ผู้นำสหรัฐฯ สนับสนุน นรม.ทาคาอิชิ ก่อนการเลือกตั้งในญี่ปุ่น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2569 แสดงความคิดเห็นต่อการเมืองและการเลือกตั้งญี่ปุ่น ที่จะจัดขึ้นใน 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้นำสหรัฐฯ ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์สนับสนุนนางทาคาอิชิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน พร้อมให้เหตุผลว่าเนื่องจากน นรม.ทาคาอิชิ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นผู้นำที่มีความแข็งแกร่ง ฉลาด และรักประเทศชาติ ดังนั้น ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่า นรม.ทาคาอิชิจะไม่ทำให้ชาวญี่ปุ่นผิดหวัง ทั้งนี้ นรม.ทาคาอิชิเป็นผู้นำญี่ปุ่นในช่วงที่ต้องเผชิญความท้าทายในการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่มีนโยบายภาษีตอบโต้ต่อญี่ปุ่นสูงถึงร้อยละ 25 แต่สามารถเจรจาได้ลดลงเหลือร้อยละ 15 ประธานาธิบดีทรัมป์เคยเยือนญี่ปุ่นและพบกับ นรม.ทาคาอิชิ เมื่อ ตุลาคม 2568 ระหว่างการเยือนเอเชีย ซึ่ง นรม.ญี่ปุ่นจัดการต้อนรับอย่างดีและบรรลุการเจรจาเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันต่อไปทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ที่สำคัญ คือ การลงนามในความร่วมมือด้านการสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่หายากที่เข้มแข็ง ซึ่งผู้นำทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องว่าจะเป็น “ยุคทอง” ร่วมกันของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าพร้อมจะจัดการต้อนรับ นรม.ทาคาอิชิที่มีกำหนดการเยือนสหรัฐฯ ใน 13 มีนาคม 2569 ด้วย…

รัสเซีย-ยูเครนแลกเปลี่ยนนักโทษ ยังไม่บรรลุการเจรจาสันติภาพ

รัสเซียกับยูเครนเสร็จสิ้นการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างกันรอบที่ 2 เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยยังไม่สามารถตกลงแผนการสร้างสันติภาพและยุติสงครามระหว่างกันได้ อย่างไรก็ตาม รัสเซียกับยูเครนตกลงที่จะแลกเปลี่ยนนักโทษสงครามระหว่างกันจำนวน 157 คน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด และเป็นไปตามการประสานงานของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ทั้ง 2 ประเทศใช้วิธีการทางการทูตเพื่อรักษาระดับความขัดแย้ง และคาดหวังให้ไปสู่การยุติสงคราม การแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างกันครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ ตุลาคม 2568 มีรายงานว่านักโทษชาวรัสเซียเป็นทหารทั้งหมด ด้านนักโทษชาวยูเครน มีพลเรือนจำนวน 7 คน นอกนั้นเป็นทหารยูเครน ส่วนใหญ่ถูกกองทัพรัสเซียควบคุมตัวไปเมื่อ 2565 ผู้แทนรัสเซียมีมุมมองเชิงบวกต่อขั้นตอนและกระบวนการหารือครั้งนี้ เนื่องจากเป็นโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนเงื่อนไขระหว่างกันอย่างตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม รัสเซียไม่พอใจบทบาทของยุโรปในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากขัดขวางการเจรจา และกล่าวโทษรัสเซียเชิงลบอยู่เสมอ ด้านประธานาธิบดียูเครนให้ความเห็นว่าการเจรจาเป็นขั้นตอนที่เป็นประโยชน์ แต่ยอมรับว่ายังมีหลายประเด็นที่เป็นความท้าทายและรัฐบาลยูเครนต้องเจรจาอย่างระมัดระวัง เพราะประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ คือ อธิปไตยเหนือดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครน การเจรจา 3 ฝ่ายเพื่อหาแนวทางยุติสงครามในยูเครนจะจัดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 3 มีความเป็นไปได้ที่จะจัดการเจรจาที่สหรัฐฯ แต่ยังไม่ได้กำหนดการที่ชัดเจน ทั้งนี้ สงครามรัสเซีย-ยูเครนจะครบรอบ 4 ปีใน…

สปป.ลาว-เวียดนามกระชับความร่วมมือรอบด้าน

ความสัมพันธ์ระหว่าง สปป.ลาวและเวียดนามมีแนวโน้มใกล้ชิดและแน่นแฟ้นมากขึ้นในทุกมิติ หลังจากเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และนายกรับมนตรีเวียดนาม เยือน สปป.ลาวอย่างเป็นทางการ พร้อมคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาล เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มพูนความร่วมมือทั้งด้านการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เศรษฐกิจ และการลงทุนในโครงการที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาของ 2 ประเทศ นอกจากนี้ ผู้นำระดับสูงของทั้ง 2 รัฐบาล ได้แสดงการสนับสนุนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระหว่างกัน ตลอดจนแสดงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองของพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ที่ผ่านมา สปป.ลาวและเวียดนามมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน โดยมีบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นจุดเชื่อมโยง ในครั้งนี้ ผู้แทนระดับสูงของ สปป.ลาวได้ใช้ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในอดีตเป็นรากฐานในการขยายความร่วมมือระหว่างกันต่อไปในอนาคต โดยในพิธีต้อนรับ พล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และนายกรัฐมนตรีของเวียดนามอย่างเป็นทางการนั้น นายทองลุน สีสุลิด เลขาธิการพรรคและประธานาธิบดี สปป.ลาว ย้ำว่า พรรค ภาครัฐ และภาคประชาชน สปป.ลาว จะทำทุกวิถีทางเพื่อร่วมมือกับพรรค รัฐ และประชาชนเวียดนามที่เป็นเหมือนพี่น้อง เพื่อปกป้องและเสริมสร้างมิตรภาพอันยิ่งใหญ่และความสามัคคีพิเศษที่อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ของเวียดนาม กับอดีตประธานาธิบดีไกสอน พมวิหาน รวมทั้งอดีตประธานาธิบดีสุพานุวง ได้วางรากฐานไว้ สะท้อนว่าความร่วมมือในอดีตยังคงมีผลต่อความร่วมมือระหว่างรัฐบาล สปป.ลาวและเวียดนาม ผลการเยือนครั้งนี้เป็นผลดีต่อทั้ง 2 ประเทศ โดย…

เกิดการชุมนุมคัดค้านประธานาธิบดีอิสราเอลเยือนออสเตรเลีย

ชาวออสเตรเลียจำนวนมากคัดค้านกรณีรัฐบาลเชิญและจะต้อนรับประธานาธิบดี Isaac Herzog ของอิสราเอลจะเยือนออสเตรเลียระหว่าง 8-12 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเริ่มรวมตัวกันเตรียมจัดการชุมนุมประท้วงคัดค้านเพื่อกดดันรัฐบาลให้ยกเลิกคำเชิญ เปลี่ยนท่าทีต่ออิสราเอล รวมทั้งสถานการณ์ในฉนวนกาซา โดยเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานว่า กลุ่มผู้สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในออสเตรเลีย นำโดยองค์กร Palestine Action Group เริ่มการชุมนุมแล้วตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 และวางแผนจะรวมตัวกันที่เมืองซิดนีย์ใน 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อคัดค้านการเยือนออสตรเลียของประธานาธิบดี Herzog นอกจากนี้ มีรายงานว่านักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนในออสเตรเลีย รวมทั้งสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน เรียกร้องให้รัฐบาลสั่งควบคุมตัวประธานาธิบดี Herzog เพื่อสอบสวนคดีก่ออาชญากรรมสงครามและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ รัฐบาลออสเตรเลียพยายามควบคุมการชุมนุมดังกล่าว เพราะผู้นำออสเตรเลียเชิญประธานาธิบดี Herzog ด้วยตนเอง หลังจากเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในช่วงเทศกาล Hanukkah ของชาวยิวที่หาดบอนดี เมื่อ ธันวาคม 2568 อย่างไรก็ตาม มาตรการควบคุมและสั่งห้ามการชุมนุมประท้วง รวมทั้งการขยายประกาศมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสั่งห้ามการชุมนุมประท้วงได้ ยิ่งทำให้ชาวออสเตรเลียไม่พอใจ โดยวิจารณ์ว่าการควบคุมการชุมนุมโดยสันติขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าออสเตรเลียควบคุมตัววัยรุ่นชาวออสเตรเลีย เนื่องจากสืบทราบว่าข่มขู่คุกคามผู้นำอิสราเอลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากควบคุมการชุมนุม…

ทั่วโลกกังวลกรณีข้อตกลงนิวเคลียร์สหรัฐฯ-รัสเซียจะหมดอายุ

สหประชาชาติ (UN) เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2569 แสดงความกังวลกรณีข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย หรือ New START (Strategic Arms Reduction Treaty) จะหมดอายุใน 5 กุมภาพันธ์ 2569 หากทั้ง 2 ประเทศไม่เจรจาต่ออายุข้อตกลงดังกล่าว อาจทำให้เกิดการสะสมอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อการรักษาบรรยากาศความมั่นคงและสันติภาพ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงที่โลกจะเผชิญสงครามอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งนี้ ข้อตกลง New START จัดทำขึ้นเมื่อปี 2553 สาระสำคัญคือกำหนดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียต้องลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน รวมทั้งกำหนดจำนวนการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ ปัจจุบันผู้แทนของรัสเซียระบุว่าพยายามเสนอการเจรจาทำข้อตกลงใหม่หรือต่ออายุข้อตกลงดังกล่าวกับสหรัฐฯ แล้ว โดยเสนอต่ออายุข้อตกลงออกไปอีก 12 เดือน แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่ตอบรับ ข้อตกลง New START จัดทำขึ้นเมื่อปี 2553 ในสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และอดีตประธานาธิบดี นายดมิทรี เมดเวเดฟ ซึ่งเป็นอดีตผู้นำรัสเซียที่มีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำของรัสเซียคนปัจจุบัน…

UAE เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม World Governments Summit

สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ หรือ UAE เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดรัฐบาลโลก ประจำปี 2569 หรือ World Governments Summit (WGS) ที่เมืองดูไบ ระหว่าง 3-5 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจะเป็นเวทีการประชุมระดับนานาชาติที่มีผู้แทนจากรัฐบาลประเทศทั่วโลก รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Shaping Future Governments” เพื่อเตรียมรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาที่รวดเร็วในยุคปัจจุบัน การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญ คือ การมองสู่อนาคต เพื่อค้นหาโอกาสและความท้ายที่จะเผชิญ และกำหนดแนวทางให้รัฐบาลสามารถพัฒนาประเทศต่าง ๆ ต่อไปได้ ประเด็นสำคัญในการประชุม WGS ปี 2569 ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การสร้างธรรมาภิบาลระดับโลก (global governance) การส่งเสริมสังคมและความเป็นอยู่ที่ดี การเสริมสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป และการเตรียมพร้อมกับอนาคตที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ สื่อมวลชนคาดว่าที่ประชุมจะกล่าวถึงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนผ่านไปยุคดิจิทัล และการเพิ่มขีดความสามารถของรัฐบาลต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคต UAE…

รัสเซียยกระดับการโจมตียูเครน ก่อนการเจรจา 3 ฝ่ายครั้งที่ 2

สงครามในยูเครนมีแนวโน้มตึงเครียดขึ้น หลังจากมีรายงานเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า รัสเซียยกระดับเพิ่มการโจมตียูเครนด้วยอากาศยานไร้คนขับ ทำให้อาคารบ้านเรือของประชาชน รวมทั้งแหล่งผลิตพลังงานในยูเครนเสียหายจำนวนมาก สำหรับพื้นที่เป้าหมายโจมตี ได้แก่ nipro, Kharkiv, Sumy, Zaporizhzhia และ Odesa ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเมืองสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในภาคตะวันออกของยูเครน มีรายงานว่ารัสเซียใช้โดรน 450 เครื่องและขีปนาวุธมากกว่า 70 ลูกในการโจมตีช่วงเวลากลางคืน ขณะที่ปัจจุบันสภาพอากาศในยูเครนอยู่ที่ประมาณ -20 องศาเซลเซียส การยกระดับการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีที่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่รัสเซียตกลงกับสหรัฐฯ หมดอายุเมื่อปลาย มกราคม 2569 ซึ่งก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ระบุว่ารัสเซียตกลงว่าจะไม่โจมตีแหล่งพลังงานของยูเครนในห้วงฤดูหนาว เนื่องจากการโจมตีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องเผชิญสภาพอากาศหนาวจัด เป็นการใช้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นอาวุธ อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียเปิดเผยว่าข้อตกลงกับสหรัฐฯ หมดอายุไปเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2569 แต่ยูเครนเข้าใจว่าข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้ไปถึง 6 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ ผู้นำยูเครนเรียกร้องให้สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันรัสเซียในกรณีนี้ เพราะมีมุมมองว่ารัสเซียละเมิดข้อตกลงที่ทำไว้กับสหรัฐฯ รวมทั้งวิจารณ์รัสเซียว่าไม่มีเจตนาหรือความมุ่งมั่นที่จะยุติปฏิบัติการทางทหารในยูเครน หรือต้องการสันติภาพ เพียงแต่ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น พร้อมทั้งกล่าวโทษรัสเซียว่า “ก่อการร้าย”…

มาเลเซียสกัดจับเรือบรรทุกน้ำมันผิดกฎหมาย

หน่วยยามชายฝั่งของมาเลเซียในรัฐปีนัง สกัดจับกุมเรือบรรทุกน้ำมันจำนวน 2 ลำ เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากต้องสงสัยว่าลักลอบถ่ายโอนน้ำมันผิดกฎหมายในน่านน้ำของมาเลเซีย ตั้งแต่เมื่อ 29 มกราคม 2569 จากการสกัดจับกุมดังกล่าวสามารถยึดน้ำมันได้มูลค่ามากกว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะควบคุมตัวลูกเรือสัญชาติจีน เมียนมา อิหร่าน ปากีสถาน และอินเดียได้จำนวนรวม 53 คน ส่วนเรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าวมีมูลค่ารวมประมาณ 182 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซียจะสอบสวนลูกเรือและขยายผลต่อไป โดยเบื้องต้นดำเนินคดีภายใต้กฎหมายการเดินเรือพาณิชย์ เนื่องจากมีการขนถ่ายสินค้าระหว่างเรือสองลำกลางทะเลโดยไม่ได้รับอนุญาต หลบเลี่ยงการตรวจสอบ และผิดกฎหมาย ปฏิบัติการสกัดจับดังกล่าวสะท้อนว่าหน่วยยามชายฝั่งของมาเลเซียให้ความสำคัญกับการเข้มงวดตรวจสอบและลาดตระเวนในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังการกระทำที่ผิดกฎหมายในน่านน้ำมาเลเซีย ทั้งนี้ มาเลเซียให้ความสำคัญกับการปกป้องความมั่นคงทางทะเล ซึ่งครอบคลุมถึงการปฏิบัติการลาดตระเวนร่วมกับนานาชาติเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มอาชญการรมข้ามชาติจะไม่ใช้น่านน้ำมาเลเซียในการก่อเหตุหรือใช้ประโยชน์ ทั้งขบวนการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามาติอื่น ๆ เฉพาะอย่างยิ่งน่านน้ำบริเวณรัฐปีนัง รัฐปีนังของมาเลเซียเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทะเลที่สำคัญของมาเลเซีย เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลทั้งในมิติเศรษฐกิจและความปลอดภัย เนื่องจากที่ผ่านมามีรายงานการลักลอบขนส่งน้ำมันดิบผ่านน่านน้ำดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของช่องแคบมะละกาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มาเลเซียมีความร่วมมือกับหลายประเทศ รวมทั้งไทย เพื่อป้องกันการก่ออาชญากรรมในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียมีเป้าหมายพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศด้วย

อิหร่าน-สหรัฐฯ จะเจรจาประเด็นความมั่นคงทางนิวเคลียร์

บรรยากาศความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ ผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายส่งสัญญาณว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเจรจากันเกี่ยวกับความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ล่าสุด สื่อมวลชนต่างประเทศคาดว่าผู้แทนจากอิหร่านและสหรัฐฯ จะเดินทางไปพบปะหารือกันที่ตุรกี ใน 6 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ อิหร่านจะส่งนายอับบาส อะราคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปพบกับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาและบุตรเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยจะมีผู้แทนจากตุรกี กาตาร์ อียิปต์ และโอมาน สนับสนุนและประสานงานเพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจาหาแนวทางลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาค อย่างไรก็ดี มีรายงานเช่นกันว่าอาจมีการย้ายการประชุมจากตุรกีไปโอมาน ที่ผ่านมา ทั้ง 4 ประเทศพยายามแสดงบทบาทด้านการประสานงานและเป็นตัวกลางผลักดันให้เกิดการเจรจามาโดยตลอด เพราะไม่ต้องการให้ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลเสียต่อบรรยากาศด้านความมั่นคงปลอดภัยของภูมิภาคตะวันออกกลาง และนอกจากทั้ง 4 ประเทศข้างต้น มีรายงานว่าอิหร่านหารือกับซาอุดีอาระเบียในประเด็นการเจรจากับสหรัฐฯ ด้วย สะท้อนว่าประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางร่วมมือกันอยู่เบื้องหลังเพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค ประเด็นสำคัญที่อิหร่านกับสหรัฐฯ จะเจรจากัน คือ โครงการพัฒนานิวเคลียร์ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวที่อิหร่านจะยอมหารือกับสหรัฐฯ เพื่อตกลงเงื่อนไขต่าง ๆ ร่วมกัน แต่ยังคงยืนยันไม่เจราจาเรื่องการพัฒนาขีปนาวุธหรือประเด็นความมั่นคงอื่น ๆ ของอิหร่าน ที่ผ่านมา…

สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดีย ลดอัตราภาษีตอบโต้เหลือร้อยละ 18

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เปิดเผยว่าบรรลุการเจรจาข้อตลงลงการค้ากับอินเดีย หลังจากสนทนาทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิของอินเดียแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากอินเดียที่อัตราร้อยละ 18 จากเดิมที่กำหนดไว้ร้อยละ 50 แลกเปลี่ยนกับการที่อินเดียจะต้องยกเลิกการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย รวมทั้งจะต้องสั่งซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ แทน พร้อมประกาศด้วยว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ทันที ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่าผู้นำสหรัฐฯ จะขายน้ำมันที่ได้จากการบริหารจัดการแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลาให้อินเดีย นอกจากนี้ อินเดียจะต้องซื้อผลผลิตด้านเกษตรกรรม และเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ มูลค่ารวมมากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นายกรัฐมนตรีโมดิของอินเดียใช้สื่อสังคมออนไลน์ตอบรับข้อเสนอและประกาศเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าดังกล่าว โดยกล่าวขอบคุณผู้นำสหรัฐฯ ที่พิจารณาลดอัตราภาษีตอบโต้ให้ และมีมุมมองว่าการลดอัตราภาษีจะช่วยให้อินเดียกลับเข้าไปแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างดี เพราะเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับที่สหรัฐฯ ใช้กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำอินเดียมีท่าทีสอดคล้องกันเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว แต่สื่อมวลชนมีมุมมองว่าข้อตกลงครั้งนี้ยังไม่ชัดเจน เพราะไม่มีการลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร และผู้นำอินเดียยังไม่ให้ความเห็นเรื่องการซื้อน้ำมัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศมหาอำนาจทั่วโลกจับตามอง เนื่องจากที่ผ่านมา อินเดียไม่สนใจมาตรการคว่ำบาตรของประเทศตะวันตกต่อรัสเซีย และเป็นผู้ซื้อน้ำมันจากรัสเซียรายใหญ่ พร้อมกันนี้ สื่อมวลชนจีนตั้งข้อสังเกตว่าประธานาธิบดีทรัมป์พยายามโน้มน้าวและกดดันอินเดียให้ยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซียมาโดยตลอด แต่ไม่สำเร็จ เพราะรัฐบาลอินเดียถือว่าการซื้อน้ำมันจากรัสเซียเป็นผลประโยชน์และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ดังนั้น จึงต้องติดตามนโยบายของอินเดียอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะบริหารการค้าพลังงานกับรัสเซียต่อไปอย่างไร เพื่อให้สมดุลกับการรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ คาดว่าอินเดียกับสหรัฐฯ จะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวมากขึ้น หลังจากนาย Subrahmanyam Jaishankar รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดียเยือนสหรัฐฯ…