ผู้นำรัสเซียมั่นใจจะได้รับชัยชนะในสงคราม

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียมีถ้อยแถลงประจำปีเมื่อ 19 ธันวาคม 2568 โดยสาระสำคัญส่วนใหญ่แสดงความเชื่อมั่นว่ารัสเซียจะได้รับชัยชนะในการปฏิบัติการทหารในยูเครน เพราะปัจจุบันมีความคืบหน้าอย่างมากและเชื่อว่าจะสามารถยึดพื้นที่ในยูเครนได้เพิ่มเติมภายในปี 2568 และจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในอนาคตอันใกล้ ซึ่งมีนัยหมายถึงการผนวกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครน นอกจากนี้ ประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากถ้อยแถลงดังกล่าว เช่น ย้ำเงื่อนไขของรัสเซียที่จะนำไปสู่การยุติสงคราม ซึ่งหากยูเครนและประเทศตะวันตกยังไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว รัสเซียก็พร้อมจะยกระดับการปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกมากขึ้น รวมทั้งยังขู่ยูเครนว่ารัสเซียจะขยายพื้นที่กันชนระหว่างรัฐ หรือ buffer zone เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติในระยะยาวด้วย ถ้อยแถลงประจำปีของผู้นำรัสเซียครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ประชาชนชาวรัสเซียส่งคำถามเข้าไปถามผู้นำประเทศด้วย มีรายงานว่าประชาชนส่งคำถามเข้าไปมากกว่า 3 ล้านข้อความ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการถาม-ตอบเกี่ยวกับสถานการณ์ยูเครน ซึ่งกลยุทธ์แบบนี้ของรัฐบาลรัสเซียเป็นโอกาสให้ประชาชนชาวรัสเซียทั้งในประเทศและในต่างประเทศ รู้สึกใกล้ชิดกับผู้นำ ผู้นำรัสเซียยังเปิดเผยด้วยว่า ปัจจุบันรัสเซียมีขีดความสามารถด้านการทหารที่แข็งแกร่งและเพิ่มขึ้น เนื่องจากพร้อมจะใช้ระบบขีปนาวุธรุ่น Oreshnik, Burevestnik และ Poseidon เพื่อป้องกันภัยคุกคามทางการทหาร อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีปูตินปฏิเสธคำกล่าวโทษของยุโรปที่ประเมินว่า รัสเซียมีแผนจะโจมตีและรุกรานยุโรปก่อน โดยผู้นำรัสเซียยืนยันว่าไม่เป็นความจริงและเป็นเรื่องไร้สาระที่มาจากนักการเมืองในยุโรป ที่มีอาการจิตผิดปกติและใช้ความหวาดกลัวข่มขู่คุกคามประชาชน ท่าทีของผู้นำรัสเซียมีขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเร่งประสานงานระหว่างรัสเซียและยูเครน เพื่อโน้มน้าวให้ทั้ง 2 ประเทศเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง และทำข้อตกลงตามแผนการที่สหรัฐฯ เสนอ โดยมีรายงานว่า…

สหภาพยุโรปจะให้ยูเครนกู้เงิน 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นาย Antonio Costa ประธานสภาสหภาพยุโรประบุเมื่อ 19 ธันวาคม 2568 ว่า สหภาพยุโรปมีมติเห็นชอบทำข้อตกลงให้ยูเครนกู้เงินจำนวนอย่างน้อย 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 90,000 ล้านยูโร เพื่อใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมทั้งพัฒนากองทัพและต่อต้านการรุกรานจากรัสเซีย โดยสหภาพยุโรป (EU) จะสรรหาเงินทุนจากกองทุนต่าง ๆ ในกลไกของ EU เพื่อสนับสนุนให้ยูเครนเป็นระยะเวลา 2 ปี ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลสสกียินดีที่ EU จะสนับสนุนและช่วยเหลือยูเครนต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้นำยูเครนโน้มน้าวให้ EU จัดสรรความช่วยเหลือให้ยูเครน จากทรัพย์สินที่อายัดจากรัสเซียไว้ มูลค่าประมาณ 200,000 ล้านยูโร เพื่อเป็นการลงโทษรัสเซียที่ทำสงครามในยูเครน และมีความเคลื่อนไหวที่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคยุโรป ความช่วยเหลือของ EU จะสามารถบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงทางการเงินของยูเครนได้มาก เนื่องจากสภาวะสงครามที่ยาวนานยืดเยื้อ ทำให้รัฐบาลยูเครนเผชิญความเสี่ยงทีจะเผชิญวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรง และมีความเป็นไปได้สูงที่จะแพ้ในการทำสงครามกับรัสเซีย ซึ่ง EU หารือกันเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งสมาชิกบางส่วนเสนอให้ใช้สินทรัพย์ที่อายัดได้จากรัสเซียไปสนับสนุนยูเครน แต่ความคิดเห็นของสมาชิก EU แตกต่างกันอย่างมากในประเด็นดังกล่าว ทำให้การหารือยืดเยื้อมาโดยตลอด การเจรจาที่ยืดเยื้อในกลุ่มสมาชิก EU…

สื่อต่างประเทศรายงานเน้นการปฏิบัติการทางอากาศของไทยที่กรุงปอยเปต 

  สื่อต่างประเทศเมื่อ 18- 19 ธันวาคม 2568 รายงานการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาลดลง แต่ทั้งสื่อตะวันตกและเอเชียกลับเน้นรายงานเฉพาะการปฏิบัติการทางอากาศของไทยอีกครั้ง ที่ใช้เครื่องบิน F-16 ทิ้งระเบิดกาสิโน ที่กรุงปอยเปต ซึ่งเป็นแหล่งคลังอาวุธของกัมพูชา และรายงานอ้างรัฐมนตรีกลาโหมของกัมพูชาที่เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศประณามไทยว่าเป็นการก่ออาชญากรรมทางสงคราม และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาก็ออกมาชี้ให้เห็นว่าการกระทำของไทยทำให้ชาวกัมพูชาเกิดผู้พลัดถิ่นมากกว่า 476,000 คน สื่อต่างชาติ เช่น สื่อตุรกี และสื่อท้องถิ่นกัมพูชายังรายงานประเด็นที่ทำให้เกิดภาพเชิงบวกต่อกัมพูชาในเวทีโลก โดยรายงานการเดินขบวนเรียกร้องสันติภาพกลางกรุงพนมเปญ โดย Union of Youth Federations of Cambodia (UYFC) ซึ่งมีนายฮุนมานี เป็นหัวหน้ากลุ่มและเป็นน้องชายนายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นแกนนำในการเดินขบวนเรียกร้องสันติภาพ และให้มีการหยุดยิง จากที่เกิดการปะทะครั้งใหม่กับไทยตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568  สื่อรายงานว่า ชาวกัมพูชาที่เข้าร่วมมีจำนวนหลายพันคน Volker Turk หัวหน้าข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Human Rights-UNHCR) ได้เรียกร้องให้ไทย-กัมพูชาหยุดหยิง  เนื่องจากมีรายงานว่าสิ่งก่อสร้างทางวัฒนธรรม…

เมียนมาดำเนินคดีต่อประชาชนที่ละเมิดกฎหมายก่อนการเลือกตั้ง

รัฐบาลเมียนมาเมื่อ 18 ธันวาคม 2568 ดำเนินคดีต่อประชาชนชาวเมียนมาจำนวน 229 คน เนื่องจากละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็นชาย 201 คน และหญิง 28 คน บางส่วนประกอบอาชีพนักแสดง ผู้ผลิตภาพยนต์และสมาชิกกองกำลังป้องกันประชาชน หรือ People’s Defense Forces (PDF) โดยกระทำความผิดเนื่องจากพยายามบ่อนทำลายกระบวนการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีขึ้นใน 28 ธันวาคม 2568 เช่น การทำลายป้ายประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ป้ายหาเสียง ข่มขู่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ทำงานในหน่วยเลือกตั้ง และวิจารณ์การเลือกตั้งเชิงลบผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สำหรับกฎหมายเลือกตั้งของเมียนมาฉบับนี้ รัฐบาลเมียนมาเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ กรกฎาคม 2568 กำหนดห้ามไม่ให้มีการจัดการชุมนุมประท้วงหรือกระจายแนวคิดที่จะเป็นอุปสรรคต่อขั้นตอนและกระบวนการเลือกตั้ง หากใครฝ่าฝืนจะได้รับโทษจำคุกระหว่าง 3-10 ปี รวมทั้งมีค่าปรับด้วย ในห้วงที่ผ่านมา มีชาวเมียนมารวมตัวกันชุมนุมประท้วงและวิจารณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ว่าไม่ยุติธรรมและไม่โปร่งใส จึงเรียกร้องให้ชาวเมียนมาคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ตลอดจนขอให้นานาชาติกดดันรัฐบาลเมียนมามากขึ้น เช่น กรณีการชุมนุมประท้วงคัดค้านการเลือกตั้งเมื่อ 3 ธันวาคม 2568 ที่เมืองมัณฑะเลย์ ที่มีชาวเมียนมาชุมนุมคัดค้านการเลือกตั้ง รวมทั้งกฎหมายเกณฑ์ทหาร และเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง การเลือกตั้งในเมียนมาได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก เนื่องจากมีขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ความมั่นคงในเมียนมายังไม่แน่นอน…

ผู้นำสหรัฐฯ สัญญาว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตในปี 2569

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 17 ธันวาคม 2568 แถลงจากทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อชาวอเมริกัน สาระสำคัญ คือ ประกาศความสำเร็จของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ทำให้ภาพลักษณ์สหรัฐฯ กลับไปแข็งแกร่งและได้รับการยอมรับมากขึ้น เพราะสามารถยุติสงครามในฉนวนกาซาได้ และให้คำมั่นว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่สื่อสหรัฐฯ ให้ความสนใจ เช่น การกล่าวโทษว่าผู้อพยพทำให้สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจชะลอตัว การมอบเงินปันผลจำนวน 1,776 ดอลลาร์สหรัฐแก่สมาชิกกองทัพสหรัฐฯ จำนวนกว่า 1,500,000 คน เพื่อเป็นการตอบแทนในโครงการ “warrior dividend” โดยอ้างว่าสหรัฐฯ ได้รับผลตอบแทนจากมาตรการภาษีตอบโต้ โจมตีอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน และรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดก่อนหน้านี้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตเงินเฟ้อ ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งสัญญาว่าในปี 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ จะร่วมมือกับฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อปฏิรูปอสังหาริมทรัพย์ และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่มีผลการสำรวจความนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ตกต่ำลงเหลือ ร้อยละ 36 สะท้อนว่าชาวอเมริกันอาจไม่เห็นด้วยกับนโยบาย Make America Great Again ของผู้นำสหรัฐฯ…

กัมพูชาขยายความร่วมมือกับยุโรป และธนาคารโลก

กัมพูชาขยายความร่วมมือกับยุโรป เฉพาะอย่างยิ่งกับฝรั่งเศสเกี่ยวกับเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศ ซึ่งการเดินหน้านี้เรื่องนี้ เป็นผลจากการพบปะหารือระดับสูงระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Ministry of Industry, Science, Technology & Innovation-MISTI) ของกัมพูชากับคณะผู้แทนของสำนักงานเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศส (French Development Agency-AFD) และ Team Europe ที่กรุงพนมเปญ เมื่อ 10 ธันวาคม 2568 โดยมีนาย Jean-Pierre Marcelli ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ AFD ประจำผู้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ย้ำการเป็นหุ้นส่วนระยะยาวกับกัมพูชาในความร่วมมือระหว่างกัน การสนับสนุนของ AFD จะช่วยให้ระบบการจัดการน้ำในทุก ๆ ด้านของกัมพูชาทันสมัยมากขึ้น รวมทั้งดึงดูดให้มีการลงทุนในการพัฒนาจัดการน้ำทั่วประเทศ และเป็นความร่วมมือระหว่างกันในระยะยาว รวมทั้งสนับสนุนเอกชนที่ให้บริการระบบน้ำ (Private Water Operators- PWOs) ของกัมพูชาให้มาบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งหาแหล่งเงินกู้ให้ นอกจากนี้ กัมพูชายังให้ Propaco สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชา ให้การสนับสนุนในเรื่องนี้มากขึ้น เช่น การจ่ายน้ำ และระบบการให้บริการน้ำเพื่อให้เข้าถึงชุมชนได้ทั่วถึง เป็นต้น…

ความตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชาล้มเหลวเพราะไม่แก้ไขปมขัดแย้ง

สำนักข่าว Aljazeera เมื่อ 14 ธันวาคม 2568 รายงานความเห็นของนาย Ronny P Sasmita นักวิเคราะห์จากสถาบันวิชาการในอินโดนีเซีย เกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน และสิ่งที่อาเซียนควรดำเนินการในฐานะกลไกระดับภูมิภาค โดยประเมินว่าสาเหตุทำสำคัญที่ทำให้ความตกลงที่จะหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชาล้มเหลว เนื่องจากความตกลงดังกล่าวไม่ได้มีขั้นตอนหรือการให้คำมั่นว่าจะแก้ไขปมปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ คือ ความไม่เชื่อใจระหว่างกัน ทั้งในระดับรัฐบาล กองทัพ และประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา ไทยและกัมพูชามีกลไกรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและลดระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดนมาโดยตลอด แต่ก็มีรายงานการเคลื่อนกำลังพลและกำลังทหาร รวมทั้งการปะทะระหว่างประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างรุนแรง สรุปว่า ความตกลงร่วมกันเพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารเมื่อ ตุลาคม 2568 ไม่สามารถคลายปมความขัดแย้งและไม่ไว้วางใจกันระหว่าง 2 ประเทศ ที่สะสมมานานจากหลายสาเหตุได้ นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวไม่มีขั้นตอนและกลไกติดตามความคืบหน้าที่เพียงพอจะเอื้อต่อวิธีการจัดการชายแดนที่ยังไม่เรียบร้อยตั้งแต่สิ้นสุดยุคล่าอาณานิคมระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ขณะที่สิ่งปลูกสร้างและอาคารต่าง ๆ ในพื้นที่ก็ผูกโยงกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ทำให้ตกเป็นประเด็นถกเถียงระหว่างประชาชน ซึ่งเสี่ยงลุกลามบานปลายเป็นความตึงเครียดระหว่างประเทศได้เป็นระยะ ๆ รวมทั้งความขัดแย้งในรอบปี 2568 นี้ ที่ตึงเครียดและขยายตัวขึ้นมา ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากการถกเถียงเรื่องสิทธิครอบครองสิ่งปลูกสร้างและดินแดนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จากนั้นก็มีปัจจัยเสริมจากการพัฒนาขีดความสามารถทางการทหาร ที่ทำให้กองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายมีเครื่องมือในการยั่วยุทางการทหารระหว่างกันมากขึ้น นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันการลาดตระเวนทางการทหารก็เสี่ยงกลายเป็นจุดเริ่มต้นการปะทะทางการทหารที่ขยายตัวและยืดเยื้อได้ง่ายกว่าในอดีต…

การสอบสวนเหตุกราดยิงที่ออสเตรเลียที่เป็นการก่อการร้าย

หน่วยความมั่นคงออสเตรเลียทยอยเปิดเผยผลการสอบสวนเหตุกราดยิงที่หาดบอนได ออสเตรเลีย เมื่อ 14 ธันวาคม 2568 ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลออสเตรเลียระบุว่าเป็นเหตุก่อการร้าย และต่อต้านชาวยิว (antisemitism) เป้าหมาย คือ ชาวยิวในออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ระหว่างทำกิจกรรมในเทศกาล Hanukkah หรือการฉลองประจำปี ผู้ก่อเหตุจำนวน 2 ราย ใช้อาวุธปืนยาวกราดยิงใส่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ Archer Park ติดกับหาดบอนได และใกล้กับบริเวณสนามเด็กเล่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน อายุระหว่าง 10-87 ปี และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก สำหรับกิจกรรมเทศกาล Hanukkah จัดขึ้นเป็นวันแรก โดยองค์กร Jewish Centre Chabad of Bondi คาดว่ามีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1,000 คน ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุจำนวน 2 ราย คนแรกเป็นชายอายุ 50 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุหลังจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนคนที่สองเป็นชายอายุ 24 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงเปิดเผยว่าผู้ก่อเหตุทั้ง…

ยูเครนจะไม่สมัครสมาชิกเนโต หากประเทศตะวันตกค้ำประกันความมั่นคง

ผู้นำยูเครนกำลังเผชิญความท้าทายและแรงกดดันจากนานาชาติในการพิจารณาและทบทวนเงื่อนไขที่จะนำไปสู่สันติภาพระหว่างยูเครน-รัสเซีย โดยล่าสุดเมื่อ 14 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเปิดเผยกับผู้แทนสหรัฐฯ ระหว่างการประชุมในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนีว่า ยูเครนอาจพิจารณายกเลิกการสมัครเป็นสมาชิกเนโต หากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป ให้คำมั่นว่าจะค้ำประกันความมั่นคงให้ยูเครนแบบมีกฎหมายรับรอง ในลักษณะเดียวกันกับมาตรา 5 ของเนโต เพื่อปกป้องยูเครนจากการรัสเซีย ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนมีท่าทีดังกล่าวหลังจากการหารือกับนาย Steve Witkoff ผู้แทนการเจรจาของสหรัฐฯ ที่ประชุมกันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ชั่วโมง เพื่อหาแนวทางยุติสงครามและสร้างสันติภาพ โดยสหรัฐฯ เป็นฝ่ายผลักดันเงื่อนไขและข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อเร่งโน้มน้าวให้คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งประเทศยุโรปเห็นพ้องกับแผนยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่สหรัฐฯ เสนอ จากนั้น เยอรมนีและผู้นำประเทศในยุโรปจะจัดการประชุมหารือกับผู้นำยูเครนต่อไปใน 15 ธันวาคม 2568 เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนความมั่นคงร่วมกัน มีข้อสังเกตว่า ผู้นำยูเครนค่อย ๆ ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ซึ่งมีรายละเอียด 20 ประการ แต่ยังไม่ยอมรับการให้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนในแคว้นภาคตะวันออกแก่รัสเซีย รวมทั้งการถอนทหารออกจากแคว้นดอนบาส ทั้งนี้ มีรายงานว่าเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรสนับสนุนเงื่อนไขและรายละเอียดแผนสันติภาพ 20…

สื่อต่างชาติเน้นการรายงานการปฏิบัติการทางทหารของไทยมากกว่ากัมพูชา

สื่อต่างชาติเมื่อ 13-14 ธันวาคม 2568 สนใจรายงานการปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา แม้ไม่มากเท่ากับช่วงปะทะรอบ 2 กันใหม่ ๆ อย่างไรก็ดี หัวข้อข่าวที่สื่อต่างชาติจะเน้นการที่ไทยยังไม่หยุดโจมตีทางอากาศ และหยุดยิง หรือปฏิบัติการทางทหารอื่น ๆ แม้นายกรัฐมนตรีไทยได้พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทางโทรศัพท์ เมื่อคืนของ 12 ธันวาคม 2568 และประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ลงโซเชียลมีเดียว่า ทั้งไทยและกัมพูชาจะมีการหยุดยิง ขณะที่ฝ่ายนายกรัฐมนตรีไทยออกมาปฏิเสธการให้คำมั่นในประเด็นนี้ และโยนให้ฝ่ายกัมพูชาว่าจะต้องจริงจังในเรื่องนี้ ในมุมรายงานเกี่ยวกับกัมพูชา สื่อต่างชาติเน้นรายงานความสูญเสีย และการต้องปิดพรมแดนกับไทย เพราะไทยยังไม่ยุติการโจมตีไปยังชายแดนกัมพูชา ซึ่งรวมทั้งปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชาออกมายืนยันว่า เป็นเป้าหมายพลเรือน นอกจากนี้ สื่อต่างชาติยังรายงานมุมมองเชิงต้องการสันติภาพของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ออกมาแถลงเมื่อ 13 ธันวาคม 2568 ว่า พร้อมจะร่วมมือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่เสนอให้มีการหยุดยิง และให้มาเลเซียเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ สื่อยังเห็นว่าอาเซียนยังอาจไม่สามารถที่จะทำให้การปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชายุติลงง่าย ๆ แม้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเรียกประชุมอาเซียนสมัยพิเศษเร็ว ๆ นี้ หรือจะใช้ดาวเทียมของสหรัฐฯ เป็นหลักฐานเพื่อชี้ว่า ฝ่ายใดเริ่มปฏิบัติการทางทหารก่อน นอกจากนี้ การเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซียจะสิ้นสุดลงในสิ้นปี 2568 โดยมีฟิลิปปินส์เป็นประธานอาเซียนต่อ ซึ่งฟิลิปปินส์จะต้องใช้เวลาศึกษาเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาพอสมควร ซึ่งจะทำให้การเชื่อมต่อการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้ของฟิลิปปินส์ไม่สามารถทำได้ทันที สื่อยังพาดพิงการเมือง และประเด็นเศรษฐกิจของไทยว่า…