เวียดนามและจีนจะลาดตระเวนร่วมทางทะเลในอ่าวเป่ยปู้

  เวียดนามและจีนจะกระชับความร่วมมือด้านการทหารและการป้องกัยภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางทะเลร่วมกัน โดย 2 ประเทศจะจัดการฝึกลาดตระเวนร่วมกันครั้งที่ 39 ในบริเวณอ่าวเป่ยปู้ (Beibu) หรืออ่าวตังเกี๋ย ระหว่าง 19-20 พฤศจิกายน 2568 ก่อนหน้านี้ เมื่อ เมษายน 2568 หน่วยยามชายฝั่งของเวียดนามกับจีนเคยปฏิบัติการลาดตระเวนร่วมกัน ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะดำเนินการเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง ตามข้อตกลงเพื่อเสริมขีดความสามารถในการรักษาบรรยากาศความมั่นคงในพื้นที่ร่วมกันตั้งแต่ปี 2557 ทั้ง 2 ฝ่ายให้ความสำคัญกับอ่าวเป่ยปู้เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะจีน เนื่องจากเป็นที่ตั้งท่าเรือสำคัญทางเศรษฐกิจ เส้นทางเดินเรือ และจุดเชื่อมความร่วมมือกับเวียดนาม ซึ่งมีอาณาเขตทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือกับอ่าวเป่ยปู้ด้วย นอกจากนี้ อ่าวเป่ยปู้ยังเป็นเส้นทางเดินเรือไปยังประเทศอื่น ๆ รวมทั้งไทย และกลุ่มประเทศในกรอบความร่วมมือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership-RCEP) ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารระหว่างจีนและเวียดนามครั้งนี้ จะส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีน ในโอกาสครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน รวมทั้งขยายความร่วมมือทางการทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วม สำหรับการฝึกและลาดตระเวนร่วมแต่ละครั้ง หน่วยยามชายฝั่งของเวียดนามและจีนจะส่งเรือเข้าร่วมฝ่ายละ 2 ลำ การฝึกประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สั่งการและปฏิบัติการร่วมกัน ตลอดจนปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัย คาดว่าการลาดตระเวนร่วมจะทำให้หน่วยยามชายฝั่งทั้ง 2…

จีนไม่พอใจท่าทีญี่ปุ่นที่อาจแทรกแซง หากจีนโจมตีไต้หวัน

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการปกป้องความมั่นคงช่องแคบไต้หวันและมุ่งมั่นแผนการรวมชาติตามหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ทำให้ประเด็นท่าทีของต่างชาติต่อสถานะและความมั่นคงของไต้หวันมีความสำคัญต่อจีนอย่างมาก ล่าสุด จีนไม่พอใจและตอบโต้ท่าทีของนายกรัฐมนนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ ของญี่ปุ่นระหว่างการแถลงในรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568 ว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซง หากจีนโจมตีไต้หวัน เพราะเป็นสถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น แม้ว่าท่าทีดังกล่าวจะเกิดขึ้นนานแล้ว แต่ปัจจุบันรัฐบาลและสื่อมวลชนจีนหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นตอบโต้ โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่าการที่ผู้นำญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะถอนคำพูดดังกล่าวนั้นไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจีนจำเป็นต้องประท้วงผ่านทุกช่องทางตั้งแต่ 14 พฤศจิกายน 2568 โดยย้ำให้ญี่ปุ่นเคารพคำมั่นที่ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องร่วมกันในแถลงการณ์ร่วมเมื่อปี 2515 หรือ China-Japan Joint Communiqué ที่ระบุว่าญี่ปุ่นจะยอมรับจีนเป็นหนึ่งเดียว และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งในอาณาเขตของจีน การดำเนินการของจีนเพื่อตอบโต้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกอบด้วยมาตรการการทูตเป็นส่วนใหญ่ เช่น การแถลงการณ์ย้ำความไม่พอใจ และเรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำจีนไปประท้วง รวมทั้งแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น รวมทั้งขอให้ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น เพิ่มความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม เนื่องจากญี่ปุ่นมีความปลอดภัยลดลง ขณะที่กระทรวงกลาโหมและหน่วยความมั่นคงจีนมีถ้อยแถลงแสดงความพร้อมที่จะป้องกันการแทรกแซงไต้หวัน พร้อมเตือนญี่ปุ่นว่าควรจะศึกษาจากบทเรียนในอดีตให้รอบคอบ นอกจากนี้ เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ของกองทัพจีนยังเผยแพร่บทความเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะเผชิญหากแทรกแซงสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันด้วย นอกจากความเคลื่อนไหวด้านการทูตและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา หน่วยยามชายฝั่งจีน หรือ China Coast Guard…

สหรัฐฯ คว่ำบาตรกลุ่มติดอาวุธในเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์

รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามปกป้องชาวอเมริกันจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์และการหลอกลวงออนไลน์ หรือ Scammer ด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าว รวมทั้งองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีรายงานเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568 ว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มติดอาวุธ กองทัพประชาธิปไตยกะเหรี่ยง (DKBA) และสมาชิกระดับผู้นำของกลุ่ม DKBA จำนวน 4 ราย เนื่องจากมีพฤติกรรมสนับสนุนการก่ออาชญากรรมออนไลน์ในเมียนมา ซึ่งลวงชาวอเมริกันให้เป็นเหยื่อจากการหลอกให้ลงทุน และลวงให้ไปทำงาน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังคว่ำบาตรบุคคลสัญชาติไทย ชื่อ นายจะมู สว่าง และบริษัท Trans Asia International Holding Group Thailand Company Limited (Trans Asia) และบริษัท Troth Star Company Limited (Troth Star) ซึ่งอยู่ในเมียนมา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าวด้วย โดยที่สหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่าเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับจีน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า นายจะมู สว่าง บุคคลสัญชาติไทยรายนี้ ร่วมมือกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจีน และกลุ่ม DKBA…

เยอรมนีจะเพิ่มกำลังพลในกองทัพเพื่อรับมือกับภัยคุกคาม

  รัฐบาลเยอรมนีเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบแผนการปรับเพิ่มกำลังพลในกองทัพ หรือ Bundeswehr เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามและอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ โดยคาดว่าฝ่ายนิติบัญญัติเยอรมนี จะพิจารณารายละเอียดและลงมติรับรองแผนการดังกล่าวภายในปี 2568 สำหรับรายละเอียดเบื้องต้น ตั้งแต่ปี 2569 เยอรมนีจะกำหนดให้พลเรือนชายและหญิงที่มีอายุครบ 18 ปีตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับความพร้อมและความสนใจในการเป็นทหาร จากนั้นตั้งแต่ กรกฎาคม 2570 พลเรือนชายและหญิงจะได้รับการตรวจร่างกายเพื่อประเมินความพร้อมในการเป็นทหาร เป้าหมายเพื่อให้มีกำลังพลในกองทัพเยอรมนีเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีอยู่ 182,000 นาย และเตรียมความพร้อมเสริมสร้างบทบาทของกองทัพเยอรมนีให้แข็งแกร่งและเป็นกำลังสำคัญในกองกำลังเนโต เนื่องจากคาดว่าภูมิภาคยุโรปจะเผชิญภัยคุกคามจากปฏิบัติการทหารของรัสเซียต่อไปในระยะยาว แผนการดังกล่าวเป็นผลจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ และการปฏิบัติการทหารของรัสเซียที่เริ่มปรากฏนอกพื้นที่ยูเครนมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งกรณีรัสเซียส่งเครื่องบินลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าประเทศสมาชิกเนโต รวมทั้งมีรายงานว่ารัสเซียเพิ่มกำลังทหารในกองทัพเช่นกัน ตลอดจนใช้ความร่วมมือด้านความมั่นคงกับพันธมิตรของรัสเซียเพื่อระดมกำลังทหารจากต่างประเทศ ให้ไปสู้รบเพื่อกองทัพรัสเซียด้วย แม้ว่าที่ผ่านมา เยอรมนีจะยังไม่เคยตกเป็นเป้าหมายโจมตีทางการทหารของรัสเซียโดยตรง แต่เยอรมนีเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงและการทหารแก่ยูเครนเป็นอันดับต้น ๆ ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเยอรมนีประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเป้าหมายของรัสเซีย รวมทั้งเชื่อว่าการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า จะสร้างความได้เปรียบให้กับเยอรมนีและเนโต ทั้งนี้ เยอรมนีคาดว่าจะเพิ่มกำลังพลในกองทัพได้จำนวน 20,000 นายภายในปี 2569 และในระยะ 10 ปีข้างหน้า เยอรมนีจะมีกำลังพลสำรองในกองทัพถึง 200,000 นาย แผนการดังกล่าวเป็นไปเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในอนาคต อย่างไรก็ตาม เยาวชนในเยอรมนีไม่เห็นด้วยและกังวลกับแผนการดังกล่าว…

แอฟริกาใต้จัดการประชุม G20 ต่อไปแม้สหรัฐฯ ไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วม

ประธานาธิบดี Cyril Ramaphosa ของแอฟริกาใต้แสดงความพร้อมเป็นประธานจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือ G20 ประจำปี 2568 ที่เมือง Johannesburg ระหว่าง 22-23 พฤศจิกายน 2568 โดยจะมีผู้นำจากประเทศสมาชิกกลุ่ม G20 จำนวน 19 ประเทศเข้าร่วม รวมทั้งผู้แทนจากสหภาพยุโรปและสหภาพแอฟริกา นอกจากนี้ ประธานาธิบดี Ramaphosa ให้ความเห็นต่อกรณีสหรัฐฯ จะไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวว่า สหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายเสียโอกาส เพียง เพื่อต้องการตอบโต้แอฟริกาใต้ที่ยื่นฟ้องอิสราเอลผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ให้มีความผิดก่ออาชญากรรมสงครามในสงครามฉนวนกาซา และละเมิดสิทธิมนุษยชนชนกลุ่มน้อยในประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งชนผิวขาวในแอฟริกาใต้ ผู้นำแอฟริการะบุว่าการประชุมกลุ่ม G20 จะดำเนินการต่อไป โดยไม่มีสหรัฐฯ แต่ประเทศสมาชิกสามารถตัดสินใจร่วมกันได้ นอกจากนี้ยังประเมินว่าสหรัฐฯ จะสูญเสียโอกาสแสดงบทบาทนำในเวทีความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่สำคัญ ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้นำแอฟริกาพยายามล็อบบี้ให้ประธานาธิบดีทรัมป์เปลี่ยนท่าทีและเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เพราะเป็นการประชุมสุดยอด G20 ครั้งแรกในภูมิภาคแอฟริกา โดยไปโน้มน้าวระหว่างการเยือนและพบกับผู้นำสหรัฐฯ เมื่อพฤษภาคม 2568  แต่ไม่สำเร็จ จึงอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การเป็นประธาน G20 กระทบการตัดสินใจเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวของผู้นำประเทศอื่น ๆและการส่งต่อหน้าที่ประธาน G20 ให้สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพในปี…

สหรัฐฯ พ้นจากภาวะ Government Shutdown

รัฐบาลสหรัฐฯ พ้นจากสภาวะหยุดชะงักหรือ Government Shutdown ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ เมื่อ 13 พฤศจิกายน 2568 หลังจากที่ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการเจรจาและประนีประนอมกันด้านผลประโยชน์ และเสนอร่างงบประมาณรัฐบาลกลางให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนาม ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่างบประมาณดังกล่าวจะทำให้การบริหารของหน่วยงานภาครัฐกลับสู่ภาวะปกติ รวมทั้งสามารถดำเนินนโยบายตามแผนการได้ พร้อมทั้งโจมตีสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพรรคเดโมแครตว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางการอนุมัติงบประมาณ และการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อให้บริการชาวอเมริกัน สำหรับภาวะ Government Shutdown ครั้งนี้เริ่มมาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐบางส่วนต้องระงับการให้บริการ และเจ้าหน้าที่บางส่วนต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง รวมทั้งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ขู่จะตัดลดงบประมาณสนับสนุนสวัสดิการให้ชาวอเมริกันที่มีรายได้ต่ำด้วย การลงนามในงบประมาณรัฐบาลกลางครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติ 222 เสียงสนับสนุนร่างงบประมาณ โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครต 6 เสียง เพียงพอต่อการเสนอให้ผู้นำรัฐบาลลงนาม และเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568 วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ มีมติ 60 ต่อ 40 เห็นชอบร่างงบประมาณรายจ่าย ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐยังคงได้รับเงินเดือนต่อไป มีรายงานว่าอุปสรรคสำคัญในการต่อรองและเจรจางบประมาณฉบับนี้ คือ การอนุมัติงบประมาณอุดหนุนสวัสดิการสังคม ภายใต้รัฐบัญญัติ Affordable Care…

สหราชอาณาจักรระงับความร่วมมือข่าวกรองบางส่วนกับสหรัฐฯ เหตุโจมตีเรือในทะเลแคริเบียน

กรณีสหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารโจมตีเรือที่เชื่อว่าลักลอบขนส่งยาเสพติดในทะเลแคริเบียน ทำให้สหราชอาณาจักรไม่พอใจและวิตกว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของปฏิบัติการข่าวกรองในพื้นที่ภูมิภาคเอมริกาใต้ จึงตัดสินใจระงับความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรองในประเด็นดังกล่าวกับสหรัฐฯ ชั่วคราว โดยเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568 สื่อมวลชนสหรัฐฯ รายงานว่า สหราชอาณาจักรได้ระงับความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรองประเด็นยาเสพติดในภูมิภาคอเมริกาใต้กับสหรัฐฯ ในกรอบ Joint Interagency Task Force South เป็นการชั่วคราว เพราะการโจมตีของสหรัฐฯ อาจทำให้แหล่งข่าวหรือสายลับของสหราอาณาจักรที่ปฏิบัติการลับอยู่ในภูมิภาคอเมริกาใต้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเสี่ยงอันตราย เนื่องจากสหรัฐฯ โจมตีโดยอาจเลือกเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับสายลับของสหราชอาณาจักร จึงอาจเสี่ยงเปิดเผยตัวตนและปฏิบัติการลับในพื้นที่ สหราชอาณาจักรยุติความร่วมมือเพื่อรักษาความปลอดภัยในการทำงานด้านข่าวกรอง ซึ่งถือว่าเป็นงานสำคัญด้านความมั่นคงของชาติ นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรยังไม่เห็นด้วยกับการใช้ปฏิบัติการทางหารโจมตีเรือขนส่งยาเสพติดโดยตรง เพราะสหรัฐฯ โจมตีถึง 19 ครั้ง และมีรายงานผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการของสหรัฐฯ ตั้งแต่กันยายน 2568 อย่างน้อย 76 ราย เสี่ยงละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ แตกต่างจากปฏิบัติการร่วมที่ผ่านมา สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรจะร่วมมือกับสืบสวนและสกัดกั้นเรือขนส่งยาเสพติด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ในการหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติต่อไป ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันเกี่ยวกับความร่วมมือด้านข่าวกรอง โดยอ้างว่ารัฐบาลจะไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวกรองกับสื่อมวลชน ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรมีความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรองกันอย่างใกล้ชิด กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์…

อินเดียเร่งสืบสวนเหตุระเบิดในกรุงนิวเดลี

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยความมั่นคงอินเดียเร่งสอบสวนเหตุรถยนต์ระเบิดในกรุงนิวเดลี ในช่วงเวลาค่ำ เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 คน เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน Red Fort ซึ่งมีการจราจรหนาแน่น และอยู่ใกล้อาคารสถานที่สำคัญของชาติ โดยมีรายงานว่าระเบิดติดตั้งอยู่กับรถยนต์ Hyundai รุ่น i20 ซึ่งกำลังสัญจรในพื้นที่และอยู่ระหว่างชะลอการสัญจร ผลจากการระเบิดรถยนต์ดังกล่าวทำให้รถยนต์บริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหาย ปัจจุบัน หน่วยความมั่นคงอินเดียวิตกว่าจะเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย ล่าสุดเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2568 อินเดียประกาศใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อสอบสวนเหตุการณ์นี้ รวมทั้งใช้กฎหมาย Unlawful Activities (Prevention) Act (UAPA) และ Explosives Act เพื่อเพิ่มอำนาจการสืบสวนให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐด้วย อินเดียยังไม่ยืนยันว่าเหตุรถยนต์ระเบิดเป็นการก่อการร้าย แต่เพิ่มความระมัดระวังและเข้มงวดในการตรวจสอบ ตลอดจนเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยพื้นที่สาธารณะในเมืองขนาดใหญ่ทั่วประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ให้บริการด้านการคมนาคมขนส่ง รวมทั้งการเลือกตั้งในรัฐ Bihar ทางตะวันออกของอินเดีย เนื่องจากจะมีประชาชนไปรวมตัวกันจำนวนมาก ทั้งนี้ อินเดียวิตกว่าจะเผชิญเหตุก่อการร้าย เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการจับกุมชาวแคชเมียร์ 1 รายในรัฐ Haryana ทางตอนเหนือของอินเดีย ติดกับกรุงนิวเดลี ข้อหาพยายามก่อเหตุก่อการร้าย เนื่องจากบุคคลดังกล่าวครอบครองวัตถุระเบิด…

บราซิลเป็นเจ้าภาพการประชุม COP30

การประชุม COP30 หรือการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ประจำปี 2568 จัดขึ้นที่เมืองเบเลง บราซิล ระหว่าง 10-21 พฤศจิกายน 2568 เป็นระยะเวลา 12 วัน คาดว่าจะมีผู้แทนจากประเทศต่าง รวมทั้งองค์กรและภาคเอกชนสำคัญระดับโลกไปเข้าร่วมมากกว่า 50,000 คน จากอย่างน้อย 190 ประเทศ เพื่อหารือแนวทางการรับมือกับสภาวะโลกรวนและสภาพภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรงทั่วโลก รวมทั้งแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกันอย่างเป็นเอกภาพลดปัญหามลภาวะและการทำลายสิ่งแวดล้อม การประชุมครั้งนี้มีขึ้น หลังจากสหประชาชาติ (UN) เผยแพร่รายงานประเมินสภาพอากาศของโลกว่าปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ที่ทั่วโลกเคยกำหนดไว้ สะท้อนว่า ปัญหาสภาพอากาศในอนาคตจะรุนแรงอย่างรวดเร็ว เฉพาะอย่างยิ่งหากประเทศต่าง ๆ ไม่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมทุกปี นอกจากนโยบายและความมุ่งมั่นด้านการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ การประชุม COP30 จะเน้นย้ำความร่วมมือเพื่อตั้งกองทุนสนับสนุนและช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาด้วย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม  สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีธีมคือ  “Delivering on the Paris Promise”  พร้อมกับให้ความสำคัญกับการปกป้องป่าและมหาสมุทร บราซิลซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าว ต้องการทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศแปรปรวนอย่างเป็นรูปธรรม…

สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังไทยยุติทุกข้อตกลงกับกัมพูชา   

สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจรายงานสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งยุติทุกข้อตกลงกับกัมพูชา เนื่องจากเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568 ทหารไทยจำนวน 2 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด PMN-2 ที่บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง ทำให้ไทยต้องเร่งตรวจสอบทุ่นระเบิดดังกล่าว   รวมทั้งยังไม่มีการส่งตัวทหารชาวกัมพูชาที่เป็นเชลยในไทยจำนวน 18 คน กลับประเทศ สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ด้านกัมพูชายืนยันว่ายังคงปฏิบัติตามความตกลงอย่างเคร่งครัด พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของไทย และเรียกร้องไทยให้ส่งตัวทหารกัมพูชากลับประเทศโดยเร็ว ขณะที่ไทยระบุว่าอันตรายต่อความมั่นคงของไทยยังไม่ลดระดับลงตามที่ควรจะเป็น ดังนั้น ไทยจะพิจารณาดำเนินการตามความตกลงอีกครั้งเมื่อกัมพูชาปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของฝ่ายไทย สื่อต่างประเทศรายงานโดยเน้นย้ำว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นการระงับความร่วมมือที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ผลักดันและใช้เป็นผลงานสร้างสันติภาพในต่างประเทศ เนื่องจากการลงนามในความตกลงระหว่างไทย-กัมพูชาเรื่องการจัดการและแก้ไขปัญหาบริเวณชายแดน มีขึ้นระหว่างที่ประธานาธิบดีทรัมป์เยือนเอเชียและเข้าร่วมในพิธีลงนามใน Kuala Lumpur Peace Accord ที่มาเลเซีย เมื่อตุลาคม 2568 นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังมีส่วนร่วมในการเจรจาให้ไทยและกัมพูชาหาแนวทางยุติความขัดแย้งตั้งแต่ห้วง กรกฎาคม 2568 เพื่อสร้างบทบาทการเป็น “global peacemaker” ดังนั้น การที่ไทยประกาศระงับความร่วมมือตามความตกลงกับกัมพูชา เท่ากับเป็นความท้าทายของผู้นำสหรัฐฯ…