เมียนมาเสร็จสิ้นการเลือกตั้งทั่วไป ครบ 3 ระยะ

เมียนมาเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 25 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งระยะที่ 3 เพื่อคัดเลือกผู้แทนในฝ่ายนิติบัญญัติและผู้นำรัฐบาล หลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อปี 2564  บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อยในหลายพื้นที่ แต่ค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากมีรายงานว่ามีเหตุการณ์ปะทะและความรุนแรงในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่กล้าเดินทางออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ขณะที่บางส่วนคัดค้านการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพราะไม่ต้องการสนับสนุนกระบวนการเลือกตั้งที่ไม่ยุติธรรม โดยคาดว่าพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา หรือ USDP ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมาจะได้รับชัยชนะแบบถล่มทลาย (landslide) เพราะได้ตัดสิทธิการเมืองของพรรคฝ่ายค้านที่มีผู้สนับสนุนจำนวนมากไปก่อนหน้านี้แล้ว การเลือกตั้งเมียนมาครั้งนี้แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 และครั้งที่ 2 เมื่อ 11 มกราคม 2569 มีทีมผู้สื่อข่าวต่างประเทศลงพื้นที่เพื่อติดตามรายงานสถานการณ์การเลือกตั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจของเมียนมาติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัย สื่อต่างประเทศคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า USDP จะได้รับชัยชนะและได้สิทธิคัดเลือกประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ร่วมกับตัวแทนจากกองทัพที่ได้ที่นั่งในสภาเมียนมา ดังนั้น ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจะเป็น พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ อายุ 69 ปี ผู้นำรัฐบาลสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) และผู้นำกองทัพเมียนมาคนปัจจุบัน ที่จะได้ดำรงตำแหน่งผู้นำเมียนมาต่อไป การเลือกตั้งในเมียนมาเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อยเพราะมีมาตรการควบคุมความมั่นคงและกำหนดพื้นที่จัดการเลือกตั้งอย่างเข้มงวดและจำกัด มีความเป็นไปได้สูงที่กระบวนการทางการเมืองจะเป็นไปตามเป้าหมายและสามารถตั้งรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งในเมียนมาอาจไม่ได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ และไม่ได้แก้ไขปัญหาความแตกแยกและความรุนแรงทางการเมือง…

ความคืบหน้าการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ผู้แทนรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการเจรจา 3 ฝ่ายเพื่อหาแนวทางยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อ 24-25 มกราคม 2569 โดยเป็นการหารือ 3 ฝ่ายครั้งแรกที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) ผลการหารือไม่มีการบรรลุข้อตกลงระหว่างกัน แต่เป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะจะมีการหารือกันอีกครั้งใน 1 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้แทนฝ่ายสหรัฐฯ เปิดเผยว่าการเจรจานับว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่อาจนำไปสู่สันติภาพและการยุติสงครามที่ยืดเยื้อ เนื่องจากที่ผ่านมา ทั้งรัสเซียและยูเครนไม่เคยส่งผู้แทนไปพบและเจรจากับในลักษณะนี้ แต่ใช้การเจรจาทวิภาคีกับสหรัฐฯ มาโดยตลอด ดังนั้น การประชุมที่กรุงอาบูดาบี จะเป็นผลงานด้านการทูตที่สำคัญของทั้ง 3 ฝ่าย ประธานาธิบดียูเครนมีท่าทีเชิงบวกต่อการเจรจาครั้งนี้ โดยระบุเมื่อ 25 มกราคม 2569 ว่า ยูเครนพร้อมลงนามในข้อตกลงที่มีเนื้อหาว่าสหรัฐฯ และยุโรปจะค้ำประกันความมั่นคงของยูเครน ในลักษณะ “Coalition of the Willing” โดยที่ยูเครนไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกเนโต คาดว่าการแสดงท่าทีดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้ชาวยูเครนและนานาชาติเห็นว่า รัฐบาลยูเครนเป็นฝ่ายต้องการสันติภาพและยุติการสู้รบ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีความรุนแรงจากกรณีรัสเซียใช้โดรนโจมตีสร้างความเสียหายให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าประเทศยุโรปและสหรัฐฯ จะค้ำประกันความมั่นคงของยูเครนอย่างไร แม้ว่าผู้นำฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรจะมีบทบาทนำในประเด็นนี้ แต่ก็ยังไม่มีข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม เฉพาะอย่างยิ่งการที่จะส่งกองทัพไปประจำการในยูเครน…

ประเทศยุโรปจะร่วมกันสร้างทุ่งกังหันลม เพื่อเสริมความมั่นคงพลังงาน

ประเทศยุโรปจำนวน 10 ประเทศเมื่อ 25 มกราคม 2569 ลงนามในกรอบความร่วมมือด้านการสร้างฟาร์มกังหันลม หรือทุ่งกังหันลมในบริเวณทะเลเหนือ เพื่อให้เป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาดที่สำคัญของภูมิภาค โดยประเทศที่ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว ประกอบด้วยสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ซึ่งหลังจากนี้จะร่วมมือกันพัฒนาและลงทุนสร้างทุ่งกันหันลม เพื่อผลิตพลังงาน แจกจ่ายให้ประเทศที่เกี่ยวข้อง เป็นประโยชน์ต่อการลดการพึ่งพาพลังงานรูปแบบเก่า และเพิ่มพูนความมั่นคงด้านพลังงาน ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2566 ประเทศยุโรปเคยประกาศเป้าหมายร่วมกันที่จะสร้างทุ่งกังหันเพื่อผลิตพลังงานลมในบริเวณพื้นที่ทะเลเหนือ หรือเน้นการผลิตพลังงานลมในพื้นที่นอกชายฝั่ง ให้สำเร็จภายในปี 2593 ดังนั้น ข้อตกลงใหม่นี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยุโรปบรรลุเป้าหมายข้างต้น ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ยุโรปมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมอย่างน้อย 20 กิกะวัตต์ ภายในปี 2573 จากนั้นจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ถึง 300 กิกะวัตต์ ในอนาคต ปัจจุบัน ประเทศที่มีกำลังการผลิตพลังงานลม ประเภทพลังงานลมนอกชายฝั่งมากที่สุด คือ จีน มีกำลังการผลิต 43 กิกะวัตต์ อันดับ 2 คือ สหราชอาณาจักร มีกำลังการผลิต…

กัมพูชาให้เรือรบของสหรัฐฯ เทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม

ในที่สุด ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างกัมพูชากับสหรัฐฯ ก็กลับมาใกล้ชิดกันถึงระดับที่กัมพูชาให้เรือรบของสหรัฐฯ ที่ชื่อยูเอสเอส ซินซินเนติ (USS Cincinnati) ซึ่งเป็นเรือรบชายฝั่งชั้นอินดีเพนเดนซ์ เข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม จังหวัดพระสีหนุ เมื่อ 24 มกราคม 2569 และจะเทียบท่าอยู่เป็นเวลา 5 วัน จนถึง 28 มกราคม 2569   ฐานทัพเรือเรียมนี้ แม้กัมพูชาจะยืนยันว่าโปร่งใสที่จะให้นานาชาติเข้าเทียบท่าได้ แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกัมพูชา และญี่ปุ่นเป็นต่างชาติประเทศที่ได้เทียบท่า ฐานทัพเรือนี้ใช้งบประมาณของจีนในการบูรณะ และมีรายงานว่าเรือรบของสหรัฐฯ จอดเทียบท่าใกล้กับเรือรบของจีน 2 ลำ การปรากฏตัวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในกัมพูชาที่ฐานทัพเรือเรียมครั้งนี้ ดำเนินการต่อเนื่องจากเมื่อปี 2567 ที่เรือรบยูเอสเอส ซาวันนาห์ (USS Savannah) เทียบท่าที่เมืองสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นการเข้าเทียบท่าครั้งแรกของสหรัฐฯ ในรอบ 8 ปี แต่ไม่ได้เทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม การได้เทียบท่าฐานทัพเรือเรียมของสหรัฐฯ นอกจากจะส่งสัญญาณจากกัมพูชาต่อนานาชาติให้เกิดความไว้ใจว่า ไม่ได้เป็นฐานทัพเรือที่ใช้ปฏิบัติการทางทหารให้กับจีนแล้ว ยังเป็นการกระชับความร่วมมือด้านการทหารกับสหรัฐฯ ด้วย และที่น่าจับตามองคือ มีรายงานว่า พลเรือเอก แซมมวล พาพาโร ผู้บัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ก็จะมาพบหารือกับฝ่ายกัมพูชาในครั้งนี้ด้วย…

ภาคเอกชนของสหรัฐฯ ลงทุนในกัมพูชาตั้งแต่ ต้นปี 2569

ภาคเอกชนขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ เริ่มทยอยเข้าไปลงทุนกัมพูชาตั้งแต่ ต้นปี 2569 และมีแนวโน้มที่จะเข้าไปลงทุนในกัมพูชาเพิ่มขึ้น หลังจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับไทย ผลักให้สหรัฐฯ และกัมพูชาใกล้ชิดกันมากขึ้น รวมทั้งกัมพูชายังดำเนินนโยบายเชิงรุก ด้วยการจ้างล็อบบี้ยิสต์ เพื่อให้นักธุรกิจสหรัฐฯ เพิ่มความสนใจที่จะลงทุนในกัมพูชา การเปิดรับการลงทุนจากสหรัฐฯ เพิ่มทางเลือกให้กับกัมพูชาที่สามารถกระจายเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ บริษัทอุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์ และบริษัทไบโอเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่เปิดตัวการเริ่มลงทุนในกัมพูชาตั้งแต่ มกราคม 2569 ได้แก่ บริษัท Triangle Tire โดยจะสร้างโรงงานที่จังหวัดสวายเรียง ในมีนาคม 2569 ด้วยมูลค่าการลงทุน 462 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  การผลิตใช้เทคโนโลยีของบริษัท และคาดว่าจะรองรับการผลิตยางรถโดยสารสมรรถนะสูงได้ประมาณ 6 ล้านคันต่อปี และขายยางรถยนต์ได้ประมาณ 1 ล้านเส้นต่อปี สำหรับตลาดการส่งออก ได้แก่ ตลาดในภูมิภาคอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ทั้งนี้ บริษัทจะสร้างรายได้ประมาณ 371 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี  รวมทั้งจะเป็นการดำเนินยุทธศาสตร์ของบริษัทที่จะนำบริษัทไปสู่ตลาดโลก ทั้งนี้ บริษัท Triangle Tire มีสำนักงานใหญ่ที่เมือง แฟรงกลิน รัฐเทนเนสซี…

รัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ จะหารือกัน 3 ฝ่ายครั้งแรกที่ UAE

นานาชาติจับตามองความคืบหน้าการแก้ไขความขัดแย้งและสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยมีรายงานเมื่อ 22 มกราคม 2569 อ้างประธานาธิบดีโวโลดีมร์ เซเลนสกี ของยูเครนว่า ผู้แทนจากยูเครน รัสเซีย และสหรัฐฯ จะเดินทางไปหารือร่วมกัน 3 ฝ่ายที่เมืองอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในห้วง 23-24 มกราคม 2569 ซึ่งผู้นำยูเครนเปิดเผยว่าการพบหารือครั้งนี้จะเป็นการหารือแบบ 3 ฝ่ายครั้งแรก โดยมีเป้าหมายเพื่อหาแนวทางยุติสงคราม การเจรจา 3 ฝ่ายเป็นผลหลังจากประธานาธิบดีเซเลนสกี ของยูเครนพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงที่ทั้ง 2 ผู้นำไปเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ซึ่งผู้นำยูเครนยืนยันว่าสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะค้ำประกันความมั่นคงของยูเครนต่อไป และจะให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูประเทศ พร้อมกับท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ส่งสัญญาณเชิงบวกในความคืบหน้าของการยุติความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซีย อย่างไรก็ดี รัสเซียยังไม่แสดงท่าทีตอบรับ หรือปฏิเสธต่อการประชุมดังกล่าว แต่มีรายงานว่าผู้แทนการเจรจาของสหรัฐฯ ได้เดินทางปพบหารือกับประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ที่กรุงมอสโก เมื่อ 22 มกราคม 2569 และประชุมกันเป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง…

ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีประเด็นกรีนแลนด์ แต่ยังไม่ชัดเจน

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประบเปลี่ยนท่าทีต่อการครอบครองเกาะกรีนแลนด์เมื่อ 22 มกราคม 2569 โดยประกาศในระหว่างประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ว่าบรรลุข้อตกลงกับเนโตแล้วเกี่ยวกับอนาคตของเกาะกรีนแลนด์ และข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลให้สหรัฐฯ ไม่ใช้มาตรการภาษีกดดันประเทศยุโรป 8 ประเทศ ที่ไม่เห็นด้วยกับการครอบครองเกาะกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียด แต่ยืนยันว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะหารือประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้บรรยากาศตึงเครียดประเด็นสหรัฐฯ ต้องการครอบครองเกาะกรีนแลนด์ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ชัดเจน เพราะนายมาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (เนโต) ที่เจรจากับผู้นำสหรัฐฯ ตกเป็นบุคคลที่เผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลเดนมาร์ก กรีนแลนด์ และประเทศยุโรปส่วนใหญ่ที่ต้องการข้อมูลเรื่องข้อตกลงที่ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างถึง ซึ่งเมื่อ 23 มกราคม 2569 นายมาร์ค รุตเตอร์ ระบุว่าไม่ได้หารือกับประธานาธิบดีทรัมป์เรื่องอธิปไตยเหนือเดนมาร์กหรือเกาะกรีนแลนด์เลย อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศเริ่มรายงานว่านายมาร์ค รุตเตอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ จะเป็นเลขาธิการเนโตที่จะมีบทบาทสำคัญในการรักษาดุลความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับสมาชิกเนโตที่เป็นประเทศในยุโรป ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นายมาร์ค รุตเตอร์ คุ้นเคยกับประธานาธิบดีทรัมป์ และได้ฉายาว่าเป็น “Trump…

ฟิลิปปินส์จะผลักดันการจัดทำเอกสารประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์แสดงท่าทีต่อแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ เมื่อ 22 มกราคม 2569 โดยยืนยันว่า ฟิลิปปินส์จะสนับสนุนและผลักดันการจัดทำเอกสารประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct-CoC) เพื่อเป็นแนวปฏิบัติร่วมกันของประเทศที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่พิพาทต่อไป ปัจจุบัน เอกสาร CoC มีความคืบหน้าแล้วประมาณร้อยละ 70 จากการประสานงานของมาเลเซียที่เป็นประธานอาเซียนเมื่อปี 2568 และฟิลิปปินส์ที่กำลังเป็นประธานอาเซียนในปี 2569 จึงจะขับเคลื่อนเป้าหมายของอาเซียนต่อไป และตั้งกำหนดการจะจัดทำเอกสาร CoC ให้สำเร็จภายในปี 2569 การจัดทำเอกสาร CoC ระหว่างอาเซียนและจีน ค่อนข้างล่าช้า แม้ว่าจะมีการเจรจาผ่านกลไกอาเซียนมาโดยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี แต่เพิ่งเริ่มการจัดทำเอกสารร่วมกันอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2560 ความท้าทายสำคัญในการเจรจาเพื่อจัดทำเอกสาร CoC คือ ท่าทีของประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่พิพาท เฉพาะอย่างยิ่งจีน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการใช้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการเมื่อปี 2559 ที่ทำให้จีนเสียเปรียบในพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ ขณะที่ฟิลิปปินส์ยึดมั่นในคำตัดสินดังกล่าว ทำให้บรรยากาศการเจรจาและความสัมพันธ์ตึงเครียด และต่างฝ่ายต่างพยายามเคลื่อนไหวในทะเลจีนใต้เพื่อรักษาบทบาทต่อไป ฟิลิปปินส์ยังคงเน้นย้ำว่า การจัดทำเอกสาร CoC ในทะเลจีนใต้ ต้องสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UN Convention on the…

ฟิลิปปินส์เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวในโอกาสที่เป็นประธานอาเซียน ในปี 2569

ฟิลิปปินส์เร่งเพิ่มรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยว แม้การเติบโตในประเทศขึ้นอยู่กับการบริโภคภายในประเทศถึง ร้อยละ 70 และร้อยละ 8.9 ขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยว  โดยคาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีความยืดหยุ่น และเป็นผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปท่องเที่ยวในฟิลิปปินส์ ไม่ถึงเป้าหมายต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี ติดต่อกัน โดยเมื่อปี 2568 มีประมาณ 5.6 ล้านคน จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 8.4 ล้านคน  อย่างไรก็ดี ในปี 2569 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ฟิลิปปินส์เริ่มต้นปี 2569 ด้วยการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยตั้งแต่ 16 มกราคม 2569  นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางไปเที่ยวที่ฟิลิปปินส์ ผ่านสนามบินนินอยอากีโน และสนามบินแมคตันเซบู ไม่ต้องของวีซ่า และพำนักในฟิลิปปินส์ได้ 14 วัน แต่ต้องมีที่พักในฟิลิปปินส์ชัดเจน และมีตั๋วเที่ยวกลับ พร้อมกับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นวีซ่าประเภทอื่นได้ในระหว่างท่องเที่ยวในฟิลิปปินส์  การยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนจะทดลองเป็นเวลา 1 ปี ก่อนหน้านี้ เมื่อ พฤศจิกายน 2568 ฟิลิปปินส์ประกาศใช้วีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีน และเมื่อมิถุนายน 2568…

สหรัฐฯ เตรียมใช้กองทัพควบคุมการชุมนุมคัดค้านนโยบายผู้อพยพในรัฐมินเนโซตา

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อ 19 มกราคม 2569 สั่งการให้ทหารอเมริกันจำนวน 1,500 คน เตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติการควบคุมผู้ชุมนุมประท้วงในรัฐมินเนโซตา สหรัฐฯ หลังจากมีรายงานว่าการชุมนุมประท้วงขยายตัวเนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่พอใจนโยบายปราบปรามผู้อพยพในพื้นที่โดยใช้ความรุนแรงและการกระทำที่เกินกว่าเหตุ หลังจากเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ยิงสังหารผู้ประท้วง แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าผู้ประท้วงดังกล่าวขับรถพุ่งชนเข้าหน้าที่ การเตรียมกองกำลังทหารดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งระบุว่าพร้อมจะใช้อำนาจตามรัฐบัญญัติ Insurrection Act เพื่อใช้กำลังจากกองทัพสหรัฐฯ ในการจัดการสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศ หลังจากที่การชุมนุมประท้วงในรัฐมินเนโซตาเริ่มขยายตัว พร้อมทั้งมีรายงานว่านักการเมืองท้องถิ่นไม่เห็นด้วยกับมาตรการของรัฐบาล รวมทั้งมีการขัดขวางเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE ระหว่างปฏิบัติการปราบปรามและจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ จำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์ ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่จะใช้อำนาจตามรัฐบัญญัติ Insurrection Act เพื่อใช้กำลังจากกองทัพสหรัฐฯ ในการจัดการสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศแล้วเมื่อปี 2563 เพื่อจัดการการชุมนุมประท้วงเหตุ George Floyd หรือการประท้วงเจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังเกินกว่าเหตุต่อพลเรือน ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ย้ำว่าหน่วยงานมีความจำเป็นต้องเตรียมพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด อย่างไรก็ตาม นาย Tim Walz ผู้ว่าการรัฐมินเนโซตา สังกัดพรรคเดโมแครต คัดค้านคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์และเรียกร้องให้ยกเลิกความพยายามจะส่งทหารไปควบคุมพลเรือน เพราะจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายและเสี่ยงเผชิญความรุนแรงมากขึ้น การควบคุมสถานการณ์การชุมนุมในรัฐมินนิโซตา อาจเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ และเปรียบได้เป็น “tinderbox” หรือสถานการณ์ที่พร้อมจะปะทะเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของสหรัฐฯ…