อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ผู้นำสหรัฐฯ เตือนความขัดแย้งมีโอกาสขยายตัว

นรม.เบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลประกาศเมื่อ 13 มิถุนายน 2568 ว่า อิสราเอลปฏิบัติการ Operation Rising Lion โจมตีอิหร่านในหลายพื้นที่ รวมทั้งกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน เพื่อสกัดกั้นโครงการพัฒนานิวเคลียร์และการพัฒนาอาวุธของอิหร่านที่อิสราเอลมีมุมมองว่าเป้นภัยคุกคามและอันตรายต่ออิสราเอล รวมทั้งภูมิภาค โดย นรม.อิสราเอลเชื่อว่าอิหร่านเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อสร้างอาวุธนิวเคลียร์ จึงจำเป้นต้องโจมตีก่อนเพื่อป้องปราม นอกจากนี้ นรม.เนทันยาฮูยังย้ำว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีต่อไปจนกว่าจะสามารถลดขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านได้ สำหรับการโจมตีดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเวลากลางคืน มีรายงานเหตุระเบิดและความเสียหายในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน อิสราเอลประกาศมาตรการฉุกเฉินเพื่อยกระดับการป้องกันประเทศ พร้อมทั้งแจ้งเตือนประชาชน ให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ห้ามการชุมนุมและรวมกลุ่มในพื้นที่สาธารณะ เพราะเชื่อว่าอิหร่านจะแก้แค้นอิสราเอล ผู้นำอิสราเอลอาจตัดสินใจโจมตีอิหร่านเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนชาวอิสราเอลจากคดีคอร์รัปชันของรัฐบาลและการที่ นรม.เนทันยาฮูเผชิญกระแสวิจารณ์จากนานาชาติว่าทำให้สงครามยืดเยื้อ อิหร่านรายงานว่ามีอาคารบ้านเรือนของพลเรือนได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิสราเอล คาดว่าอิหร่านจะตอบโต้อิสราเอลเพื่อแก้แค้นในระดับที่เท่าเทียมกัน และอาจสั่งให้กองกำลังติดอาวุธในภูมิภาคโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย นานาชาติแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งและปฏิบัติการทางทหารที่เสี่ยงทำให้ทำให้บรรยากาศความขัดแย้งและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนเป็นความขัดแย้งที่อาจขัดขวางกระบวนการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเรื่องโครงการพัฒนานิวเคลียร์ด้วย นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันโลกและราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ผันผวนเพราะวิตกกับสภาวะสงคราม ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐฯ อาจอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนอิสราเอลให้โจมตีอิหร่าน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันก็เป็นข้ออ้างให้สหรัฐฯ กดดันอิหร่านมากขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการ Operation Rising Lion แม้ว่าก่อนหน้านี้ อิหร่านจะมุ่งโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง แต่ระบุว่าอิสราเอลได้แจ้งให้สหรัฐฯ…

ผู้นำเกาหลีใต้คนใหม่หารือกับผู้นำจีน เห็นพ้องกระชับความสัมพันธ์

  ประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ของเกาหลีใต้โทรศัพท์หารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเมื่อ 10 มิถุนายน 2568 เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องจะขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลและประชาชน รวมทั้งการส่งเสริมความมั่นคงและสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี ทั้งนี้ การพูดคุยดังกล่าวเป็นการสนทนากันครั้งแรกระหว่างผู้นำเกาหลีใต้และจีน หลังจากที่ประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง รับตำแหน่งเมื่อ 4 มิถุนายน 2568 ทำให้ทั่วโลกจับตาทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของเกาหลีใต้อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเรื่องสำคัญรองจากนโยบายภายในประเทศ และคาดว่าประธานาธิบดีอี แจ-มย็องจะดำเนินนโยบายต่างประเทศแตกต่างจากรัฐบาลชุดเดิม ผู้นำเกาหลีใต้ใช้การสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งนี้ส่งสัญญาณให้จีนให้ความร่วมมือในการกดดันให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์เพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค ด้านผู้นำจีนตอบรับว่าพร้อมจะให้ความร่วมมือเพื่อแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งและความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ของจีนด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนยังย้ำให้เกาหลีใต้เคารพผลประโยชน์แห่งชาติระหว่างกัน รวมทั้งร่วมมือกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคตามแนวทางที่ถูกต้อง คาดว่า ผู้นำจีนต้องการร่วมมือกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ เนื่องจากประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง มีแนวคิดคัดค้านการตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธ THAAD ของสหรัฐฯ ในคาบสมุทรเกาหลี เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค การหารือระหว่างผู้นำเกาหลีใต้และจีนอาจเป็นผลดีต่อบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศมีช่องทางติดต่อกันและพร้อมจะขยายความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน นักวิเคราะห์การเมืองเกาหลีใต้ประเมินว่ารัฐบาลประธานาธิบดีอี แจ-มย็องจะให้ความสำคัญกับการรักษารับความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น เพราะเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ และมีบทบาทในการเจรจากับเกาหลีเหนือ ประธานาธิบดีอีแจ-มย็องยังเชิญผู้นำของจีนเข้าร่วมการประชุม APECที่จะจัดขึ้นที่เมืองคย็องจู ในพฤศจิกายน…

จีนใช้นโยบายวีซ่าฟรีให้บุคคลจาก 4 ประเทศตะวันออกกลาง

  สื่อมวลชนจีนรายงานเมื่อ 9 มิถุนายน 2568 ว่า รัฐบาลจีนเริ่มใช้มาตรการวีซ่าฟรี หรือการที่ผู้ถือหนังสือเดินทาง สามารถเดินทางเข้าจีนได้โดยไม่ต้องยื่นขอวีซ่าล่วงหน้า กับบุคคลจาก 4 ประเทศในตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน คูเวต และบาห์เรน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายขยายกลุ่มประเทศที่เป็นมิตรกับจีน โดยมาตรการนี้จะเริ่มใช้ระหว่าง 9 มิถุนายน 2568 ถึง 8 มิถุนายน 2569 ครอบคลุมผู้ที่เดินทางไปจีนเพื่อการท่องเที่ยว ธุรกิจ และเยี่ยมครอบครัว โดยจะพำนักอยู่ในจีนไม่เกิน 30 วัน มาตรการดังกล่าวจะส่งเสริมนโยบายพัฒนาความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนระหว่างจีนกับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ก่อนหน้านี้ จีนใช้มาตรการวีซ่าฟรีกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และกาตาร์ตั้งแต่ปี 2562 เท่ากับว่าปัจจุบัน ประชาชนจากประเทศกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council-GCC) สามารถเดินทางไปจีนได้โดยไม่ต้องของวีซ่าล่วงหน้า ทั้งนี้ สื่อมวลชนระบุว่าความคืบหน้าครั้งนี้เป็นผลจากการหารือระหว่างผู้แทนระดับสูงของจีนกับ GCC และอาเซียนเมื่อปลายพฤษภาคม 2568 ที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นโอกาสให้ผู้แทนฝ่ายจีนและ GCC ได้หารือกันและบรรลุข้อตกลงที่จะลดอุปสรรคในการเดินทางระหว่างประเทศ โดยจีนเชื่อว่านโยบายวีซ่าฟรีจะส่งเสริมการทำธุรกิจ การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน จีนมีแนวโน้มจะใช้นโยบายวีซ่าฟรีเพื่อพัฒนาความร่วมมือและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศต่าง ๆ…

สถานการณ์ประท้วงและความรุนแรงในลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ

  สถานการณ์ประท้วงต่อต้านนโยบายจัดการและควบคุมผู้อพยพในสหรัฐฯ รุนแรงมากขึ้น หลังจากเกิดเหตุปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคง และกองกำลังป้องกันชาติ (national guards) หรือกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของสหรัฐฯ เมื่อ 8 มิถุนายน 2568 มีรายงานภาพความรุนแรงและความเสียหายจากการปราบปรามการประท้วงดังกล่าว และอาจเป็นประเด็นทำให้ชาวอเมริกันโจมตีรัฐบาลว่ากระทำความรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อผู้ชุมนุม สาเหตุของการปะทะเกิดจากผู้ชุมนุมประท้วงคัดค้านนโยบายจัดการผู้อพยพของรัฐบาล ชุมนุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 บริเวณย่านกลางเมือง ห้างสรรพสินค้า Home Depot และพื้นที่ใกล้เคียง Metropolitan Detention Centerเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สาเหตุของการประท้วงเกิดจากเหตุก่อนหน้านั้น รัฐบาลสั่งลาดตระเวนเพื่อตรวจสอบและจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมายในพื้นที่อย่างเข้มงวด ทำให้คนในพื้นที่ไม่พอใจและชุมนุมคัดค้านการดำเนินคดีต่อผู้อพยพระหว่างการชุมนุมเมื่อ 6-7 มิถุนายน 2568 มีรายงานการปิดถนนและพยายามก่อกวนการทำงานของหน่วยงานรัฐบาล ด้วยการตั้งจุดสกัดกั้นไม่ให้รถยนต์ลาดตระเวนของหน่วยงานราชการปฏิบัติงานได้ ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ไม่พอใจและประกาศให้การชุมนุมดังกล่าวผิดกฎหมาย พร้อมกับสั่งให้กองกำลังป้องกันชาติลงพื้นที่เพื่อสลายการชุมนุมเมื่อ 8 มิถุนายน 2568 ผู้ประท้วงระบุว่ากองกำลังป้องกันชาติและเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงใช้อุปกรณ์หลายรูปแบบเพื่อปราบปรามการชุมนุม รวมทั้งระเบิดควันและกระสุนที่ใช้ในการควบคุมการประท้วง ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจ ตะโกนขับไล่เจ้าหน้าที่ และก่อเหตุทำลายทรัพย์สินสาธารณะ จากนั้นสถานการณ์เริ่มมีการใช้ความรุนแรง เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ประท้วงบางส่วน นักการเมืองสหรัฐฯ พรรคเดโมแครตวิจารณ์ว่าการตัดสินใจส่งกองกำลังป้องกันชาติไปควบคุมการชุมนุม อาจเป็นการละเมิดอำนาจของรัฐ และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวโดยเร็ว เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นกรณีแรกในรอบหลายปี ที่รัฐบาลกลางตัดสินใจส่งกองกำลังป้องกันชาติไปปฏิบัติหน้าที่ในรัฐใดรัฐหนึ่ง โดยไม่ได้รับการร้องขอจากผู้ว่าการรัฐนั้น อาจเท่ากับการแทรกแซง…

ผู้นำสหรัฐฯ ออกคำสั่งห้ามบุคคลจาก 12 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 4 มิถุนายน 2568 ลงนามในคำสั่งผู้บริหาร ห้ามบุคคลที่เดินทางมาจาก 12 ประเทศ เข้าสหรัฐฯ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติ สำหรับ 12 ประเทศที่จะเผชิญมาตรการดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ได้แก่ ชาด คองโก อิเควทอเรียลกินี เอริเทรีย ซูดาน และโซมาเลีย นอกจากนี้ ยังมีเมียนมา อิหร่าน ลิเบีย เยเมน อัฟกานิสถาน และเฮติ ด้วย ส่วนประเทศที่สหรัฐ จะจำกัดการเดินทางเข้าสหรัฐฯ มีจำนวน 7 ประเทศ ได้แก่ ลาว คิวบา เวเนซุเอลา ซีราลีออน บุรุนดี ตองโก และเติร์กเมนิสถาน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติเช่นกัน ด้านโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุสาเหตุที่บุคคลจาก 7 ประเทศไม่เผชิญคำสั่งคว่ำบาตรหรือห้ามเดินทาง เพราะสหรัฐฯ ให้โอกาสในการพิจารณาคัดกรองบุคคล รวมทั้งให้โอกาสในการเจรจาเพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกันด้วย คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ใน 9 มิถุนายน 2568…

นรม.กัมพูชากล่าวถึงความท้าทายของรัฐบาลในการประชุมสภา

  สื่อมวลชนกัมพูชารายงานเมื่อ 5 มิถุนายน 2568 ว่า นายฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวถึงความท้าทายในการดำเนินนโยบายและการทำงานของรัฐบาลกัมพูชาในห้วง 20 เดือนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลกัมพูชาเผชิญความท้าทายหลากหลายรูปแบบ ทั้งจากสถานการณ์ในประเทศและต่างประเทศ แต่เชื่อมั่นว่าความท้าทายต่าง ๆ จะทำให้รัฐบาลและผู้นำประเทศรุ่นใหม่แข็งแกร่ง พร้อมปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ตลอดจนเห็นความสำคัญในการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและรัฐสภากัมพูชาที่จะต้องร่วมกันแสดงความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาท้าทายต่าง ๆ ต่อไป ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นระหว่างนายกรัฐมนตรี กัมพูชาเข้าร่วมการประชุมสภาเมื่อ 3 มิถุนายน 2568 ความท้าทายสำหรับรัฐบาลกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ เศรษฐกิจ เกษตรกรรม และระบบประกันสังคม รวมทั้งการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์ ปัญหาเงินเฟ้อ และความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทั้ง 3 ความท้าทายนี้ส่งผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว และการเติบโตในภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ เนื่องจากมีความคืบหน้า และรัฐบาลมีเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังกล่าวถึงเหตุการณ์ประท้วงเมื่อ สิงหาคม 2567 ประเด็นต่อต้านและคัดค้านความร่วมมือในกรอบ Cambodia-Laos-Vietnam Development Triangle…

กัมพูชาเตือนประชาชนระวังมิจฉาชีพหลอกให้บริจาคช่วยกองทัพ

  สื่อมวลชนกัมพูชารายงานเมื่อ 3 มิถุนายน 2568 เตือนประชาชนชาวกัมพูชาไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่ใช้ความรู้สึกรักชาติและต้องการสนับสนุนทหารในช่วงนี้ ใช้สื่อสังคมออนไลน์หลอกให้ชาวกัมพูชาสนับสนุนเงินหรือบริจาคเงิน เสื้อผ้า และสิ่งของให้กองทัพ โดยปัจจุบันพบว่ามีมิจฉาชีพสร้างตัวตนปลอมขึ้นมาเพื่อหลอกให้ชาวกัมพูชาโอนเงินเพื่อบริจาคสิ่งของและอุปกรณ์สนับสนุนให้ทหารบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย ด้านรัฐบาลกัมพูชาเพิ่มความร่วมมือกับบริษัท Meta ให้ควบคุมและจัดการกับมิจฉาชีพในแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สื่อกัมพูชารายงานว่า จุดผ่านแดนระหว่างกัมพูชากับไทยยังเปิดให้บริการทุกจุด แม้ว่าจะมีกระแสข่าวว่าอาจปิดทำการบางแห่ง ด้านชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ติดกับพรมแดนกัมพูชา-ไทยไม่เห็นด้วยกับการปิดทำการด่านข้ามแดนหรือจุดผ่านแดนระหว่างกัน เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีฮุน มาแนต ของกัมพูชาประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อ 2 มิถุนายน 2568 ว่าจะเสนอให้การแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินการผ่านการพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ โดยความคิดเห็นดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาแล้ว นอกจากนี้ กัมพูชาเสนอให้ไทยเร่งสิบสวนเหตุความรุนแรงเมื่อ 28 พฤษภาคม 2568 ซึ่งกัมพูชาถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรง โหดร้ายและละเมิดกฎหมาย เนื่องจากมีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นายขณะเกิดเหตุปะทะบริเวณพรมแดน พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีฮุน มาแนต ของกัมพูชาย้ำว่าต้องการแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณพรมแดนกัมพูชา-ไทยตามแนวทางสันติภาพและการเจรจา โดยพร้อมจะส่งคณะผู้แทนหารือในกรอบ Joint…

การเจรจาสันติภาพรัสเซีย-ยูเครนล้มเหลว คืบหน้าแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ

    การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่กรุงอิสตันบูล ตุรกี เมื่อ 2 มิถุนายน 2568 ยังไม่บรรลุผล แม้ว่าจะเป็นการเจรจารอบที่ 2 ระหว่างผู้แทนจากทั้ง 2 ฝ่ายและมีผู้แทนต่างประเทศเข้าร่วมด้วย การเจรจาดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ยูเครนและรัสเซียไม่ยอมรับข้อเสนอเพื่อหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข รัสเซียเสนอให้มีการหยุดยิงชั่วคราวในบางพื้นที่เป็นระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน แต่ยูเครนไม่เห็นด้วย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของยูเครน ซึ่งเป็นผู้นำการเจรจาของฝ่ายยูเครนยืนยันว่ารัสเซียต้องหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขอย่างน้อยเป็นระยะเวลา 30 วัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่าได้เสนอข้อตกลงหยุดยิงให้รัสเซียพิจารณาล่วงหน้าแล้ว แต่รัสเซียไม่ตอบรับ และไม่ส่งข้อตกลงให้ฝ่ายยูเครนพิจารณา อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 ฝ่าย คือยูเครนและรัสเซียระบุว่าจะยังเข้าร่วมการเจรจาต่อไป และมีข้อตกลงจะแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกัน รวมทั้งส่งคืนร่างทหารที่เสียชีวิตระหว่างการทำสงครามครั้งนี้ให้กันอย่างน้อย 12,000 ร่าง การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครนน่าจะยังไม่มีความคืบหน้าสำคัญในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างยังปฏิบัติการทางการทหารตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัสเซียยังมีข้อเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนกับการยุติสงครามที่ซับซ้อนจนอาจเป็นอุปสรรคต่อยูเครน เช่น ให้นานาชาติรับรองสถานะไครเมีย และ 4 แคว้นในภูมิภาคตะวันออกของยูเครนปัจจุบัน ได้แก่ Donetsk, Luhansk, Kherson และ…

ความคืบหน้าการสืบสวบเหตุปาระเบิดขวดใส่ผู้ชุมนุมในสหรัฐฯ

  สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เมื่อ 3 มิถุนายน 2568 รายงานความคืบหน้าการสืบสวนเหตุชายชาวอียิปต์ในสหรัฐฯ ก่อเหตุปาระเบิดขวดและจุดไฟเมื่อ 1 มิถุนายน 2568 ที่เมือง Boulder รัฐโคโลราโด ใส่ผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลจากฉนวนกาซา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 12 ราย ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 52-88 ปี  โดยระบุว่านาย Mohamed Sabry Soliman ผู้ก่อเหตุเตรียมการมาอย่างน้อย 1 ปี ปัจจุบันต้องโทษอย่างน้อย 16 ข้อหา เช่น อาชญากรรมจากความเกลียดชัง พกพาวัตถุระเบิด และพยายามฆาตกรรม เจ้าหน้าที่ยังพบว่าผู้ก่อเหตุเตรียมระเบิดขวดไว้อีกอย่างน้อย 16 ลูก เพื่อก่อเหตุซ้ำ นาย Mohamed Sabry Soliman ชาวอียิปต์อายุ 45 ปี ผู้ก่อเหตุ มีแรงจูงใจจากสถานการณ์สงครามในฉนวนกาซา เนื่องจากผู้ก่อเหตุตะโกนว่า “free Palestine” ระหว่างก่อเหตุโจมตีด้วยการปาระเบิดขวดและที่จุดเปลวไฟใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งรวมตัวกันชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้กลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซาปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอล นาย…

จุดเปลี่ยนโฉมหน้าของตะวันออกกลาง : ผู้นำสหรัฐฯ กับซีเรียพบกัน

  วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 เป็นวันที่เปลี่ยนโฉมหน้าของตะวันออกกลางเกิดขึ้น นั่นคือการพบกันระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายอะห์มัด อัชชะเราะอ์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของซีเรีย ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย เป็นการพบกันครั้งแรกของผู้นำทั้งสองประเทศในรอบ 25 ปี การพบกันของผู้นำสหรัฐฯ และซีเรียยังเป็นการเสียเปรียบด้านยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่สำหรับอิหร่าน ขณะที่คู่ขัดแย้งในตะวันออกกลาง เฉพาะอย่างยิ่งอิสราเอลและอิหร่าน ยังไม่เห็นสัญญาณในการปรับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซาอุดีอาระเบียภายใต้การนำของเจ้าชาย มุฮัมมัด บิน ซัลมานและบทบาทของตุรกีภายใต้นายเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ในการอำนวยความสะดวกที่ทำให้เกิดการพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับซีเรียครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม บทบาทของซาอุดีอาระเบียชี้ให้เห็นถึงความพยายามลดความตึงเครียดในภูมิภาค ขณะที่ตุรกี แม้จะร่วมประชุมทางโทรศัพท์ก็ตามก็มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเจรจานี้ขึ้น การประสานงานของทั้งสองประเทศชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ร่วมกันที่จะเห็นซีเรียฟื้นตัวจากสงครามกลางเมืองที่ยาวนานยืดเยื้อ ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดและได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิทัศน์โลกตะวันออกกลางไม่มากก็น้อยจากการพบกันครั้งนี้ คือประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดของสหรัฐฯ ต่อซีเรีย ซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 45 ปี แนวทางนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศของซีเรีย โดยเป็นการเปิดประตูรับการลงทุนและการค้าจากต่างประเทศที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูประเทศ ด้านประธานาธิบดีอัชชะเราะอ์สัญญาจะขับไล่กลุ่มติดอาวุธต่างชาติออกจากซีเรีย ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ซีเรียได้เชิญชวนบริษัทสหรัฐฯ ในภาคส่วนของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วย นัยสำคัญต่อคู่ขัดแย้งในตะวันออกกลาง เฉพาะอย่างยิ่งอิสราเอลกับอิหร่านก็เกิดขึ้นเช่นกัน สหรัฐฯ พยายามผลักดันให้ซีเรียสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลด้วยการเข้าร่วมข้อตกลง Abraham Accords แต่ประธานาธิบดีอัชชะเราะอ์ยังไม่มีท่าทีตอบรับที่ชัดเจน ชี้ให้เห็นว่าการปรับความสัมพันธ์เต็มรูปแบบอาจต้องใช้เวลานาน…