บทบาทผู้นำสหรัฐฯ กรณีไทย-กัมพูชา เสริมยุทธศาสตร์แข่งขันอิทธิพลกับจีน

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 ว่าได้หารือกับไทยและกัมพูชาเพื่อให้หยุดยิงระหว่างกัน รวมทั้งได้รับการตอบรับจากผู้นำกัมพูชาเมื่อ 27 กรกฎาคม 2568 ว่าพร้อมจะหยุดยิงกับไทย ทำให้บทบาทผู้นำโลกของสหรัฐฯ

ประเด็นสำคัญที่สื่อต่างชาติรายงานถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา : การปะทะ ผลกระทบ และแนวโน้ม

สถานการณ์ความตึงเครียดและการปะทะทางทหารบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชาระหว่าง 24-27 กรกฎาคม 2568 ยังคงได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศที่เน้นรายงานท่าทีอย่างเป็นทางการของรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายที่ปัจจุบันแสดงจุดยืนว่าต้องการสันติภาพและหยุดยิงระหว่างกัน ตลอดจนมีการประเมินว่าไทยยังคงเป้นฝ่ายได้เปรียบทางการทหารและเศรษฐกิจมากกว่ากัมพูชมหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

Timeline ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ต่อความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

มหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯ ติดตามและแสดงบทบาทในสถานการณ์ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา โดยสหรัฐฯ มีท่าทีทันทีในวันที่ไทยกับกัมพูชาเริ่มปะทะกันทางทหารบริเวณพรมแดน เมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 โดยเริ่มจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ เมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 เผยแพร่แถลงการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว 2 ฉบับ และต่อมาเมื่อ 25 กรกฎาคม 2568

ประเด็นสำคัญที่สื่อต่างชาติรายงานถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา : การปะทะ ผลกระทบ และแนวโน้ม

สถานการณ์ความตึงเครียดและการปะทะทางทหารบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชาระหว่าง 24-27 กรกฎาคม 2568 ยังคงได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศที่เน้นรายงานท่าทีอย่างเป็นทางการของรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายที่ปัจจุบันแสดงจุดยืนว่าต้องการสันติภาพและหยุดยิงระหว่างกัน ตลอดจนมีการประเมินว่าไทยยังคงเป้นฝ่ายได้เปรียบทางการทหารและเศรษฐกิจมากกว่ากัมพูชม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในพื้นที่พรมแดนยังน่าห่วงกังวล เพราะมีรายงานการยิงตอบโต้และการปะทะทางทหาร รวมทั้งมีรายงานการยึดครองพื้นที่บริเวณพรมแดนเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการทหาร ปฏิบัติการทางทหารต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานว่าปัจจุบันคนไทยประมาณ 140,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ชาวกัมพูชาประมาณ 38,000 ต้องอพยพออกจากพื้นที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกัน ประชาชนชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบและต้องอพยพจากพื้นที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ โดยวิตกว่าสถานการณ์ที่ยืดเยื้อจะทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารและของใช้ที่จำเป็น เนื่องจากปัจจุบันความช่วยเหลือจากรัฐบาลค่อนข้างจำกัด แม้ว่าจะมีความพยายามระดมความช่วยเหลือจากพื้นที่ใกล้เคียงแล้วก็ตาม นอกจากนี้ สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานมาตรการของฝ่ายไทยที่ประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่เสี่ยงเพื่อควบคุมสถานการณ์ มีการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวช่วยเหลือประชาชน ขณะที่ภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่อื่น ๆ อยู่ระหว่างระดมความช่วยเหลือไปให้ผู้ทีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ผู้นำต่างประเทศแสดงบทบาทโน้มน้าวและไกล่เกลี่ยให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิง ตลอดจนเข้าสู่กระบวนการเจรจายุติความขัดแย้ง ทั้งผู้นำมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน และที่สำคัญเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 คือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยว่าได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำไทยและกัมพูชาเพื่อโน้มน้าวให้หยุดยิงทันที รวมทั้งแก้ไขปัญหาความตึงเครียดและสร้างสันติภาพด้วยการเจรจา โดยผู้นำสหรัฐฯ  โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีนัยถึงการใช้นโยบายภาษีตอบโต้เป็นเงื่อนไขโน้มน้าวไทย-กัมพูชาให้ยุติการปะทะ โดยระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันบังเอิญเกิดขึ้นพร้อมกับที่ไทยและกัมพูชาเจรจาเรื่องการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ จะไม่ทำข้อตกลงใด ๆ กับทั้ง 2 ฝ่าย จนกว่าสถานการณ์ปะทะและต่อสู้จะยุติลง…

ฮ. SH-3 อิหร่านเผชิญหน้ากับเรือพิฆาตสหรัฐฯ ในอ่าวโอมาน

กองทัพอิหร่านเปิดเผยเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 ว่า กรณีกองทัพเรือสหรัฐฯ ส่งเรือพิฆาต USS Fitzgerald ปฏิบัติการทางทะเลใกล้น่านน้ำของอิหร่านในอ่าวโอมานเมื่อ 23 กรกฎาคม 2568 นั้น เสี่ยงอันตรายและเกือบทำให้เกิดการเผชิญหน้าทางการทหาร เนื่องจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้อิหร่านจำเป็นต้องส่ง ฮ.รุ่น SH-3 หรือ Sea King ออกไปสกัดกั้นและแจ้งเตือนให้เรือพิฆาตของสหรัฐฯ เปลี่ยนเส้นทาง พร้อมกันนี้ อิหร่านระบุว่าสหรัฐฯ ตั้งใจยั่วยุทางการทหาร และทำให้บรรยากาศด้านความมั่นคงในภูมิภาคตึงเครียดขึ้น เพราะแม้ว่ากองทัพอิหร่านจะแจ้งเตือนเรือพิฆาตของสหรัฐฯ แล้ว ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนเส้นทาง อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ โดยกองบัญชาการกลาง หรือ Central Command ยืนยันว่าปฏิบัติการของเรือพิฆาตดังกล่าวเป็นไปอย่างมืออาชีพและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งอยู่ในน่านน้ำสากล และไม่มีความตึงเครียดเกิดขึ้นระหว่างการเผชิญหน้าดังกล่าว รวมทั้งย้ำว่าปฏิบัติการของเรือพิฆาต USS Fitzgerald บรรลุผลเป็นอย่างดี การเผชิญหน้าระหว่างกันดังกล่าว ทำให้ทั่วโลกวิตกว่าบทบาทของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะทำให้บรรยากาศความมั่นคงในพื้นที่ตึงเครียดขึ้น เพราะอิหร่านระแวงว่าสหรัฐฯ จะโจมตีผลประโยชน์ของอิหร่านเพื่อสนับสนุนอิสราเอล นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ แสดงแสนยานุภาพทางการทหารใกล้อิหร่านอาจเป็นการข่มขู่และกดดันให้อิหร่านยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ซึ่งปัจจุบันนานาชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม E 3 หรือสหราชอาณาจักร…

ไทยยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ในห้วงสถานการณ์ไทย-กัมพูชาตึงเครียด

สมรภูมิไซเบอร์เป็นสมรภูมิด้านความมั่นคงที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งในห้วงที่สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชายังตึงเครียด เพราะมีความเสี่ยงเผชิญโจมตีทางไซเบอร์รวมทั้งความท้าทายในการควบคุมการแพร่กระจายของข่าวสาร ข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับเหตุการณ์เป้าหมายของผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอมอาจเพื่อให้ได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง

สื่อต่างชาติยังติดตามเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา รวมทั้งเริ่มมีท่าทีจากนานาชาติ และการประการเตือนประชาชน

สื่อต่างประเทศยังคงติดตามสถานการณ์ไทย-กัมพูชาโดยรายงานอ้างท่าทีฝ่ายไทยที่เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 มีพลเรือนชาวไทยเสียชีวิต 11 ราย และทหารเสียชีวิต 1 รายได้รับบาดเจ็บ 31 ราย

สื่อต่างชาติรายงานไทยโจมตีทางอากาศต่อกัมพูชาหลังจากกัมพูชายิงจรวดเข้าชายแดนไทย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 ห้วง 1200-1400 น. มีรายงานว่าไทยใช้เครื่องบิน F-16 ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพกัมพูชาบริเวณใกล้พรมแดน หลังจากมีรายงานว่ากองทัพกัมพูชายิงจรวดรุ่น BM-21 ซึ่งเป็นจรวดหลายลำกล้อง ยิงได้ในระยะ 20 กิโลเมตร เข้าพื้นที่พลเรือนในจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดสุรินทร์ ทำให้มีรายงานประชาชนชาวไทยได้รับบาดเจ็บ 14 ราย และเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 9 ราย เนื่องจากจรวดของกัมพูชาตกใส่ร้านค้าสะดวกซื้อและปั๊มน้ำมัน รวมทั้งโรงพยาบาลพนมดงรัก ในจังหวัดสุรินทร์ ด้วย ด้านกองทัพกัมพูชายืนยันว่าไทยใช้เครื่องบิน F-16 โจมตีกัมพูชาจริง แต่ไม่เปิดเผยความเสียหายจากการโจมตีของฝ่ายไทย รวมทั้งยืนยันว่าพื้นที่ปะทะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา อย่างไรก็ดี สื่อต่างประเทศระบุว่ามีการตอบโต้ทางการทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่ 6 จุด ตามรายงานของไทย ซึ่งอยู่ในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากการตอบโต้ด้วยวิธีการทางทหาร ไทยและกัมพูชายังตอบโต้ด้วยมาตรการการทูต รวมทั้งยกระดับการปกป้องพลเรือนของตนเอง โดยไทยสั่งให้ประชาชนที่อยู่ในกัมพูชาพิจารณาเดินทางกลับไทยโดยเร็ว เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์มีแนวโน้มจะยืดเยื้อและขยายตัวรุนแรงมากขึ้น สำนักข่าว CNN รายงานว่ากองทัพไทยมีศักยภาพด้านกองกำลังและยุทโธปกรณ์สูงกว่ากัมพูชา รวมทั้งมีจำนวนทหารและอาวุธมากกว่าอย่างน้อย 3 เท่า ตลอดจนยังมียุทโธปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากความร่วมมือด้านการทหารที่ใกล้ชิดกับต่างประเทศ…

สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

สื่อมวลชนต่างประเทศสนใจรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากมีรายงานการยิงตอบโต้ ระหว่างกันเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 บริเวณฐานทัพของไทยใกล้ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ โดยสื่อต่างประเทศเน้นท่าทีอย่างเป็นทางการของทั้ง 2 ฝ่ายที่ปัจจุบันระบุว่าอีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มก่อน และความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยอ้างท่าทีกองทัพไทยว่าฝ่ายกัมพูชาส่งอากาศยานไร้คนขับเข้าใกล้พื้นที่ก่อนส่งทหาร 6 คนพร้อมอาวุธปืน RPG และจรวด BM21 เข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย ด้านโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปเพื่อปกป้องตนเอง และตอบโต้กรณีทหารไทยละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา ทั้งนี้ สื่อรายงานด้วยว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย นอกจากนี้ ไทยได้ประกาศให้ประชาชนในพื้นที่อ่อนไหวอพยพออกจากพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์โดยไล่เรียงเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา เฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่พฤษภาคม 2568 และมาตรการตอบโต้กันทั้งทางทหาร การปิดพรมแดน และการทูตระหว่างไทย-กัมพูชา ล่าสุด คือกรณีไทยลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา ด้วยการประกาศเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำพนมเปญ กลับไทย กัมพูชาจึงดำเนินการในระดับเดียวกัน พร้อมทั้งเรียกเจ้าหน้าที่ทูตกัมพูชาทั้งหมดกลับประเทศ สื่อให้ความสนใจกระแสชาตินิยมในทั้ง 2 ประเทศที่ขยายตัวในช่วงที่ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ราบรื่น รวมทั้งเป็นปัจจัยส่งผลต่อการทำงานของนายกรัฐมนตรีไทย ขณะเดียวกัน มุมมองของสื่อต่างประเทศสะท้อนว่าประเด็นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานว่ากัมพูชาลอบวางกับระเบิดในพื้นที่พรมแดน เสี่ยงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และสนใจรายงานท่าทีสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตผู้นำกัมพูชาที่เผยแพร่ความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดขอให้ชาวกัมพูชาเชื่อมั่นในมาตรการของรัฐบาลและกองทัพ และไม่ตื่นตระหนกกับการปะทะกับไทย

27 ประเทศและ EU ร่วมเรียกร้องยุติสงครามในฉนวนกาซา

  สหภาพยุโรป (EU) ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจาก 27 ประเทศออกถ้อยแถลงร่วมกันเมื่อ 21 กรกฎาคม 2568 เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติสงครามในฉนวนกาซา จากการทำสงครามที่ยื้อเยื้อตั้งแต่ตุลาคม 2566 ส่งผลกระทบต่อพลเรือนจำนวนมาก และอาจทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมระยะยาวต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา  ถ้อยแถลงดังกล่าวยังคัดค้านกรณีอิสราเอลมีนโยบายสร้างเมืองมนุษยธรรม หรือ humanitarian city ในพื้นที่ตอนใต้ของเมือง Rafah เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของชาวปาเลสไตน์ด้วย เนื่องจากเป็นนโยบายที่เข้าข่ายการบังคับให้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ นานาชาติยังวิจารณ์กระบวนการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอิสราเอลในปัจจุบันเชิงลบว่าเป็นอันตรายต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะนอกจากจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวปาเลสไตน์แล้ว ยังมีรายงานการโจมตีพลเรือนที่อยู่ระหว่างรอรับความช่วยเหลือด้วยตั้งแต่พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา ทั้งนี้ มีสถิติจากกลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ว่าอิสราเอลสังหารชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ใกล้จุดหรือศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างน้อย 880 คน ถ้อยแถลงดังกล่าวมีเนื้อหาสาระสำคัญอื่น ๆ คือ ให้ยุติการโจมตีพื้นที่พลเรือน โดยเฉพาะโรงพยาบาลและศูนย์แจกจ่ายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมทั้งเสนอแนะให้อิสราเอลและกลุ่มฮะมาสทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันเพื่อเป็นขั้นตอนเริ่มต้นการยุติความขัดแย้ง เลขาธิการสหประชาชาติสนับสนุนถ้อยแถลงและข้อเรียกร้องดังกล่าว ด้านนักวิเคราะห์ในต่างประเทศมีมุมมองว่าถ้อยแถลงครั้งนี้มีความสำคัญและน่าสนใจ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศที่ก่อนหน้านี้จะหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ ถ้อยแถลงดังกล่าวยังมีประเทศยุโรปที่ร่วมสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น คือ สหราชาอาณาจักรและฝรั่งเศส รวมทั้งมีรายชื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากประเทศนอกยุโรป ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณสะท้อนว่าประเทศต่าง ๆ แม้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิสราเอลอาจต้องการเพิ่มแรงกดดันอิสราเอลผ่านกลไกการทูต อย่างไรก็ดี…