สหรัฐฯ ใช้ข้อตกลง rare earth กับเอเชีย แข่งกับจีน

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เยือนเอเชียระหว่าง 26-28 ตุลาคม 2568 เพื่อสร้างผลงานผ่านการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนและกระชับความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น พันธมิตรด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังใช้โอกาสการเยือนครั้งนี้ลงนามในเอกสารความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขยายห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธ (rare earth) ที่กำลังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สำหรับประเทศที่สหรัฐฯ ทำข้อตกลงเพื่อขยายความร่วมมือด้านการสำรวจแรร์เอิร์ธ ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และกัมพูชา เนื่องจากแต่ละประเทศมีข้อมูลว่ามีทรัพยากรดังกล่าว แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่ามีปริมาณมากพอที่สหรัฐฯ จะนำไปสกัดเพื่อผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีระดับสูงได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ แต่ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ที่เพิ่มความร่วมมือด้านการสำรวจแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างมากกับทรัพยากรดังกล่าว และพร้อมใช้ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการแข่งขันกับจีนด้านการควบคุมห่วงโซ่การผลิตแรร์เอิร์ธและป้องกันการลงทุนของจีนในต่างประเทศ เอกสารที่ผู้นำสหรัฐฯ ร่วมลงนามกับประเทศในเอเชียเรื่องการสำรวจแรร์เอิร์ธ มีสาระสำคัญเหมือนกัน คือจะส่งออกแร่แรร์เอิร์ธให้สหรัฐฯ แลกเปลี่ยนกับการให้สหรัฐฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ในการสกัดแร่ดังกล่าว ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่า ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในเอเชียเรื่องแร่แรร์เอิร์ธเป็นเพียงบันทึกความเข้าใจและความตกลง “เชิงสัญลักษณ์” ยังไม่มีรายละเอียดหรือระบุขั้นตอนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือดังกล่าว และยังต้องรอความชัดเจนเรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ต้นทุนด้านแรงงาน และประเมินการลงทุนของสหรัฐฯ ให้คุ้มค่า และอาจไม่มีผลต่อจีน ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการสร้างผลงาน จึงพยายามนำเสนอให้ชาวอเมริกันและทั่วโลกเข้าใจว่า การลงนามในความร่วมมือกับญี่ปุ่น มาเลเซีย ไทย…

อินเดียและจีนกลับมาเปิดบริการเที่ยวบินตรงอีกครั้งภายหลังระงับนาน 5 ปี

  อินเดียและจีนกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงอีกครั้ง เมื่อ 27 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ภายหลังระงับมายาวนาน 5 ปี จากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 และความตึงเครียดตามแนวชายแดนระหว่างกัน โดยเที่ยวบินแรกที่กลับมาเปิดให้บริการ คือ สายการบิน IndiGo ของอินเดีย เที่ยวบินที่ 6E1703 เที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทางเมืองโกลกัตตา (Kolkata) ถึงเมือง กวางโจว (Guangzhou) มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน โดยมีผู้โดยสาร 176 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของ IndiGo เปิดเผยว่า เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกมีผู้โดยสารเต็มความจุ แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับเส้นทางที่เพิ่งกลับมาเปิดใหม่นี้ รวมถึงเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่าสองประเทศที่กำลังฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างระมัดระวัง หลังจากความสัมพันธ์ทางการทูตเริ่มผ่อนคลายลง สาเหตุที่เที่ยวบินตรงระหว่างอินเดียและจีนถูกระงับเป็นเวลาถึง 5 ปี มีสองประการหลัก คือ 1) การระบาดของโรค COVID-19 โดยเที่ยวบินตรงระหว่างทั้งสองประเทศถูกระงับเป็นครั้งแรกในช่วงต้นปี 2563 เพื่อเป็นมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว และ 2) ความตึงเครียดตามแนวชายแดน ที่แม้สถานการณ์โรคระบาดคลี่คลายลงในหลายพื้นที่แต่การระงับเที่ยวบินก็ยังคงดำเนินต่อไปเนื่องจาก ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ตึงเครียดระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างที่ หุบเขากัลวาน…

มุมมองนานาชาติต่อการประชุมสุดยอดอาเซียน 2025

  มาเลเซียประสบความสำเร็จในการเป็นประธานจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ประจำปี 2568 ระหว่าง 26-28 ตุลาคม 2568 และเตรียมส่งต่อให้ฟิลิปปินส์เป็นประธานสานต่อความร่วมมือและความสัมพันธ์ในกรอบอาเซียนต่อไปในปี 2569  การแสดงบทบาทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการประชุมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในปี 2568 ได้รับความสนใจจากต่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจากประธานิบดีทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนเป็นครั้งแรกหลังจากรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 และกำลังอยู่ระหว่างความขัดแย้งทางการค้ากับจีน การประชุมครั้งนี้ยังมีขึ้นในห้วงที่สมาชิกอาเซียนเผชิญเหตุการณ์ความท้าทายด้านความมั่นคงหลายประการ ทั้งที่เป็นประเด็นต่อเนื่องจากปีอื่น ๆ และประเด็นใหม่ ได้แก่ ความรุนแรงทางการเมืองในเมียนมา ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ และสถานการณ์ปะทะทางทหารบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นที่เรื่องที่ทั่วโลกติดตามให้ความสนใจเพราะอาจส่งผลต่อความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุมมองของสื่อต่างประเทศต่ออาเซียนในปี 2568 ส่วนใหญ่เห็นว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนยังคงเป็นเวทีหารือระหว่างผู้นำต่างชาติที่มีผลประโยชน์แห่งชาติต่างกัน แต่สามารถไปพบกันเพื่อแสดงจุดยืนเกี่ยวกับนโยบายและมุมมองต่อการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคต่อไป นอกจากนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียนยังเป็นโอกาสให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ หารือกันแบบทวิภาคี และเจรจาต่อรองเรื่องสำคัญได้ สำหรับ “ผลลัพธ์” ที่เป็นความสำเร็จของอาเซียนในมุมมองของต่างประเทศปีนี้ มีอย่างน้อย 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1) การรับติมอร์-เลสเตเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ เท่ากับเปิดโอกาสความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจมากขึ้น 2) การลงนามในถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาเพื่อกำหนดแนวทางจัดการความขัดแย้ง หรือ Kuala Lumpur…

การประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 20

มาเลเซียเป็นประธานจัดการประชุมพหุภาคีในกรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก หรือ East Asia Summit (EAS) ครั้งที่ 20 เมื่อ 27 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นโอกาสในห้วงเดียวกันกับที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 และประเทศคู่เจรจา ทำให้การประชุม EAS มีผู้นำต่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก รวมทั้งผู้แทนระดับสูงจากบราซิล ในฐานะประธานกลุ่ม BRICS และผู้นำแอฟริกาใต้ ในฐานะประธานกลุ่มความร่วมมือ G20 ด้วย การประชุม EAS ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้รับมือกับภัยคุกคามได้ ตลอดจนยืนยันเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตแบบยั่งยืน ผลการประชุมที่สำคัญ คือ ผู้นำประเทศสมาชิก EAS จำนวน 19 ประเทศ ได้แก่ สมาชิกอาเซียน 11 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และรัสเซีย เห็นพ้องว่าจะใช้กรอบความร่วมมือ EAS เป็นกลไกหารือระดับผู้นำเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเมือง และยุทธศาสตร์ระหว่างกันต่อไป โดยยึดหลักผลประโยชน์ร่วม ตลอดจนแก้ไขปัญหาท้าทายร่วมกัน…

นานาชาติร่วมแสดงความอาลัยพระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

องค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลต่างชาติ ร่วมแสดงความอาลัยพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อ 25 ตุลาคม 2568 ขณะที่สื่อมวลชนต่างประเทศติดตามรายงานกำหนดการพระราชพิธี  โดยองค์กรสหประชาชาติ (UN) แสดงความอาลัยด้วยการเผยแพร่ข้อความจากนาง Michaela Friberg-Storey ผู้แทนของสหประชาชาติประจำไทย แสดงความอาลัยถวายแต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมแถลงการณ์ยกย่องพระราชกรณียกิจของพระองค์ โดยเฉพาะด้านการเสริมสร้างสวัสดิการสังคม ช่วยเหลือประชาชนในชนทบท อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และเชื่อว่าพระราชกรณียกิจของพระองค์จะยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวไทยรุ่นใหม่ต่อไป สถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศที่ประจำการในไทย ต่างเผยแพร่ข้อความแสดงความอาลัยและยกย่องพระราชกรณียกิจ นอกจากนี้ ผู้นำต่างประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทย เช่น สมาชิกอาเซียน ภูฏาน จีน อินเดียสหรัฐฯ และฝรั่งเศส มีถ้อยแถลงร่วมถวายความอาลัย และกล่าวถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สื่อต่างประเทศรายงานเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวตามข้อเท็จจริง พระราชกรณียกิจที่โดดเด่นโดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์ศิลปะและผ้าไทย บทบาทในการส่งเสริมพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นอกจากนี้ สื่อต่างประเทศนำเสนอประเด็นการเตรียมความพร้อมพระราชพิธี เฉพาะอย่างยิ่งสื่อญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร รายงานประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเผยแพร่บทสัมภาษณ์เกี่ยวกับความรู้สึกของประชาชนไทยที่ไปร่วมพระราชพิธีเมื่อ 26 ตุลาคม 2568 การแสดงความอาลัยด้วยการสวมชุดขาว-ดำ การปรับรูปแบบกิจกรรมที่มีบรรยากาศรื่นเริงเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ การดำเนินพระราชพิธี โดยยังคงให้ความสำคัญกับกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการที่ประชาชนไทยจะรำลึกถึงพระองค์เนื่องจากมีโครงการในพระราชดำริที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก เช่น โครงการช่วยเหลือและพัฒนาอาชีพประชาชนในพื้นที่ชนบท…

ติมอร์-เลสเต เข้าร่วมเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ

ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) ประเทศที่อายุน้อยที่สุดในเอเชีย บรรลุเป้าหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้วยการเข้าร่วมเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 ของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือASEAN อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 การรับรองสมาชิกภาพของติมอร์-เลสเตมีขึ้นในระหว่างพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 47 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ประธานาธิบดีโฮเซ รามอส-ฮอร์ตา และซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต ร่วมกับผู้นำอาเซียนอีก 10 ประเทศ ลงนามปฏิญญาว่าด้วยการรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน (Declaration on the Admission of Timor-Leste into ASEAN) นับเป็นการขยายสมาชิกครั้งแรกในรอบ 26 ปีของประชาคมอาเซียน ติมอร์-เลสเต มีความปรารถนาทางยุทธศาสตร์ที่ต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียน ตั้งแต่ได้รับเอกราชเมื่อปี 2545 โดยยื่นใบสมัครเข้าร่วมอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2554 และใช้เวลาถึง 14 ปีในการดำเนินการ ซึ่งเมื่อปี 2565 ประธานอาเซียน (ณ ขณะนั้น) เห็นชอบในหลักการที่จะรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 11…

มาเลเซียเสนอ 3 ข้อริเริ่มใหม่ในกรอบอาเซียน ให้ความสำคัญกับอนาคต

สื่อมาเลเซียเมื่อ 25 ตุลาคม 2568 รายงานการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลมาเลเซียในการเป็นประธานและเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยระบุว่ารัฐบาลมาเลเซียประกาศข้อริเริ่มและโครงการใหม่ 3 ประเด็นภายใต้ความร่วมมือในกรอบอาเซียน เพื่อให้เป็นผลงานสำคัญของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปี 2568 ได้แก่ 1) การตั้งศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด (MSME Excellence Centre for Green Transition in Asean) หรือข้อริเริ่ม MEGA 2) การจัดทำรายงานประเมินอนาคตของอาเซียนปี 2578 ประเด็นระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของอาเซียน และ 3) การจัดทำรายงานประมวลสถานการณ์อาเซียนในปี 2568 เพื่อร่วมกันกำหนดกรอบอนาคตเพื่อความยั่งยืนและครอบคลุม หรือ Inclusivity and Sustainability ซึ่งเป็น keyword หรือคำสำคัญที่มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนพยายามเน้นย้ำให้เป็นทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกอาเซียนต่อไป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียคาดหวังว่าทั้ง 3 ข้อริเริ่มดังกล่าวจะเป็นผลงานสำคัญของมาเลเซียที่ส่งผลดีต่อทิศทางความร่วมมือระหว่างสมาชิกอาเซียน รวมทั้งความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาอื่น ๆ ต่อไป เพราะเป็นความริเริ่มที่จะสะท้อนวิสัยทัศน์และมุมมองของอาเซียน เสริมสร้างความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว และเตรียมพร้อมให้สมาชิกอาเซียนสามารถปรับตัวร่วมกันได้ในบริบทความมั่นคงโลกที่เปลี่ยนแปลง มาเลเซียมีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์ข้อริเริ่ม MEGA มากที่สุด…

สหภาพยุโรปจะให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ยูเครนต่อไป

สหภาพยุโรป (EU) เมื่อ 24 ตุลาคม 2568 จัดการประชุมสุดยอด หรือ EU Summit ที่กรุงบรัสเซลล์ เบลเยียม เพื่อกำหนดแนวทางการสนับสนุนด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการทหารแก่ยูเครน โดยมีมติร่วมกันว่า สหภาพยุโรปจะให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการเงินแก่ยูเครนต่อไปอีก 2 ปี แต่จะชะลอมาตรการอายัดทรัพย์สินของรัสเซียในยุโรปไว้ก่อน เนื่องจากวิตกว่าการอายัดทรัพย์สินรัสเซียที่ปัจจุบันอยู่ในเบลเยียม มูลค่ามากกว่า 140,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 163,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 86 ของทรัพย์สินของรัสเซียในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มแรงกดดันในตอนนี้ อาจส่งผลเสียต่อบรรยากาศด้านความมั่นคงทางการเงินในภูมิภาค ก่อนหน้านี้ หลายประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและเนโตเสนอให้มีการอายัดทรัพย์สินของรัสเซียในยุโรปเพื่อใช้ในการช่วยเหลือฟื้นฟูยูเครนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม หรือที่เรียกว่าเป็น reparations loan หรือหลักประกันจากค่าปฏิกรรมสงคราม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเบลเยียมวิตกว่าการอายัดทรัพย์สินของรัสเซียจะส่งผลให้รัสเซียไม่พอใจและตอบโต้ด้วยมาตรการทางกฎหมายและการเงินเพิ่มเติม ที่จะเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของยุโรป จึงเห็นพ้องกับสมาชิก EU ที่เสนอให้เลื่อนการพิจารณามาตรการดังกล่าวออกไปทบทวนอีกครั้งใน ธันวาคม 2568 สาเหตุที่ทำให้รัฐบาลเบลเยียมวิตกกังวลเกี่ยวกับการอายัดทรัพย์สินของรัสเซียเพื่อไปช่วยเหลือฟื้นฟูยูเครน เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่นั้นอยู่ในสถาบันการเงิน Euroclear ของเบลเยียม ดังนั้น การดำเนินการต่อทรัพย์สินของรัสเซียอาจส่งผลกระทบต่อสถานะความมั่นคงทางการเงินของสถาบันดังกล่าว และทำให้ต้องมีการสืบสวนกิจการของ Euroclear นอกจากนี้ รัฐบาลเบลเยียมยังไม่มั่นใจกรอบกฎหมายที่จะใช้ในการตรวจสอบและดำเนินการประเด็นดังกล่าว เนื่องจากคณะกรรมาธิการยุโรปยังไม่มีข้อตกลงเรื่องนี้ที่ชัดเจน…

การคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียของสหรัฐฯ ไม่มีผลต่อรัสเซียให้ยุติสงครามกับยูเครน

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 22 ตุลาคม 2568 ประกาศคว่ำบาตรบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ 2 แห่ง ของรัสเซีย ได้แก่ บริษัท Rosneft และบริษัท Lukoil เพื่อกดดันรัสเซียให้เข้าร่วมการเจรจาหยุดยิงและหารือเรื่องความมั่นคงในยูเครน ตามที่ผู้นำสหรัฐฯ เสนอ  ประธานาธิบดีทรัมป์คาดหวังว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรนี้เพียงระยะสั้น ๆ เพราะต่อจากนี้รัสเซียจะต้องได้รับผลกระทบอย่างมาก และยอมทบทวนข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ต้องการยุติสงครามในยูเครน และสร้างความมั่นคงระหว่างกัน สื่อต่างประเทศให้ความสนใจมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีทรัมป์ในรัฐบาลทรัมป์ 2.0 คว่ำบาตรรัสเซียโดยตรง และเป็นท่าทีที่มีขึ้นพร้อมกับการส่งสัญญาณว่าผู้นำสหรัฐฯ จะยังไม่มีกำหนดการพบหารือโดยตรงกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียในเร็ว ๆ นี้ แม้ว่าที่ผ่านมา ทั้ง 2 ผู้นำประเทศมหาอำนาจนี้จะมีช่องทางสื่อสารกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ได้พบหารือทวิภาคีกันไปที่รัฐอะแลสกา เมื่อ สิงหาคม 2568 รวมทั้งมีข่าวสารว่าทั้ง 2 ฝ่ายอาจพบกันที่กรุงบูดาเปส ฮังการี ในช่วงต้น พฤศจิกายน 2568 ด้วย แต่ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีไม่พอใจผู้นำรัสเซีย เพราะไม่ยอมตอบรับแผนสันติภาพ จึงให้ความเห็นกับสื่อมวลชนว่าไม่ต้องการพบหารือ กรณีสหรัฐฯ…

ลาว เวียดนาม และกัมพูชา : ความแนบแน่นด้านการทหารระหว่างกัน

ในช่วงตุลาคม 2568 ได้เห็นความใกล้ชิดและแนบแน่นในด้านการทหารของประเทศในอินโดจีน 3 ประเทศ ได้แก่ ลาว เวียดนาม และกัมพูชา จากที่ได้มีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหม 3 ฝ่าย หรือ Cambodia–Laos–Vietnam (CLV) Defense Ministers’ Meeting  เป็นเวลา 4 วัน (13-16 ตุลาคม 2568) ที่เวียงจันทน์ ลาว เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการทหารและเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้น รวมทั้งเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งทั้ง 3 ประเทศก็มีความสัมพันธ์ด้านการทหารระดับสองฝ่ายที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ในการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 3 ประเทศ นอกจากย้ำความร่วมมือระหว่างกันแล้ว ได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นไม่ให้กองกำลังของศัตรูใช้ประเทศของตนในการรุกรานผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน รวมทั้งเพิ่มการบริการการจัดการชายแดน และรับมือกับภัยคุกคามนอกรูปแบบ เช่น การแพร่ระบาดของโรคร้ายแรง การค้นหาและช่วยเหลือ การต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูล และฝึกร่วมกัน พร้อมกับให้ความสำคัญต่อการศึกษาและตระหนักรู้ของประชาชน และทหาร เฉพาะอย่างยิ่งต่อคนรุ่นใหม่ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทั้ง 3 ประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 3 ประเทศได้มีการแลกเปลี่ยนข่าวสาร และการฝึกร่วมระหว่างกัน…