ผู้นำสหราชอาณาจักรเห็นต่างกับผู้ชุมนุม Unite the Kingdom

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักรเมื่อ 15 กันยายน 2568 ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของชาวอังกฤษที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมขวาจัด เพื่อคัดค้านนโยบายการรับผู้อพยพ ซึ่งประเด็นที่นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์คัดค้าน คือกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้ธงชาติสหราชอาณาจักรเป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหว และก่อเหตุความวุ่นวาย รวมทั้งความรุนแรงระหว่างการชุมนุมประท้วง หรือความเคลื่อนไหว Unite the Kingdom เมื่อ 13-14 กันยายน 2568 ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บวนมาก รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 26 คน จากการปะทะกับผู้ชุมนุมกลางกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ยืนยันว่าชาวอังกฤษมีสิทธิในการชุมนุมประท้วงอย่างสันติ แต่ไม่ควรใช้ความรุนแรง ปัจจุบันมีการควบคุมตัวผู้ชุมนุมแล้วอย่างน้อย 25 ราย เนื่องจากมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงและก่อความไม่สงบ การชุมนุมประท้วงในสหราชอาณาจักรมีประชาชนเข้าร่วมมากกว่า 110,000-150,000 คน เป้าหมายเพื่อคัดค้านนโยบายเกี่ยวกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัย โดยไม่ต้องการให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรรับผู้อพยพและผู้ลี้ภัยเพิ่ม ซึ่งเป็นกระแสสังคมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากมีรายงานว่าผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในสหราชอาณาจักรมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย แย่งอาชีพ และก่ออาชญากรรมในสหราชอาณาจักรบ่อยครั้ง เช่น กรณีผู้ลี้ภัยชาวเอธิโอเปียก่อเหตุทำร้ายเด็กชาวอังกฤษเมื่อ 4 กันยายน 2568 ซึ่งเป็น 1 ในชนวนสำคัญของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ แกนนำในการจัดงานชุมนุม คือ นาย Stephen Yaxley-Lennon หรือที่เป็นที่รู้จักในชื่อ…

ญี่ปุ่นเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียจากการรุกรานยูเครน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นแสดงบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น ท่ามกลางการเมืองในประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีบุคคลใดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่นายอิชิบะ ชิเกรุ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศผ่านสื่อมวลชนว่าจะลาออกจากตำแหน่ง เมื่อ 7 กันยายน 2568   ซึ่งกำหนดจะเลือกหัวหน้าพรรคในต้นตุลาคม 2568 เพื่อจะให้รัฐสภารับรองให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ส่วนในเวทีระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นยังแสดงความชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับสหรัฐฯ ที่พร้อมร่วมมือกันกดดันรัสเซีย เพื่อให้ยุติสงครามกับยูเครนด้วยการเพิ่มการคว่ำบาตร ญี่ปุ่นประกาศเมื่อ 12 กันยายน 2568 เพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยมุ่งเป้าเรื่องพลังงานที่เป็นรายได้สำคัญของรัสเซีย ด้วยการกดเพดานราคาการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียให้ลดลงเหลือ 47.60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากที่กำหนดโดยที่ประชุม G7 เมื่อปี 2565 อยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล รวมทั้งอายัดทรัพย์สินบุคคล 14 ราย และองค์กร 51 ราย ส่วนนิวซีแลนด์ก็ประกาศพร้อมกับญี่ปุ่นลดเพดานราคาน้ำมันในระดับเท่ากัน อย่างไรก็ดี แม้ญี่ปุ่นเพิ่มการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย แต่ยังรักษาผลประโยชน์แห่งชาติด้านความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการนำเข้าก๊าซ LPG ผ่านท่อก๊าซ Sakhalin-2 เพื่อใช้ในประเทศ สหราชอาณาจักรก็กดดันเรื่องการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย พร้อมกับญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ ด้วยการคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันบังหน้าของรัสเซีย 70 ลำ รวมทั้งคว่ำบาตรอีก 30…

เหตุลอบสังหารนักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายขวาในสหรัฐฯ

สหรัฐฯ เผชิญเหตุความรุนแรงที่เป็นผลจากแรงจูงใจทางการเมือง โดยเมื่อ 10 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 12.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายชาร์ลี เคิร์ก ชาวอเมริกันอายุ 31 ปี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนนโยบาย MAGA ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกยิงที่คอระหว่างเข้าร่วมปราศรัยในกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย Utah Valley University ในรัฐยูทา สหรัฐฯ โดยกิจกรรมดังกล่าวมีผู้สนใจเข้าร่วมประมาณ 3,000 คน ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่านายเคิร์กได้รับการช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงควบคุมเหตุการณ์และเร่งค้นหาตัวผู้ก่อเหตุ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่านายเคิร์กเสียชีวิตแล้ว ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มเติม และมีรายงานเมื่อ 12 กันยายน 2568 ว่าผู้นำสหรัฐฯ ประกาศจะมอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom เพื่อเป็นเกียรติแก่นายเคิร์กด้วย เจ้าหน้าที่ประเมินว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการลอบสังหาร แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลผู้ต้องสงสัย หรือมูลเหตุจูงใจ ปัจจุบันมีการควบคุมพื้นที่เกิดเหตุและบริเวณโดยรอบอย่างเข้มงวด เนื่องจากเมื่อ 12…

การชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศส ท่ามกลางวิกฤตการเมือง

  ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากทั่วประเทศชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลและประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ภายใต้แคมเปญ “Block Everything” เริ่มตั้งแต่ 10 กันยายน 2568 เนื่องจากประชาชนไม่พอใจแผนการลดงบประมาณ นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาการเมือง ประกอบกับคัดค้านกรณีประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศส แต่งตั้งนายเซบาสเตียง เลอกอร์นู อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและบุคคลใกล้ชิดของประธานาธิบดีมาครง เป็นนายกรัฐมนตรีแทนนายฟรองซัวส์ บาอิรู ซึ่งต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะรัฐสภาลงมติ 364 ต่อ 194 เสียงเมื่อ 8 กันยายน 2568 ไม่ไว้วางใจนายบาอิรู เพราะเสนอการตัดลดงบประมาณ 44,000 ล้านยูโร เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศ การลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในระหว่างการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีมาครง ทำให้รัฐบาลค่อนข้างขาดเสถียรภาพ ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ประธานาธิบดีมาครงลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ขณะที่ประชาชนเริ่มกดดันให้รัฐบาลแสดงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งความแตกแยกทางการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่เช่นนั้นจะกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ดังนั้น การที่ประธานาธิบดีมาครงแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งทำให้ชาวฝรั่งเศสไม่พอใจ เพราะต้องการความเปลี่ยนแปลง จึงเริ่มการชุมนุมประท้วง Block Everything ประกอบด้วยกลุ่มแรงงานร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แสดงพฤติกรรมอารยขัดขืนและปิดถนน เป้าหมายเพื่อให้ประธานาธิบดีลาออกจากตำแหน่ง หรืออย่างน้อยให้แต่งตั้งนักการเมืองจากฝ่ายเสรีนิยมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงการประนีประนอมทางการเมือง สำหรับการชุมนุมประท้วง Block Everything ก่อนหน้านี้เป็นกระแสเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์…

เกิดอะไรขึ้นในเนปาลจนทำให้นายกรัฐมนตรีของเนปาลประกาศลาออก

  เกิดการชุมนุมประท้วงรัฐบาลของเนปาลครั้งใหญ่ในกรุงกาฐมาณฑุ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม GEN Z หลายพันคน เนื่องจากต่อต้านรัฐบาลที่ให้สำนักงานโทรคมนาคม (Nepal Telecommunications Authority-NTA) ระงับการเข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการลงทะเบียน แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ถูกระงับเป็นที่นิยมของกลุ่ม GEN Z  ได้แก่ Facebook  Instagram  WhatsApp  YouTube  และ X เป็นต้น ส่วนแพลตฟอร์มที่ลงทะเบียนแล้ว เช่น  TikTok เป็นต้น กลุ่ม GEN Z หลายพันคน รวมตัวประท้วงรัฐบาลที่ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกของตนเอง รวมทั้งยังมีประเด็นการต่อต้าการโกงกินของรัฐบาล และคนชั้นนำในสังคม ความรุนแรงในกรุงกาฐมาณฑุ เมื่อ 8 กันยายน 2568 การชุมนุมมีความรุนแรงขึ้น มีการบุกรุกสถานที่ที่ทำที่กีดขวางไว้ และเข้าไปในรัฐสภา ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ใช้กระบอง ปืนฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และกระสุนจริงเพื่อกวาดล้าง และมีการประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ รัฐบาลประกาศปิดท่าอากาศยานทุกแห่งในเนปาล เมื่อ 9 กันยายน 2568 ไปจนถึง 12.00 น.…

บทบาทของกัมพูชาในการประชุม SCO ที่จีน

  สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เข้าร่วมประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization–SCO ) ที่เมืองเทียนจิน จีน ระหว่าง 31 สิงหาคม-1 กันยายน 2568 ในฐานะประเทศหุ้นส่วนการเจรจา (dialogue partner) เช่นเดียวกับผู้นำเมียนมา ผลลัพธ์ที่กัมพูชาได้ มีทั้งบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งนายอันโตนิโอ กูเตียร์เรซ เลขาธิการสหประชาชาติชื่นชมการเข้าเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศของกัมพูชา พร้อมกับจะติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และสนับสนุนความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศให้กลับไปสู่ระดับปกติ กัมพูชาจะได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากจีน จำนวน 20 ล้านหยวน หรือประมาณ 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการที่สมเด็จฯ ฮุน มาแนต เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นอกรอบการประชุม SCO  ซึ่งจีนให้กัมพูชานำเงินดังกล่าวไปช่วยฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากที่ขัดแย้งทางทหารบริเวณชายแดนกับไทย พร้อมให้คำมั่นกับสมเด็จฯ ฮุน มาแนต ว่าจะคงการส่งเสริมความร่วมมือกับกัมพูชาระดับเพชร (Diamond Cooperation) ความริเริ่มเส้นทางสายอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี (Industrial and Technological Corridor) และเส้นทางสายปลาและข้าว…

กัมพูชาต้อนรับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 2 ประเทศในช่วง 3 เดือน

  ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กัมพูชาต้อนรับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 2 ประเทศ ได้แก่ นายกรัฐมนตรีลอเรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์เมื่อ 2 กรกฎาคม 2568  และในต้นกันยายน 2568 ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์จะเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักที่กัมพูชาได้รับจากการเยือนของผู้นำสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ก็เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัน  ขณะที่ความสัมพันธ์ก็จะใกล้ชิดมากขึ้น เพราะเป็นการเยือนครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 60 ปี ระหว่างกัมพูชา-สิงคโปร์ และครบรอบ 68 ปี ระหว่างกัมพูชา-ฟิลิปปินส์ ในการเยือนกัมพูชา นายกรัฐมนตรีหว่องให้ความสำคัญกับกัมพูชา จากการเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญ รวมทั้งกัมพูชายังเป็นประเทศแรกที่รับรองสิงคโปร์ที่ประกาศเอกราช ปี 2508 นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเป็นทั้งคู่ค้า และผู้ลงทุนรายใหญ่ในกัมพูชา  ชาวกัมพูชาจำนวน 19,000 คน ได้เข้าร่วมโครงการฝึกความรู้ด้านสาธารณสุข และการใช้ดิจิทัลของสิงคโปร์ด้วย พร้อมกับให้การสนับสนุนยุทธศาสตร์ของกัมพูชาในการที่จะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2593 ใน 7-9 กันยายน 2568  ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์…

แผนกลาโหม 15 ปี ของอินเดียเน้นพัฒนากองทัพด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

  กระทรวงกลาโหมอินเดียเปิดเผยแผนงานด้านศักยภาพเทคโนโลยี (Technology Perspective and Capability Roadmap-TPCR-2025) ระยะ 15 ปี เมื่อต้นกันยายน 2568 ซึ่งเป็นแผนงานที่ทะเยอทะยาน จะกำหนดทิศทางและแผนงานการยกระดับกองทัพอินเดียทั้งสามเหล่าทัพ ให้ก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ครอบคลุมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีความเร็วเหนือแสง และระบบไร้คนขับ เป็นต้น มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และสงคราม ยุคใหม่ในทศวรรษข้างหน้า แผน TPCR-2025 มีบทบาทสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศของอินเดีย เน้นการเสริมสร้างความสามารถในการป้องปรามทางนิวเคลียร์และศักยภาพด้านสงครามโดรน โดยเน้นย้ำถึงตามหลักการพึ่งพาตนเองหรืออัตมันนิรภารตะ (Atmanirbharata) ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับโครงการ Make-in-India ของรัฐบาลเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการแสวงหาความร่วมมือหรือการพัฒนา โดยกระทรวงกลาโหมมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลในการสร้างกำลังการผลิตภายในประเทศทั้งในภาครัฐและเอกชน แผน TPCR-2025 ยังกล่าวถึงแผนจัดหายุทโธปกรณ์มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  ทั้งระบบอาวุธและเทคโนโลยีมากกว่า 200 รายการ เมื่อพิจารณารายกองทัพมีรายละเอียด ดังนี้ กองทัพเรือ เรือบรรทุกเครื่องบินซึ่ง คาดว่าจะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกของอินเดีย เรือรบขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์สำหรับเรือรบผิวน้ำในอนาคตอย่างน้อย 10 ลำ ระบบปล่อยอากาศยานด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า (EMALS) เรือดำน้ำไร้คนขับ อย่างน้อย…

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียจะไม่ลาออก แม้การชุมนุมประท้วงมีแนวโน้มยืดเยื้อ

  การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอินโดนีเซียที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2568 มีแนวโน้มยืดเยื้อ จากประชาชนที่ไม่พอใจนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล และมีความรุนแรงเกิดขึ้นในการปราบปรามการชุมนุมจนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ราย จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์การชุมนุมตึงเครียดขึ้น คือ  กรณีนาย  Affan Kurniawan ชายชาวอินโดนีเซียผู้ประกอบอาชีพขับรถรับจ้างในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย เสียชีวิตระหว่างที่เจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อ 29 สิงหาคม 2568 ทั้งที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมและอยู่ระหว่างปฏิบัติงาน เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจรัฐบาลอย่างมากและออกไปรวมตัวกัน เพื่อคัดค้านมาตรการของรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งโจมตีรัฐบาลว่ามีนโยบายเอื้อประโยชน์ให้นายทุนและทหาร มากกว่าประชาชน ไม่ให้ความเท่าเทียมต่อประชาชน และตัดลดงบประมาณด้านการศึกษา การชุมนุมดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวมทั้งไทย ส่วนสถานเอกอัครราชทูตจีน ณ กรุงจาการ์ตา ได้ให้ชาวจีนและหน่วยงานของจีนในอินโดนีเซียเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย กรณีเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในหลายเมืองของอินโดนีเซีย โดย ให้ชาวจีนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อยู่ห่างจากจุดชุมนุม และขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลทันที หากเกิดเหตุร้าย สำหรับผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถรับจ้างบริษัท Grab และ Gojek ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่เคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงในอินโดนีเซีย ตลอดจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มแรงงานที่ไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐที่ดีพอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ ปัจจุบันมีการใช้ #SEAblings…

เมียนมาใช้ล็อบบี้ยิสต์เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ

  เมียนมาลงนามว่าจ้างบริษัท McKeon Group ซึ่งเป็นบริษัทล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯ เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ สิงหาคม 2568-มกราคม 2569  โดยจะจ่ายให้บริษัท เดือนละ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ  เมียนมายังได้ทำสัญญากับบริษัท DCI Group เมื่อ 31 กรกฎาคม 2568 ระยะเวลาว่าจ้าง 1 ปี โดยมีค่าตอบแทน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี  ข้อมูลการจ้างล้อบบี้ยิสต์ของะมียนมาถูกระบุไว้ในหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทล็อบบี้ยิสต์ต้องจดทะเบียน และรายงานผู้จ้างตามกฎหมายของสหรัฐฯ ที่ชื่อ Foreign Agents Registration Act (FARA) เป้าหมายที่เมียนมาจ้างบริษัทล็อบบี้ก็เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ  ที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรเมียนมาอยู่ โดยดำเนินการด้านประสานงานกับฝ่ายนิติบัญญัติ และกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ระยะเวลาที่เมียนมาว่าจ้างบริษัททั้งสองแห่งนั้น น่าจะมีเป้าหมายให้สหรัฐฯ เห็นด้วยว่าเมียนมาก้าวขึ้นเป็นประเทศประชาธิปไตยจากปัจจุบันที่ปกครองโดยรัฐบาลทหาร เพราะระยะเวลาว่าจ้างยาวไปถึงหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่เมียนมาจะจัดการเลือกตั้ง 28 ธันวาคม 2568 ซึ่งเมื่อ 1 กันยายน 2568…