พรรคเสรีนิยมชนะการเลือกตั้งทั่วไปของแคนาดา

  สื่อมวลชนแคนาดารายงานเมื่อ 29 เมษายน 2568 ว่า พรรคเสรีนิยม นำโดยนาย Mark Carney ชนะการเลือกตั้งทั่วไปของแคนาดาครั้งที่ 45 ที่จัดขึ้นเมื่อ 28 เมษายน 2568 โดยได้คะแนนในสภามากกว่าพรรคอนุรักษ์นิยมที่ 156 ต่อ 144  จากทั้งหมด 343 คะแนน ขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยม นำโดยนาย Pierre Poilievre จะเป็นพรรคฝ่ายค้านต่อไป อย่างไรก็ดี พรรคเสรีนิยมอาจไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภา เนื่องจากได้คะแนนไม่ถึง 172 คะแนน ซึ่งยังต้องรอนับคะแนนอย่างเป็นทางการต่อไป แต่พรรคเสรีนิยมจะยังคงมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลและคัดเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้น่าสนใจสำหรับแคนาดา เนื่องจากก่อนหน้านี้ พรรคเสรีนิยมซึ่งเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลและสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด มีคะแนนนิยมตกต่ำอย่างมาก จนทำให้นายกรัฐมนตรีทรูโดประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 6 มกราคม 2568 ซึ่งมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อ 24 มีนาคม 2568 นอกจากนี้ พรรคอนุรักษ์นิยมได้รับคะแนนนิยมมากขึ้นเพราะประชาชนชาวแคนาดาเห็นว่าผลงานด้านเศรษฐกิจและการเจรจากับสหรัฐฯ ของรัฐบาลพรรคเสรีนิยมทำให้แคนาดาตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบทางการค้า อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเสรีนิยมได้คะแนนเลือกตั้งมากกว่าพรรคอนุรักษ์นิยม สะท้อนว่าชาวแคนาดาส่วนใหญ่ยังสนับสนุนนโยบายของพรรคเสรีนิยม ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคเป็นนาย…

สเปนและโปรตุเกสประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงไฟฟ้าดับทั่วประเทศ

  ประชาชนในสเปนและโปรตุเกสตกอยู่ในสภาวะวิตกกังวลหลังจากเผชิญเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วประเทศเป็นระยะเวลานานเมื่อ 28 เมษายน 2568 ทำให้เกิดเหตุวุ่นวายในที่สาธารณะ โดยเฉพาะการคมนาคมที่ต้องหยุดชะงัก ขณะที่ยังไม่มีการอธิบายสาเหตุอย่างเป็นทางการ ปัจจุบัน รัฐบาลสเปนและโปรตุเกสตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (state of emergency) เพื่อควบคุมบรรยากาศความมั่นคงในประเทศ โดยสเปนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในแคว้น Andalucia, Extremadura, Murcia, La Rioja และ Madrid ส่วนโปรตุเกสประกาศพร้อมยอมรับการการฟื้นฟูระบบไฟฟ้าให้เป็นปกติอาจต้องใช้เวลา และเป็นปฏิบัติการที่ซับซ้อน คาดว่าระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าระหว่างฝรั่งเศสกับสเปนขาดการเชื่อมต่อกัน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่นี้ รัฐบาลสเปนและโปรตุเกสย้ำว่ายังไม่มีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ และทั้ง 2 ประเทศแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอย่างใกล้ชิด ปัจจุบัน 29 เมษายน 2568 สเปนสามารถกู้คืนระบบควบคุมและจ่ายไฟฟ้าได้แล้วอย่างน้อยร้อยละ 92 ส่วนโปรตุเกสสามารถแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ช่วงค่ำของ 28 เมษายน 2568 เหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างสืบสวนสาเหตุ ซึ่งนาย Antonio Costa ประธานสภายุโรปและอดีตผู้นำโปรตุเกสยืนยันว่ายังไม่มีหลักฐานว่าเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ ด้านนายกรัฐมนตรีโปรตุเกสกล่าวโทษสเปนว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟดับครั้งใหญ่ ทั้งนี้ โปรตุเกสนำเข้ากระแสไฟฟ้าจากสเปน จึงได้รับผลกระทบอย่างมาก นอกจากนี้ โปรตุเกสระบุว่าในช่วงที่เกิดเหตุไฟดับ มีนานาชาติเข้าช่วยเหลือสเปน ไม่ว่าจะเป็นโมร็อคโกหรือฝรั่งเศส แต่ไม่มีประเทศใดเข้าช่วยเหลือโปรตุเกสเลย เหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่ทำให้ประเทศยุโรปใต้เห็นความสำคัญของการวางแผนฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิด…

Who is the next Pope?

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะพระประมุขแห่งคริสตจักรที่พยายามปฏิรูปธรรมเนียมหลายอย่างเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก คริสต์ศาสนิกชนสายก้าวหน้าจึงคาดหวังว่า สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่จะมาจากฝ่ายเสรีนิยมเพื่อสานต่อภารกิจของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมองว่า การปฏิรูปศาสนจักรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสไม่สามารถจัดการความท้าทายที่ศาสนาคริสต์เผชิญมาอย่างต่อเนื่องได้ การหันกลับไปใช้หลักกฎหมายศาสนาอย่างเข้มงวดและเคร่งครัด จะเป็นการนำพาวาติกันกลับสู่เส้นทางที่เหมาะสม การเลือกตั้งสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่ในครั้งนี้ จึงอาจเป็นการแข่งขันกันระหว่งฝ่ายเสรีนิยมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม

Sede Vacante เมื่อบัลลังก์แห่งพระสันตะปาปาว่างลง

ภายหลังสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสสิ้นพระชนม์เมื่อ 21 เม.ย.68 คริสตจักรโรมันคาทอลิกตกอยู่ในสภาวะ Sede Vacante หรือบัลลังค์ว่าง Camerlengo และพระคาร์ดินัลผู้ช่วยอีก 2 องค์ จะทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนในการบริหารกิจการต่าง ๆ ของวาติกัน ขณะเดียวกัน เหล่าพระคาร์ดินัลจากทั่วโลก ทั้งหมด 252 องค์ จะเดินทางไปวาติกันเพื่อถวายความอาลัยและเตรียมการประชุมเลือกพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่

ประธานาธิบดีจีนเยือนภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.เพื่อสร้างแนวร่วมรับมือมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เดินทางเยือนภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. ระหว่าง 14-18 เม.ย.68  ประกอบด้วย เวียดนาม 14-15 เม.ย.68 มาเลเซีย 15-17 เม.ย.68 และกัมพูชา 17-18 เม.ย.68 เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับภูมิภาคที่จีนให้ความสำคัญลำดับแรกตามนโยบายการทูตประเทศเพื่อนบ้าน (Neighbourhood Diplomacy) และสร้างแนวร่วมรับมือกับมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้แนวคิด “ครอบครัวเอเชีย” (Asian Family) ที่มุ่งเสริมสร้างความเป็นเอกภาพ ความร่วมมือ และผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ การเยือนดังกล่าวยังมีนัยสำคัญยิ่งขึ้นในภาวะที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กำลังถดถอยจากความตึงเครียดทางการค้าและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับจีน แต่ก็พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ของสหรัฐฯ โดยเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชามีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ที่ร้อยละ 34 ร้อยละ 16 และร้อยละ 38 เมื่อปี 2567 ตามลำดับ ขณะที่ถูกสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าที่ร้อยละ 46 ร้อยละ 24 และร้อยละ 49 ตามลำดับ

คริสต์ศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีพระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสจำนวนมาก

คริสต์ศาสนิกชนและผู้นำโลกจำนวนมากเข้าร่วมพิธีพระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่กรุงโรม อิตาลี ใน 26 เมษายน 2568 หลังจากที่สำนักวาติกันเปิดให้คริสต์ศาสนิกชนและบุคคลที่ศรัทธาเคารพพระศพได้ที่มหาวิหาร St. Peter ที่นครรัฐวาติกันเป็นระยะเวลา 3 วัน มีรายงานว่ามีผู้เดินทางไปเคารพพระศพประมาณ 250,000 คน ในพิธีพระศพต่าง ๆ จะมีพระคาร์ดินัล Camerlengo Kevin Farrell เป็นพระประธานในพิธี  ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสต้องการให้พิธีพระศพเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ยุ่งยาก

ปากีสถานตอบโต้อินเดียทำให้บรรยากาศความสัมพันธ์ตึงเครียด

รัฐบาลปากีสถานเมื่อ 25 เมษายน 2568 ประกาศมาตรการตอบโต้อินเดียทางการทูต หลังจากอินดียลดระดับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ เนื่องจากเหตุการณ์กราดยิงในแคว้นแคชเมียร์ โดยนายกรัฐมนตรีปากีสถานระบุว่าอินเดียไม่มีหลักฐานที่จะกล่าวหาปากีสถานว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ดังนั้น ปากีสถานจะตอบโต้ด้วยการสั่งปิด Wagah Border Post หรือจุดข้ามแดนระหว่างปากีสถานและอินเดียที่เป็นพื้นที่สำหรับนักท่องเที่ยว ยกเลิกวีซ่าให้ชาวอินเดีย ขับไล่เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมของอินเดียออกจากปากีสถาน และห้ามสายการบินอินเดียเดินทางเข้าน่านฟ้าปากีสถาน รวมทั้งจะยกเลิกการค้าระหว่างกันด้วย

ผู้นำสหรัฐฯ ประณามรัสเซียกรณีโจมตีเมืองหลวงยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 24 เมษายน 2568 ประณามรัสเซียกรณีโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ครั้งล่าสุดด้วยขีปนาวุธ ทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 รายและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ประธานาธิบดีทรัมป์เผยแพร่ถ้อยแถลงประณามผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social โดยวิจารณ์ว่าการกระทำของรัสเซียเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันก็ทำให้ทหารจำนวนมากต้องเสียชีวิตในการทำสงครามด้วย สำหรับการโจมตีดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อสหรัฐฯ ที่กำลังผลักดันการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน เพื่อให้เป็นผลงานการสร้างสันติภาพและยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการทำให้สำเร็จตามที่หาเสียงไว้ นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประณามรัสเซียเป็นการเปลี่ยนท่าที จากที่ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์หลีกเลี่ยงการประณามรัสเซียโดยตรง จนทำให้นานาชาติกังวลว่าสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายสนับสนุนการทำสงครามของรัสเซีย

อินเดียปรับลดความสัมพันธ์กับปากีสถาน หลังเกิดเหตุกราดยิงที่แคชเมียร์

รัฐบาลอินเดียประกาศปรับลดความสัมพันธ์กับปากีสถานเมื่อ 23 เมษายน 2568 หลังจากเกิดเหตุกลุ่มติดอาวุธกราดยิงในเมือง Pahalgam แคว้นแคชเมียร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 26 คน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดียระบุว่า กลุ่มติดอาวุธในปากีสถานอาจมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นี้ เพราะรัฐบาลปากีถานสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอินเดียและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในอินเดียมาโดยตลอด

มาตรการปรับลดระดับความสัมพันธ์ อินเดียจะปิดพรมแดนกับปากีสถาน และระงับโครงการแบ่งปันทรัพยากรน้ำกับปากีสถานเป็นการชั่วคราว ตลอดจนไม่ให้ชาวปากีสถานเดินทางเข้าอินเดียด้วยวีซ่าในโครงการ South Asian Association for Regional Cooperation (SAARC) ส่วนชาวปากีสถานที่เดินทางอยู่ในอินเดียปัจจุบันด้วยวีซ่าดังกล่าว ต้องเดินทางออกจากอินเดียทันทีภายใน 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ อินเดียยังขับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของปากีสถานในสำนักงานผู้แทนการทูตปากีสถานประจำอินเดียออกจากประเทศ และประกาศลดจำนวนเจ้าหน้าที่อินเดียประจำสำนักงานผู้แทนการทูตอินเดียในกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานจาก 55 คน เหลือ 30 คน

ผู้นำสหรัฐฯ ออกคำสั่งผู้บริหารปฏิรูปอำนาจสถาบันอุดมศึกษาในประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งผู้บริหารเมื่อ 23 เมษายน 2568 เพื่อเดินหน้าการปฏิรูประบบการศึกษาในประเทศ โดยครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับกรุงกระบวนการรับรองสถาบันอุดมศึกษา (accrediting system) ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าเป็นอาวุธลับในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ ในปัจจุบันที่มีการเลือกปฏิบัติและเผยแพร่อุดมการณ์ที่มีอคติในหลายพื้นที่

 สื่อมวลชนสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่าคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์จะกดดันให้สถาบันอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เผชิญข้อจำกัดในการใช้และเผยแพร่แนวปฏิบัติตามหลักการ DEI ideology ที่เน้นความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นหลักคิดที่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วย เพราะเชื่อว่าหลักการดังกล่าวทำให้สังคมอเมริกันแตกแยกมากกว่าเป็นผลดี นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการให้สถาบันอุดมศึกษาให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและศักยภาพของนักศึกษามากกว่า เพื่อให้ตอบสนองความต้องการตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคต