อนหน้านี้ ตลอดจนสหประชาชาติ (UN) เมื่อ กันยายน 2568 ก็เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีก เพื่อตอบโต้อิหร่านที่พัฒนาโครงการขีปนาวุธ ประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อิหร่านทำสงครามกับอิสราเอลเมื่อ มิถุนายน 2568 รวมทั้งความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นกับสหรัฐฯ ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่อย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน แม้ว่านาย Mohammad Reza Farzin ประธานธนาคารกลางอิหร่านลาออกจากตำแหน่งแล้ว แต่การชุมนุมประท้วงยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เริ่มมีการรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจปะทะกับผู้ชุมนุม รวมทั้งมีรายงานว่าเป็นการชุมนุมประท้วงที่รัฐบาลอิหร่านวิตกกังวล เพราะผู้ชุมนุมประท้วงเป็นกลุ่มที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ อาจทำให้เกิดบรรยากาศที่นำไปสู่การปฏิวัติอิสลาม หรือ 1979 Islamic…

บรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา

เมียนมาจัดการเลือกตั้งทั่วไประยะแรกเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 โดยเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญ แต่เผชิญกระแสวิจารณ์จากประชาชนและนานาชาติว่าไม่โปร่งใสและยุติธรรม เนื่องจากมีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเข้มงวด มีการกวาดล้างและจับกุมผู้ที่วิจารณ์การเมืองและการเลือกตั้งไปแล้วมากกว่า 200 คน ขณะที่ประชาชนมีข้อจำกัดในการเลือกผู้แทนทางการเมือง เพราะพรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ รวมทั้งยังมีรายงานการก่อเหตุรุนแรงและการโจมตีระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในหลายพื้นที่ ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งในเมียนมาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่ปลอดภัย สหราชอาณาจักรและสภายุโรปไม่ยอมรับการเลือกตั้งในเมียนมา ขณะที่อาเซียนระบุว่าการเลือกตั้งในเมียนมาเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการทางการเมืองของเมียนมา สำหรับผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งในเมียนมา มีรายงานว่า มีประมาณ กว่า 160 คน ซึ่งมาจากหลายประเทศ เช่น จีน รัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน และสถานเอกอัครราชทูตประจำเมียนมา ผู้นำรัฐบาลเมียนมาไม่สนใจกระแสวิจารณ์ดังกล่าวและเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ เป้าหมายเพื่อทำให้ระบบการเมืองเมียนมากลับสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีหลายพรรคการเมือง ทั้งนี้ พลเอกอาวุโส มินอ่องไลง์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไปลงคะแนนเลือกตั้ง พร้อมกับให้สัมภาษณ์สำนักข่าว BBC ว่าเชื่อมั่นในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะยุติธรรมและเสรี รวมทั้งกระตุ้นให้ชาวเมียนมาออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยในประเทศ สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจมุมมองของประชาชนชาวเมียนมาต่อการเลือกตั้ง โดยประชาชนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งเปิดเผยความรู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ เพราะรู้สึกหวาดกลัว แต่เมื่อได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้วก็รู้สึกสบายใจเพราะได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ส่วนผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งครั้งแรก (first-time voter) ระบุว่าตัดสินใจไปลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะหวังว่ารัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพง และต้องการผู้นำที่สร้างความเท่าเทียมในประเทศ…

ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยความตกลงรัสเซีย-ยูเครน มีความคืบหน้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อการเจรจาความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครนมีความคืบหน้าอย่างมาก หลังจากสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการพูดคุยระหว่างผู้แทนทั้งสองฝ่าย โดยมีตัวผู้นำสหรัฐฯ เองเข้าร่วมหลายครั้ง เพื่อเผลักดันให้มีการลงนามอย่างเป็นทางการในข้อตกลงที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงคราม และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าผู้นำยูเครนเห็นด้วยกับรายละเอียดและเงื่อนไขส่วนใหญ่ในข้อตกลงแล้ว และกำลังเจรจาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความตกลงร่วมกันร้อยละ 100 เป้าหมายสำคัญของยูเครน คือ การให้สหรัฐฯ ค้ำประกันความมั่นคงในระยะยาวหลังจากยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเด็นการควบคุมดินแดนบางส่วนในยูเครนที่ยังไม่บรรลุข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ก็ยอมรับว่าการเจรจาเพื่อจัดทำเงื่อนไขเรื่องดินแดนในยูเครนเป็นประเด็นที่ยากที่สุด โดยเฉพาะการควบคุมพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาส เพราะปัจจุบันกองทัพรัสเซียใช้กำลังทหารควบคุมพื้นที่ไว้ตั้งแต่ปฏิบัติการทางทหารเมื่อปี 2565 ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ เสนอให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เศรษฐกิจเสรี (free economic zone) การทำความตกลงสันติภาพและยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยมีผู้นำสหรัฐฯ เป็นผู้ผลักดัน อาจไม่สำเร็จได้โดยเร็ว แม้ว่าจะมีความคืบหน้า และยูเครนยอมยกเลิกความมุ่งมั่นที่จะเป็นสมาชิกเนโตแล้ว แต่ประเทศยุโรป รวมทั้งยูเครนเอง ต้องการให้รัสเซียถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากดินแดนของยูเครน ซึ่งเป็นประเด็นที่รัสเซียไม่เห็นด้วย พร้อมยืนยันว่าประชาชนในภูมิภาคดอนบาส ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย ด้านประชาชนยูเครนมีความเห็นว่า ความพยายามของสหรัฐฯ ไม่มีคุณค่า และไม่มีอำนาจมากพอที่จะกดดันรัสเซียให้ยุติการโจมตี เพราะที่ผ่านมา รัสเซียละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง เช่น…

กองทัพจีนจะจัดการฝึกทางทหารบริเวณช่องแคบไต้หวัน

กองทัพจีน ประกาศเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 ว่า ได้เริ่มจัดการฝึกทางทหารบริเวณช่องแคบไต้หวัน โดยเป็นการฝึกร่วมกันของทั้งกองทัพอากาศและกองทัพเรือ รหัส Justice Mission 2025 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของจีน รวมทั้งส่งสัญญาณให้นานาชาติเห็นว่าจีนพร้อมป้องกันไต้หวันจากการแทรกแซงจากต่างชาติ รวมทั้งกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและผู้ที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องอิสรภาพในไต้หวันด้วย การฝึกร่วมทางทหารของจีนในพื้นที่ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวัน ทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจอย่างมาก ขณะเดียวกัน จีนยังคงไม่พอใจท่าทีของผู้นำญี่ปุ่น ที่เคยระบุว่าญี่ปุ่นพร้อมจะเคลื่อนไหวทางการทหารเพื่อปกป้องไต้หวันจากการรุกรานโดยจีน อย่างไรก็ตาม กองทัพจีนไม่ได้กล่าวถึงญี่ปุ่นโดยตรงในถ้อยแถลงเกี่ยวกับการฝึกร่วมทางทหารครั้งนี้ แต่การที่จีนจะจัดการฝึกรอบเกาะไต้หวัน เน้นการลาดตระเวนร่วมและฝึกสกัดกั้นภัยคุกคามตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่าง ๆ บริเวณไต้หวัน เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณป้องปรามญี่ปุ่นเช่นกัน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของจีนสะท้อนว่าจีนไม่ต้องการให้ต่างประเทศสนับสนุนความมั่นคงให้ไต้หวัน เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อแผนการรวมชาติของจีน ดังนั้น การที่สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้น ธันวาคม 2568 และอยู่ระหว่างรอให้ฝ่ายนินตบัญญัติสหรัฐฯ รับรอง ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมากและตอบโต้แล้วอย่างน้อย 2 แนวทาง ได้แก่ การตอบโต้โดยตรงไปยังสหรัฐฯ คือ การขึ้นบัญชีคว่ำบาตรบริษัทอุตสาหกรรมอาวุธของสหรัฐฯ จำนวน 20 แห่ง และบุคคลสัญชาติอเมริกัน 10 คน ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่วนแนวทางที่…

FBI จะย้ายสำนักงานใหญ่

สำนักงานใหญ่ของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (Federal Bureau of Investigation-FBI) จะย้ายจากอาคาร J. Edgar Hoover ไปยังอาคาร Ronald Reagan Building และ International Trade Center ซึ่งเคยเป็นที่ทำการของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (U.S. Agency for International Development – USAID) ก่อนที่จะถูกปิดตัวไปในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วาระ 2 นี้ นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI ประกาศปิดสำนักงานใหญ่ในอากคารดังกล่าวเมื่อ 26 ธันวาคม 2568 สาเหตุที่ย้ายก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ FBI มีสถานที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัย  ปลอดภัยทางโครงสร้าง และระบบต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแผนที่จะกระจายบุคคลากรออกไปยังรัฐต่าง ๆ ซึ่งเป็นการประหยัดเงินภาษีประชาชน รวมทั้งให้บรรลุเป้าหมายในภารกิจของ FBI ในการปกป้องมาตุภูมิ และต่อสู้กับอาชญากรที่ก่อความรุนแรง ในการดำเนินงานปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากนี้ อาคาร…

มุมมองการรายงานของสื่อต่างประเทศต่อการหยุดยิงไทย-กัมพูชา

สื่อต่างประเทศเมื่อ 27-28 ธันวาคม 2568 รายงานไปทิศทางเดียวกันถึงความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 โดยเริ่มตั้งแต่ 12.00 น. เป็นเวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการสังเกตการณ์จากอาเซียนให้ทำตามข้อตกลง ทั้งนี้ หากเป็นไปการดำเนินการตามข้อตกลง ไทยจะส่งคืนทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย กลับกัมพูชา อย่างไรก็ดี ในมุมมองของสื่อส่วนใหญ่ แม้จะไปในทิศทางบวกที่ไทย-กัมพูชา สามารถทำข้อตกลงหยุดยิงได้เป็นการชั่วคราว แต่ก็มีการสอดแทรกความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งว่า หลังจากพ้น 72 ชั่วโมง เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการไปอยู่ที่พักพิงจะสามารถกลับถิ่นฐานเดิมได้เมื่อไร รวมทั้งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระยะยาว นอกจากนี้ ยังรายงานบทบาทของไทยที่พร้อมจะกลับมาปฏิบัติการทหารอีกครั้ง หากถูกรุกราน สื่อยังวิจารณ์ถึงบทบาทของสหรัฐฯ ที่ไม่ได้เข้ามาเป็นสักขีพยานในการทำข้อตกลงเหมือนกับที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมเมื่อ กรกฎาคม 2568 ที่มาเลเซีย แต่บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็มีมากขึ้นทั้งก่อน และหลังข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้  รวมทั้งมีแถลงการณ์แสดงความยินดีที่ทั้งสองประเทศมีข้อตกลงหยุดยิง จากนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศปฏิบัติตามการตกลงครั้งนี้ และข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ “Kuala Lumpur Peace Accords” ด้วย…

ความสัมพันธ์กัมพูชา-รัสเซีย และท่าทีรัสเซียต่อความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

  การแถลงข่าวของนาย Anatoly Borovik เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำพนมเปญเมื่อ 16 ธันวาคม 2568 ต่อผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน และสถาบันทางวิชาการ ส่วนหนึ่งของการแถลงข่าวดังกล่าวกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันอย่างมากระหว่างกัมพูชา-รัสเซีย และจะมีมากขึ้นในโอกาสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 70 ปี ในปี 2569  ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ 13 พฤษภาคม 2499 นาย Borovik เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำพนมเปญย้ำการเป็นหุ้นส่วนระยะยาว และขยายความร่วมมือในทุก ๆ ด้าน ทั้งการทูต การค้า การศึกษา การทหาร และระดับประชาชน กับกัมพูชา นอกจากนี้ ยังไล่เลียงความสัมพันธ์ในระดับการทูตที่ได้มีการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองฝ่าย เช่น ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกับรองนายกรัฐฒนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่มาเลเซียเมื่อกรกฎาคม 2568 ซึ่งในโอกาสดังกล่าวทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามแผนการหารือร่วมกันระหว่างกันระหว่างปี 2568-2570 ด้วย ส่วนนอกรอบการกระชุมสุดยอดอาเซียน ที่มาเลเซียในตุลาคม 2568 นายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็พบกับรองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ซึ่งก็มีการให้คำมั่นในความร่วมมือ และเพิ่มการค้าระหว่างกัน ขณะที่รัสเซียก็เพิ่มความมั่นใจให้กับกัมพูชาว่าจะให้ความช่วยเหลือให้กัมพูชามีความมั่นคงด้านอาหารและความมั่นคงทางพลังงาน รวมทั้งจะส่งออกปุ๋ยไปให้กัมพูชามากขึ้นด้วย สำหรับในเวทีการประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ก็ได้มีการพบหารือระหว่างผู้แทนรัสเซียกับกัมพูชาบ่อยครั้ง…