ทั่วโลกติดตามท่าทีของสหรัฐฯ ในการตัดสินใจโจมตีอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุเมื่อ 20 มิถุนายน 2568 ว่า ยังไม่ตัดสินใจโจมตีอิหร่านและอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยอาจใช้เวลา 2 สัปดาห์ เพื่อติดตามพัฒนาการสถานการณ์ต่อไป ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีรายงานจากสื่อจำนวนมากว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้อนุมัติแผนการโจมตีอิหร่าน เพียงแค่รอการตัดสินใจเท่านั้น อย่างไรก็ดี นิสัยของประธานาธิบดีทรัมป์ที่อาจปรับนโยบายได้ตลอดเวลา อะไรก็อาจจะเกิดขึ้นได้ การที่ผู้นำสหรัฐฯ ยังคงสงวนท่าทีและชะลอการตัดสินใจ คาดว่าคงไม่ต้องการมีส่วนร่วมในสงครามเต็มรูปแบบเพราะจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ รวมทั้งผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั่วโลกจะเป็นเป้าหมายการตอบโต้ของอิหร่าน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเหมือนกับประชาคมระหว่างประเทศที่ยังต้องการรอเวลาช่องทางทางการทูต ซึ่งนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านจะพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากประเทศยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ใน 20 มิถุนายน 2568 เพื่อหารือประเด็นโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลในปัจจุบัน ทั่วโลกคาดหวังว่าประเทศยุโรปจะใช้การหารือครั้งนี้ โน้มน้าวอิหร่านให้ยุติการโจมตีตอบโต้กับอิสราเอล เนื่องจากเป็นปัจจัยบั่นทอนความมั่นคงในภูมิภาค และเชื่อว่าประเทศยุโรปอาจมีศักยภาพในการโน้มน้าวอิหร่านได้ เนื่องจากประเทศยุโรปที่ส่งผู้แทนเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เป็นประเทศที่ลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน หรือ JCPOA เมื่อปี 2558 ที่มีสาระสำคัญคือให้อิหร่านควบคุมการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ แลกเปลี่ยนกับการทยอยยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ส่วนกลุ่มประเทศรอบอ่าวในตะวันออกกลางก็กำลังพยายามโน้มน้าวให้สหรัฐฯ ไม่โจมตีอิหร่านโดยตรง เพราะหากสหรัฐฯ…

องค์กรช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาสนับสนุนให้ผู้ลี้ภัยสามารถพึ่งพาตนเอง

  องค์กร The Border Consortium หรือ TBC ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้หนีภัยการสู้รบในเมียนมามาตั้งแต่ปี 2527 แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา โดยเมื่อ 20 มิถุนายน 2568 ซึ่งตรงกับ World Refugee Day หรือ “วันผู้ลี้ภัยโลก” TBC เผยแพร่รายงานประจำปี 2568 ว่า ปัจจุบันผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาที่อยู่บริเวณพรมแดนไทย เผชิญความท้าทาย เนื่องจากได้รับทุนสนับสนุนในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมน้อยลงจากการดำเนินนโยบายที่ไม่แน่นอนและคาดการณ์ได้ยากของประเทศผู้สนับสนุนงบประมาณ ทำให้องค์กรภาคประชาสังคมไม่สามารถดำเนินงานตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม TBC พยายามแก้ไขสถานการณ์วิกฤตนี้ด้วยการหาแนวทางใหม่ในการช่วยเหลือผู้หนีภัยสู้รบชาวเมียนมา ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 108,000 ราย ที่ค่ายผู้หนีภัยสู้รบบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา แนวทางใหม่ที่ TBC เสนอนั้น มีสาระสำคัญคือต้องการให้รัฐบาลไทยมอบโอกาสในการเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตและทำงานให้ผู้หนีภัยสู้รบชาวเมียนมา ให้โอกาสในการเข้าสู่สังคม และปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หนีภัยสู้รบ TBC ชื่นชมที่รัฐบาลไทยให้การคุ้มครองและปกป้องสิทธิของผู้หนีภัยสู้รบมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม TBC ต้องการส่งเสริมให้ผู้หนีภัยสู้รบมีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (self-reliant refugee) เพื่อลดการพึ่งพาความช่วยเหลือจากองค์กรต่าง ๆ  โดย TBC ยืนยันว่า กลุ่มผู้หนีภัยสู้รบชาวเมียนมามีศักยภาพมากพอทั้งด้านการปรับตัว ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และเรียนรู้ทักษะในการทำงาน…

อิสราเอลและอิร่านฟาดฟันกันบนโลกไซเบอร์

หลังจากอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านด้วยขีปนาวุธเมื่อ 13 มิถุนายน 2568 โลกไซเบอร์เป็นอีกสมรภูมิที่อิสราเอลและอิร่านฟาดฟันกัน และเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้เกิดการตอบโต้ไปมา อย่างน้อยจนถึง 19 มิถุนายน 2568  ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงได้  ตัวแสดงที่ฟาดฟันบนโลกไซเบอร์ ดำเนินการโดยแฮกเกอร์ทั้งที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายให้การสนับสนุน และแฮกเกอร์ที่มีอุดมการณ์ของตนเอง เป้าหมายของการโจมตีคือทำให้ให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอีกฝ่ายหยุดชะงัก โดยไม่ต้องใช้กำลังทางทหาร สำนักงานของ Radware บริษัทด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ของสหรัฐฯ ที่กรุงเทลาวีฟระบุว่า แฮกเกอร์ที่รัฐบาลอิหร่านให้การสนับสนุน โจมตีทางไซเบอร์ต่อเป้าหมายในอิสราเอลเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 700 หลังจากที่อิสราเอลโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อ 13 มิถุนายน 2568  โดยเน้นโจมตีเว็บไซต์ของภาครัฐ ธนาคาร โทรคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่น ๆ และที่สำคัญแฮกเกอร์กลุ่ม Handala ที่สนับสนุนรัฐบาลอิหร่านกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ด้วยการโจมตีบริษัทอิสราเอลหลายแห่ง รวมถึงบริษัทปิโตรเคมีของอิสราเอลที่ชื่อ Delek Group กลุ่มแฮกเกอร์ Mysterious Team Bangladesh และกลุ่ม Arabian Ghost ยังได้เตือนจอร์แดนและซาอุดีอาระเบียไม่ให้การสนับสนุนอิสราเอล มิฉะนั้นจะถูกโจมตีทางไซเบอร์เช่นเดียวกับอิสราเอล ซึ่งกลุ่มได้เจาะข้อมูล และปิดสถานีวิทยุหลายแห่งของอิสราเอลไปแล้วด้วย อิหร่านยังป้องกันระบบไซเบอร์ในประเทศด้วยการจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากนอกอิหร่านอีกด้วย ซึ่งทำให้ระบบโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศใช้ไม่ได้ ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ห้ามใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ต…

สหรัฐฯ ให้วีซ่านักศึกษาต่างประเทศ แต่ต้องให้ตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 18 มิถุนายน 2568 ประกาศว่า สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการระงับวีซาแก่นักศึกษาและนักเรียนต่างชาติที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐฯ เนื่องจากได้รับข้อมูลว่ามีนักศึกษาต่างชาติจำนวนมากได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ที่เริ่มใช้เมื่อพฤษภาคม 2568 และมาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสถาบันการศึกษาในสหรัฐฯ ที่จะเริ่มต้นภาคการศึกษาในปลายกรกฎาคม 2568 อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยกระดับการตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าสหรัฐฯ มากขึ้น โดยผู้ที่ต้องการวีซ่าจากสหรัฐฯ ต้องอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเคลื่อนไหวจากสื่อสังคมออนไลน์ หากไม่อนุญาต จะเท่ากับว่าพยายามปกปิดข้อมูลสำคัญต่อการพิจารณาคัดกรองและให้วีซ่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ย้ำว่ามาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้มั่นใจว่าสหรัฐฯ สามารถคัดกรองและตรวจสอบบุคคลที่ต้องการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้อย่างละเอียด และมั่นใจว่าจะไม่ปล่อยให้บุคคลที่มีทัศนคติที่เป็นอันตรายหรือภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ เดินทางเข้าประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจากสถาบันศึกษาในสหรัฐฯ บางส่วนยังมีมุมมองเชิงลบต่อมาตรการคัดกรองบุคคลที่เข้มงวด และเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงออก เปรียบเหมือนย้อนกลับไปช่วงสงครามเย็น นักศึกษาต่างชาติที่รอเข้าศึกษาในสหรัฐฯ แสดงความยินดีที่สหรัฐฯ ทบทวนมาตรการดังกล่าว และจะเริ่มมีการสัมภาษณ์เพื่อประกอบการพิจารณาให้วีซ่าในสัปดาห์หน้า แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการให้วีซ่าแก่นักศึกษาต่างชาติ แต่รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีนโยบายเข้มงวดต่อการคัดกรองชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศ ทั้งการกดดันมหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือมหาวิทยาลัย Harvard ให้ส่งข้อมูลนักศึกษาให้หน่วยความมั่นคงตรวจสอบ การขู่จะยกเลิกวีซ่าแก่นักศึกษาต่างชาติที่ปัจจุบันอยู่ในสหรัฐฯ และเมื่อ 14 มิถุนายน 2568 สหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ 36 ประเทศ เพิ่มมาตรการคัดกรองบุคคลที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐฯ ภายใน 60…

สหรัฐฯ จะยังไม่โจมตีอิหร่านโดยตรง อิสราเอล-อิหร่านโจมตีกันต่อเนื่อง

สถานการณ์การตอบโต้ทางการทหารระหว่างอิสราเอล-อิหร่านตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อ 19 มิถุนายน 2568 มีรายงานว่าอิสราเอลโจมตีสำนักงานใหญ่หน่วยงานความมั่นคงภายในของอิหร่าน ที่กรุงเตหะราน พร้อมกับที่อิหร่านโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธ สถานการณ์ที่รุนแรงและเสี่ยงขยายตัว เนื่องจากผู้นำของทั้ง 2 ฝ่ายยังมุ่งมั่นใช้กลไกด้านการทหารเพื่อปกป้องประเทศ อิสราเอลประกาศเตือนให้ชาวอิหร่านอพยพออกจากเมือง Arak และ Khondab ทางภาคตะวันตกของอิหร่าน เนื่องจากอิสราเอลเตรียมพร้อมจะโจมตีในพื้นที่ดังกล่าว และยืนยันว่าอิสราเอลจะเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีอิหร่านต่อไป เน้นโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการทหารและที่ตั้งกองทัพอิหร่าน ด้านอิหร่านระบุว่าได้ใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศทั่วประเทศแล้ว และยังพร้อมใช้มาตรการทางการทูตแก้ไขปัญหา แต่ปัจจุบันจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการโจมตี เพื่อปกป้องตนองจากภัยคุกคาม การโจมตีที่เกิดขึ้นนี้ อิหร่านใช้ขีปนาวุธเป็นอาวุธหลัก เช่น ขีปนาวุธรุ่น Sejjil-2 หรือขีปนาวุธพิสัยกลางที่อิหร่านออกแบบและผลิตเอง ส่วนอิสราเอลใช้เครื่องบินรบและอากาศยานไร้คนขับเป็นเครื่องมือในการโจมตีอิหร่าน ทั้งนี้ ปฏิบัติการของอิสราเอลได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศที่มีมุมมองว่าแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์อิสลาม (IRGC) ได้ สะท้อนว่าหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อยู่และที่ตั้งสำคัญทางการทหารของอิหร่านได้ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าปัจจุบันอิหร่านเร่งปราบปรามและสกัดกั้นความพยายามของหน่วยข่าวกรองอิสราเอล รวมทั้งสายลับอิสราเอลที่อยู่ในอิหร่าน เนื่องจากความเคลื่อนไหวของหน่วยข่าวกรองอิสราเอลในอิหร่าน จะทำให้อิหร่านเสียเปรียบมากขึ้น การตอบโต้ระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ทำให้นานาชาติอพยพประชาชนออกจากทั้ง 2 พื้นที่ ตลอดจนประกาศพร้อมให้ความช่วยเหลือพลเรือนของตนเองที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยย้ำว่าสหรัฐฯ อยู่เคียงข้างอิสราเอล พร้อมกับเสนอให้ผู้นำอิหร่านประกาศยอมแพ้ เพื่อลดระดับความตึงเครียดในพื้นที่ แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐฯ…

ชาวกัมพูชาเดินขบวนในกรุงพนมเปญเพื่อสนับสนุนรัฐบาล

สื่อมวลชนกัมพูชารายงานเมื่อ 19 มิถุนายน 2568 ว่าชาวกัมพูชาจำนวนมากกว่า 150,000 คน รวมตัวกันชุมนุมในกรุงพนมเปญ เมื่อ 18 มิถุนายน 2568 เพื่อแสดงการสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาที่อยู่ระหว่างแก้ไขปัญหาชายแดนกัมพูชา-ไทยตามหลักการสันติภาพ รวมทั้งแสดงออกถึงความเป็นเอกภาพและความรักชาติ สำหรับชาวกัมพูชาเรียกการเดินขบวนในครั้งนี้ว่า “Solidarity March” นำโดยรองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาและประธานกลุ่มสหภาพเยาวชนแห่งกัมพูชา (UYFC) มีรายงานว่าผู้เข้าร่วมขบวนดังกล่าวมาจากหลายสาขาอาชีพ รวมทั้งมีพระสงฆ์ ผู้สูงสอายุ พนักงานราชการ นักเรียนนักศึกษา นักธุรกิจ และนักกีฬา รวมทั้งกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ที่ต้องการสนับสนุนรัฐบาล ทั้งนี้ สื่อรายงานว่า สหภาพเยาวชนแห่งกัมพูชา (UYFC) เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการเดินขบวนดังกล่าว เพื่อสนับสนุนรัฐบาลและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย ผู้เข้าร่วมเดินขบวนชูธงชาติกัมพูชาและสวมชุดประจำชาติ นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ระบุว่าเป็นโอกาสดีที่ให้ชาวกัมพูชาได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ร่วมกันอย่างภาคภูมิใจว่ารักชาติ ตลอดจนเชื่อมั่นในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ผู้เข้าร่วมการเดินขบวนยังสนับสนุนกรณีที่รัฐบาลกัมพูชายื่นเรื่องการพิจารณาอธิปไตยเหนือพื้นที่ในไทยให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตัดสินด้วย ทั้งนี้ การเดินขบวนดังกล่าวมีขึ้นพร้อมกับที่สถาบัน Asian Vision Institute (AVI) ของกัมพูชา เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวกัมพูชาต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับไทยว่าสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ และเห็นด้วยกับท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา รวมทั้งนายกรัฐมนตรีฮุน มาแนตของกัมพูชาที่ระบุว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามหลักสันติวิธีและกลไกกฎหมายระหว่างประเทศ…

กัมพูชาเตรียมอำนวยความสะดวกแรงงานเดินทางกลับประเทศ

  สื่อกัมพูชารายงานเมื่อ 15 มิถุนายน 2568 ว่า รัฐบาลกัมพูชาเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกให้แรงงานกัมพูชาที่อยู่ในไทยสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่าวสะดวกสบาย หากรัฐบาลกัมพูชาประกาศใช้มาตรการอพยพชาวกัมพูชาออกจากบริเวณพรมแดน จากกรณีปัญหาพรมแดนกัมพูชา-ไทยในปัจจุบัน  ล่าสุด หน่วยงานของรัฐบาลกัมพูชาและกรุงพนมเปญจัดการประชุมเตรียมการเมื่อ 14 มิถุนายน 2568 และมีมติว่าจะเตรียมพร้อมรถบัส 400 คันเพื่ออพยพชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่อ่อนไหวทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมย้ำว่าพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลทันที เพื่อปกป้องความปลอดภัยของประชาชนชาวกัมพูชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกัมพูชาประกาศว่าในประเทศมีตำแหน่งงานจำนวนมากที่รองรับสำหรับผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนา โดยเฉพาะงานในพื้นที่จังหวัด Kampong Speu มีตำแหน่งงานมากกว่า 58,000 ตำแหน่ง ในจังหวัด Kandal จำนวน 8,500 ตำแหน่ง จังหวัด Kampong Cham ประมาณ 12,000 ตำแหน่ง และจังหวัด  Koh Kong มากกว่า 7,700 ตำแหน่ง ขณะที่กรุงพนมเปญมีตำแหน่งงานว่างถึง 26,000 ตำแหน่ง จึงมีความพร้อมที่จะรับแรงงานกัมพูชากลับจากไทย ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากการประชุมกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ครั้งที่ 6 ที่กรุงพนมเปญ โดยสื่อมวลชนกัมพูชารายงานว่าการเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น และจะมีการประชุมอีกครั้งใน…

อิหร่านโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธ วิเคราะห์ฉากทัศน์สถานการณ์

สถานการณ์ความขัดแย้งและการปะทะด้วยยุทโธปกรณ์ทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดต่อเนื่อง โดยอิหร่านโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธเมื่อ 14 มิถุนายน 2568 เพื่อตอบโต้กรณีอิสราเอลปฏิบัติการ Operation Rising Lion โจมตีโรงงานนิวเคลียร์และพื้นที่สำคัญทางการทหารของอิหร่านเมื่อ 13 มิถุนายน 2568 โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่า อิหร่านโจมตีอิสราเอลในหลายพื้นที่ ทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ อิสราเอลเชื่อว่าอิหร่านจะโจมตีอิสราเอลอีกหลายครั้ง จึงเตือนให้ประชาชนระมัดระวังความปลอดภัยและติดตามมาตรการของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ปะทะระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลส่งผลต่อการเดินหน้าของกระบวนการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านประกาศเมื่อ 15 มิถุนายน 2568 ยกเลิกการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ที่โอมาน โดยระบุว่าการเจรจาไม่มีประโยชน์ เนื่องจากสหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอลให้โจมตีอิหร่าน ด้านสหรัฐฯ ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับการโจมตี และโน้มน้าวให้อิหร่านเห็นความสำคัญของการเจรจา นานาชาติวิตกกับสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงในตะวันออกกลาง รวมทั้งเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งใช้การทูตเป้นกลไกแก้ไขสถานการณ์และควบคุมไม่ให้บานปลาย ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าไม่สนับสนุนให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ อิสราเอลทอยเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับปฏิบัติการ Operation Rising Lion ที่มีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยระบุว่าอิสราเอลโจมตีพื้นที่เป้าหมายในอิหร่านประมาณ 40 แห่ง รวมทั้งสถานที่ตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศและระบบสั่งการของฐานทัพอากาศ ตลอดจนสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านได้ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์อิสลาม (Iranian Revolutionary Guard Corps-IRGC) ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าชาวอิสราเอลส่วนใหญ่สนับสนุนการโจมตีเพื่อทำลายขีดความสามารถทางการทหารของอิหร่าน แต่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับรัฐบาลอิสราเอล คือ แนวทางยุติความขัดแย้งครั้งนี้…

ผู้นำสูงสุดอิหร่านแต่งตั้ง ผอ.IRGC คนใหม่ พร้อมตอบโต้อิสราเอล

สื่อมวลชนต่างประเทศติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกกลางอย่างใกล้ชิด หลังจากอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีอิหร่านในพื้นที่สำคัญเมื่อ 13 มิถุนายน 2568 ทำให้ พล.ต. Hossein Salami ผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เสียชีวิต รวมทั้ง พล.ต. Mohammad Bagheri เสนาธิการทหารสูงสุดของอิหร่าน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์อีก 6 คนด้วย ปัจจุบันอิสราเอลเตรียมพร้อมตั้งรับและป้องกันการตอบโต้จากอิหร่าน ขณะที่ Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่านประกาศแต่งตั้งผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ คือ พล.ต.Mohammad Pakpour เพื่อให้กองทัพอิหร่านมีกำลังใจในการตอบโต้เอาคืนอิสราเอล เพราะ IRGC เป็นหน่วยความมั่นคงที่มีความสำคัญต่ออิหร่านอย่างมาก พร้อมทั้งระบุว่าอิหร่านจะตอบโต้อิสราเอลอย่างรุนแรง มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเร่งหารือแนวทางตอบโต้ เนื่องจากได้รับความเสียหายทั้งด้านการทหารและพลเรือน โดยเฉพาะในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน และเมือง Natanz ที่เป็นที่ตั้งโรงงานพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประกาศว่ากองทัพอิหร่านพร้อมปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติและประชาชน พร้อมกับโจมตีปฏิบัติการของอิสราเอลว่าเป็นความก้าวร้าวอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันก็ย้ำว่าสหรัฐฯ ที่สนับสนุนอิสราเอลมาโดยตลอด จะต้องรับผิดชอบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย องค์กรระหว่างประเทศวิตกกังวลกับการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ เนื่องจากเป็นความเสี่ยงระดับนานาชาติ โดยทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เตือนว่าไม่ควรมีการโจมตีหรือสร้างความเสียหายต่อโรงงานนิวเคลียร์ในอิหร่าน เพราะจะเป็นผลเสียต่อความมั่นคงของทั้งภูมิภาค…

ผู้นำสหรัฐฯ จะยื่นข้อเสนอลดภาษีตอบโต้แก่ประเทศคู่ค้า

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อ 13 มิถุนายน 2568 ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะส่งหนังสือถึงประเทศคู่ค้าต่าง ๆ เพื่อยื่นข้อเสนอ (deal) ลดภาษีตอบโต้ โดยจะเริ่มส่งหนังสือดังกล่าวไปยังประเทศต่าง ๆ ในห้วงสัปดาห์หน้า เพื่อให้ประเทศคู่ค้าพิจารณาข้อเสนอก่อนที่มาตรการภาษีตอบโต้จะมีผลบังคับใช้ใน 9 กรกฎาคม 2568 ผู้นำสหรัฐฯ ย้ำว่าการส่งหนังสือไปยื่นข้อเสนอนี้จะเป็นโอกาสให้ประเทศคู่ค้าได้ทบทวน หากยินยอมทำตามข้อเสนอของสหรัฐฯ ก็อาจจะไม่ต้องเผชิญมาตรการภาษีในอัตราที่สูงกว่าปกติ หรือสูงกว่าร้อยละ 10 ทั้งนี้ ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์มีขึ้นในห้วงที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการเจรจากับหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าที่จะเผชิญภาษีตอบโต้ในอัตราที่สูงที่สุด หรือร้อยละ 55 และเพิ่งเจรจากับไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับใช้มาตรการภาษีตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ สร้างความสับสน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ๆ ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้เจรจาโดยตรงกับประเทศคู่ค้า แต่ให้ผู้แทนด้านเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ เจรจาแทน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับประเทศคู่ค้าที่เป็นมิตรประเทศหรือเป็นคู่แข่งระหว่างกัน เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังประกาศด้วยว่าจะกำหนดอัตราภาษีต่อประเทศต่าง ๆ ในอัตราที่แตกต่างกันอีกครั้งในช่วง 2 สัปดาห์ถัดไป…