จับตามองบทบาทของสหรัฐฯ ที่จะกลับมาในอาเซียนอีกครั้ง

การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับประเทศอาเซียน (U.S.-ASEAN Meeting Summit) ครั้งที่ 13 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียในปลายตุลาคม 2568 น่าจะเป็นสัญญานที่ดีต่ออาเซียนว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับความร่วมมือในกรอบพหุภาคี คืออาเซียน นอกจากนี้ ในการประชุมครั้งนี้ นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็จะต้องเดินทางมาด้วย เพื่อเข้าร่วมประชุมในกรอบสำคัญ ๆ กับอาเซียน เช่นเดียวกับนักธุรกิจของสหรัฐฯ ก็จะมีการประชุมกับนักธุรกิจของอาเซียนด้วย แต่สิ่งที่น่าจับตามองในเรื่องนี้คือ หากประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับอาเซียนจริง ก็น่าจะจับตามองถึงการที่สหรัฐฯ จะเพิ่มบทบาทและการเกี่ยวพันกับประเทศในภูมิภาคมากขึ้นจากที่มีอิทธิพลด้านการทหาร แนบแน่นกับหลายประเทศในภูมิภาคนี้  เฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชาว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพลิกประวัติศาสตร์เยือนกัมพูชาหรือไม่ เพราะกัมพูชาเปิดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ มากขึ้น เช่น เพิ่มความโปร่งใสในการเปิดฐานทัพเรือเรียมให้ต่างประเทศเข้าแวะเทียบท่ามากขึ้น รวมทั้งการเยือนของเรือรบสหรัฐฯ ที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ ในรอบ 8 ปี เมื่อ ธันวาคม 2567 พร้อมผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นอินโดแปซิฟิก (USINDOPACOM) ของสหรัฐฯ กองทัพกัมพูชายังเพิ่มความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ในกรอบการเจรจาในกรอบ Bilateral Defense Dialogue ระหว่างกองทัพกัมพูชากับ USINDOPACOM เมื่อ 24-25 กรกฎาคม…

นานาชาติรำลึกครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

  สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 สิงหาคม 2568 เนื่องในวันครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ใช้เครื่องบินรุ่น B29 ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ Little Boy ที่เมืองฮิโรชิมา ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกเมื่อ 6 สิงหาคม 2488 และครั้งที่ 2 ที่เมืองนางาซากิ ใน 9 สิงหาคม 2488 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 110,000 คน และจำนวนมากได้รับผลกระทบจากรังสีนิวเคลียร์ สำหรับประเด็นสำคัญที่สื่อและนานาชาติให้ความสนใจ คือ มุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศที่เชื่อว่าปัจจุบัน โลกเผชิญความเสี่ยงที่ประเทศมหาอำนาจจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งการใช้อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี และหัวรบนิวเคลียร์ในการข่มขู่คุกคามระหว่างกัน เช่น สมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน นอกจากนี้ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศต่าง ๆ ยังเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายการโจมตีและคุกคามจากต่างประเทศ เช่น กรณีสหรัฐฯ – อิหร่าน ตลอดจนมีรายงานจากสถาบัน Stockholm International Peace Research การสำรวจจำนวนหัวรบและอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก พบว่าจำนวนอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว…

ต่างประเทศรายงานการประชุมระหว่างไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย

  สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ติดตามพัฒนาการสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยอ้างถึงผลกระการประชุมประเด็นพื้นที่ชายแดนระหว่างผู้แทนไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย หรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee-GBC) ซึ่งเป็นการประชุมทวิภาคีของฝ่ายทหาร ที่เกิดขึ้นหลังจากทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เป้าหมายสำคัญคือการรักษาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศหยุดยิงในปัจจุบัน รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความขัดแย้งประเด็นชายแดนระหว่างกันอีกในอนาคต โดยผู้แทนของมาเลเซียระบุว่าจะใช้กลไกอาเซียนทำหน้าที่เป็นคณะติดตามความคืบหน้า (monitoring team) ด้วย ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่จะมีการหารือครั้งสำคัญใน 7 สิงหาคม 2568 ที่คาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม ตลอดจนมีผู้แทนจากต่างประเทศสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งมาเลเซีย จีน และสหรัฐฯ สื่อต่างประเทศมีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ยังคงรายงานถึงสาเหตุความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ และการดำเนินการของไทยและกัมพูชาที่เชิญผู้แทนต่างประเทศลงพื้นที่เพื่อให้รับทราบข้อมูล นอกจากนี้ สื่อยังรายงานว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นยังมีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูง เนื่องจากยังมีบรรยากาศไม่ไว้วางใจกันระหว่างทหารและประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกับว่าละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมและโจมตีพลเรือน สำหรับความเคลื่อนไหวของฝ่ายทหาร สื่อมวลชนอ้างท่าทีของฝ่ายไทยที่ระบุว่าปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลังและไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยมีข้อมูลว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังพลเข้าสู่พื้นที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ และระดมกำลังพลเพิ่มเติม นอกจากประเด็นสถานการณ์ในพื้นที่ สื่อต่างประเทศให้ความสนใจการรายงานข่าวสารและข่าวปลอม รวมทั้งข้อมูลบิดเบือนที่เกิดขึ้นจำนวนมากผ่านสื่อสังคมออนไลน์…

ผู้นำยูเครนเชื่อว่ามีทหารรับจ้างจากต่างประเทศช่วยกองทัพรัสเซีย

ยูเครนเชื่อว่ารัสเซียได้รับความช่วยเหลือจากทหารรับจ้างในหลายประเทศที่ไปร่วมปฏิบัติการทางทหารในสงคราม โดยประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ประกาศว่า กองทัพยูเครนที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน และต้องต่อสู้กับทหารรับจ้างจากหลากหลายประเทศที่เข้าไปร่วมปฏิบัติการทหารของรัสเซีย โดยระบุว่ามีทหารรับจ้างจากจีน เกาหลีเหนือ ทาจิกิสถาน อุซเบกิชสถาน ปากีสถาน และกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งทั้งหมดเป็นนักรบในแนวหน้าที่เผชิญหน้ากับทหารยูเครนโดยตรง และต่อสู้ในสมรภูมิที่เข้มข้นในหลายพื้นที่ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากผู้นำยูเครนไปเยือนแนวหน้าการสู้รบ ที่สมรภูมิใกล้กับเมือง Vovchansk และได้พบหารือกับผู้บัญชาการทหารในพื้นที่ ก่อนหน้านี้ ยูเครนระบุว่ามีทหารเกาหลีเหนือเข้าไปปฏิบัติการสนับสนุนกองทัพรัสเซียอย่างชัดเจน เฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาค Kursk ทางตะวันตกของรัสเซียที่ยูเครนเคยเข้าไปยึดพื้นที่ได้ นอกจากนี้ ยูเครนเผยแพร่ข้อมูลเมื่อ เมษายน 2568 ว่า รัสเซียกำลังว่าจ้างนักบินเครื่องบินรบชาวจีนให้ร่วมปฏิบัติการในยูเครน รวมทั้งพยายามโน้มน้าวชาวจีนให้ไปร่วมรบในสงคราม ด้วยการทำสื่อโฆษณาเป็นภาษาจีนเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Weibo พร้อมกับจูงใจด้วยค่าตอบแทน ทั้งนี้ ทางรัฐบาลจีนได้ปฏิเสธแล้ว พร้อมกับเตือนให้ยูเครนระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งย้ำท่าทีของจีนต่อสถานการณ์ดังกล่าวว่าจีนไม่สนับสนุนความขัดแย้งและต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ สถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียด มีรายงานว่าปฏิบัติการ Summer Offensive ของรัสเซียได้ผลและสามารถสร้างความเสียหายให้กองทัพยูเครนได้ในหลายพื้นที่ ขณะที่มีรายงานฝ่ายยูเครนประสบความสำเร็จในการใช้อากาศยานไร้คนขับ (drone) โจมตีรัสเซียในช่วงเวลากลางคืน เน้นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น โรงกลั่นน้ำมัน อย่างไรก็ดี ยูเครนประสบปัญหาขาดแคลนระบบป้องกันภัยทางอากาศและกังวลว่าฝ่ายรัสเซียจะได้เปรียบในการปฏิบัติการทางทหาร เพราะมีการใช้นักรบหรือทหารรับจ้างจากต่างประเทศ

สหรัฐฯ จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากอินเดีย ตอบโต้ที่ค้าขายพลังงานจากรัสเซีย

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ว่า จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย เพื่อตอบโต้ที่ยังค้าขายพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน กับรัสเซีย ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ หลายฝ่ายมองว่าเป็นกิจกรรมการค้าที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะเท่ากับว่าอินเดียและรัสเซียไม่สนใจว่าชาวยูเครนจะได้รับผลกระทบจากสงครามแค่ไหน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้กำหนดว่าอัตราภาษีที่จะเก็บเพิ่ม โดยสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้อินเดียที่ร้อยละ 25 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากอินเดียประมาณ 87,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดีย ซึ่งอินเดียมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการค้าของสหรัฐฯ อย่างมาก โดยเฉพาะยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดียมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐฯ เคยประกาศเมื่อปลาย กรกฎาคม 2568 ว่า จะเพิ่มการกดดันรัสเซียให้ยอมเข้าร่วมการเจรจากับยูเครนเพื่อยุติสงคราม โดยจะใช้การกดดันทุกรูปแบบ รวมทั้งการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ยังมีความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจกับรัสเซียด้วย ดังนั้น อินเดียจึงกลายเป้นเป้าหมายของสหรัฐฯ มีรายงานว่าตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มต้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 2565 อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่า หรือสูงสุดที่ประมาณ 2.15 ล้านบาร์เรลต่อวัน…

ลาวและเบลารุสส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

  นายทองสะหวัน พมวิหาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว และนายมักซิม รีเจนคอฟ    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบลารุส เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงว่าด้วยการ ยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง (วีซ่า) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางของทั้งสองฝ่าย ในห้วงการเดินทางเยือนลาวอย่างเป็นทางการระหว่าง 16-18 กรกฎาคม 2568 ความตกลงดังกล่าวก็เพื่อให้พลเมืองของทั้งสองประเทศสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ รวมถึงคณะผู้แทนของรัฐบาล  และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี ความตกลงนี้ยังไม่ มีผลบังคับใช้ ทันที เนื่องจากยังต้องผ่านขั้นตอนภายในประเทศของแต่ละฝ่าย ห้วงที่ผ่านมารัฐบาลลาวและเบลารุสกำลังทำงานร่วมกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในหลากหลายมิติ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพบกันระหว่าง ดร.ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาวและประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ของเบลารุส ในระหว่างการประชุม BRICS Summit เมื่อปี 2567 ที่เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย รวมถึงการเยือนลาวของนายรีเจนคอฟในครั้งนี้ ที่ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางขยายความร่วมมือรอบด้าน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การศึกษา พลังงานและสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจ-การค้า เบลารุสสนใจนำเข้าสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผักและผลไม้เขตร้อน รวมถึงถั่วจากลาว ขณะที่ลาวสนใจความรู้และประสบการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรม และจัดหาอุปกรณ์เช่น อุปกรณ์เก็บเกี่ยวข้าวจากเบลารุส ด้านการศึกษาและสาธารณสุข…

เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้การเติบโตจะชะลอตัว

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียน +3 ของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office -AMRO) ประจำกรกฎาคม 2568 ระบุว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์มีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 5.6 ในปี 2568 และร้อยละ 5.5 ในปี 2569 โดยเป็นการปรับลดจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ประเมินว่าเศรษฐกิจจะเติบโตร้อยละ 6.3 เป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัว แม้คาดการณ์ตัวเลขจะปรับลดลง แต่การเติบโตเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ยังแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงผลักดันจากการบริโภคของภาคเอกชน และมีปัจจัยเชิงบวก สภาวะตลาดแรงงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ อัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ซึ่ง AMRO คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 2568 จะอยู่ที่ร้อยละ 1.8  ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3.3 เช่นเดียวกับรายงานของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ระบุว่า เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์คาดว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 5.6 ในปี 2568 ซึ่งเติบโตสูงเป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รองจากเวียดนาม ที่คาดจะเติบโตร้อยละ 6.3 ขณะที่ไทยคาดการณ์เศรษฐกิจเติบโตที่ร้อยละ 1.8) และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 5.8 ในปี 2569 ทั้งนี้ ในห้วงไตรมาสแรกของปี…

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาลดระดับ แต่เพิ่มการต่อสู้กันในเวทีระหว่างประเทศ

สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หลังจากมีการปะทะกันเมื่อ 24-28 กรกฎาคม 2568 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย รวมทั้งมีประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพรมแดนต้องอพยพออกจากพื้นที่และรอความช่วยเหลือในค่ายพักพิงชั่วคราว ปัจจุบันไทยและกัมพูชาเน้นย้ำว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และนำคณะผู้แทนจากต่างประเทศเข้าสังเกตการณ์พื้นที่ขัดแย้งและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์

ไทยจะส่งตัวทหารกัมพูชาตามหลักสากล สื่อออนไลน์กัมพูชาขอบคุณผู้นำสหรัฐฯ

สื่อต่างประเทศรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา โดยรายงานเมื่อ 30 กรกฎาคม 2568 กรณีไทยจะส่งคืนทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ให้กับกัมพูชา หลังจากการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายสากลเสร็จสิ้น ท่าทีดังกล่างของไทยมีขึ้นหลังจากรัฐบาลกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยส่งตัวทหารจำนวน 20 นาย ที่ไทยควบคุมตัวไว้หลังจากมีมาตรการหยุดยิง ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้หารือประเด็นนี้กับไทยแล้ว และจะเจรจากับไทยต่อไปเพื่อให้ไทยส่งกลับนายทหารอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว

ความรุนแรงในฉนวนกาซา ผู้เสียชีวิตมากกว่า 60,000 ราย ประเทศยุโรปเพิ่มแรงกดดันอิสราเอล

สงครามและความรุนแรงในฉนวนกาซายังคงได้รับความสนใจจากต่างประเทศ เนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารที่ยาวนานและยืดเยื้อของอิสราเอลในพื้นที่ตั้งแต่ ตุลาคม 2566 ปัจจุบันมีรายงานเมื่อ 30 กรกฎาคม 2568 ว่า มีผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาแล้วมากกว่า 60,000 คน พร้อมกันนี้ นานาชาติห่วงกังวลเรื่องวิกฤตด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ เพราะมีรายงานว่าอิสราเอลไม่เปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ อิสราเอลยังโจมตีพื้นที่มอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้วย ทำให้เป็นอันตรายทั้งต่อชาวปาเลสไตน์ที่ต้องการความช่วยเหลือ เด็กและเยาวชนในพื้นที่ที่เริ่มแสดงอาการป่วยขั้นรุนแรงเพราะขาดสารอาหาร และเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ องค์กรระหว่างประเทศจึงออกมาร่วมกันเรียกร้องให้นานาชาติกดดันอิสราเอลให้ยุติความรุนแรงและการใช้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นเครื่องมือทำร้ายชาวปาเลสไตน์ โดยองค์กร Integrated Food Security Phase Classification (IPC) ระบุว่าสถานการณ์ในฉนวนกาซาเสี่ยงจะเผชิญความอดอยากที่ร้ายแรงที่สุด แม้กระทั่งองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนของอิสราเอล ยังเผยแพร่รายงานที่เป็นเชิงลบต่อภาพลักษณ์ของอิสราเอลว่า สถานการณ์ในฉนวนกาซาน่าห่วงกังวล และนโยบายของรัฐบาลอิสราเอลเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมกับเตือนว่าชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์อาจเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกันกับในฉนวนกาซา เพราะกองทัพอิสราเอลอาจมุ่งทำสงครามและกวาดล้างชาวปาเลสไตน์ที่ต่อต้านอิสราเอลในพื้นที่ดังกล่าวด้วย สถานการณ์ในฉนวนกาซาที่สร้างความกังวลไปทั่วโลก ทำให้ประเทศมหาอำนาจเริ่มเพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอลให้ยุติสงคราม โดยนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรแถลงเมื่อ 29 กรกฎาคม 2568 ว่า สหราชอาณาจักรมีแผนจะรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ในห้วง กันยายน 2568 หากอิสราเอลยังคงปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาและไม่ทำข้อตกลงหยุดยิง พร้อมกันนี้ ผู้นำสหราชอาณาจักรระบุด้วยว่า อิสราเอลต้องยอมรับการแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งตามแนวทางสองรัฐ (two-states solution) และเปิดทางให้องค์กรสหประชาชาติเข้าพื้นที่ฉนวนกาซาเพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ ไม่เช่นนั้น สหราชอาณาจักรจะเริ่มกระบวนการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations…