อินโดนีเซียปรับโครงสร้างกองทัพครั้งใหญ่ภายใต้ประธานาธิบดีปราโบโว

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโตของอินโดนีเซียเป็นประธานพิธีขยายโครงสร้างกองทัพอินโดนีเซีย (TNI) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เมื่อ 10 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ฝึกและศึกษาของหน่วยรบพิเศษกองทัพบก (Kopassus) ในเมืองบาตูจาฮาร์ จังหวัดชวาตะวันตก โดยประกาศจัดตั้งกองบัญชาการและหน่วยทหารใหม่ 162 แห่ง ครอบคลุมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพในการป้องกันประเทศ ท่ามกลางสภาวะที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามและความขัดแย้งที่เกิดเพิ่มมากขึ้น โครงการใหม่ของกองทัพอินโดนีเซีย ประกอบด้วย 1) กองบัญชาการทหารภูมิภาค หรือ Kodam เพิ่มขึ้น 6 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ตั้งแต่หมู่เกาะสุมาตรา ไปจนถึงสุลาเวสี กาลิมันตัน และปาปัวใต้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันชายแดนและดูแลพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความขัดแย้ง 2) ฐานทัพเรือหลัก (Lantamal) 14 แห่ง 3) กองบัญชาการภูมิภาคกองทัพอากาศ (Kodau) 3 แห่ง รวมถึง หน่วยรบพิเศษและหน่วยภาคพื้นดินอีกมากมาย อาทิ กองรบพิเศษ Kopassus ใหม่ 6 กลุ่ม  กองพลนาวิกโยธิน…

ชาวอเมริกันประท้วงผู้นำสหรัฐฯ กรณีเสนอการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่

  ชาวอเมริกันในหลายรัฐ รวมตัวกันชุมนุมประท้วงคัดค้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 14-17 สิงหาคม 2568 กรณีเสนอให้มีการแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ หรือ redistricting ในรัฐเทกซัส เพื่อปรับสัดส่วนวุฒิสมาชิกให้สอดคล้องกับจำนวนประชากร อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันมีมุมมองว่าข้อเสนอของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นไปเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองในการเลือกตั้งกลางสมัยปี 2569 ด้วยการแทรกแซงระบบการเลือกตั้ง เริ่มจากรัฐเทกซัส รัฐมิสซูรี รัฐโอไฮโอ และรัฐฟลอริดา ซึ่งปัจจุบันสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนสนับสนุนแนวคิดของผู้นำสหรัฐฯ ด้วย กลุ่มองค์การที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้ง เพราะมีมุมมองว่าเป็นนโยบายที่สุดโต่งและเป็นเกมการเมือง ได้รณรงค์ให้ชาวอเมริกันออกมาแสดงออกด้วยการชุมนุม เพื่อคัดค้านผู้นำสหรัฐฯ โดยการประท้วงทั้งหมดเกิดขึ้น 200 แห่งใน 34 รัฐทั่วประเทศ เป็นการแสดงออกอย่างสันติและปราศจากความรุนแรง สำหรับการประท้วงที่คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากที่สุด คือ ที่เมือง Austin เมืองหลวงของรัฐเทกซัส สำหรับกลุ่มที่มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนการประท้วงครั้งนี้ คือ กลุ่ม Texas for All Coalition ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการพรรคเดโมแครต และกลุ่ม NGOs ทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ รวมทั้งนโยบายอื่น ๆ  ของประธานาธิบดีทรัมป์ กลุ่มดังกล่าวรณรงค์ผ่านเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ภายใต้เนื้อหา “Stop the…

ผลการหารือผู้นำสหรัฐฯ – รัสเซียไม่บรรลุข้อตกลงสันติภาพในยูเครน

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปิดเผยผลการพบหารือเป็นระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย เมื่อ 15 สิงหาคม 2568 ที่เมือง Anchorage รัฐอะแลสกาว่า ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่บรรลุข้อตกลงสันติภาพในยูเครน อย่างไรก็ดี การพบกันครั้งนี้เป็นโอกาสให้มีความคืบหน้าในการหารือกัน โดยประธานาธิบดีปูตินระบุว่ามีความสนใจที่จะยุติความขัดแย้ง แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียด นอกจากนี้ ผู้นำทั้ง 2 ประเทศได้มีถ้อยแถลงพร้อมกัน แต่ไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชน ท่าทีดังกล่าวทำให้สื่อมวลชนสหรัฐฯ ประเมินว่าผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำรัสเซียยังมีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างมากเรื่องแนวทางสร้างสันติภาพในยูเครน และคาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงผิดหวังจากการที่ประธานาธิบดีปูตินปฏิเสธการทำข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ เสนอ ผู้นำสหรัฐฯ ใช้การพบกับผู้นำรัสเซียสร้างผลงานทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเปิดเผยต่อสื่อมวลชนภายหลังว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นไปด้วยดี บรรยากาศการต้อนรับและการหารือเป็นไปอย่างอบอุ่น ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้จะยังบรรลุข้อตกลงระหว่างกันไม่ได้ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังเชื่อว่าผู้นำรัสเซียสนใจข้อตกลงยุติสงครามมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์วิจารณ์รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดก่อนหน้านี้ว่าล้มเหลวในการยับยั้งสงคราม พร้อมกับส่งสัญญาณว่ารัสเซียอาจกำลังพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อทำข้อตกลง และแนะนำให้ยูเครนเตรียมพร้อมทำข้อตกลงด้วย ด้านโฆษกรัฐบาลรัสเซียให้ความเห็นว่าการหารือของผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายจะเป็นผลดีต่อการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ประเทศต่อไป มีรายงานว่าประธานาธิบดีปูตินเชิญประธานาธิบดีทรัมป์ไปพบหารือกันที่กรุงมอสโก รัสเซีย ในครั้งต่อไป นานาชาติมีมุมมองที่หลากหลายต่อผลการเจรจาครั้งนี้ โดยอดีตเลขาธิการเนโตประเมินว่าผู้นำสหรัฐฯ…

ชาวอินโดนีเซียเตรียมฉลองโอกาสครบรอบ 80 ปีวันประกาศอิสรภาพ

  ประชาชนอินโดนีเซียเตรียมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีวันประกาศอิสรภาพจากเนเธอร์แลนด์ ใน 17 สิงหาคม 2568 ซึ่งจะเป็นวันหยุดประจำชาติ รัฐบาลอินโดนีเซียจะจัดให้มีเทศกาลดนตรี จุดพลุฉลองและวัฒนธรรมที่ Merdeka Palace ในกรุงจาการ์ตา นอกจากนี้ จะมีการประดับธงชาติตามบ้านประชาชนและอาคารสำคัญต่าง ๆ รวมทั้งมีนิทรรศการผลงานของรัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว ซุเบียนโต จัดแสดงด้วย เพื่อให้ชาวอินโดนีเซียและนานาชาติเห็นผลงานของรัฐบาลที่บริหารประเทศมาได้ครบ 300 วัน แต่ในห้วงการฉลองครั้งนี้ ประชาชนชาวอินโดนีเซียบางส่วนที่ไม่พอใจผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลจะใช้โอกาสนี้แสดงออกทางการเมือง โดยประดับธงสัญลักษณ์โจรสลัดไว้ตามบ้านเรือนและรถยนต์ ซึ่งเป็นธงจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง “วันพีซ” หรือธงสีดำที่มีภาพหัวกะโหลกไขว้ หรือ Jolly Roger และสวมหมวกฟาง เพื่อเป็นสัญลักษณ์การต่อต้านรัฐบาล โดยชาวอินโดนีเซียเลือกใช้ธงจาการ์ตูนดังกล่าวเพราะมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มโจรสลัดที่ต่อสู้กับระบอบเผด็จการและอำนาจนิยม และเป็นการ์ตูนที่ได้รับความนิยมในอินโดนีเซียอย่างมาก ก่อนหน้านี้ ชาวอินโดนีเซียโพสต์รูปภาพธงโจรสลัดดังกล่าวในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงต้นปี 2568 ที่มีกลุ่มนักศึกษาประท้วงรัฐบาลที่ตัดงบประมาณ และคัดค้านกองทัพอินโดนีเซียที่มีอิทธิพลทางการเมือง โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเรียกว่า “Dark Indonesia” จากนั้น ชาวอินโดนีเซียจำนวนมากก็ใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนความรู้สึกคัดค้านและต่อต้านนโยบายของรัฐบาลในมิติอื่น ๆ ด้วย เช่น ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน และปัญหาว่างงาน ปัจจุบัน ธงสัญลักษณ์โจรสลัดจากการ์ตูนเรื่องวันพีซ ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักศึกษา…

ออสเตรเลียกับวานูอาตูบรรลุตกข้อตกลงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจระยะ 10 ปี

รัฐบาลออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคแปซิฟิก โดยเมื่อ 14 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า ออสเตรเลียบรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับวานูอาตู ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก เป็นระยะเวลา 10 ปี ข้อตกลงดังกล่าวชื่อ Nakamal Agreement ปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียและวานูอาตูหารือกันในประเด็นนี้ อย่างใกล้ชิด จากนั้นจะมีพิธีลงนามอย่างเป็นทางการระหว่างผู้นำของทั้ง 2 ประเทศใน กันยายน 2568 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ผ่านการลงทุนด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจระหว่างกัน มูลค่าประมาณ 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อยุทธศาสตร์การรักษาอิทธิพลของออสเตรเลียในพื้นที่แปซิฟิกใต้ ที่ปัจจุบันมีจีนเข้าไปแสดงบทบาทเพิ่มขึ้นด้วย ออสเตรเลียกับวานูอาตูเจรจากันมานานหลายเดือน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าว โดยวานูอาตูมีมุมมองว่าข้อตกลงนี้จะช่วยพัฒนาประเทศได้ เนื่องจากมีรายงานว่า ออสเตรเลียจะเข้าไปลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในประเทศในกรุง Port Vila และเกาะ Santo รวมทั้งลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรม e-commerce และช่วยเหลือวานูอาตูให้สามารถรับมือกับความท้าทายจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน และโลกรวน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลเปิดเผยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดความร่วมมืออื่น ๆ คาดว่าจะเปิดเผยมากขึ้นหลังจากการลงนามในข้อตกลง ซึ่งประเด็นสำคัญที่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจ คือ มาตรการวีซ่าฟรี ก่อนหน้านี้ ออสเตรเลียกับวานูอาตูเคยเจรจากันเพื่อทำข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเมื่อปี 2565 แต่รัฐบาลวานูอาตูเปลี่ยนใจและปฏิเสธในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจา…

สหรัฐฯ เผยแพร่รายงานสิทธิมนุษยชนทั่วโลก รวมทั้งไทย

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 12 สิงหาคม 2568 เผยแพร่รายงานสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2567 หรือ Country Reports on Human Rights Practices เพื่อสะท้อนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศให้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ พิจารณาใช้ในการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้ในภารกิจเสริมสร้างการปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่เป็นค่านิยมสำคัญของชาวอเมริกัน ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวพาดพิงถึงสถานการณ์สิทธิมนุษชยของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งไทย ในรายงานระบุว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยในภาพรวมของเมื่อปี 2567 ไม่แตกต่างจากปีก่อน ๆ แต่ยังมีประเด็นจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน และจำกัดเสรีภาพในการตั้งสมาคมในกลุ่มแรงงาน  สหรัฐฯ ได้รับข้อมูลว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย แต่ยังเผชิญอุปสรรค ตลอดจนพาดพิงถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ามีกลุ่มก่อความไม่สงบก่อเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือน เท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน สหรัฐฯ รวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศจากหลากหลายแหล่งข้อมูล และจัดทำรายงานสิทธิมนุษยชนเผยแพร่ทุกปี แม้ว่าเป้าหมายสำคัญในการจัดทำรายงานดังกล่าวจะเป็นไปเพื่อโน้มน้าวให้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ จัดสรรงบประมาณให้ ไม่มีการกำหนดมาตรการลงโทษหรือจัดกลุ่มประเทศต่าง ๆ เพราะไม่ใช่รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์หรือ TIP Report แต่การเผยแพร่ข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็กลายเป็นการสะท้อนมุมมองของมหาอำนาจ และเป็นข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอื่น ๆ ได้ สื่อมวลชนจีนแสดงความคิดเห็นคัดค้านข้อมูลจากรายงานของรัฐบาลสหรัฐฯ โดย Global Times รายงานเมื่อ…

จับตาบทบาทประธานาธิบดีทรัมป์ที่เร่งแก้ไขความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

สื่อสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 13 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ที่จะให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พบหารือกับประธานาธิบดีวาลดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียที่เมือง Anchorage รัฐอะแลสกา ใน 15 สิงหาคม 2568 โดยล่าสุด ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะหารือทางโทรศัพท์กับผู้นำยูเครนก่อนใน 13 สิงหาคม 2568 คาดว่าเพื่อให้ผู้นำยูเครนเข้าใจสถานการณ์และการพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำรัสเซียที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ ปรากฏกระแสวิจารณ์เชิงลบและตั้งข้อสังเกตว่า การที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะไปพบกับประธานาธิบดีปูตินเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้นำรัสเซียเสริมสร้างภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ จึงทำให้ยูเครนและประเทศยุโรปบางส่วนไม่สบายใจ ดังนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์จะพูดคุยกับประธานาธิบดียูเครนและผู้นำประเทศยุโรปบางส่วนก่อนเพื่อให้มั่นใจบทบาทของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการพบกับผู้นำรัสเซียครั้งนี้จะเป็นไป เพื่อรับฟังข้อเสนอของรัสเซียต่อการสร้างสันติภาพในยูเครนและยุโรป สถานที่ที่น่าจะใช้เป็นพื้นที่จัดการพบกันของผู้นำระดับโลกครั้งนี้ คือ ฐานทัพ Elmendorf-Richardson เพราะน่าจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียเข้าถึงฐานทัพของสหรัฐฯ ได้ ทั้งนี้ การพบกันที่รัฐอะแลสกาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยและประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันมีหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ตั้งแต่ปี 2566 เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า นอกจากยูเครนและยุโรปจะหวาดระแวงและไม่เชื่อมั่นบทบาทของผู้นำสหรัฐฯ…

จีน-สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเลื่อนการใช้ภาษีตอบโต้ออกไปอีก 90 วัน

จีนและสหรัฐฯ ประชุมและตกลงร่วมกันว่า จะเลื่อนการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ระหว่างกันออกไปอีก 90 วัน โดยเริ่มใน 12 สิงหาคม 2568 และจะสิ้นสุดใน 10 พฤศจิกายน 2568  โดยจะใช้อัตราภาษีที่ร้อยละ 30 ต่อสินค้านำเข้าจากจีน และสินค้าที่ส่งไปจีนจะเสียที่ร้อยละ 10 การบรรลุข้อตกลงร่วมกันครั้งนี้ เป็นผลจากการประชุม U.S.-China Economic and Trade Meeting ที่สต็อกโฮล์ม สวีเดน ระหว่าง 28-29 กรกฎาคม 2568 เพื่อให้ปฏิบัติตาม Geneva Joint Statement ที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไปเมื่อ 12 พฤษภาคม 2568 และการพบที่ลอนดอนเมื่อ 9-10 มิถุนายน 2568 การที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนสามารถตกลงกันได้ในเรื่องการตอบโต้ทางภาษีตอบโต้ ถือเป็นเป็นพัฒนาการที่สำคัญและเป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สะท้อนว่า จีนและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะลดระดับความขัดแย้งในประเด็นการค้าและเศรษฐกิจระหว่างกัน ตลอดจนช่วยส่งเสริมบรรยากาศความมั่นคงเศรษฐกิจโลก สำหรับขั้นตอนต่อไป จีนกับสหรัฐฯ จะใช้กลไกทีมเจรจาและที่ปรึกษาเพื่อหารือกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นนโยบายการค้า และการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ จีนมีท่าทีเชิงบวกต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในประเด็นการค้า…

กลุ่มชาติพันธุ์เมียนมาประกาศขัดขวางการเลือกตั้งในพื้นที่ควบคุม

  โฆษกกองทัพอาระกัน (Arakan Army – AA) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพลสูงสุดในเมียนมา ได้ประกาศเมื่อ 11 สิงหาคม 2568 ถึงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งทั่วไป ที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของตน โดยปฏิเสธว่าการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมากำลังผลักดันนั้น เป็นหนทางยุติสงครามกลางเมืองได้จริง กองทัพอาระกันให้เหตุผลว่า การเลือกตั้งที่ขาดการสนับสนุนจากประชาชนจะไม่เป็นประโยชน์ใด ๆ และจะยิ่งเพิ่มความสับสนวุ่นวาย การประกาศนี้สอดคล้องกับท่าทีของกลุ่มอื่น ๆ ทั้งนักการเมืองที่ถูกโค่นล้มในการรัฐประหารและกลุ่มต่อต้านอื่น ๆ ซึ่งมองว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ เป็นเพียงความพยายามของรัฐบาลทหารเมียนมาที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของตนเอง ปัจจุบัน กองทัพอาระกันสามารถควบคุมพื้นที่ได้ถึง 14 จาก 17 เมืองในรัฐยะไข่ และย้ำว่าการเลือกตั้งจะสามารถจัดได้เฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหารเท่านั้น กองทัพอาระกัน (AA) เป็นกองกำลังติดอาวุธที่เคลื่อนไหวในรัฐยะไข่ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเรียกร้องการปกครองตนเองและปกป้องสิทธิของชาวยะไข่ นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 กองทัพอาระกันได้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ท้าทายอำนาจของรัฐบาลทหารมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง โดยมีกำลังพลประมาณ 45,000 นาย และมีการฝึกกำลังพลด้วยตนเอง รวมถึงมีรายงานว่ามีการเกณฑ์ทหารจากประชาชนในพื้นที่ที่ควบคุมด้วย พลเอกอาวุโส มินอองไลง์ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาประกาศกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปในห้วง ธันวาคม 2568 หรือ มกราคม 2569 ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ชัดเจนครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหาร ก่อนหน้านี้ เตรียมการเลือกตั้ง…