สหรัฐฯ ปลดเจ้าหน้าที่ประจำกระทรวงการต่างประเทศจำนวนมาก

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 12 กรกฎาคม 2568 ประกาศปลดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำกระทรวงการต่างประเทศ 1,350 ตำแหน่ง ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลและปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานราชการให้ทันสมัยและคล่องตัว ความเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายการทูตและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ ได้แก่ เจ้าหน้าที่พลเรือนชาวอเมริกันจำนวน 1,107 คน และชาวต่างชาติที่ทำงานกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จำรวน 246 คน ทั้งหมดคือเจ้าหน้าที่ที่ประจำการอยู่ในสหรัฐฯ ด้านเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศรู้สึกเสียใจที่เพื่อนร่วมงานจำนวนมากต้องถูกปลดจากตำแหน่ง ทั้งที่ยังมีความต้องการทำงานเพื่อชาติ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่และพนักงานที่ถูกปลดจากตำแหน่งได้รับแจ้งคำสั่งผ่านอีเมลล่วงหน้า มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนแนวคิดอนุรักษ์นิยม อนุญาตให้ผู้นำสหรัฐฯ ใช้คำสั่งปฏิรูประบบราชการได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คำสั่งดังกล่าวถูกระงับไว้เพราะอาจส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันจำนวนมาก ปัจจุบัน ชาวอเมริกันบางส่วนวิตกว่าเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่น ๆ อาจได้รับผลกระทบตามมาเร็ว ๆ นี้ ด้านนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่าปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นมากเกินไป และอาจพิจารณาปรับลดจำนวนเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งที่ไม่จำเป็นได้ร้อยละ 15 และจะมีประกาศแจ้งการปลดตำแหน่งเพิ่มเติมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงาน American Foreign Service Association (AFSA) ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้และมีถ้อยแถลงประณามการปลดเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ…

กัมพูชาประกาศเปิดให้บริการท่าอากาศยานนานาชาติแห่งใหม่ในต้นกันยายน 2568

  สำนักงานเลขาธิการการบินพลเรือนกัมพูชา (State Secretariat of Civil Aviation-SSCA) ประกาศเมื่อ 9 กรกฎาคม 2568 ว่า กัมพูชาเตรียมเปิดใช้งานท่าอากาศยานนานาชาติเตโช-ตาเขมา ในจังหวัดกันดาล (ท่าอากาศยานนานาชาติแห่งใหม่ของกัมพูชา) ใน 9 กันยายน 2568 โดยพร้อมให้บริการเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศทุกเส้นทาง ปัจจุบันการก่อสร้างด้านโครงสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการด้านเอกสาร อบรมพนักงาน และดูแลความสะอาดเรียบร้อยภายในอาคารท่าอากาศยาน สำหรับพิธีเปิดอย่างเป็นทางการมีกำหนดจัดขึ้นใน 20 ตุลาคม 2568 โดยมีสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นประธาน ท่าอากาศยานนานาชาติเตโช-ตาเขมา ตั้งอยู่ที่เมืองตาเขมา จังหวัดกันดาล (ห่างจากราชธานีพนมเปญไปทางทิศใต้ประมาณ 30-40 กิโลเมตร) โดยจะเปิดให้บริการแทนที่ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญ ในราชธานีพนมเปญ ที่จะปิดให้บริการ ครอบคลุมพื้นที่ 16,250 ไร่ เป็นท่าอากาศยานประเภท 4F ตามองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization – ICAO) สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ เช่น…

ลาวปฏิเสธข่าวสารส่งกองกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน

สื่อมวลชนลาว รายงานเมื่อ 10 กรกฎาคม 2568 ว่า ลาวปฏิเสธข่าวสารกรณีสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง ระบุว่า ลาวเตรียมส่งทหารเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน พร้อมว่ากองกำลังที่เข้าร่วมจะได้รับเงินชดเชย และสัญชาติรัสเซีย โดยทางการลาวยืนยันว่า ข่าวสารดังกล่าวไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง เป็นข่าวปลอม โดยเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและบิดเบือนความจริงโดยเจตนา ที่มุ่งสร้างความเข้าใจผิดให้ลาวต่อประชาคมโลก และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างลาวกับชาติพันธมิตร ก่อนหน้านี้ เมื่อ 5 กรกฎาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวของยูเครน รวมถึงสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง รายงานอ้างข่าวกรองทางทหารของยูเครน (Defense Intelligence of Ukraine) ที่ประเมินว่า ลาวอาจสนับสนุนทหารช่าง 50 นาย เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการเก็บกู้ทุนระเบิดในแคว้นคุสด์ รัสเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดย อ้างภารกิจด้านมนุษยธรรม  เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่รัสเซียส่งมอบยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์สำหรับป้องกันประเทศให้แก่ลาว นอกเหนือจากนี้ ยังรายงานว่า ลาวเสนอช่วยรัสเซียด้วยการออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อพักฟื้นสำหรับทหารรัสเซียที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำให้ลาวจะเหมือนกับเกาหลีเหนือที่ส่งทหารและเสนอที่พักพิงให้ทหารที่บาดเจ็บ ลาวยังระบุเพิ่มเติมว่า ข่าวสารดังกล่าวเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากที่ผ่านมาลาวและรัสเซีย มีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีระหว่างกัน และแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำระดับสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า ลาวไม่เปลี่ยนแปลงต่อนโยบายต่างประเทศที่ยึดมั่นในสันติภาพ เอกราช มิตรภาพ และความร่วมมือ และย้ำว่าประเทศไม่มีนโยบายหรือเจตนาใด ๆ ที่จะส่งกำลังพลทางทหารหรือพลเมืองของตนเข้าไปแทรกแซงความขัดแย้งภายในของประเทศอื่น…

ประเทศในเอเชียผิดหวังกับนโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ต่อประเทศคู่ค้าจำนวน 23 ประเทศ เมื่อ 7 กรกฎาคม 2568 ทำให้ประเทศในเอเชียจำนวนมากไม่พอใจแนวนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ เพราะมีประเทศในเอเชีย 14 ประเทศได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว รวมทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พันธมิตรด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ และพยายามเจรจากับสหรัฐฯ มาโดยตลอด เพื่อต่อรองให้ลดอัตราภาษีตอบโต้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเน้นย้ำว่า มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ เฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเสียดุลการค้ากับต่างประเทศ โดยจะมีผลบังคับใช้ใน 1 สิงหาคม 2568 แต่ละประเทศเผชิญอัตราภาษีตอบโต้ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังจะไม่ยุติการใช้มาตรการภาษีกดดันประเทศคู่ค้า โดยเมื่อ 10 กรกฎาคม 2568 ประกาศจะใช้อัตราภาษีตอบโต้สินค้าจากแคนาดาร้อยละ 35 และพร้อมจะเพิ่มอัตราภาษีต่อประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ด้วย ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และแคนาดากำลังเจรจากันเรื่องนโยบายการค้าและการลงทุน โดยคาดว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ใน 21 กรกฎาคม 2568 ดังนั้น การขู่ขึ้นภาษีร้อยละ 35 น่าจะเพื่อกดดันแคนาดาที่เป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ให้ยอมรับข้อเสนอและเงื่อนไขของสหรัฐฯ มากขึ้น ประเทศที่จะเผชิญอัตราภาษีตอบโต้ใน 1 สิงหาคม 2568 เรียงจากอัตรามากไปน้อย ได้แก่ สปป.ลาว…

รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ – จีน จะพบกันในการประชุมอาเซียน

นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และนายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนจะพบหารือกันใน 11 กรกฎาคม 2568 นอกรอบการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครั้งที่ 58 ของอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยเป็นการพบกันครั้งสำคัญเพราะอยู่ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีประเด็นขัดแย้งและแตกต่างกันหลายเรื่อง ทั้งนโยบายภาษีตอบโต้ การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายเป้นผู้แทนระดับสูงที่จะพบกัน ตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์รับตำแหน่งเมื่อมกราคม 2568 เมื่อ 10 กรกฎาคม 2568 นายหวังอี้ เปิดเผยประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายอาจหารือกัน คือ ความท้าทายจากนโยบายภาษีตอบโต้ฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ซึ่งจีนมีมุมมองว่านโยบายดังกล่าวควรจะยุติธรรมและสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น ตลอดจนเป็นผลดีต่อระเบียบโลก นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าสหรัฐฯ กับจีนจะหารือกันเพื่อแสดงจุดยืนเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในช่องแคนไต้หวัน และความกังวลของสหรัฐฯ ต่อกรณีจีนสนับสนุนรัสเซียทำสงครามในยูเครนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐฯ กังวลว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียและยูเครน ด้านนายรูบิโอคาดหวังว่าจะได้หารืออย่างตรงไปตรงมากับผู้แทนระดับสูงของจีน และมุ่งมั่นว่าจะใช้โอกาสการเยือนมาเลเซียครั้งนี้ ย้ำให้อาเซียนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการกระชับความร่วมมืออย่างรอบด้านตามยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกที่เปิดกว้าง เสรีและมั่นคง และพร้อมจะมีบทบาทสร้างสันติภาพในภูมิภาค คาดว่านายรูบิโอจะเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง การส่งเสริมบทบาทของสหรัฐฯ ในทะเลจีนใต้ และการส่งเสริมกลไกกลุ่ม…

กลุ่ม OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตใน ส.ค.68

  กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันของโลก หรือ OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบีย ยืนยันเมื่อ 7 กรกฎาคม 2568 ว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในสิงหาคม 2568 เป็นวันละ 548,000 บาร์เรล เพื่อตอบสนองความต้องการตลาดโลกในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นห้วงที่สมาชิกกลุ่ม OPEC+ ประเมินว่าจะมีการใช้พลังงานมากขึ้น ท่าทีของกลุ่ม OPEC+ ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนไม่ได้คาดการณ์ว่ากลุ่ม OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตมากในระดับนี้ และอาจส่งทำให้เกิดปัญหา oversupply หรือสภาวะน้ำมันล้นตลาด โดยเฉพาะหลังช่วงฤดูร้อน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่าท่าทีของกลุ่ม OPEC+ สอดคล้องกับความต้องการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ราคาน้ำมันโลกลดลง เพื่อพยุงสภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่สหรัฐฯ จะเริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้ใน 1 สิงหาคม 2568 นโยบายผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC+ มีความสำคัญต่อทิศทางราคาพลังงานโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบและผันผวนอย่างมากจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย แม้ว่าปัจจุบันอิหร่านกับอิสราเอลจะยังไม่ขยายขอบเขตสงคราม และไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก แต่สถานการณ์ความมั่นคงยังไม่แน่นอน ทำให้นานาชาติวิตกว่าราคาน้ำมันที่ผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งนอกจากจะมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศแล้ว ยังมีนโยบายภาษีสหรัฐฯ ที่จะสร้างอุปสรรคในการค้าระหว่างประเทศด้วย ในช่วงพฤษภาคม-กรกฎาคม 2568 กลุ่ม…

ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีอีกร้อยละ 10 ต่อประเทศที่ร่วมมือกับ BRICS

ทั่วโลกจับตานโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เตรียมจะประกาศอัตราที่แน่นอนใน 9 กรกฎาคม 2568 และจะเริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้ใน 1 สิงหาคม 2568 โดยปัจจุบันไม่เปิดให้มีการเจรจาแล้ว ทั้งนี้ นานาชาติก็ยังวิตกกับท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่แข็งกร้าวและล่าสุดเมื่อ 7 กรกฎาคม 2568 โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social ว่าจะขึ้นภาษีเพิ่มอีกร้อยละ 10 ต่อประเทศที่ร่วมมือกับกลุ่ม BRICS เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์เชื่อว่าเป็นการรวมกลุ่มของประเทศที่มีแนวคิดต่อต้านนโยบายของสหรัฐฯ ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์มีขึ้นหลังจากกลุ่ม BRICS จัดการประชุมสุดยอดที่เมืองริโอเดจาเนโร บราซิลเมื่อ 6-7 กรกฎาคม 2568 และมีถ้อยแถลงวิจารณ์นโยบายภาษีตอบโต้ของผู้นำสหรัฐฯ เชิงลบ ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่พอใจและตอบโต้ สำหรับสมาชิกกลุ่ม BRICS ดั้งเดิม ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ จากนั้นมีการเพิ่มสมาชิกอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ได้แก่ อียิปต์ เอธิโอเปีย อินโดนีเซีย อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ ยังมีประเทศหุ้นส่วน 10 ประเทศ…

จับตามองการประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS ในกรกฎาคม 2568

  การประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS (บราซิล  รัสเซีย  อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) ปี 2568 ที่เมืองริโอเดจาเนโร บราซิล ระหว่าง 6-7 กรกฎาคม 2568 นี้ น่าจับตามองอย่างมาก เนื่องจากผู้นำของประเทศมหาอำนาจในกลุ่ม BRICS ที่เป็นสมาชิกก่อตั้งของกลุ่มถึงสองประเทศจะไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ คือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยมีเหตุผลแตกต่างกัน  ทั้งนี้ อาจต้องจับตามองว่า การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศไม่ได้เข้าร่วมประชุม จะส่งผลต่อความโดดเด่นของ BRICS ในเวทีโลกหรือไม่ เพราะเป็นที่รับรู้กันว่ากลุ่ม BRICS ตั้งขึ้นมาเพื่อคานอิทธิพลของกลุ่มประเทศตะวันตก เหตุผลที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS ได้ตามที่สื่อของจีนรายงาน ได้แก่ ผู้นำจีนมีกำหนดการอื่นในช่วงดังกล่าว  และในช่วงไม่ถึง 1 ปี ผู้นำจีนได้พบกับประธานาธิบดี Luiz Inacio Lula da Silva ของบราซิล…

สิงคโปร์-กัมพูชามุ่งกระชับความร่วมมือฉลองครบรอบ 60 ปี สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

  นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อ 2 กรกฎาคม 2568 เพื่อพบหารือทวิภาคีกับสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของ การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน  การเยือนครั้งนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่ จะเสริมสร้างความร่วมมือในหลากหลายสาขา ได้แก่ ด้านพลังงานหมุนเวียน ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันเพื่อพัฒนาพลังงานสะอาด โดยสิงคโปร์มีแผนที่จะนำเข้าพลังงานสะอาด 1 กิกะวัตต์ (GW) จากกัมพูชา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)” ที่จะเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของสมาชิกอาเซียนและเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนภายในปี 2588 โดยบริษัท Keppel ของสิงคโปร์ได้ลงนามข้อตกลงกับ Royal Group Power ของกัมพูชาเพื่อนำเข้าไฟฟ้าคาร์บอนต่ำระยะยาวไปแล้ว ส่วนตลาดคาร์บอน ทั้งสองประเทศกำลังพัฒนาข้อตกลงการดำเนินการร่วมกันเพื่อส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยระดมทุนสำหรับโครงการพลังงานสะอาด ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนชนบท และช่วยให้ทั้งสองประเทศบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net-Zero Goals) ด้านการค้าสินค้าเกษตร กัมพูชาเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ และสิงคโปร์พึ่งพาการนำเข้าอาหารเกือบทั้งหมด ทั้งสองฝ่ายจึงจะเพิ่มความร่วมมือในด้านนี้ เพื่อช่วยให้สิงคโปร์สามารถกระจายแหล่งนำเข้าอาหารได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองประเทศ ด้านการค้าและการลงทุน…

ทหารลาวจะเป็นครูอาสาสมัครเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครู

  กระทรวงป้องกันประเทศลาว (เทียบเท่ากระทรวงกลาโหม) ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการและกีฬาลาว ประกาศเมื่อ 29 มิถุนายน 2568 เตรียมคัดเลือกทหาร 2,000 นาย เพื่อส่งทำหน้าที่เป็นครูอาสาสมัคร เป้าหมายเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนครู ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลบนภูเขาและเข้าถึงได้ยากซึ่งโครงสร้างพื้นฐานยังไม่ได้รับการพัฒนา ทหารที่ได้รับคัดเลือกจะต้องผ่านการฝึกอบรมพิเศษก่อนถูกส่งไปประจำในห้องเรียน โดยทหารที่เข้าร่วมข้อริเริ่มดังกล่าวจะได้รับค่าตอบแทนและการเลื่อนยศพิเศษ ลาวเผชิญปัญหาการขาดแคลนครูที่มีคุณสมบัติเหมาะสมซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน โดยเกิดจากหลายสาเหตุ อาทิ จำนวนครูไม่เพียงพอ  เฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล เช่น เมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต มีโรงเรียนทั้งหมด 109 แห่ง มีเพียง 9 แห่งเท่านั้นที่มีครูเพียงพอ ตำแหน่งครูว่างมากกว่า 500 ตำแหน่ง ครูลาออก/เกษียณอายุ  และอัตราการรับครูใหม่ไม่สัมพันธ์กับครูที่ออกจากระบบ ขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ ปัญหาไม่ได้มีแค่จำนวนที่ขาดแคลน ครูที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก็ขาดแคลนเช่นกัน ค่าตอบแทนและสภาพการทำงานที่ไม่จูงใจ นับเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนเลือกประกอบอาชีพอื่นที่มีรายได้ดีกว่า หรือเลือกทำงานในพื้นที่ที่ดีกว่าพื้นที่ห่างไกล และปัญหาสุดท้ายที่ลาวเผชิญคือการวางแผนและการพัฒนาครูยังไม่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น ขาดการกำหนดความจำเป็นในการพัฒนาครูอย่างชัดเจน และการติดตามประเมินผลการพัฒนาครู เป็นต้น การขาดแคลนครูส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศ ทั้งคุณภาพการศึกษาที่ลดลง เมื่อครูไม่เพียงพอ หรือครูที่สอนขาดความเชี่ยวชาญในวิชานั้น ๆ (เช่น ต้องสอนข้ามวิชา) ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนการสอน…