นานาชาติคัดค้านอิสราเอลที่ขัดขวางการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศรวม 22 ชาติ เมื่อ 20 พฤษภาคม 2568 ร่วมกันลงนามในแถลงการณ์คัดค้านอิสราเอลที่ยังขัดขวางการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ส่วนแผนการของอิสราเอลที่จะแจกจ่ายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ที่กองทัพอิสราเอลควบคุมเท่านั้น ทำให้นานาชาติวิตกว่าจะไม่สามารถกระจายความช่วยเหลือได้เพียงพอ และเห็นว่าอิสราเอลใช้ความช่วยเหลือจากนานาชาติเป็นข้อต่อรองทางการเมือง พร้อมกันนี้ ทั้ง 22 ประเทศและองค์กรความร่วมมือเรียกร้องให้อิสราเอลยกเลิกแผนการดังกล่าว และให้องค์กรระหว่างประเทศมีบทบาทในการแจกจ่ายความช่วยเหลือแทน ท่าทีของนานาชาติดังกล่าวมีขึ้นก่อนการประชุม European Humanitarian Forum ของสหภาพยุโรประหว่าง 19-20 พฤษภาคม 2568 ที่กรุงบรัสเซลล์ เบลเยียม ซึ่งจะมีประเด็นสถานการณ์ในฉนวนกาซาเป็นหัวข้อหารือสำคัญ ทำให้ปัจจุบันมีหลายประเทศกล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา โดยเฉพาะข้อจำกัดและอุปสรรคที่เกิดจากนโยบายของอิสราเอลที่ปิดกั้นพื้นที่ฉนวนกาซาทั้งหมดตั้งแต่ 2 มีนาคม 2568 มีรายงานว่า ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมากกว่า 116,000 ตันไม่สามารถขนส่งข้ามพรมแดนได้ เพราะกองทัพอิสราเอลสกัดกั้นไว้ ทำให้ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 2.1 ล้านคนเสี่ยงเผชิญภาวะไม่มั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาร้อยละ 90 กลายเป็นผู้พลัดถิ่น และหลายครอบครัวต้องอพยพมากกว่า 10 ครั้ง อิสราเอลไม่สนใจข้อเรียกร้องของนานาชาติ รวมทั้งแรงกดดันจากประเทศในยุโรปที่ต้องการให้ยุติสงคราม ผู้นำอิสราเอลยืนยันดำเนินนโยบายจำกัดพื้นที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ควบคู่กับปฏิบัติการโจมตีกองกำลังติดอาวุธในฉนวนกาซาต่อไป ทั้งนี้ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและแคนาดาออกแถลงการณ์ร่วมกันถึงอิสราเอลโดยขู่ว่าจะมีมาตรการคว่ำบาตรอิสราเอลหากยังไม่ยุติการโจมตีในพื้นที่พลเรือน…

เกาหลีเหนือส่งออกแรงงานไปรัสเซีย แต่นัยอาจเชื่อมโยงด้านความมั่นคง

  รายได้จากการส่งออกแรงงานเกาหลีเหนือไปต่างประเทศเป็นหนึ่งในรายได้หลักของเกาหลีเหนือ แต่ขณะเดียวกันก็ละเมิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ด้วยเช่นกัน เพราะข้อมติดังกล่าวให้ทุกประเทศส่งกลับแรงงานเกาหลีเหนือทั้งหมดภายในธันวาคม 2562 เพื่อระงับช่องทางหารายได้ของเกาหลีเหนือสำหรับพัฒนาอาวุธ ส่งผลให้เกาหลีเหนือประสบปัญหาทางการเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ตอนนี้เศรษฐกิจเกาหลีเหนือที่จะพูดได้ว่าเป็นระบบปิด มีสภาวะไม่ดีนัก โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2563 เศรษฐกิจเกาหลีเหนือได้รับผลกระทบอย่างมากจากภัยธรรมชาติ การปิดประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติและสหรัฐฯ ความต้องการได้รายได้เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ ทำให้เกาหลีเหนือเลือกที่จะละเมิดข้อตกลงของ UNSC ด้วยการส่งออกแรงงานไปยังรัสเซีย ขณะที่รัสเซียก็จะได้ผลประโยชน์ที่สอดคล้องต้องกัน เพราะรัสเซียกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานจากสถานการณ์สู้รบรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ประกอบกับแรงงานเกาหลีเหนือมีอัตราค่าจ้างต่ำ และสามารถทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน แรงงานเกาหลีเหนือส่วนใหญ่จะถูกส่งไปทำงานในภูมิภาคตะวันออกไกล (Russia Far East) รวมถึงในพื้นที่ที่รัสเซียยึดครองในแค้วนลูฮันสค์และแคว้นโดเนตสค์ เพื่อเป็นแรงงานก่อสร้างฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ดังกล่าว และมีแนวโน้มว่าจะถูกส่งไปทำงานในเมืองหลักของรัสเซีย อาทิ กรุงมอสโกเพิ่มมากขึ้น ตัวเลขเกาหลีเหนือที่ส่งแรงงานไปทำงานรัสเซีย ตามรายงานของเว็บไซต์วอลสตรีทเจอร์นัล (WSJ) ของสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 5 พฤษภาคม 2568 ที่อ้างหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ (National Intelligence Service-NIS) ว่า เกาหลีเหนือได้ส่งแรงงานไปรัสเซียเมื่อปี 2567 ประมาณ 15,000 คน…

ตุรกีเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสันติภาพยูเครน แต่ผู้นำรัสเซียไม่เข้าร่วม

  ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนและผู้แทนจากประเทศยุโรป รวมทั้งสหราชอาณาจักรจะเยือนกรุงอังการาของตุรกีใน 15 พฤษภาคม 2568 เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือเรื่องสันติภาพในยูเครน ซึ่งเป็นการประชุมในโอกาสเดียวกันกับการประชุมกลุ่ม North Atlantic Council อย่างไม่เป็นทางการที่เมือง Antalya ของตุรกี ซึ่งจะมีผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ ประมาณ 30 ประเทศเข้าร่วม ดังนั้น ผู้นำตุรกีหรือประธานาธิบดี Recep Tayyip Erdoğan จึงให้ความสำคัญกับการจัดประชุมครั้งนี้ เนื่องจากจะเป็นโอกาสต้อนรับผู้แทนระดับสูงจากต่างประเทศ และส่งเสริมบทบาทของตุรกีในฐานะผู้ค้ำประกันความมั่นคงของภูมิภาคยุโรป การประชุมที่ตุรกีมีความสำคัญต่ออนาคตสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนอย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีรายงานว่ารัฐบาลรัสเซียจะส่งผู้แทนเยือนตุรกีเพื่อเจรจากับยูเครนด้วย และคาดหวังว่าจะเกิดการพบกัน 3 ฝ่ายระหว่างผู้นำรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกของสงคราม อย่างไรก็ตาม มีข่าวสารยืนยันว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียจะไม่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว รวมทั้งไม่เป็นผู้แทนเจรจากับยูเครน ทั้งที่ หลายฝ่ายคาดหวังให้ผู้นำรัสเซียเยือนตุรกีเพื่อเข้าร่วมการเจรจาครั้งนี้ ที่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อมาเป็นระยะเวลานานกว่า 3 ปีและส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความมั่นคงโลก ผู้นำยูเครนแสดงความคิดเห็นก่อนหน้านี้ว่าพร้อมจะเจรจากับรัสเซีย โดยมีเงื่อนไขว่าประธานาธิบดีรัสเซียต้องเป็นผู้แทนในการเจรจาเท่านั้น เพื่อให้ระดับการเจรจามีความเท่าเทียมกันและสามารถตัดสินใจประเด็นสำคัญได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อประธานาธิบดีปูตินไม่มาเข้าร่วม ประธานาธิบดีเซเลนสกีแสดงความผิดหวังและจำเป็นต้องลดระดับคณะผู้แทนการเจรจา ทั้งนี้ ฝ่ายรัสเซียส่งนาย…

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเพิ่มความร่วมมือกับรัสเซีย 

  นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย เยือนกรุงมอสโกของรัสเซียเมื่อ 13-16 พฤษภาคม 2568 อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกันเมื่อ 14 พฤษภาคม 2568 การเยือนรัสเซียครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีอิบราฮิมรับตำแหน่งเมื่อปี 2565 ซึ่งครั้งแรกได้พบกับประธานาธิบดีปูตินอย่างไม่เป็นทางการระหว่างที่นายกรัฐมนตรีอิบราฮิมเข้าร่วมประชุม  Eastern Economic Forum ที่เมืองวลาดิวอสต็อก เมื่อปี 2567 ผลการพบหารือระหว่างผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียระบุว่ารัสเซียเป็นมิตรประเทศที่ยิ่งใหญ่ของมาเลเซีย และความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศจะขยายตัวต่อไป ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ผู้นำมาเลเซียคาดหวังว่ารัสเซียกับมาเลเซียจะมีความร่วมมืออย่างเป็นทางการด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอาหาร การพัฒนาด้านดิจิทัล เทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งความร่วมมือด้านการหหาร นายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังหารือโดยตรงกับนายกรัฐมนตรี Mikhail Mishustin ของรัสเซียเมื่อ 14 พฤษภาคม 2568 รวมทั้งใช้โอกาสดังกล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีรัสเซียเยือนมาเลเซียด้วย ประเด็นสำคัญที่ผู้นำมาเลเซียต้องการบรรลุข้อตกลงจากการเยือนครั้งนี้ คือ กระชับความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศอีกครั้ง ด้วยสายการบิน Aeroflot ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์บ่งชี้การขยายความสัมพันธ์และส่งเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของมาเลเซีย ตลอดจนเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การดำเนินธุรกิจและการแลกเปลี่ยนประชาชนระหว่างกัน…

ผู้นำสหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซีเรีย

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบียเมื่อ 13 พฤษภาคม 2568 ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรีย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของซีเรียหลังจากสิ้นสุดยุคสมัยของอดีตประธานาธิบดีบะชาร อัลอะซัด ส่งเสริมให้ซีเรียมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น ตลอดจนเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับซีเรีย  นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการพบหารืออย่างไม่เป็นทางการกับประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์  ผู้นำซีเรียคนปัจจุบันใน 14 พฤษภาคม 2568 ด้วย แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะยังไม่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซีเรียแสดงความยินดีต่อท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ และมองว่าการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีต่อการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ จากการสิ้นสุดของประธานาธิบดีอัลอะซัด ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรทยอยประกาศปรับลดมาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรียแล้วเช่นกัน เพื่อเปิดโอกาสให้การพัฒนาทางการเมืองและสังคม ท่าทีที่สหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อซีเรียได้รับการตอบรับเชิงบวกทั้งในประเทศและต่างประเทศ นักการเมืองและฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ประเมินว่าจะเป็นโอกาสให้สหรัฐฯ ขยายบทบาทและอิทธิพลในซีเรีย ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเมืองตะวันออกกลางและการเมืองโลก เฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกับรัสเซียที่ประธานาธิบดีอัชชะระอ์ย้ำว่ามีความใกล้ชิดและแข็งแกร่งทางยุทธศาสตร์กับรัสเซีย ส่วนผู้แทนสหประชาชาติฝ่ายกิจการซีเรียแสดงความเห็นเชิงบวกต่อท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ เช่นกัน โดยระบุว่าจะเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาซีเรียด้านการศึกษาและสาธารณสุข ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายสหรัฐฯ ต่อซีเรียเป็นผลจากการหารือกับผู้นำซาอุดีอาระเบียและผู้นำตุรกี ซึ่งทั้ง 3 ฝ่ายเห็นพ้องว่าการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2554 จะช่วยฟื้นฟูซีเรียได้ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ซีเรียเผชิญความท้าทายและภัยคุกคามจากกองกำลังติดอาวุธต่าง ๆ รวมทั้งการโจมตีจากอิสราเอลที่เชื่อว่าซีเรียเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังติดอาวุธที่เป็นอันตรายต่ออิสราเอล ขณะเดียวกัน…

ฟิลิปปินส์รอลุ้นผลการเลือกตั้งกลางสมัย

ชาวฟิลิปปินส์ที่มีสิทธิเลือกตั้งไปจำนวนมากกว่า 70 ล้านคนลงคะแนนเสียงเพื่อคัดเลือกผู้แทนในสภา หรือการเลือกตั้งทั่วไป กลางสมัย (midterm election) เมื่อ 12 พฤษภาคม 2568 บรรยากาศการเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นไปอย่างเรียบร้อย ทั่วประเทศรอลุ้นผลการเลือกตั้งที่จะเป็นข้อมูลบ่งชี้ความคิดเห็นของประชาชนชาวฟิลิปปินส์ต่อผลงานของรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ  การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการคัดเลือกผู้อำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมากกว่า 18,000 ตำแหน่ง ได้แก่ วุฒิสมาชิก 12 ตำแหน่ง ผู้แทนเขต 254 ตำแหน่ง ผู้แทนพรรคแบบบัญชีรายชื่อ 63 ตำแหน่ง และนักการเมืองระดับรัฐ 17,942 ตำแหน่ง สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปกลางสมัยครั้งนี้ ฟิลิปปินส์ให้ผู้แทนจากสหภาพยุโรป (EU) เข้าสังเกตการณ์ด้วย นอกจากการเปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศตรวจสอบความโปร่งใสและกระบวนการเลือกตั้งแล้ว การเลือกตั้งของฟิลิปปินส์ครั้งนี้ใช้ระบบ Miru System หรือระบบคำนวณผลที่เป็นเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ เป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกการคำนวนผลคะแนนได้แบบอัตโนมัติ รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศหมู่เกาะ ทำให้การนับคะแนนและส่งผลการเลือกตั้งในแต่ละครั้งต้องใช้เวลา แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีเครื่องนับคะแนน ประชาชนส่วนใหญ่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงระบบการนับคะแนนเลือกตั้งให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ตลอดจนยังใช้ระบบแบบใหม่ผสมผสานกับแบบเก่าให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ แต่ก็มีรายงานว่าในหน่วยเลือกตั้งบางแห่งประสบปัญหา เช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรอคิวนาน และมีรายงานเหตุก่อความรุนแรงในบางพื้นที่ เนื่องจากกลุ่มผู้ติดอาวุธก่อเหตุยิงใส่ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง ในเมือง Silay City ก่อนหน้านี้…

จับตานโยบายการทูตเชิงรุกของผู้นำสหรัฐฯ ในการเยือนตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเดินทางไป 3 ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่าง 13-16 พฤษภาคม 2568 ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเคสต์ (UAE) ซึ่งเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของประธานาธิบดีทรัมป์หลังจากเข้ารับตำแหน่งในสมัยที่ 2  ซึ่งทำให้ทั่วโลกจับตามองการเยือนครั้งนี้ว่าทำไมผู้นำสหรัฐฯ เลือกเยือน 3 ประเทศพันธมิตรนี้ และอะไรคือผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงที่ทั้ง 3 ประเทศจะใช้ต่อรองกับผู้นำสหรัฐฯ เช่นกัน ทั้ง 3 ประเทศในตะวันออกกลางนี้ มีนโยบายเสริมสร้างบทบาทมหาอำนาจในภูมิภาคและการเพิ่มบทบาทเป็นตัวกลางการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาขัดแย้งในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน สถานการณ์ในฉนวนกาซา และการรับมือกับอิหร่าน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ด้วย ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการใช้การเยือนครั้งนี้ส่งสัญญาณให้ทั่วโลกเห็นว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่พร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ทำให้ทั่วโลกเห็นว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของสหรัฐฯ มากที่สุดในมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ แตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ ที่ผู้นำสหรัฐฯ อาจมองว่ามีอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ สูงมากและไม่พร้อมเจรจาต่อรองผลประโยชน์กับสหรัฐฯ ขณะที่ 3 ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางนี้พร้อมเจรจาซื้อ-ขายอาวุธกับสหรัฐ รวมทั้งหารือเรื่องการลงทุนระหว่างประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล…

สถานการณ์ยังคงเปราะบาง แม้ปากีสถานกับอินเดียหยุดยิงชั่วคราว

  สถานการณ์ความขัดแย้งและความตึงเครียดจากการปะทะกันทางทหารระหว่างอินเดียกับปากีสถานยังเปราะบาง แม้มีรายงานเมื่อ 10 พฤษภาคม 2568 ว่า อินเดียและปากีสถานทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างกัน เพื่อลดระดับความเสียหายจากเหตุความรุนแรงและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นสูง เพราะต่างฝ่ายต่างใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้ข้ามพรมแดนระหว่างกัน จนทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 70 คน และสถานการณ์เสี่ยงลุกลามบานปลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางทหารของกองทัพอินเดีย (DGMO) เปิดเผยเมื่อ 11 พฤษภาคม 2568 ว่า ตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่มีการใช้ข้อตกลงหยุดยิง ทั้งอินเดียและปากีสถานต่างก็ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ตลอดจนมีการใช้ช่องทางสื่อสารฉุกเฉิน หรือ hotline เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการทหารระหว่างกันด้วย อย่างไรก็ดี อินเดียเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของปากีสถานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความมั่นคง ด้านปากีสถานยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และเริ่มกล่าวโทษอินเดียว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงดังกล่าว จนทำให้ยังมีการปะทะกันในบางพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานว่าสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอินเดียกับปากีสถาน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้ประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อ 10 พฤษภาคม 2568 ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ หารือกับผู้นำปากีสถานอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมสถานการณ์และหาทางออกสำหรับความตึงเครียดครั้งนี้ ที่น่าสนใจอย่างมาก คือ ทางการอินเดียไม่ให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความพยายามหรือบทบาทของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและการปะทะกันอีก เนื่องจากปากีสถานและอินเดียยังไม่เชื่อมั่นระหว่างกัน และยังไม่มีความชัดเจนเรื่องความคืบหน้าการสืบสวนเหตุโจมตีนักท่องเที่ยวในเมือง Pahalgam ดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ ซึ่งอินเดียยังคงเชื่อว่าปากีสถานมีส่วนเกี่ยวข้อง…

สหรัฐฯ กับจีนเจรจาการค้ารอบแรก มีความคืบหน้า

  ผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ กับจีนพบหารือกันประเด็นความสัมพันธ์ทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 11 พฤษภาคม 2568 โดยทั้ง 2 ฝ่ายเปิดเผยผลการเจรจาว่าเป็นเชิงบวกและเป็นความคืบหน้าสำคัญ เนื่องจากมีการหยิบยกเรื่องนโยบายและอุปสรรคการค้าระหว่างประเทศขึ้นหารือกันอย่างตรงไปตรงมา และทำให้เข้าใจกันว่าความแตกต่างของทั้ง 2 ประเทศในปัจจุบันนั้นสามารถแก้ไขได้ จึงคาดว่าการเจรจาครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและแนวทางความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการค้าโลกต่อไป ผู้แทนการเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ได้แก่ นาย Scott Bessent รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ส่วนฝ่ายจีน คือ นาย He Lifeng รองนายกรัฐมนตรี คาดว่าใน 12 พฤษภาคม 2568 ผู้แทนของทั้ง 2 ประเทศจะสามารถเผยแพร่ถ้อยแถลงร่วมกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้า รวมถึงขั้นตอนต่อไปในการเจรจาการค้าระหว่างกันได้ การเจรจาประเด็นการค้าระหว่างผู้แทนระดับสูงของจีนกับสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนว่าทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องการค้าอย่างมาก และอาจสะท้อนว่าต่างฝ่ายต่างได้รับผลกระทบจากการใช้ภาษีตอบโต้กัน จึงต้องเจรจากันเพื่อหาทางออกร่วม เพื่อไม่ให้เกิด world trade disruption เพราะสหรัฐฯ คือประเทศนำเข้าอันดับ 1…

โป๊ปเลโอที่ 14 สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่

  สำนักวาติกันประกาศเมื่อ 9 พฤษภาคม 2568 ผลการประชุมลับของพระคาร์ดินัล (Conclave) เพื่อคัดเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ที่ 267 แห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ที่วัดน้อยซิสทีน ในนครรัฐวาติกัน โดยเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 18.00 น.ของนครรัฐวาติกัน พระคาร์ดินัลได้เลือกพระคาร์ดินัลชาวอเมริกัน คือพระคาร์ดินัล Robert Prevost อายุ 69 ปี เป็นสมเด็จพระสันตะปาปา จะทรงใช้พระนามว่า “ลีโอที่ 14” และพระองค์ทรงปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในฐานะผู้นำคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่นครรัฐวาติกันแล้ว ผู้นำต่างประเทศทยอยแสดงความยินดี ด้านชาวอเมริกันจำนวนมากแสดงความเห็นว่า การที่มีสมเด็จพระสันตะปาปาเป็นชาวอเมริกันครั้งแรกถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ขณะที่ชาวเปรูก็แสดงความยินดีและภาคภูมิใจ เพราะสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เคยประกอบศาสนกิจอยู่ที่เปรูเป็นระยะเวลานานและได้รับสัญชาติเปรูด้วย คาดว่าบทบาทของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 จะสานต่อนโยบายการปฏิรูปคริสตจักรให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ เนื่องจากเป็นนักบวชที่มีแนวคิดเหมือนกับอดีตพระสันตะปาปาฟรานซิส และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ยากไร้ทั่วโลก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ทิศทางการแสดงบทบาทของโป๊ปพระองค์ใหม่ จากการเลือกชื่อ “เลโอ” ซึ่งเป็นชื่อที่สะท้อนถึงนักบวชที่จะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางสังคมและการนำพาคริสตจักรผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 อาจะเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างแนวคิดปฏิรูปและการยึดมั่นในหลักคำสอนดั้งเดิมของคริสตจักรด้วยเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสิทธิผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ และท่าทีของสมเด็จพระสันตะปาปาต่อสถานการณ์ความมั่นคงและความขัดแย้งของโลก แต่การที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 มีประสบการณ์ในระดับนานาชาติที่หลากหลายและได้รับการสนับสนุนจากทั่วโลก…