ลาว เวียดนาม และกัมพูชา : ความแนบแน่นด้านการทหารระหว่างกัน

ในช่วงตุลาคม 2568 ได้เห็นความใกล้ชิดและแนบแน่นในด้านการทหารของประเทศในอินโดจีน 3 ประเทศ ได้แก่ ลาว เวียดนาม และกัมพูชา จากที่ได้มีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหม 3 ฝ่าย หรือ Cambodia–Laos–Vietnam (CLV) Defense Ministers’ Meeting  เป็นเวลา 4 วัน (13-16 ตุลาคม 2568) ที่เวียงจันทน์ ลาว เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการทหารและเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้น รวมทั้งเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งทั้ง 3 ประเทศก็มีความสัมพันธ์ด้านการทหารระดับสองฝ่ายที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ในการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 3 ประเทศ นอกจากย้ำความร่วมมือระหว่างกันแล้ว ได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นไม่ให้กองกำลังของศัตรูใช้ประเทศของตนในการรุกรานผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน รวมทั้งเพิ่มการบริการการจัดการชายแดน และรับมือกับภัยคุกคามนอกรูปแบบ เช่น การแพร่ระบาดของโรคร้ายแรง การค้นหาและช่วยเหลือ การต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูล และฝึกร่วมกัน พร้อมกับให้ความสำคัญต่อการศึกษาและตระหนักรู้ของประชาชน และทหาร เฉพาะอย่างยิ่งต่อคนรุ่นใหม่ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทั้ง 3 ประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 3 ประเทศได้มีการแลกเปลี่ยนข่าวสาร และการฝึกร่วมระหว่างกัน…

เกาหลีใต้ดำเนินคดีต่อพลเรือนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชา

เกาหลีใต้จะดำเนินคดีและสืบสวนขยายผลกรณีชาวเกาหลีใต้จำนวน 64 คน ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชา ซึ่งเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ของเกาหลีใต้แล้ว เมื่อ 18 ตุลาคม 2568  หลังจากเกาหลีใต้ดำเนินมาตรการเชิงรุก นำชาวเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชากลับประเทศ ชาวเกาหลีใต้กลุ่มนี้ จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิดต่อไป นายนายวี ซ็อง-นัก ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงประจำทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุว่าชาวเกาหลีใต้ที่กระทำความผิดหรือเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าว จะต้องอยู่ภายใต้การดำเนินคดีและการสอบสวนของเกาหลีใต้ ซึ่งจะเร่งสอบสวนให้ชัดเจนว่ากลุ่มชาวเกาหลีใต้ดังกล่าวถูกหลอกลวงหรือสมัครใจไปร่วมทำงานกับกลุ่มมิจฉาชีพในกัมพูชา โดยมีรายงานว่าปัจจุบันกัมพูชาเป็นที่ตั้งศูนย์มิจฉาชีพออนไลน์ มีแรงงานต่างชาติมากกว่า 200,000 คน และมีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน รัฐบาลเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างมาก เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ที่ไปอยู่ในกัมพูชา เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีรายงานว่า นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชาหลอกลวงให้ทำงาน ใช้แรงงานทาส และทรมานจนเสียชีวิต เมื่อสิงหาคม 2568 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวเกาหลีใต้กดดันรัฐบาลให้เร่งแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ รัฐบาลเกาหลีใต้เร่งแก้ไขปัญหาด้วยการส่งผู้แทนระดับสูงเยือนกัมพูชา เพื่อหารือและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน และนำเหยื่อ และผู้เกี่ยวข้องในกัมพูชากลับเกาหลีใต้ ด้านประธานาธิบดีอี แจ มย็อง ของเกาหลีใต้ประกาศเมื่อ 17 ตุลาคม 2568 ให้หน่วยความมั่นคงของประเทศ จำกัดโฆษณาชวนเชื่อที่หลอกลวงชาวเกาหลีใต้ให้ไปทำงานในกัมพูชา รวมทั้งในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย การนำชาวเกาหลีใต้จากกัมพูชากลับประเทศ เป็นความร่วมมือกับกัมพูชาด้านการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยจากการหารือระหว่างนางสาวคิม จี-นา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ คนที่…

อาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชาถูกขุดคุ้ยโดยสื่อต่างชาติมากขึ้น

สื่อต่างประเทศหลายแห่ง รวมทั้งสื่อเกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ขุดคุ้ยอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชามากขึ้น หลังจากเกาหลีใต้ดำเนินมาตรการเชิงรุกต่อกัมพูชา เพื่อจะนำเหยื่อชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชากลับประเทศ จากเกิดกรณีนักศึกษาเกาหลีใต้ถูกล่อลวง และเสียชีวิตจากการทรมาน โดยสื่อส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่า อาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชามีขนาดใหญ่ และบางแห่งดำเนินการโดยคนจีนที่หนีความผิดมาจากจีน ซึ่งธุรกิจอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชาถูกเชื่อว่ารัฐบาลมีส่วนรู้เห็น ข่าวสารที่ตีแผ่ธุรกิจการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาจากสื่อเกาหลีใต้ เช่น Chosun Daily เมื่อ 15 ตุลาคม 2568 ระบุว่า สีหนุวิลล์ เป็นแหล่งอาชญากรรมของกลุ่ม “Wench”  ที่มีขนาดใหญ่ เมืองนี้เดิมเป็นเมืองท่องเที่ยวและแหล่งกาสิโน มีโรงแรมหรูกว่าสิบแห่ง  ต่อมาจีนก็เข้าไปลงทุนโดยรัฐบาลกัมพูชาสนับสนุน จนหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็กลายเป็นศูนย์กลางดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายของคนจีน ซึ่งมีรายงานว่ามีการบังคับใช้แรงงานชาวเกาหลีใต้ เวียดนาม และอินโดนีเซีย สื่อเกาหลีใต้ยังระบุชื่อนาย Xu Aimin ชาวจีน ที่ถูกจำคุกที่จีน และหลบหนีไปกัมพูชา จนสามารถดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายจนร่ำรวย  และลงทุนทำธุรกิจในกัมพูชา เพื่อฟอกเงิน เช่น ธุรกิจโรงแรมหรูในพนมเปญ และเมื่อกันยายน 2568 กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ก็ประกาศอายัดทรัพย์สิน เนื่องจากได้ทำการหลอกลวงชาวอเมริกันทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน จนทำให้เมื่อปี 2567 ชาวอเมริกันถูกหลอกจากธุรกิจออนไลน์จากกัมพูชาไป 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นักธุรกิจชาวจีนที่หลอกลวงทางออนไลน์อื่น ๆ…

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา เป็นที่น่าสนใจ และติดตามว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ในห้วงที่มีข่าวสารรายงานถึงการดำเนินการอย่างแข็งกร้าว และจริงจังภายใต้การนำของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่ประกาศในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 ว่า จะนำเหยื่อชาวเกาหลีใต้ที่ถูกหลอกลวงไปทำธุรกิจสแกมเมอร์ กลับประเทศให้เร็วที่สุด หลังจากพบนักศึกษาเกาหลีใต้ต้องถูกทรมานจนเสียชีวิต หลังจากถูกหลอกลวงไปทำธุรกิจสแกมเมอร์ในกัมพูชา ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชาอยู่ในระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน เมื่อพฤษภาคม 2567 โดยได้มีการลงนามกันเมื่อครั้งนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเยือนเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่มีนายกกัมพูชาเยือนเกาหลีใต้  ในมิติเศรษฐกิจ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ลงทุนในกัมพูชามากเป็นอันดับ 2  รวมทั้งมีการการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับกัมพูชาด้วย กัมพูชาเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าเกาหลีใต้ โดยในห้วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ส่งออกส่งออกไปเกาหลีใต้ เป็นมูลค่า  151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออก เช่น รองเท้า เครื่องดื่ม ยางพารา ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร เป็นต้น ขณะที่นำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ มูลค่า 286 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์เครื่องครัว และผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น  เกาหลีใต้ยังเป็นปลายทางอันดับ…

การปะทะบริเวณพรมแดนปากีสถาน-อัฟกานิสถาน ตึงเครียดมากขึ้น

สื่อมวลชนต่างประเทศติดตามรายงานสถานการณ์การปะทะระหว่างกองทัพปากีสถานกับกองกำลังกลุ่มตอลิบันในอัฟกานิสถาน ซึ่งมีแนวโน้มตึงเครียดและบ่อยครั้งขึ้น โดยมีรายงานเมื่อ 15 ตุลาคม 2568 ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายตอบโต้กันด้วยการยิงปะทะเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 สัปดาห์ เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณพรมแดนชนบทของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งสื่อปากีสถานอ้างว่ากองกำลังในอัฟกานิสถานเริ่มต้นการโจมตีก่อน จากนั้นปากีสถานจึงตอบโต้ทำให้รถถังและฐานที่มั่นของฝ่ายอัฟกานิสถานได้รับความเสียหาย ด้านอัฟกานิสถานยืนยันการปะทะดังกล่าว แต่ไม่รายงานรายละเอียด ทั้งนี้ ปากีสถานเชื่อว่าพื้นที่บริเวณพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศถูกใช้เป็นฐานที่มั่นและซ่อนตัวของกลุ่มตอลิบันและกองกำลังติดอาวุธอื่น ๆ ที่รัฐบาลปากีสถานถือว่าเป็นอันตรายและภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ นานาชาติติดตามและเฝ้าระวังความขัดแย้งระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถาน เนื่องจากอาจเป็นสถานการณ์ที่ลุกลามบานปลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศและบั่นทอนความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศที่ไม่ไว้วางใจกัน เพราะปากีสถานเชื่อว่ารัฐบาลตอลิบันในอัฟกานิสถานสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายและกองกำลังติดอาวุธ เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม Tehreek-e-Taliban Pakistan หรือ TTP กลุ่ม Balochistan Liberation Army หรือ BLA และกลุ่ม Islamic State Khorasan Province หรือ ISKP ที่เคลื่อนไหวเป็นภัยคุกคามต่อรัฐบาลปากีสถานมาโดยตลอด รวมทั้งอยู่เบื้องหลังการโจมตีหลายครั้งในจังหวัด Khyber…

การเสียชีวิตนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ตอกย้ำกัมพูชาเป็นแหล่งล่อลวง  

  กรณีนักศึกษาชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตจากการถูกทรมาน ใกล้ภูเขา Bokor ในจังหวัดกัมปอต กัมพูชา เพื่อเรียกค่าไถ่ เมื่อ สิงหาคม 2568 ตอกย้ำว่ากัมพูชายังเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เฉพาะอย่างยิ่งการล่อลวงชาวต่างชาติ ไปทำธุรกิจออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ การทรมาน และการเรียกค่าไถ่ ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อมิถุนายน 2568  Amnesty International รายงานว่ากัมพูชาไม่สามารถกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์ทั่วกัมพูชา จำนวน 53 แห่ง ได้ เช่นเดียวกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ที่ระบุว่า กัมพูชาเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ของโลก เกาหลีใต้เป็นประเทศล่าสุดที่ประชาชนถูกหลอกลวงไปยังกัมพูชา ซึ่งทำให้กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประกาศเตือนให้ชาวเกาหลีใต้งด หรือเลื่อนการเดินทางไปกัมพูชา และยกระดับคำเตือนเป็น “คำแนะนำพิเศษ” เพื่อความปลอดภัยในกรุงพนมเปญ  รวมทั้งบริเวณสีหนุวิลล์  และภูเขา Bokor โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อ 10 ตุลาคม 2568 รวมทั้งเตือนชาวเกาหลีใต้ให้ระมัดระวังการถูกหลอกลวงให้ไปทำงานที่กัมพูชา ด้วยการชวนเชื่อว่าจะให้ค่าจ้างสูง แต่หลังจากนั้นจะถูกลักพาตัว เพื่อไปเรียกค่าไถ่ หรือบังคับให้ทำการหลอกลวงทางออนไลน์ด้วยการทรมาน เช่น การใช้เครื่องมือช็อต และใช้เหล็กตีหน้า เป็นต้น จากกรณีเสียชีวิตจากการถูกทรมานในกัมพูชาของนักศึกษาเกาหลีใต้ ที่เดินทางไปกัมพูชาเมื่อ…

ประธานาธิบดีมาดากัสการ์ลี้ภัย : กลุ่ม “Gen Z Mada แกนนำจากการประท้วง

สถานการณ์การเมืองประเทศมาดากัสการ์ตึงเครียด หลังจากมีประชาชน นำโดยกลุ่มเยาวชนในนามกลุ่ม “Gen Z Mada” ชุมนุมประท้วงทั่วประเทศเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดี Andry Rajoelina ลาออกจากตำแหน่ง ล่าสุดเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 มีรายงานว่าประธานาธิบดี Rajoelina ลี้ภัยออกจากประเทศไปยังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว เนื่องจากปรากฏกระแสว่ากองทัพมาดากัสการ์ รวมทั้งกลุ่ม CAPSAT ซึ่งเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ และเคยอยู่เคียงข้างประธานาธิบดี Rajoelina มาโดยตลอด กลับไปสนับสนุนความเคลื่อนไหวของผู้ประท้วงมากกว่ารัฐบาล และเตรียมจะยึดสื่อมวลชนและอำนาจของรัฐ ปัจจุบันสถานการณ์การเมืองในประเทศมาดากัสการ์ยังไม่แน่นอน ยังไม่มีการเปิดเผยที่อยู่ของประธานาธิบดี และกองทัพ รวมทั้งหน่วยความมั่นคงพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ สาเหตุที่ทำให้การประท้วงในมาดากัสการ์ตึงเครียดที่สุดในรอบ 15 ปีและสร้างแรงกดดันต่อผู้นำประเทศ เป็นผลจากการจับกุมนักการเมือง 2 คน ที่เริ่มการชุมนุมอย่างสันติที่เมือง Antananarivo เมื่อ 19 กันยายน 2568 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาขาดแคลนพลังงานและน้ำประปา การจับกุมดังกล่าวทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลพยายามบั่นทอนสิทธิในการแสดงออก ทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มภาคประชาสังคมและเยาวชน Gen Z เพื่อเคลื่อนไหวคัดค้านการกระทำของรัฐบาล ผู้ชุมนุมยังไม่พอใจกรณีประธานาธิบดี Rajoelina ที่ไม่แสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ประกอบกับเยาวชนและประชาชนจำนวนมากไม่พอใจที่นักการเมืองและชนชั้นนำในประเทศได้รับสิทธิ…

อินเดีย-จีนกลับมารื้อฟื้นเส้นทางบินตรงระหว่างกัน

อินเดีย-จีนใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะสอดคล้องการดำเนินยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายที่แม้จะคงมีความขัดแย้งกันบริเวณชายแดน แต่จีนก็ต้องการดึงให้อินเดียออกห่างสหรัฐฯ บ้าง ขณะที่อินเดียก็ต้องการแสดงให้สหรัฐฯ เห็นว่าไม่ได้พึ่งพิงสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว จึงเพิ่มความใกล้ชิดกับทั้งจีน และรัสเซีย ซึ่งสัญญาณของอินเดียต่อสหรัฐฯ นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ เก็บอัตราภาษีอินเดียสูงมาก เพราะอินเดียไม่ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย การเข้าใกล้กันระหว่างอินเดีย-จีนมากขึ้น ล่าสุดสะท้อนจากการกลับมารื้อฟื้นเส้นทางบินตรงระหว่างกัน ที่หยุดไปเมื่อ 5 ปี ที่ผ่านมา หรือเมื่อปี 2563 จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19  โดยสายการบิน IndiGo ระหว่างโกลกัตตา-กวางโจว จะเริ่มทำการบินใน 26 ตุลาคม 2568 โดยเวลาที่ทำการบินก็เอื้อให้กับนักธุรกิจ และนักเดินทาง  สายการบิน IndiGo ยังจะเริ่มบินเส้นทางกรุงเดลลี-กวางโจว ใน 10 พฤศจิกายน 2568 ขณะที่ Air China จะกลับมาบินในเส้นทางปักกิ่ง-นิวเดลลี โดยผ่านเฉินตู  และ China Eastern จะเปิดเส้นทางบินระหว่างเซี่ยงไฮ้-นิวเดลลี โดยผ่านคุนหมิง นักวิเคราะห์ด้านการบินเห็นว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบินของฮ่องกง สิงคโปร์ และไทย จะได้รับผลกระทบต่อการที่อินเดียและจีนกลับมาเปิดเส้นทางบินตรงกันอีกครั้ง…

การท่องเที่ยวของเวียดนามมาแรงมากในปี 2568

การท่องเที่ยวในปี 2568 ของเวียดนามมาแรงมาก แม้ยังไม่ใกล้ความจริงที่ตั้งเป้าหมายจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ 25 ล้านคน  แต่การเติบโตของการท่องเที่ยวจากต่างชาติของเวียดนามห้วง 9 เดือนแรกของปี (มกราคม- กันยายน 2568) มีจำนวน 15.40 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากห้วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 21.5  โดยมี  จีนไปเที่ยวเวียดนามสูงเป็นอันดับ 1 ประมาณ 3.8 ล้านคน และมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 จากห้วงเดียวกันของปี 2567 รองลงไป ได้แก่ เกาหลีใต้ จำนวน 3.2 ล้านคน ขณะที่ไต้หวันอยู่อันดับ 3 แนวโน้มที่นักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง ๆ จะไปเที่ยวเวียดนามก็จะมีมากขึ้น เช่น อินเดีย และญี่ปุ่น ส่วนยุโรป ซึ่ง  ได้แก่ รัสเซีย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้บริการสายการบินไปเที่ยวที่เวียดนามสถานที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเที่ยวมีทั้งในเมือง และการท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ที่นครดานัง …

ผู้นำสหรัฐฯ และอียิปต์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับฉนวนกาซา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีอับดุลฟัตตาห์ อัซซีซี ของอียิปต์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซา ที่รีสอร์ท Sharm el-Sheikh ของอียิปต์ใน 13 ตุลาคม 2568 โดยคาดว่าจะมีผู้นำประเทศต่าง ๆ กว่า 20 ประเทศเดินทางไปเข้าร่วมด้วย เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามในฉนวนกาซาและฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวให้มีสันติภาพและเสถียรภาพในระยะยาวต่อไป โดยผู้นำอียิปต์คาดว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย นาย Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติคาดว่าจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย พร้อมกับผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล และผู้แทนของกลุ่มฮะมาส จะเข้าร่วมการประชุมด้วยหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ นอกจากนี้ รัฐบาลอิสราเอลอนุมัติข้อตกลงหยุดยิงและแลกเปลี่ยนตัวประกันในฉนวนกาซาระยะที่ 1 เมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ภายหลังจากที่ลงนามในอียิปต์เมื่อ 9 ตุลาคม 2568 ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวอยู่ภายใต้แผนสันติภาพ 20 ประการ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่าการประชุมครั้งนี้จะเน้นแนวทางการช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาที่ได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนานจากสงครามที่เริ่มตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2566…